มนตราราหุล บทที่ 4 : เหตุร้าย

มนตราราหุล บทที่ 4 : เหตุร้าย

โดย : ณรัญชน์

Loading

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 4 –

ถึงแม้นายหญิงคนใหม่จะสมรสเข้ามาได้หลายวันแล้ว แต่กิจวัตรในเรือนของออกหลวงเกรียงไกรฤทธิยังคงดำเนินไปตามปกติ เนื่องจากวงตะวันออกตัวกับแม่สามีว่าหล่อนไม่สันทัดงานบ้านงานเรือน จึงขอให้กุดั่นรับหน้าที่ดูแลเรื่องข้าวปลาอาหารและปกครองบ่าวไพร่ ภายใต้การควบคุมของคุณละมุนดังเดิม คุณละมุนเองก็มิได้คาดหวังจะให้หญิงสาวทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว เธอออกจะโล่งใจเสียด้วยซ้ำที่วงตะวันเป็นฝ่ายเอ่ยปากออกมาเอง จะได้ไม่ตะขิดตะขวงใจกันทั้งสองฝ่าย

กุดั่นนั้นผิดคาดนักกับการแสดงออกของเมียพระราชทาน เดิมทีหล่อนยังคิดว่าวงตะวันจะวางก้ามกดหัวเมียกลางนอกอย่างหล่อนเสียอีก ทว่าเมื่อพบกันในตอนเช้า หญิงสาวกลับยิ้มให้อย่างเป็นมิตร กิริยาวาจาก็ให้เกียรติเสียจนกุดั่นอัศจรรย์ใจ อดคิดไม่ได้ว่าหรือเจ้าหล่อนจะโง่เสียจนไม่รู้ว่าธรรมชาติของเมียหลวงและเมียน้อยนั้น ควรจะเป็นอริต่อกัน ไม่ใช่ยิ้มหวานฉ่ำส่งสายตาขอบคุณมาให้อย่างนี้

วงตะวันยังทำให้ความประหลาดใจของกุดั่นเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ด้วยการขอย้ายลงไปอาศัยอยู่ในเรือนเล็ก พร้อมเหตุผลสั้นๆ ว่า “ลูกไม่ถูกกับเสาเรือนเจ้าค่ะ”

คุณละมุนถึงกับสำลักหมากที่กำลังเคี้ยว ต้องรีบคว้ากระโถนมาคายชานหมากทิ้ง พอไอจนคอโล่งดีแล้วท่านก็ถามซ้ำว่า “ว่าอย่างไรนะแม่วงตะวัน เมื่อครู่สงสัยแม่จะฟังผิด”

“ลูกกับเสาเรือนต้นนี้ไม่ถูกชะตากันเจ้าค่ะ” หล่อนชี้นิ้วเรียวยาวไปที่เสาเรือนต้นใหญ่ ตั้งตระหง่านง้ำค้ำระหว่างพื้นกระดานและหลังคาเรือนไว้อย่างมั่นคง “อย่างที่คุณแม่ก็รู้ว่าตั้งแต่แต่งงานมา ลูกก็ปวดหัวเป็นไข้ไม่เว้นแต่ละวัน จนต้องให้คุณพี่ไปค้างที่ห้องแม่กุดั่นเพื่อไม่ให้ติดไข้ ลูกมาคิดๆ ดูแล้ว น่าจะมีเหตุไม่ชอบมาพากลเป็นแน่ นึกอยู่เป็นนานก็นึกได้ว่าครั้งแรกที่เดินผ่านเสาเรือนต้นนี้ จู่ๆ ก็มึนหัว คงเพราะผีบ้านผีเรือนที่สถิตอยู่ในเสาไม่ชอบลูก หากพักอยู่บนเรือนใหญ่ต่อไปคงต้องป่วยไปเรื่อยๆ อาจเอาชีวิตไม่รอดก็ได้นะเจ้าคะ”

แม่สามียิ้มแห้ง เลียบเคียงถามเสียงอ่อย “แล้วจะให้แม่ทำอย่างไรล่ะแม่วงตะวัน”

