นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 15 : นักอ่านที่… (รัก)

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ บทที่ 15 : นักอ่านที่… (รัก)

โดย : กานต์

นิยาย (รัก) ไม่มีตอนจบ โดย กานต์ เรื่องราววุ่นๆ ในแวดวงนักเขียนผ่านตัวละครสำคัญอย่างแพรรภัส นักเขียนสาวที่ชีวิตจริงไม่ได้สดใสเช่นนิยายที่เขียน เธอต้องหนักแน่นและมุ่งมั่นแค่ไหน เพื่อให้นิยายรักเรื่องล่าสุดจบลงอย่างสวยงาม ช่วยนักเขียนสาวลุ้นกันกับ นิยายออนไลน์ ที่น่าติดตามอีกเรื่อง ซึ่ง อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

แพรรภัสเปิดคอมพิวเตอร์พกพาซึ่งตั้งอยู่ในห้องทำงานขนาดย่อมภายในบ้านเพื่อหวังจะลงมือทำงานเขียนหนังสือ หากจิตใจของหญิงสาวกลับหวนคำนึงไปถึงเจ้าของห้องคนเก่า

ห้องนี้เคยเป็นของพิพิธ พ่อผู้เป็นที่รัก พ่อซึ่งได้จากเธอไปอย่างไม่มีวันกลับเสียแล้ว ห้องทำงานห้องนี้… ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกคือบ้านทั้งหลัง รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างของพ่อได้กลายมาเป็นของหญิงสาวทั้งหมด… รวมถึงคำสัญญาระหว่างคนรุ่นพ่อ ซึ่งการมาเป็นภาระผูกพันที่เธอไม่มีวันเข้าใจในเหตุผลนั่นด้วย

แม้หญิงจะเพียรพยายามถามพ่อว่า เหตุผลอะไรพ่อจึงต้องการให้เธอแต่งงานกับลูกชายของเพื่อนรัก หากคำตอบที่ได้มีเพียงรอยยิ้ม และความเงียบงั้น

บางครั้งพ่อก็ตอบมาสั้นๆ ว่า พ่อแค่อยากเห็นแพรวมีความสุข

แต่หญิงสาวคิด แพรวจะมีความสุขกับคนที่แพรวไม่รู้จักและไม่ได้รักได้อย่างไรแต่กลับไม่เคยบอกพ่อไปสักหน

ถึงวันนี้ เมื่อคิดถึงคำสัญญาระหว่างพ่อและคุณลุงคิมหันต์อีกครั้ง หญิงสาวก็พลันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาในทรวงอก

น่าแปลกแพรรภัสคิด

ในเมื่อตอบปฏิเสธไปแล้ว หากทำไมถึงไม่รู้สึกโล่งใจอย่างที่ควรจะเป็น ซ้ำร้ายกลับรู้สึกโหวงเหวงเหมือนส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายขาดวิ่นหลุดลอยไป… เหมือนหัวใจถูกปลิดทิ้งไปด้วยมือของเธอเอง

บ้าน่าหญิงสาวร่างโปร่งระหงเผลอระบายความคิดของตัวเองออกมาเป็นเสียงโดยไม่รู้ตัว เรื่องเป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว… จบแบบนี้ก็ดีแล้ว

จากนั้นหญิงสาวก็สะบัดศีรษะตัวเองเบาๆ จนผมสีน้ำตาลซึ่งยาวสลวยประบ่าของเธอนั้นแกว่งไปมา ราวกับต้องการจะสลัดความคิดเรื่องชายหนุ่มที่ชื่อเสกวสันต์และการหมั้นหมายที่เธอตอบปฏิเสธไปแล้ว ออกไปจากหัว

อย่างเชื่องช้าเต็มไปด้วยอุปสรรค กว่าที่หญิงสาวจะสามารถตั้งสติกับการทำงาน จากนั้นนักเขียนค่อยๆ มองหาแฟ้มที่เก็บงานเขียนนิยายเรื่องล่าสุดซึ่งวางเอาไว้ที่หน้าจอของคอมพิวเตอร์ ก่อนจะเปิดมันออกมาเพื่ออ่านทบทวนอีกครั้งก่อนจะลงมือเขียนต่อเพื่อให้ภาษาและอารมณ์ลื่นไหลไม่มีสะดุด

