นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 10 : หากคิดจะ… (รัก) ต้องรู้จักขอโทษ

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 10 : หากคิดจะ… (รัก) ต้องรู้จักขอโทษ

โดย : กานต์

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ โดย กานต์ เรื่องราววุ่นๆ ในแวดวงนักเขียนผ่านตัวละครสำคัญอย่างแพรรภัส นักเขียนสาวที่ชีวิตจริงไม่ได้สดใสเช่นนิยายที่เขียน เธอต้องหนักแน่นและมุ่งมั่นแค่ไหน เพื่อให้นิยายรักเรื่องล่าสุดจบลงอย่างสวยงาม ช่วยนักเขียนสาวลุ้นกันกับ นิยายออนไลน์ ที่น่าติดตามอีกเรื่อง ซึ่ง อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

อู๊ยยย ดีใจ… พี่ได้เขียนหัวข้อประเทศสิงคโปร์ แค่บอกหัวข้อพี่ก็คิดชื่อเรื่องได้แล้วสิริฉัตร นักเขียนสาวใหญ่วัยกลางคน เจ้าของนามปากกา พโยมฉวีผู้ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ยังจังหวัดท่องเที่ยวแห่งหนึ่งทางภาคตะวันออก เอ่ยเสียงดัง หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม ขณะที่บางคนเริ่มทยอยเดินออกไป หรือไม่ก็จับกลุ่มพูดคุยกันต่อ

โห จริงเหรอพี่ฉัตร หนูยังคิดไม่ออกเลย ว่าแต่ของพี่ได้ชื่อเรื่องแล้วเหรอคะจิตรตรี นักเขียนสาวอีกคนเจ้าของนามปากกาจิตกวี ที่ได้รับโจทย์ให้เขียนในหัวข้อประเทศสิงคโปร์เหมือนกันรีบถามต่อ

สะดุดรักมาเฟียแดนลอดช่อง ค่ะน้องจิ๊ตตี้สิริฉัตรเอ่ยขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

“โอ้ย ชื่อเริ่ดมากค่ะพี่ฉัตรขา หนูยังนึกไม่ออกเลยว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี” จิตรตรีกล่าวชมเพื่อนนักเขียนรุ่นพี่ ตามประสาคนที่รักใคร่ชอบพอกัน

ไร้รสนิยมเสียงของหม่อมหลวงวรรณวนิดาแทรกขึ้น จนทำให้ความเงียบเข้าปกคลุมทุกพื้นที่ตารางเมตรของห้องประชุม

ผู้พูดทำทีเป็นทองไม่รู้ร้อน และไม่ได้หันมามองกลุ่มที่กำลังสนทนาอยู่

สิริฉัตร จิตรตรี และนักเขียนอีกสามสี่คนที่ล้อมวงอยู่ด้วยกันซึ่งได้ยินคำนั้นเต็มสองหู จึงได้แต่ทำหน้าตาเหลอหลา ก่อนที่นักเขียนสาวรุ่นใหญ่อีกคนที่อยู่ในวงการมานานแต่ชื่อเสียงไม่โด่งดังเท่าไรนัก เพราะผลงานแนวนิยายรักตบจูบของเธอไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร จะเอ่ยเสียงดังขึ้นมาบ้าง

ถึงจะไร้รสนิยมแต่ก็ไม่ใช่ราชินีตกบังลังก์นะคะอารยา หญิงสาวเจ้าของนามปากกาว่า รวีรัมภา พูดขึ้นมาอย่าไม่กริ่งเกรง พร้อมทั้งมองไปยังหม่อมหลวงวรรณวนิดาอย่างเขม่นเข่นเขี้ยว

หากอีกฝ่ายทำหน้านิ่ง ก่อนที่จะลุกออกจากที่นั่ง แล้วหันมาพูดกับกรรณาที่ยังนั่งสนทนากับเสกวสันต์อยู่ทางหัวโต๊ะ เสียงดังฟังชัดว่า

