수라간 สูตรลับตำรับชายา บทที่ 12 : แฮจององจู

수라간 สูตรลับตำรับชายา บทที่ 12 : แฮจององจู

โดย : นาคเหรา

수라간 สูตรลับตำรับชายา เรื่องราวอึนบยอล เด็กสาวที่เมื่อยังอ่อนเดียงสาเธอได้รับความเมตตาจากพระราชาคยองมินให้ลิ้มรสข้าวต้มถั่วแดงในวันที่อดอยาก เธอจึงตั้งใจว่า หากโตขึ้น จะเป็นแม่ครัวที่ปรุงอาหารด้วยหัวใจให้จงได้  “수라간 สูตรลับตำรับชายา” โดย นาคเหรา … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-12-

해정옹주

 

เสียงกรีดร้องของเด็กสาวดังแว่ว ทำให้ผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นต้องหันไปหาที่มาของเสียง แต่ที่น่าแปลกอย่างหนึ่งก็คือ แม้จะมีเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังมาไม่ไกล แต่ชาวบ้านแถวนี้ก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก ราวกับรู้กันอยู่แล้วว่ามีเหตุอะไร มีเพียงบรรดาคนจรจัดเท่านั้นที่ทำท่าลุกลี้ลุกลนจนสังเกตได้

“เสียงอะไรน่ะ คิมซังกุง”

“คงไม่มีอะไรหรอกเพคะ องจูจากา (1) คนทะเลาะกันเป็นเรื่องปกติน่ะเพคะ นี่ก็ค่ำแล้วรีบเสด็จกลับเรือนเถิดเพคะ”

คิมซังกุงเอ่ยพลางพูดเพื่อเร่งฝีเท้านาย แต่ทว่าแฮจององจูกลับไม่ได้ละความสนใจนั้นเลย เพราะเสียงที่ดังเข้ามาใกล้เข้ายิ่งเดินก็ได้ยินเสียงมากขึ้น และพอเดินมาที่หัวมุมถนนที่เคยเป็นร้านข้าวกุกบัป พระองค์ก็ให้แปลกพระทัยยิ่งนัก พระองค์เห็นคนหลายคนกำลังมุงดูอะไรบางอย่าง ฝุ่นที่ฟุ้งออกมาจากบริเวณนั้นทำให้ซังกุงสูงวัยต้องหันไปพยักหน้าเพื่อสั่งให้บ่าวไพร่ที่ตามให้เร่งฝีเท้าไปอีก

“หม่อมฉันบอกให้ขึ้นเกี้ยวมาก็ไม่ยอม แล้วคนพวกนี้มาทะเลาะอะไรกันอีกเนี่ย แต่ทำไมมีคนใส่ชุดทหารด้วย” คิมซังกุงเอ่ย พลางมองไปข้างหน้า นางก็เอามือทาบอกด้วยอาการตกใจก่อนจะเอ่ยต่อ

“เราเดินไปทางใหม่เถิดเพคะ องจูจากา”

“อ้าว…เดินทางนี้ก็จะถึงบ้านเราอยู่แล้ว นี่จะเดินอ้อมให้เสียเวลากันทำไมเล่า” ผู้เป็นนายถามอย่างสงสัย คิมซังกุงถอนหายใจน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยออกไปว่า

“ก็เพราะมีคนทะเลาะกันสิเพคะ แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

แฮจององจูมองตามมือที่ชี้ไปของคิมซังกุง สิ่งที่พระองค์เห็นก็คือ ภาพเด็กสาวคนหนึ่งถูกชายร่างใหญ่สองคนจับไว้ ในขณะที่มีหญิงวัยกลางคนกำลังทำร้ายนาง ข้างๆกันนั้นยังมีทหารสวมเสื้อบอกตำแหน่งว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของทางการอีกด้วย

“นี่คงเป็นเสียงที่เราได้ยินกระมัง แต่ทำไมทหารคนนั้นถึงปล่อยให้คนที่มากกว่าทำร้ายเด็กคนนี้เล่า เดินเข้าไปดูหน่อยสิ เจ็บแค้นเรื่องอะไรกันถึงทำร้ายเด็กได้ถึงขนาดนี้”