แพรรภัสอ่านทบทวนบนเก่าๆ ที่เขียนไปแล้วอีกหน พร้อมๆ กับเปิดหนังสือคู่มือที่คันคว้าไว้ แต่แล้วเธอก็เผลอไปคิดไปถึงชายผู้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนนิยายเรื่องนี้อีกจนได้… นักเขียนสาวไม่เคยขาดสมาธิแบบนี้มาก่อน

แพรรภัสเคยถามใจตัวเองและตอบตัวเองอย่างซื่อตรง ว่าเธอเองก็แอบพึงใจเขาไม่น้อย… ดวงหน้าคร้ามคมและน้ำเสียงทุ้มนุ่มทำให้เขาดูเป็นคนที่มีความอบอุ่นและจริงใจ หากแววตาซุกซนอย่างคนขี้เล่น และริมฝีปากบางได้รูปของเขาที่ทำให้ใบหน้าคมสันนั้นดูเหมาะกับคำว่างดงามมากกว่าคำว่าหล่อเหลา กลับทำให้เขาดูเป็นชายเจ้าเสน่ห์ที่ผู้หญิงทั้งหลายพึงระวัง

แพรรภัสชอบเขา หากก็รู้สึกผิดหวังที่ชายผู้นั้นกลับกลายมาเป็นคนที่ทำให้เธอต้องเจ็บช้ำใจ

ถ้าจะว่ากันตามตรง เหตุการณ์ในร้านอาหารวันนั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต จนหญิงสาวไม่สามารถยกโทษให้เขาได้ รวมกับสิ่งที่เพื่อนของเขาพูดมาทั้งหมดก็แลดูมีเหตุผล และเธอซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยอมรับคำอธิบายเหล่านั้นได้อย่างไม่ยากเย็น

ติดอยู่เพียงอย่างเดียว…
ทิฐิ

เพราะทิฐิอันแรงกล้าที่หญิงสาวมีนี่ล่ะ ที่ทำให้ตัวเองต้องมานั่งว้าวุ่นใจอยู่อย่างนี้

เฮ้อ… คิดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมาแพรรหัสรำพึงกับตัวเองเบาๆ ก็เราเป็นฝ่ายปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้เองนี่

จากนั้นหญิงสาวก็นั่งลำดับความคิดอย่างเงียบๆ หากทำได้ไม่นาน โทรศัพท์มือถือซึ่งวางบนโต๊ะข้างจอคอมพิวเตอร์นั้นก็ส่งกรีดร้องดังเป็นเพลงสากลที่หล่อนโปรดปราน

ทันทีที่แพรรภัสกดรับโทรศัพท์ เสียงของเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวก็แผดลั่นขึ้นมาทันที  

ยัยแพรวววววววนีรนาทเรียกชื่อเธอโดยลากหางเสียงยาวแบบนี้ หญิงสาวก็รู้ได้ทันทีว่าเพื่อนต้องมีเรื่องร้อนอกร้อนใจที่เก็บเอาไว้ไม่อยู่ มาเล่าแน่ๆ

มีอะไรนีร ตะโกนซะเราตกอกตกใจหมดเลยหญิงสาวเจ้าของดวงตาสีดำเป็นประกายเอ่ยตอบ

ฉันไปค้นพบอะไรบางอย่างมา และเชื่อว่าแกจะต้องอยากรู้แน่ๆเพื่อนสนิทของเธอว่าต่อ

แกเห็นข่าวที่ว่าฉันองค์ลง จนเกิดเหตุผลักนายภีมและน้องพราวชมพูจนตกสระน้ำกลางกองถ่ายแล้วใช่ไหมดาราสาวเท้าความถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันนี้