“มีลูกต้องไม่มีเสาเรือน ถ้ามีเสาเรือนก็ต้องไม่มีลูกเจ้าค่ะ” วงตะวันประกาศก้อง

คุณละมุนขนลุกเกรียวตลอดทั้งร่าง ลำคอแห้งผากแทบจำเสียงตัวเองไม่ได้ “หมายความว่าจะให้แม่รื้อเรือนใหญ่ทิ้งแล้วยกเสาเรือนใหม่อย่างนั้นหรือ”

วงตะวันยืดอกด้วยมาดของวีรสตรีผู้เสียสละ ขณะปรายตามองเสาคู่อริ “เสาต้นนี้มาก่อน ส่วนลูกมาทีหลัง จะถืออำนาจบาตรใหญ่กระไรได้ ลูกเลยตัดสินใจว่าจะเป็นฝ่ายย้ายลงไปอยู่เรือนเล็กเสียเอง ไม่ขอแข่งบุญแข่งวาสนากับเสานี้เจ้าค่ะ”

ก่อนหน้านี้คุณละมุนเห็นลูกสะใภ้มีกิริยามารยาทนุ่มนวล พูดจาสุภาพเรียบร้อยก็เบาใจว่าชะรอยข่าวลือเกี่ยวกับวงตะวันคงจะเป็นเรื่องที่พูดกันไปผิดๆ แต่มาวันนี้ท่านกระจ่างแจ้งแล้วว่าลูกสะใภ้ของท่านนั้นเป็นดังที่คุณหญิงแสงว่าไว้จริงๆ

‘เท่าที่ฉันสังเกตแม่หนูแกอาจจะหัวทึบไปบ้าง แต่ไม่ถึงกับโง่อย่างที่คนลือกันดอกแม่ละมุน เพียงแต่แกมีความคิดพิลึกพิเรนทร์ผิดผู้ผิดคน เลยทำเรื่องที่คนทั่วไปไม่คิดจะทำกัน ถ้าอย่างไรฉันขอฝากหลานด้วยนะ คิดเสียว่าเลี้ยงลูกกำพร้าไว้เอาบุญ’

เพราะประโยคสุดท้ายนี่เองคุณละมุนจึงเวทนาวงตะวันเกินกว่าจะทัดทานความต้องการของหล่อน แม้ว่าตัวท่านจะไม่เห็นด้วยก็ตาม หลังจากย้ายไปอยู่เรือนเล็กแล้ว วงตะวันก็ประกาศว่าจะถือศีลแปดสักหนึ่งเดือน เพื่ออุทิศบุญกุศลให้เสาเรือนต้นดังกล่าว นาถจึงถูกจำกัดไม่ให้ไปข้องแวะกับภรรยาไปโดยปริยาย

วงตะวันสั่งให้สร้างครัวง่ายๆ ขึ้นที่เรือนเล็ก แล้วไปกราบขอบ่าวหญิงคนหนึ่งของคุณหญิงแสงมาเป็นแม่ครัว หัดทำกับข้าววุ่นวายกันอยู่สองคน อย่างวันนี้หล่อนก็นำสำรับขึ้นมาให้คุณละมุนและนาถลองชิมถึงเรือนใหญ่ หญิงสาวตักอาหารให้แม่สามี ปากก็คุยไปด้วย

“ลองชิมดูนะเจ้าคะ ตำรับนี้เป็นตำรับเฉพาะของทองสุก ต้องถูกปากแน่ๆ เจ้าค่ะ”

คุณหญิงมองยำขมิ้นขาวที่ลูกสะใภ้ตักใส่จานให้อย่างขลาดๆ ก่อนตัดสินใจถาม “แม่วงตะวันคิดอย่างไรถึงไปเอานางทองสุกมาทำครัว บ่าวไพร่เรือนเราก็มากมายเอาไปช่วยสักคนก็ได้ แม่บอกตามตรงนะฝีมือนางทองสุกเลวเหลือเกิน แม่กินไม่ลง”