“อย่าเลยเพคะมามา มันไม่ใช่เรื่องของเรา”

คิมซังกุงปรามผู้เป็นนาย แต่ก็ปรามไม่ได้ เพราะองค์หญิงแฮจองเดินเข้าไปยังบริเวณร้านนั้นเสียแล้ว ไม่ว่าอย่างไรตามหน้าที่นางก็คงต้องตามไป แม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไหร่นัก พอนายเดินไป บ่าวไพร่ก็เดินตามไปด้วยอย่างเลี่ยงเสียไม่ได้

“ปล่อยข้า บอกให้ปล่อยไง!

บยอลตะโกนสุดเสียง เมื่อเห็นคังคยูชิกเหยียบป้ายวิญญาณของแม่จนแตกหัก ใบหน้าของนางตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา จนผู้ที่มาใหม่รู้สึกเวทนา องค์หญิงแฮจองปรายพระเนตรไปยังราชองครักษ์ที่อยู่ไม่ไกลนัก ให้พวกเขาเตรียมตัว แม้จะไม่รู้ว่าเหตุวิวาทนี้เกิดขึ้นเพราะสาเหตุอะไร ทำไมถึงมีได้ทหารในเครื่องแบบมาร่วมด้วย

เมื่อคนในบริเวณนั้นเห็นสตรีสูงศักดิ์ก็ได้แต่หยุดการกระทำทุกอย่างทันที

“นี่มันเรื่องอะไรกัน ทำไมถึงมาทำร้ายคนกลางวันแสกๆ ได้ถึงขนาดนี้”

จองอีหันกลับมามองหญิงสาวผู้มาใหม่ นางสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า และเท่าที่ดูว่าแม้จะเป็นการแต่งตัวแบบธรรมดา แต่เสื้อผ้าปิ่นประดับช้องผมเป็นสิ่งที่สูงค่าและประเมินราคาไม่ได้ แน่นอนแม้จองอีจะเป็นคนที่ถือว่ามีเงินมากมาย แต่ของบางอย่างก็มิอาจจะซื้อหาได้ตามใจ หญิงสาวผู้นั้นมีดวงตากลมโตใบหน้าขาวซีดเนียนละเอียด แต่ก็ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างดี แต่ถึงอย่างไรเรื่องที่นางกำลังทำอยู่ตอนนี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงสูงศักดิ์คนนี้แน่

“เรื่องอะไรก็แล้วแต่ มันก็ไม่ใช่เรื่องของท่าน ทางที่ดีท่านออกไปเสียดีกว่า อย่ามายุ่งกับเรื่องของข้าเลย”จองอีพูดอย่างโกรธเคืองพลางบอกให้บ่าวพาตัวของบยอลกลับที่ร้านสาขาใหญ่ องค์หญิงแฮจองหรี่พระเนตรลงน้อยๆ มองร่างของเด็กสาวที่ถูกกระชากแขนไปด้วยความเวทนา พระองค์ปรายพระเนตรมายังซังกุงคนสนิท ก่อนจะพยักหน้าลงน้อยๆ เพื่อให้ทำอะไรสักอย่าง

“บังอาจ นังคนชั้นต่ำรู้หรือไม่ เจ้ากำลังเจรจาพาทีอยู่กับใคร”

“ก็คงเป็นเมียขุนนางคนหนึ่ง แต่บอกไว้ก่อนนะ เทียบกันแล้วข้าอาจจะมั่งคั่งจนพวกท่านตกใจก็ได้” เมื่อได้ยินเช่นนั้นคิมซังกุงก็ไม่รอช้า นางเดินปราดเข้าไปตบปากของจองอีถึงสามที ท่ามกลางสายตางุนงงของบรรดาทหารและบ่าวไพร่

“เจ้า ตบหน้าข้าทำไม!!”