แหม ข่าวออกจะโด่งดัง เรายังพยายามโทร.ไปหานีรเพื่อถามถึงเรื่องนี้เลยนะ แต่โทร.ไม่ติดเพราะนีรปิดเครื่อง ว่าแต่ไปไงมาไงถึงได้ไปผลักน้องเขาได้ล่ะ ลำพังคุณภีมนี่เราพอจะนึกภาพออก คงแหย่กันไปมา พูดจากวนโมโหกันจนของขึ้น ระงับความโกรธเอาไว้ไม่อยู่ใช่ไหมล่ะนักเขียนสาวถามอย่างคนที่รู้จักในตัวเพื่อนสนิทอย่างแท้จริง

เออ ฉันกับนายภีมก็ตีกันตามปกตินี่ละ แต่ความจริงคืองี้… นายภีมเขาบอกว่าแรงผลักของฉันไม่ได้มากพอจะให้เขาตกลงไปในน้ำหรอกนีรนาทเล่าต่อ

อ้าว แล้ว…ไม่ทันที่แพรรภัสจะถามต่อ เจ้าของเรื่องก็รีบเล่าออกมาในทันที

แต่นายภีมบอกว่าเขาถูกยัยน้องชมพูนั่นดึงจากข้างหลังต่างหาก

แล้วน้องเขาจะทำอย่างนั้นทำไม?”

ฉันก็ถามตัวเองแบบนั้นนั่นแหละ จนกระทั่งนายภีมมาช่วยชี้ทางสว่าง

แล้วนีรนาทก็เล่าให้แพรรภัสฟังถึงสิ่งที่นักแสดงหนุ่มหน้าตี๋นั้นคาดเดา ว่าคงจะเป็นฝีมือของสองแม่ลูกที่หวังจะสร้างกระแสให้ตัวเอง เพราะเหตุการณ์ทำนองนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในกองถ่าย

ถ้าย้อนกลับไปตามข่าวจากกองถ่ายละครเรื่องเก่าๆ ของพราวชมพู นีรนาทก็พบว่าบ่อยครั้งที่ใครก็ตามที่มีชื่อเสียงกว่าหรือได้รับบทที่เด่นกว่าดาราสาวคนนั้น มักจะเกิดเหตุการณ์เล่นผิดคิวในกองถ่ายจนทำให้ภาพลักษณ์เสียหายไปพอสมควร รวมถึงยังมีข่าวลือที่หาต้นสายปลายเหตุไม่ได้ คอยโจมตีนักแสดงเหล่านั้นตามเว็บไซต์ต่างๆ อยู่เสมอ

และฉันก็ถึงบางอ้อ เมื่อมานึกดูดีๆ ว่ายัยแม่จอมจุ้นจ้านของน้องพราวชมพูนั้นหน้าตาเหมือนใครคนหนึ่งซึ่งเป็นหม่อมหลวงเหมือนกันด้วยนีรนาทที่เล่าจนจบกำลังจะกล่าวสรุป

อย่าบอกนะว่า…

แพรรภัสอ้าปากค้าง พูดไม่ทันจบ นีรนาทก็ช่วยตอบคำถามให้เธอหายข้องใจในทันที

ใช่ย่ะ อย่างที่แกคิดนั้นล่ะ หม่อมหลวงวรรณวนิดาเป็นพี่สาวแท้ๆ ของหม่อมหลวงวาวยุวดี แม่ของยัยพราวชมพู และฉันก็เชื่อว่าเรื่องนี้มันต้องมีนอกมีใน เพราะยัยป้านั่นมันไม่ชอบหน้าฉัน น้องและหลานสาวมันก็เลยมาเล่นงานฉันด้วยยังไงล่ะดาราสาวสันนิษฐาน

เราว่านีรคิดมากไปมั้ง แค่เขาเป็นญาติกันก็ไม่น่าจะต้องมารวมหัวกันรุมกลั่นแกล้งนีรเลยนี่

เออ แกโลกสวยไปคนเดียวเถอะ ยังไม่รู้จักฤทธิ์ของนังป้ามหาภัย… เดี๋ยวเอาไว้เจอกับตัวเองแล้วจะพูดไม่ออก