“ลูกเห็นว่าแม่เกิดแม่ของทองสุก เป็นแม่ครัวฝีมือดีที่เรือนคุณป้าแสง คิดว่าทองสุกน่าจะได้วิชาจากแม่มามาก เลยอยากได้มาใช้สอยที่เรือนเราเจ้าค่ะ”

“โอ๊ย! อย่าไปอยากได้เลยลูก ทำกับข้าวรสชาติเหมือนน้ำล้างกระทะอย่างนี้ ส่งกลับเรือนคุณหญิงแสงไปเถิด” คุณละมุนรีบบอก

นาถตักยำขมิ้นเจ้าปัญหาเข้าปากเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร หลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน เขาก็เริ่มจะเชื่อแล้วว่าตนเองคงไม่เคยพบวงตะวันมาก่อนจริงๆ ด้วยว่าความคิดอ่านแต่ละอย่างของหล่อนประหลาดพิกลนัก ดูอย่างเรื่องเสาเรือนนี่ประไร ถ้าไม่บ้องตื้นสุดโต่งจริงๆ เมียพระราชทานที่ไหนจะยอมสละเรือนใหญ่ที่โอ่อ่ามากบารมี ลงไปซุกตัวอยู่ในเรือนเล็ก ทำเอาแม่กุดั่นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปหลายวัน ผู้หญิงอย่างนี้ถ้าเคยพบกันแม้เพียงครั้งเดียว นาถมั่นใจว่าเขาย่อมจะจำได้ไม่ลืม

ชีวิตวัยเยาว์ของวงตะวันคงแล้งไร้การเอาใจใส่จริงๆ นั่นละ หล่อนถึงได้พิสดารผิดผู้ผิดคนจนน่าเวียนหัว นาถคำนึงด้วยความสงสารจับใจ เขาจึงพยายามตามใจหญิงสาวเท่าที่จะทำได้ คิดเสียว่าหล่อนเป็นน้องสาวคนหนึ่งมากกว่าภรรยา

“ถ้าแม่วงตะวันชอบรสมือแม่ทองสุกก็ปล่อยเถิดขอรับคุณแม่ ยำนี่ความจริงก็พอกินได้ ไม่ถึงกับเลวร้าย”

คุณหญิงมองลูกชายที่กำลังยกขันน้ำลอยดอกมะลิขึ้นดื่มหลังจากกินยำขมิ้นขาวเข้าไป ก่อนจะคะยั้นคะยอยิ้มๆ “ถ้าชอบก็กินมากๆ นะพ่อนาถ จานนี้แม่ยกให้ แม่ไม่แย่งลูกดอก”

วงตะวันทำไม่รู้ไม่ชี้ตักยำขมิ้นรสชาติเค็ม ขม ฝาด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัดใส่จานตัวเองบ้าง ข่มใจกินลงไปด้วยหน้าตาที่พยายามปั้นให้ดูเอร็ดอร่อยสุดความสามารถ อันที่จริงหล่อนคงไม่อุตริจ้างทองสุกมาเป็นแม่ครัวเป็นแน่ หากวิญญาณนางเกิด มารดาผู้วายชนม์ของทองสุกจะไม่มาขอร้องถึงเรือน

วงตะวันถือเป็นกิจวัตรที่จะต้องแผ่เมตตาให้สัมภเวสีทุกวันพระตามที่คุณปู่สอนไว้ ในราตรีมืดมิดก่อนหญิงสาวจะแต่งงานเพียงวันเดียว วิญญาณโปร่งแสงของนางเกิดติดตามแสงทองสว่างไสวจากผลบุญที่หล่อนแผ่ไปให้มาถึงเรือนของวงตะวัน นางมานั่งพับเพียบรออยู่หน้าประตูห้องนอนที่ปิดสนิท พอวงตะวันผลักประตูออกมา นางเกิดก็ก้มลงกราบแนบพื้น ก่อนเปิดฉากทักทายว่า

“แม่หญิงเจ้าขา อิฉันมีเรื่องเดือดร้อน ได้โปรดช่วยเหลือลูกนกลูกกาด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