“ข้าจะเย็บปากเจ้าติดกันก็ได้ ก้มลงคำนับแฮจององจู เดี๋ยวนี้!!” เมื่อได้ยินแทนที่จะกริ่งเกรง แต่จองอีกลับหัวเราะร่าราวคนเมาฝิ่น นางมองดูหญิงผู้มาใหม่อย่างถือดี นั่นทำให้คิมซังกุงขึงตาตอบกลับนางอีกเหมือนกัน

“เป็นองค์หญิงแต่มาเดินโดยไม่นั่งเกี้ยวมีบ่าวติดตามแค่สองสามคน ถ้าข้าเชื่อเจ้า ข้าก็คงเป็นพระมเหสีแล้ว” จองอีกล่าว ในขณะที่คิมซังกุงโกรธจนหน้าเปลี่ยนสี แฮจององจูกลับยิ้มน้อยๆ ราวกับขบขันนัก เมื่อคิมซังกุงทำท่าจะตบสั่งสอนจองอีอีก พระองค์จึงได้แต่แตะไหล่ซังกุงคนสนิทเบาๆ พลางตรัสว่า

“หงส์น่ะไม่จำเป็นแขวนป้ายบอกว่าตัวเองเป็นอะไร แต่อีกาที่พยายามจะเป็นหงส์มันก็จะทำทุกวิถีทางให้ตัวมันมีขนและท่าทางที่งามสง่า เสื้อผ้าของเจ้างดงามก็จริง เป็นของที่มาจากร้านชื่อดังที่คนมากมายปรารถนาอยากเป็นเจ้าของแต่แปลกนะ เมื่อเอาทุกอย่างมารวมกันกลับดูครึ่งๆกลางๆ จากของสูงค่าพอมาโดนราศีของสกุลกากลับหาค่าไม่ได้เลย”

“มานิม…ท่านว่าใครเป็นหงส์หรือว่าใครเป็นกา”

“ข้าย่อมไม่ว่าตัวเองแน่นอน หากถ้อยคำนั้นเจ้าอยากรับเป็นของขวัญก็จงรับไป”

“อ้าว…แล้วทีท่านแอบอ้างตัวเองเป็นองค์หญิงล่ะ ท่านมาที่นี่โดยมีบ่าวไพร่ตามหลังมาไม่มาก ไม่มีเกี้ยว ไม่มีเครื่องยศบอกตำแหน่ง หากข้าจะเข้าใจว่าท่านเป็นเพียงภรรยาขุนนางก็น่าจะถูกแล้วนี่”

“แต่ข้าก็ไม่ได้แอบอ้างตน เหมือนกับที่เจ้าแอบอ้างตนเทียบเทียมพระมเหสีนี่ ลบหลู่เบื้องสูงมีโทษถึงตาย เจ้าลบหลู่พระมารดาของข้า มีโทษสถานใด นี่คงถือว่าตัวเองมีทรัพย์สินเงินทองมากจนใหญ่ล้นฟ้า ขนาดพระมารดาของข้าเคยเป็นแม่ค้าอยู่ตรอกแทวอนมาก่อน ตอนนี้พระองค์เป็นพระมเหสียังไม่เคยทำตัวเช่นเดียวกับเจ้าเลย หากโดนข้อหานี้อาจจะถูกริบทรัพย์ ยึดเงินทองที่เจ้าทระนงว่ามีมาก แล้วถ้าถอดเสื้อผ้างดงามเหล่านี้ที่เจ้ามี คิดว่าเจ้าหยิ่งผยองเช่นนี้รึไม่”

คำพูดนั้นทำให้จองอีฉุกคิดได้บ้าง แต่นางก็ยังไม่เชื่ออยู่ดีว่า สตรีที่เห็นอยู่ตรงนี้จะเป็นองค์หญิงจริงๆ เพราะดูจากบ่าวที่ติดตามมาจำนวนไม่มากพอ

“ถ้าบอกว่าท่านเป็นเมียเศรษฐีแถวนี้ ข้าถึงจะเชื่อ”