กลับก่อนนะคะคุณกรรณา คุณเสกวสันต์ ดิฉันไม่ชอบอยู่ที่ไหนนานๆ โดยเฉพาะที่ที่มีคนคนละระดับ ไม่อยากหายใจร่วมกับพวกคนนี้ค่ะ

พูดจบแล้วนักเขียนใหญ่ก็สาวเท้าออกจากห้องประชุมของสำนักพิมพ์ลำนำอักษราออกไปโดยไว โดยไม่แม้จะรอฟังเสียงกล่าวอำลาของกรรณาและเสกวสันต์ ที่พนมมือยกมือไหว้ให้กับบานประตูที่เพิ่งปิดลง

 

เดี๋ยวครับคุณแพรว คุณแพรวรอผมก่อนเสกวสันต์รีบวิ่งไปดักหน้าหญิงสาวที่ยืนเพียงลำพังอยู่หน้าลิฟต์ ทันทีที่ปลีกตัวจากกรรณา เหล่านักเขียน และทีมบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ ที่เข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเองหลังการประชุม

ผมมีเรื่องจะพูดกับคุณแพรวครับชายหนุ่มร่างสูงผู้มีใบหน้าคร้ามคมเอ่ยขึ้นอย่างกระหืดกระหอบ

แต่ดิฉันไม่มีอะไรจะพูดกับคุณค่ะแพรรภัสตอบโดยเน้นคำว่า ดิฉันให้ผู้ฟังรู้สึกได้ถึงความห่างเหิน

โถ่คุณแพรว… ฟังผมก่อนสิครับ ผมไม่มีเจตนา.. ชายหนุ่มพูดถึงตรงนี้ ประตูลิฟต์ก็เปิดอ้าออก พร้อมกับพิจิตราที่เดินนำหน้าชายชาววัยกลางคนเข้ามาคนหนึ่ง

อ่าว คุณซันนี่อยู่พอดี… นี่คุณสหัสชัยจากเปเปอรี่ พริ้นติ้งที่นัดพบกันตอนบ่ายวันนี้ค่ะผู้ช่วยสาวของเขาแนะนำแขกที่มาพบ

แพรรภัสอาศัยจังหวะที่เสกวสันต์กล่าวทักทายกับผู้มาใหม่ โดยเดินเข้าไปในลิฟต์แล้วกดปิดประตูในทันที

ชายหนุ่มได้แต่มองตามตาละห้อย ไม่มีโอกาสแม้แต่จะกล่าวอำลาหรือจะกล่าวคำขอโทษอื่นใด ก่อนจะเดินตามพิจิตราและผู้มาเยือนผู้นั้ชน ไปยังห้องทำงานของตน

 

สี่แยกพระรามเก้าในช่วงบ่ายโมงนั้น รถไม่ติดสาหัสเหมือนกับช่วงเย็น หากไอแดดร้อนๆ และแสงที่สว่างจ้า ที่มาพร้อมกับอารมณ์อันคุกรุ่นของหญิงสาว ทำให้ทุกอย่างแลดูขวางหูขวางตาไปหมด

แพรรภัสขับรถออกจากอาคารสำนักงานของสำนักพิมพ์ลำนำอักษราซึ่งอยู่ยังบริเวณแยกเอกมัย มุ่งหน้าสู่สี่แยกพระรามเก้าเพื่อเตรียมจะแวะไปยังช้อปปิ้งมอลล์เล็กๆ ที่อยู่ตรงบริเวณถนนเลียบทางด่วนรามอินทราอาจณรงค์

หญิงสาวขับรถด้วยความรู้สึกหงุดหงิดไปตลอดทาง จนกระทั่งไปถึงช้อปปิ้งมอลล์แห่งนั้น

ทันทีที่จอดรถ แพรรภัสก็พบกับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งกำลังก้าวลงจากรถบีเอ็มดับเบิลยูซีรีย์ห้ารุ่นใหม่ล่าสุดซึ่งจอดอยู่ข้างๆ