ขณะยังมีชีวิตอยู่ ผู้หญิงผิวคล้ำ รูปร่างเจ้าเนื้อตามประสาผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับอาหารการกินคนนี้เป็นแม่ครัวฝีมือเอก ในงานทำบุญตลาดยอดซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี อาหารของนางเกิดได้รับการยอมรับว่าอร่อยล้ำเลิศที่สุด ความหวังในชีวิตของนางจึงมีเพียงเรื่องเดียว นั่นก็คืออยากให้ทองสุกผู้เป็นลูกสาวมีฝีมือทำครัวไม่แพ้แม่ ทว่าไม่ว่าจะพร่ำสอนเท่าใด รสมือของทองสุกก็ไม่เคยถูกใจมารดา นางเกิดทอดถอนใจเมื่อบ่นให้วงตะวันฟัง

“พูดตรงๆ รสมือลูกอิฉันไม่ใช่แค่เลว แต่ขนาดเทให้แมวกินแมวมันยังเลียแต่ขอบจาน อิฉันละกลุ้มใจนัก มันห่วงลูก จะไปผุดไปเกิดเหมือนคนอื่นเขาก็ทำไม่ได้ อิฉันรู้ว่าแม่หญิงเป็นลูกพระยา สูงส่งกว่าอิฉันมาก แต่ได้โปรดเมตตาช่วยไปสอนนางหนูมันทำกับข้าวทีเถิด ไม่ต้องดีเท่าอิฉันก็ได้ ขอแค่รสมือดีขึ้นก็พอ”

ร่างอ้วนโปร่งใสกราบลงกับพื้นอีกครั้ง หน้าตาหม่นไหม้เสียจนวงตะวันที่เตรียมจะบอกปัดต้องกลืนคำปฏิเสธลงคอ ด้วยเหตุนี้หล่อนจึงต้องบากหน้าไปหาคุณหญิงแสงผู้เป็นนายเงินของนางเกิด เอ่ยปากขอทองสุกซึ่งเป็นทาสในเรือนเบี้ยมาเป็นแม่ครัวที่เรือนเล็ก ลงมือถ่ายทอดวิชาทำอาหารตามตำรับที่นางเกิดบอกมาอย่างขะมักเขม้น ทั้งๆ ที่ตัวหล่อนเองก็ทำกับข้าวไม่ได้เรื่องเช่นกัน

ขลุกอยู่ในครัวด้วยกันหลายวันเข้า วงตะวันก็ได้รู้ว่าทองสุกนั้นลอบรักอยู่กับนายเที่ยง ทาสหนุ่มที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก แต่วาสนาของหญิงสาวเหมือนจะสูงไปกว่านั้น ความงามของทองสุกจึงไปเตะตาออกขุนปริวรรตเข้า ถึงกับมาขอเด็กสาวจากคุณหญิงแสงไปเป็นอนุภรรยา นางเกิดเองก็เต็มใจยกลูกให้ขุนนางหนุ่ม ติดที่ทองสุกไม่ยินยอม สองแม่ลูกทะเลาะกันด้วยเรื่องนี้ทุกวัน จนเอือมระอากันไปทั้งสองฝ่าย

บ่าวทุกคนในเรือนเห็นด้วยกับนางเกิด ว่าทองสุกควรจะคว้าโอกาสทองนี้เอาไว้ มีเพียงนายขาวที่ทองสุกนับถือเสมือนพี่ชายแท้ๆ คนเดียวเท่านั้น ที่เห็นใจทั้งคู่ นายขาวเป็นทาสในเรือนเบี้ยของคุณหญิงแสง แต่พ่อแม่เสียชีวิตไปตั้งแต่เขายังเล็ก นางเกิดเวทนาจึงรับเด็กน้อยเป็นลูกบุญธรรมและคอยดูแลจนเติบใหญ่ เมื่อน้องสาวกับแม่บุญธรรมมีปากเสียงกันไม่เว้นแต่ละวัน บางวันหากระงับอารมณ์ไม่อยู่ นางเกิดถึงขั้นลงไม้ลงมือทุบตีลูกสาวด้วยซ้ำ นายขาวจึงพลอยไม่สบายใจไปด้วย