“ข้าไม่ใช่ภรรยาเศรษฐีหรือขุนนางหรอก แต่บ้านของข้าอยู่ที่หัวมุมนี้เอง บ้านสกุลโจ”

พอคยูชิกได้ยินแค่นั้นก็หน้าถอดสี เพราะเขารู้ดีว่า บ้านสกุลโจที่มีพื้นเพเป็นทางเหนือนั้น บุตรชายของภรรยาเอกได้รับการแต่งตั้งเป็นกุนวีหรือตำแหน่งราชบุตรเขยของพระราชา และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง สตรีสูงศักดิ์ที่อยู่ตรงหน้าเขาจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากพระธิดาบุญธรรมของพระราชาองค์ปัจจุบัน

 แฮจององจูนั่นเอง

เสียงชักกระบี่ในความเงียบนั้น ทำให้แฮจององจูทรงปรายพระเนตรไปมองตำแหน่งที่ราชองครักษ์ทั้งสองอยู่ องครักษ์ที่พระบิดาส่งมาดูแลอารักขาพระองค์ ไม่ว่าพระองค์จะอยู่ที่ใดก็ตาม แน่นอนทหารชั้นปลายแถวที่มาด้วยย่อมสู้พวกเขาไม่ได้แน่นอน องค์หญิงทรงแย้มพระสรวลน้อยๆ ก่อนจะตรัสออกไปว่า

“ข้าไม่จำเป็นต้องยกโขยงคนมาให้มากมายหรอก ถ้าราชองครักษ์ของข้า บอกพระบิดาว่า มีทหารที่รังแกประชาชนอยู่ มีคนมั่งคั่งมาทำตัวอันธพาลรังแกคนที่ด้อยกว่าอย่างน่ารังเกียจแบบนี้ ข้าคิดว่าต่อไปบั้นปลายชีวิตของเจ้า คงจบลงที่คุกมืดแน่ๆ”

บยอลมองสตรีสูงศักดิ์น้ำตาคลอเบ้า ตั้งแต่ท่านแม่ตายไปชีวิตของนางก็ไร้ที่พึ่งอย่างสิ้นเชิง เมื่อได้ยินว่ามีคนกล่าวถึงบุคคลที่นางเทิดทูนอย่างพระราชาและพระมเหสียังใส่ใจทุกข์สุขของประชาชน ภาพในวันที่นางได้รับอาหารก็ลอยเข้ามาในห้วงภวังค์

ครั้งนั้นนางได้แต่เฝ้าหวังให้ตัวเองมีชีวิตรอด เพื่อจะได้ตอบแทนบุญคุณที่พระองค์ได้ช่วยชีวิตนางจากความอดอยาก จนในวันหนึ่งนางก็คิดว่าเพราะความโชคดีนั้นที่ได้มา นางก็อยากช่วยคนอื่นบ้างตามกำลังที่นางทำได้ แต่เมื่อโชคร้ายถาโถมมาให้ชีวิตนี้พังไม่เป็นท่า อย่างน้อยที่สุดก็ยังมีคนมาช่วยปกป้องนางเสมอ

บยอลทำท่าจะก้มคำนับพื้นดินพลางเอ่ย

“ช่วยด้วยเจ้าค่ะ พระราชา…พระมเหสี”

เสียงที่สั่นแหบเครือนั้น ทำให้องค์หญิงแฮจองต้องหันมามองนาง และยิ่งเวทนานักที่เห็นใบหน้ามีรอยแดงจากการตบตี เลือดคั่งที่ริมฝีปากล่างจนแตกร้าว เมื่อเด็กสาวสบตากับพระองค์ นางก็ปล่อยน้ำตาไหลลงอาบแก้ม ในตอนนั้นราชองครักษ์ก็ขยับตัวมาใกล้ จนทหารที่จับตัวบยอลอยู่ถอยหนีออกไปด้วยความหวาดกลัว

“มามา…ได้โปรด”