อ้าว คุณแพรวชายหนุ่มเจ้าของรถหรูเอ่ยทัก

หากพอหญิงสาวจำได้ว่าเขาคือหนึ่งในผู้ชายสองคน ที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อวาน… เธอจึงแกล้งทำหูทวนลม ไม่ได้ยินที่เขาทัก และรีบเดินจากไปโดยไว

เดี๊ยววววว เดี๋ยว… เดี๋ยวสิครับคุณนักเขียนภีมรีบสาวเท้านำร่างสูงใหญ่ล่ำสันของตนมาขวางทางหญิงสาว

คุณต้องการอะไรแพรรภัสเอ่ยด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวอย่างหัวเสีย

ก็อยากจะปรับความเข้าใจกับคุณ แล้วก็เพื่อนคุณด้วย… แต่คนหลังนั่นผมเห็นว่าคงจะลำบาก เพราะลำพังพูดกันปกติยังคุยไม่ค่อยจะรู้เรื่อง… ผมคิดว่าคุณที่ดูเป็นผู้หญิงที่มีเหตุผลน่าจะคุยด้วยง่ายกว่า แล้วก็บังเอิญมาเจอกันพอดีนักแสดงหนุ่มตอบไปตามความจริง

ไม่มีความเข้าใจอะไรต้องปรับหรอกค่ะ… เพราะที่ฉันเข้าใจและแน่ใจก็คือ… คุณและเพื่อนของคุณไม่ให้เกียรติผู้หญิง และยังเป็นพวกโกหกหลอกลวงอีกด้วยหญิงสาวต่อว่า

โอเค ถ้าเรื่องไม่ให้เกียรติผู้หญิงที่คุณคิดว่าเราสองคนนินทาคุณเสียๆ หายๆ … อันนี้ผมก็ยอมรับนะ แต่ถ้าคุณฟังดีๆ สิ่งที่พวกเราพูดถึงคุณมันเป็นเพียงการสันนิษฐานเท่านั้น ตามประสาคนที่ไม่รู้จักกัน… หนุ่มหน้าตี๋ตีหน้ากะล่อนใส่พลางว่าต่อ

แต่ถ้าเรื่องที่คุณหาว่าเราเป็นพวกโกหกหลอกลวง ที่ผมปลอมตัวเป็นเพื่อนซึ่งเป็นคู่หมายของคุณ… ผมก็อยากให้คุณลองคิดดีๆ… ว่าที่คุณให้ยัยทอมเพื่อนคุณเป็นคนเดินมาจนพบผม… มันไม่ได้มีเจตนาที่เหมือนกันหรือไงหนุ่มร่างสูงพยายามกล่าวอย่างมีเหตุผล

อืม… ที่เขาพูดก็จริง เรื่องโกหกให้เพื่อนปลอมตัวเป็นตัวเองพวกเธอเองก็ทำ… แต่เรื่องที่พวกเขานินทาเราเสียๆ หายๆ ล่ะ… เราควรจะเชื่อดีไหม หญิงสาวคิดตาม หากทิฐิยังบังใจ

ช่างเถอะ ฉันไม่มีเวลาว่างพอจะมาฟังคำแก้ตัวของผู้ชายกะล่อนอย่างพวกคุณ ขอตัวนะคะแพรรภัสเอ่ยคำอำลาที่เพิ่มความสุภาพเข้าไปนิด ด้วยเพราะในใจของหล่อนเริ่มจะเอนเอียงไปตามสิ่งที่ชายหนุ่มคนนี้กล่าว

เดี๋ยววววววว

ไวเกินกว่าใจคิด พระรองหนุ่มหน้าตี๋เอื้อมมืออันแข็งแกร็งของเขามาคว้าข้อมือของหญิงสาวในทันใด