“บ่าวกับพี่เที่ยงก็ได้พี่ขาวนี่ละเจ้าค่ะที่คอยเป็นกำลังใจ และยังโชคดีที่คุณหญิงแสงมีเมตตา หากท่านเหมือนเจ้านายบ้านอื่นที่ถืออำนาจบาตรใหญ่ บังคับให้บ่าวไปเป็นเมียน้อยของขุนปริวรรต บ่าวคงต้องผูกคอตาย” ทองสุกเล่าเสียงเครือ

“คุณป้าเป็นคนใจดี ท่านไม่ทำอย่างนั้นดอก” วงตะวันนึกถึงคุณป้าแสงด้วยความชื่นชม ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องพูด เพราะไม่อยากให้สาวใช้เศร้าโศกเกินไปนัก “พรุ่งนี้ฉันกับออกหลวงต้องไปช่วยงานทำบุญอายุที่เรือนคุณป้าแสง ทองสุกก็ไปด้วยกันสิ ถ้าคุณป้าเห็นว่าทองสุกสบายดี ท่านจะได้ดีใจ”

ทองสุกรับคำพลางเช็ดน้ำตาป้อยๆ ด้วยเหตุนี้รุ่งขึ้นหล่อนจึงนุ่งผ้าบัวปอกผืนใหม่ที่วงตะวันมอบให้ ติดตามหญิงสาวไปยังเรือนของเจ้านายเก่า ออกญาเทพโยธินสามีของคุณหญิงแสงเป็นขุนนางผู้ใหญ่ถึงสองรัชกาล งานทำบุญอายุ 60 ปีของท่านจึงมีคนมาอวยพรมากมาย จนต้องปลูกโรงเลี้ยงชั่วคราวขึ้นที่สนามหญ้าใกล้เรือนใหญ่ ตัวเรือนยกพื้นสูงปูเสื่อผืนยาว จัดวางสำรับให้ชาวบ้านที่มาร่วมงานนั่งรับประทานกันเป็นวงๆ ส่วนนาถได้รับเกียรติให้ขึ้นไปรับประทานบนเรือนใหญ่ร่วมกับขุนนางอีกหลายท่าน หนึ่งในจำนวนนั้นมีชายร่างใหญ่ผิวขาวเหลือง ไว้หนวดเรียวบางเหนือริมฝีปากรวมอยู่ด้วย เขาชำเลืองมองวงตะวันไม่วางตาจนคนถูกมองจับสังเกตได้ นาถจึงกระซิบบอก

“นั่นขุนปริวรรต มากับแม่คำหอมเมียของท่าน”

นี่เองออกขุนปริวรรตที่มาหมายปองแม่ทองสุก วงตะวันมองผู้หญิงหน้าตาคมขำที่นั่งอยู่ข้างเขา เห็นหล่อนกำลังหยิบขนมรังไรใส่จานใบเล็กก่อนส่งให้สามี นาถจึงช่วยอธิบาย

“คุณคำหอมมีฝีมือกับข้าวเป็นเลิศ กับข้าวที่เลี้ยงแขกในวันนี้บางส่วนก็ได้เธอทำมาช่วยงาน ถ้าเจ้าอยากเรียนทำกับข้าวกับปลาก็ควรจะไปกราบขอวิชาจากเธอ น่าจะดีกว่าฝึกงูๆ ปลาๆ กับทองสุกสองคน”

วงตะวันยิ้มแหย ไม่อยากพูดถึงรสมือของทองสุกให้แสลงใจ ส่วนสาวใช้ที่นาถพูดถึงนั้น พอมาถึงก็ขอตัวไปช่วยงานในครัว เพื่อตอบแทนพระคุณเจ้านายเก่าและถือโอกาสพบหน้านายเที่ยงคู่รักของหล่อนไปด้วย ป่านนี้แม่ทองสุกคงช่วยปอกหอมปอกกระเทียมไปตามเรื่องตามราวกระมัง

“แล้วคนที่นั่งอยู่สำรับถัดจากคุณคำหอมล่ะเจ้าคะ”