ดาราสาวบ่นอย่างงอนๆ ก่อนจะขอตัววางสายเพื่อไปอาบน้ำแล้วรีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้มีคิวถ่ายละครแต่เช้า และจะต้องเข้ากองเป็นครั้งแรกหลังจากที่เกิดเรื่อง หล่อนจึงคิดว่าต้องนอนให้เต็มอิ่มจะได้มีแรงไปฟาดฟันกับพวกที่ชอบตีสองหน้า หรือกองทัพนักข่าวที่อาจจะยังมาขุดคุ้ยค้นหาความจริงจากปากหล่อนก็เป็นได้

แพรรภัสวางสายจากนีรนาทไม่นาน เสียงโทรศัพท์มือถือของหญิงสาวก็ดังขึ้นอีกหน คราวนี้เป็นชลนารี บรรณาธิการสาวที่ทำงานร่วมกับเธออย่างรู้ใจเป็นคนโทร.มา

ชลนารีโทรมาบอกว่า สำนักพิมพ์ลำนำอักษราจะจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโปรเจ็กต์พิเศษนิยาย ๒๐ เรื่องเพื่อฉลอง ๒๕ ปีของสำนักพิมพ์ แล้วก็ยังทวงถามถึงต้นฉบับนิยายของเธอที่ต้องเขียนโดยมีเมืองหลวงพระบางเป็นฉากที่สำคัญตามท้องเรื่อง ว่าไปถึงไหนแล้วด้วย

แพรวเขียนไปได้สิบตอนแล้วค่ะพี่นักเขียนสาวตอบ

พี่ไม่ห่วงเรื่องสปีดในการเขียนของน้องแพรวหรอกค่ะ ทำงานกันมาหลายปีพี่รู้ว่าหนูมีวินัยมากแค่ไหน แต่ที่พี่ห่วง…

บรรณาธิการสาวหยุดพูดเหมือนจะชั่งใจว่าควรจะพูดหรือไม่

ที่พี่ห่วงก็คือ งานนี้น้องแพรวจะต้องเขียนเรื่องที่มีฉากเป็นโลเคชันเดียวกันกับหม่อมหลวงวรรณวนิดา ซึ่งมันก็เหมือนเป็นการแข่งขันกันกลายๆ นี่ล่ะ เฮ้อ… มีอย่างที่ไหนให้นักเขียนในสังกัดเดียวกันมาเขียนแข่งกัน ไม่รู้ว่าคุณๆ เขาคิดอะไร พี่และน้องๆ ในกองก็พยายามโต้แย้งแล้ว แต่พี่กรรณาบอกว่าผู้ใหญ่เขาสั่งมาว่าอยากได้งานที่สร้างกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์… อีกอย่าง แกบอกว่าคุณเสกวสันต์กำลังไฟแรง กลับมาจากเมืองนอกเลยอยากจะแสดงฝีมือ เลยคิดว่าการให้นักเขียนชื่อดังของสำนักพิมพ์มาแข่งเขียนนิยายโดยใช้ฉากเดียวกันแต่จะพล็อตต่างกันยังไงก็ได้นี่แหละ พี่ล่ะปวดหัวเพราะเห็นปัญหามาแต่ไกล 

ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่นารี แพรวว่าโชคดีที่แพรวได้เขียนเรื่องของหลวงพระบางนะคะ เพราะแพรวเขียนล่วงหน้าไปแล้วตั้งหลายบท แล้วก็เคยไปเที่ยวมาแล้วด้วย… แม้จะแค่คืนเดียวก็ตาม

นักเขียนสาวตอบเสียงใส ก่อนที่จะกลายเป็นแผ่วเบาในตอนท้ายเมื่อนึกถึงช่วงเวลาสั้นๆ ที่หลวงพระบาง… และเช้าวันถัดมาที่หล่อนได้รับข่าวร้ายจากคนทางบ้านว่าพ่อประสบอุบัติเหตุรถคว่ำร้ายแรง

แค่วันเดียวก็ยังดีค่ะน้องแพรว พี่รู้มาว่าคุณวรรณเธอไม่เคยไปเลยสักครั้ง เห็นยัยบอลลี่บอกว่าคุณวรรณเธอชอบไปเที่ยวเมืองที่ศิวิไลซ์กว่านั้น บรรณธิการสาวใหญ่พูดถึงนักเขียนอาวุโสและบรรณาธิการอีกคนที่ชื่อบรวัตร หรือ ‘บอล’ แต่ชอบให้คนอื่นเรียกว่า ‘บอลลี่’ ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับตน

หลักจากคุยสัพเพเหระไม่นาน ชลนารีจึงขอตัววางสายไปเพราะไม่อยากรบกวนเวลาเขียนงานของนักเขียนสาวจากนั้นแพรรภัสจึงตั้งสติ หันมาจับจ้องนิยายเรื่อง ดอกรักบานกลางดวงจำปาที่อยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง

นักเขียนสาวพยายามลืมความรู้สึกในแง่ลบที่มีต่อชายหนุ่มที่ชื่อเสกวสันต์ ด้วยเพราะจะทำให้นิยายที่เกิดจากจินตนาการที่สอดแทรกประสบการณ์จริงเรื่องนี้ไม่สนุก โดยที่เธอจะพยายามนึก เขา… คุณซัน ชายหนุ่มผู้แสนน่ารักและอบอุ่นคนนั้น ให้เป็นต้นแบบของตัวละครหลักฝ่ายชายในนิยายเรื่องนี้แทน

แล้วบทต่อไปของนิยายเรื่องนี้ก็ตามมาอย่างลื่นไหลจนจบไปอีกหนึ่งบทในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง

 

งานแถลงข่าวโปรเจ็กต์พิเศษของสำนักพิมพ์ลำนำอักษรา จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ โรงแรมหรูย่านถนนสุขุมวิท

แขกเหรื่อผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงวรรณกรรมและสื่อมวลชนแขนงที่เกี่ยวข้อง ที่ได้รับการเชิญจากนายคิมหันต์และเหมันต์สองพี่น้อง ต่างก็พร้อมใจกันมาร่วมงานชนิดที่แทบจะไม่มีใครยอมพลาดเลยแม้แต่สักคนเดียว

ด้วยเพราะสองหนุ่มพี่น้องเป็นคนที่มีความคิดสมัยใหม่และสรรหาความแปลกใหม่ให้กับวงการหนังสือและวรรณกรรมอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับคนที่ทำงานอยู่ในวงการสิ่งพิมพ์และวรรณกรรมมาเนิ่นนาน มีน้อยคนจะรู้ว่าบริษัทเพลินอักษราที่เปิดมายาวนานถึงยี่สิบห้าปีนี้  เกิดขึ้นด้วยแรงกายและแรงใจของชนกวนันท์ ภรรยาผู้ซึ่งจากไปก่อนวัยอันควรของคิมหันต์

ชนกวนันท์เป็นคนที่รักการอ่านหนังสือ และเป็นผู้ที่สร้างบริษัทเพลินอักษราขึ้นมาด้วยสองมืออันบอบบางหากเต็มไปด้วยพลังและความมุ่งมั่นของเธอ โดยชักชวนสามีและน้องชายสามีให้เข้ามาร่วมกันด้วยในภายหลัง

ก่อนหน้านี้สองหนุ่มก็ทำงานในแวดวงการตลาดและโฆษณาตามที่ตัวเองถนัด หากเมื่อธุรกิจสำนักพิมพ์เล็กๆ ของชนกวนันท์ในฐานะของผู้บริหารและบรรณาธิการนั้นประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างแข็งแรงมั่นคง สองพี่น้องเลยตกลงที่จะลาออกจากงานประจำของตัว เพื่อเข้ามากุมบังเหียนในฝ่ายต่างๆ ที่หญิงสาวมอบหมายให้

เหมันต์ผู้เป็นน้องชายของสามีนั้นถนัดทางด้านการตลาด เขาจึงมาช่วยดูแลบริหารนิตยสารรายสัปดาห์ชื่อ เพลินอักษรา ซึ่งอยู่ตัวแล้ว รวมถึงนิตยสารหัวอื่นๆ ที่เปิดตัวขึ้นมาภายหลังด้วย ในขณะที่คิมหันต์ผู้เป็นสามีซึ่งเก่งทางด้านการบริหารและตัวเลข เพราะเรียนจบทางด้านพาณิชยศาสตร์และการบัญชีในระดับปริญญาตรี และจบปริญญาโททางด้านบริหารจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของประเทศอังกฤษ ได้เข้ามาช่วยชนกวนันท์บุกเบิกสำนักพิมพ์ ลำนำอักษราซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการต่อยอดทางธุรกิจ ที่หญิงสาวผู้มีวิสัยทัศน์ได้มองการณ์ไกลเอาไว้