อะไรกันคุณ มาจับมือฉันทำไมแพรรภัสตกใจ พยายามสะบัดมือออกจากการจับกุมของชายหนุ่ม

คือผมแค่จะถามว่า ยัยทอมเพื่อนของคุณน่ะ เขาด่าผมเปิดเปิงไปถึงไหนแล้ว ตั้งแต่วันนั้นก็ยังไม่ได้มีคิวถ่ายด้วยกันอีกเลย ผมไม่รู้ว่าถ้าเจอหน้ากัน ยัยนั่นจะกินหัวผมหรือเปล่า ภีมพยายามถามถึงนีรนาท หญิงสาวที่เขาให้ความสนใจ

ข้อแรกนะคะคุณภีม… นีรไม่ใช่ทอม ข้อที่สอง นีรจะรู้สึกยังไงฉันไม่รู้ และข้อสุดท้ายกรุณาปล่อยมือฉันด้วยค่ะแพรรภัสเอ่ยเสียงเฉียบขาด

ชายหนุ่มหน้าตี๋รีบปล่อยมือของแพรรภัส พร้อมกับยกมือขึ้นทั้งสองข้างเหนือศีรษะอย่างคนที่แสดงท่าทางยอมแพ้ และเอ่ยกับเพื่อนสนิทของหญิงสาวที่เขาหมายปอง ก่อนที่จะเดินจากไป

ถ้างั้นผมก็ฝากคุณไปบอกยัยนั่นด้วย… ว่าผมขอโทษสำหรับเรื่องเมื่อวันนั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ เอาไว้ค่อยคิดบัญชีกันที่หลัง… เอาให้มันเคลียร์กันไปทีละเรื่องละกัน

แพรรภัสยืนทำหน้างงอยู่เพียงลำพัง หลังจากพระรองหน้าตี๋เดินจากไป

สรุปว่าภีมนั้นเป็นฝ่ายขอโทษเธอ และยังขอโทษเลยไปถึงนีรนาท เกี่ยวกับเหตุการณ์วุ่นวายในร้านอาหารฝรั่งเศสในค่ำวันนั้นด้วย ถ้าอย่างนั้นก็นับว่าผู้ชายคนนี้ยังมีความเป็นสุภาพบุรุษ…

และถ้าหากเอาสิ่งที่เขาพูดถึง เรื่องการที่เธอหาว่าพวกเขานินทาว่าร้ายหล่อนอย่างเสียๆ หายๆ … หรือการที่หลอกลวงด้วยการให้เพื่อนปลอมตัวเป็นตนเองมาเจอกับคู่นัด…

แพรรภัสก็เริ่มรู้สึกว่าเหตุผลที่ชายหนุ่มพูดนั้นมันมีเหตุผล…

แต่ก่อนที่แพรรภัสจะเริ่มรู้สึกโอนเอียงแปรเปลี่ยนใจ… หญิงสาวกลับนึกไปถึงหน้าผู้ชายอีกคนพลางคิด ทีตัวต้นเหตุยังไม่เห็นจะพยายามจะขอโทษเราเลย แล้วจะให้รีบยกโทษให้ มันก็คงจะง่ายเกินไป

หญิงสาวยืนทบทวนความคิดได้ไม่นาน เธอก็รู้สึกว่ากำลังถูกใครบางคนจับจ้องอยู่

เมื่อหันไปทางซ้ายมือ ระยะยี่สิบเมตรที่ห่างไกลบนลานจอดรถแห่งเดียวกันนั้น แพรรภัสจึงเห็นหลังของผู้ชายคนหนึ่งที่ก้มลงและวิ่งหลบหนีไปอย่างว่องไว…

หญิงสาวไม่เห็นว่าผู้ชายคนนั้นหน้าตาอย่างไร… แต่ดูจากลักษณะภายนอกที่มองเห็นจากระยะไกล ก็เพียงพอที่จะรู้ว่าเขาเป็นคนผิวขาว รูปร่างสูงและสมส่วน ผมสีน้ำตาลอ่อนนั้นหยักศกนิดๆ … และที่เห็นเด่นชัดพาดอยู่บนกลางหลัง คือกล้องถ่ายรูปที่มีเลนส์ซูมขนาดใหญ่

ผู้ชายคนนั้น… เขาเป็นใครกัน

Don`t copy text!