จองอีคุกเข่าลงกับพื้น ด้วยความหวาดกลัวทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างก็เช่นกัน บยอลขยับร่างอันบอบช้ำมาใกล้ๆ พลางดึงชายกระโปรงขององค์หญิงไว้มั่น

“เจ้าทำร้ายเด็กคนนี้ด้วยเหตุใด”

“เด็กเหลือขอคนนี้ ขโมยของมีค่าในร้านของข้าเจ้าค่ะ”

“ไม่จริงเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ขโมยของของใคร ข้ามาเอาเสื้อผ้าและป้ายวิญญาณของท่านแม่เท่านั้น”

“เจ้าโกหก คิดจะใส่ความอะไรข้าอีกล่ะ” จองอีตะโกนสุดเสียง

“บังอาจ ยังกล้าทำเสียงดังต่อหน้าพระพักตร์อีก” คราวนี้คิมซังกุงกลับก้าวเข้ามาแทน ก่อนจะตบหน้าของจองอีแรงๆอีกสามครั้ง บยอลที่โดนทำร้ายจนร่างกายสะบักสะบอมกอดป้ายวิญญาณของแม่นิ่ง ตาก็มองสตรีงดงามผู้มาใหม่อย่างเกรงกลัว

“เจ้าจะเอาเสื้อผ้ากับป้ายวิญญาณไปที่ไหนล่ะ ทำไมถึงถูกหญิงที่ไร้ความเมตตาผู้นี้ทำร้าย ได้ถึงขนาดนี้เล่า”

“ข้ากำลังจะไปที่หอพุนยังเจ้าค่ะ ตอนที่ข้าเป็นเด็ก พระมเหสีบอกกับข้าว่า ถ้าหากไร้ที่พึ่งพิงให้ไปที่หอพุนยังเพราะที่นั่น มีท่านแม่ของพระมเหสีอยู่ หากตอนนั้นข้าขอเลือกมาอยู่ร้ายขายข้าว เพราะแม่ของข้าเคยเป็นแม่ครัวที่หอเทียมฟ้า ท่านจะมีความสุขมากถ้าได้ทำอาหารในครัว พระมเหสีเลยฝากเราแม่ลูกให้มาอยู่กับท่านป้าจองอีเจ้าค่ะ”

“แม่ของเจ้าเคยขวางขบวนเสด็จใช่ไหม แล้วนางก็อุ้มลูกมาด้วย” แฮจององจูตรัสเพราะเคยได้ยินออมซังกุงเล่าให้ฟังเรื่องหญิงยากไร้ขวางขบวนเสด็จเมื่อหลายปีก่อน

“เจ้าค่ะ แต่ท่านตายแล้ว ตอนนี้ข้าไม่เหลือใครแล้ว”

พูดถึงตรงนี้ บยอลก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น ใบหน้างดงามบวมแดงช้ำเปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำตา องค์หญิงแฮจองย่อพระองค์ลง พลางประคองร่างบอบบางของคนอ่อนวัยกว่าให้ยืนขึ้น

“ไม่มีใครได้อย่างไร…แต่ตอนนี้ เจ้ามีข้า เจ้าจะไม่ถูกใครทำร้ายอีก”

ในตอนนั้นรอยยิ้มของหญิงสูงศักดิ์เผยออก ความอบอุ่นใจแผ่ซ่านทำให้หัวใจที่หดหู่แห้งแล้งของบยอลคลายความเจ็บปวดไปได้บ้าง พระหัตถ์บอบบางกุมมือน้อยที่หยาบกร้าน ก่อนจะเอ่ยอย่างมั่นคงว่า

“ตั้งแต่บัดนี้ไป เด็กคนนี้เป็นสิทธิ์ขาดของข้า..ไม่ใช่เจ้า”

องค์หญิงหันไปหาจองอีด้วยน้ำเสียงมั่นคงนัก 

 

เชิงอรรถ :

(1) องจูจากา คำเรียก ขององค์หญิงชั้นพระองค์เจ้า หม่อมเจ้าที่เป็นหญิงที่สมรสแล้ว

Don`t copy text!