หากนิตยสารรายสัปดาห์ที่เน้นการตีพิมพ์นิยายเป็นหลักอย่าง เพลินอักษรา นั้นเป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสารกับผู้อ่าน และทำให้พวกเขารู้จักนักเขียนและนิยายที่ตีพิมพ์อยู่ในนั้น… สำนักพิมพ์ ลำนำอักษราก็เปรียบเสมือนส่วนเติมเต็ม ที่ช่วยให้ผู้อ่านได้สัมผัสกับผลงานวรรณกรรมอันทรงคุณค่า ที่นำมารวมเล่มอย่างประณีตและมีคุณภาพอีกครั้งหนึ่ง

ชนกวนันท์เคยพูดไว้ในค่ำวันหนึ่งขณะที่นั่งประชุมกับสามีและน้องชายของเขา ซึ่งจะก้าวเข้ามาเป็นหุ้นส่วนและกำลังสำคัญของบริษัทแห่งนี้

น่าเสียดายที่หญิงสาวผู้รักการอ่านได้ลาจากโลกนี้ไปก่อนวัยอันควร ทิ้งบริษัทและงานที่กำลังไปได้สวยให้สามีและน้องชายของเขารับผิดชอบต่อ

โชคดีที่ทั้งสองต่างก็ตั้งใจจะสานต่อในธุรกิจนี้อย่างเต็มกำลังของตน บริษัทเพลินอักษรา เจ้าของนิตยสารชื่อเดียวกัน และสำนักพิมพ์ลำนำอักษรา ซึ่งพิมพ์นิยายรวมเล่ม จึงเติบใหญ่และเข้มแข็งขึ้น ภายใต้การคุมบังเหียนของสองพี่น้องเรื่อยมา

เสียงฮือฮาทางหน้าประตูทางเข้าทำให้เสกวสันต์ซึ่งยืนกำกับคิวพิธีกรของงานในวันนี้ รู้ได้ทันทีว่าต้องมีผู้มีชื่อเสียงกำลังเดินเข้ามา

แล้วก็ไม่ผิดไปจากที่ชายหนุ่มคิด เมื่อกิ่งกานดาเดินนำหญิงสูงวัยที่ดูงามสง่าคนหนึ่งเข้ามา หากที่ชายหนุ่มประหลาดใจก็เพราะมีคนอีกมากมายราวสิบคนที่เดินห้อมล้อมหล่อนเข้ามาด้วย ราวกับเป็นบอดี้การ์ดประจำตัว

หม่อมหลวงวรรณวนิดานั้นดูงามสง่าในชุดที่ทำจากผ้าไหมสีเขียวปีกแมลงทับ นักเขียนใหญ่เกล้าผมเป็นมวยเหนือศีรษะแล้วตกแต่งด้วยเครื่องประดับที่ส่งแสงแวววาวราวกับเพชรน้ำงาม

ชายหนุ่มคิดว่าสตรีสูงวัยผู้นี้นั้นงามสง่า หน้าตาก็ยังคงมีเค้าของความสวยเมื่อสมัยยังเป็นสาว ไม่ยากที่ใครๆ จะพากันชื่นชม… หากเพียงหล่อนจะไม่พูด

ใช่… เขาคิด… เมื่อหญิงสูงวัยพูดออกมา ความสง่าและความงดงามก็มลายหายไปแทบจะในทันที เพียงคำพูดไม่กี่คำสามารถทำให้ผู้หญิงสง่ากลายเป็นเพียงหญิงสูงวัยที่จิตใจเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา จนเขาสัมผัสได้ทั้งที่เพิ่งพบกันเพียงไม่กี่ครั้ง

หากสตรีสูงวัยเจ้าของนามปากกา เบญจกัลยาณีก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่าควรจะพูดดีกับใคร… และใครที่ว่านั้นก็หมายถึงเหล่าบรรดาแฟนคลับนักอ่านที่ห้อมล้อมเธอราวกับบอดี้การ์ด ที่พร้อมจะตายแทนได้เหล่านั้นนั่นเอง

แฟนคลับนักเขียนก็เหมือนแฟนคลับดารา ต่างกันตรงที่ไม่ได้มีจำนวนมากเท่า อย่างไรก็ดี แรงสนับสนุนของแฟนคลับนั้นสามารถช่วยส่งเสริมและผลักดันให้นักเขียนที่พวกเขาชื่นชอบ มีชื่อเสียงติดลมบนได้เร็วขึ้น หากมีข่าวอยู่ในกระแสเป็นระยะๆ

สวัสดีค่ะคุณวรรณขา ดิฉันหอบหนังสือมาเป็นตั้งเลยค่ะ ถ้าจะกรุณาดิฉันรบกวนขอลายเซ็นได้ไหมคะเสกวสันต์เห็นนักอ่านรุ่นคุณป้าคนหนึ่งซึ่งมาถึงงานก่อนหน้าแล้ว รีบปรี่เข้าไปพร้อมกับถุงหนังสือที่ตั้งใจจะนำมาให้นักเขียนในดวงใจช่วยเซ็นชื่อให้

หม่อมหลวงวรรณวนิดาแสดงท่าทางพึงพอใจอย่างเห็นได้ชัด เมื่อพบว่าแฟนนักอ่านผู้นั้นหอบหนังสือถุงใหญ่มาให้เธอเซ็นชื่อ

หากเมื่อนักอ่านผู้นั้นหยิบหนังสือออกจากถุงแล้วส่งให้กับนักเขียนสาวใหญ่แล้ว สตรีสูงวัยในชุดสีเขียวก็พบว่ามีหนังสือที่เขียนจากปลายปากกาเบญจกัลยาณีของตนเพียงสามเล่มเท่านั้น ที่เหลือเป็นผลงานขายดีของนักเขียนรุ่นน้องเจ้าของนามปากกา แพรราตรีครึ่งหนึ่ง และเป็นของนักเขียนคนอื่นในสำนักพิมพ์ลำนำอักษราอีกประปราย

เมื่อเห็นดังนั้น อารมณ์ของนักเขียนสาวใหญ่ก็แปรเปลี่ยนไปในบัดดล

กรุณาเรียกดิฉันว่าหม่อมหลวงวรรณวนิดานะคะ ดิฉันไม่ได้ชื่อวรรณเฉยๆนักเขียนชื่อดังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบหากทว่าผู้ฟังรู้สึกได้ถึงความไม่พอใจ

ว้าย… ที่เหลือนี่อ่านเข้าไปได้ยังไงคะ นิยายพวกนั้น หนูเคยอ่านไปเรื่องสองเรื่องก็เข็ดขยาด ไม่กล้าหยิบขึ้นมาอีกเลยล่ะหนึ่งในผู้ห้อมล้อมนักเขียนใหญ่ส่งเสียงแหลมลั่น หวังจะเอาใจนักเขียนขวัญใจของตน ด้วยการดูถูกผลงานเขียนของนักเขียนคนอื่น

วรรณวนิดาเดินหน้าบึ้งบอกบุญไม่รับ พร้อมกับบอกให้กิ่งกานดาเดินนำเธอไปยังที่นั่งที่ผู้จัดงานระบุตำแหน่งเอาไว้ที่หน้าเวที ส่วนเหล่าบรรดาสาวกก็ไปจับกลุ่มรวมกันอีกมุมหนึ่งซึ่งจัดเอาไว้ให้สำหรับกลุ่มนักอ่าน ทิ้งให้คุณป้าซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ยืนทำหน้างง ก่อนที่จะรีบหอบหนังสือทั้งหมดจากไปด้วยความรู้สึกอับอาย

เสกวสันต์เห็นดังนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างกลัดกลุ้มใจ มองเห็นปัญหาที่เขายังไม่รู้ว่าต่อไปจะใหญ่ขึ้นและบานปลายขึ้นแค่ไหน…

Don`t copy text!