ผู้ที่วงตะวันเอ่ยถึงเป็นสาวใหญ่วัยประมาณ 35 ปี แม้อายุจะไม่น้อยแล้วแต่ยังงดงามสะดุดตาด้วยอาภรณ์หรูหราและกิริยามีสง่าภาคภูมิ ดวงหน้าอ่อนโยนมีรอยยิ้มประดับที่มุมปากเป็นนิจ สายตายามทอดมองคนรอบข้าง มีแววเมตตาจนเห็นได้แม้มองจากระยะไกล

“นั่นคุณหญิงน้ำทิพย์ เป็นภริยาของออกญาธรรมาธิบดี เจ้ากรมธรรมาธิกรณ์ แต่ดูเหมือนวันนี้ท่านเจ้าคุณไม่ใคร่สบาย คุณหญิงเลยมาคนเดียว”

“อ้าว แล้วคุณหญิงไม่เก้อหรือเจ้าคะ” วงตะวันสงสัย

“ไม่ดอก ท่านคุ้นเคยกับแม่คำหอมดี แล้วออกญาธรรมาธิบดีก็มีบารมีสูงมาตั้งแต่รัชกาลก่อน ไม่มีใครกล้าปล่อยให้คุณหญิงของท่านเก้อแน่”

อาหารที่ยกมาเลี้ยงรสชาติอร่อยถูกปากทุกคน โดยเฉพาะขนมจีนซาวน้ำที่คุณคำหอมนำมาช่วยงานได้รับเสียงชื่นชมไม่ขาดปาก วงตะวันที่ทนกล้ำกลืนอาหารทรมานลิ้นของทองสุกอยู่หลายวันจึงกินอย่างเพลิดเพลิน แต่หญิงสาวตักอาหารเข้าปากไปได้ไม่กี่คำก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงร้องที่ดังมาจากโรงเลี้ยง ตามด้วยเสียงโวยวายอื้ออึง

“ช่วยด้วย ใครไปตามหมอให้ที มีคนไม่สบาย”

เสียงโหวกเหวกนั้นดังพอที่จะทำให้แขกบนเรือนใหญ่ต้องหันไปมองเป็นตาเดียวกัน นายเปี่ยม ทนายหน้าหอของออกญาเทพโยธินสบตาเจ้านายแล้วรีบคลานปราดๆ ลงจากเรือนไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่กี่อึดใจทนายคนเดิมก็ผลุนผลันกลับขึ้นมา ตรงเข้าไปกระซิบกระซาบกับเจ้านายของเขาด้วยท่าทางเคร่งเครียด นาถจับตามองภาพนั้นไม่คลาดสายตา แล้วก็จริงดังคาด ครู่เดียวนายเปี่ยมก็คลานเข้ามาหานาถ กระซิบอย่างเกรงใจ

“คุณหลวงขอรับ ขอความกรุณามากับกระผมหน่อยเถิด ข้างล่างมีเรื่องขอรับ”

โรงเลี้ยงชั่วคราวแออัดไปด้วยชาวบ้านที่มาร่วมงาน นายเปี่ยมเดินนำหน้า พานาถแหวกชาวบ้านที่พร้อมใจกันหลีกเป็นช่องเข้าไปด้านใน ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นโรงเรือนชั่วคราวแต่ที่นี่ก็ก่อสร้างอย่างแข็งแรง พื้นกระดานปูด้วยเสื่ออย่างดี ตั้งสำรับอาหารเรียงเป็นแถวยาว แต่ละสำรับห่างกันพอประมาณเพื่อให้นั่งล้อมวงรับประทานได้สะดวก ทุกสำรับมีขนมจีนซาวน้ำเป็นจานหลัก ข้างกันมีถาดขนาดใหญ่บรรจุจานข้าวสวยและกับข้าวอีกหลายชนิดให้เลือก

ในมุมที่ลึกที่สุดของโรงเลี้ยง ร่างอ้วนใหญ่ของชายชาวจีนคนหนึ่งนอนเหยียดยาวอยู่บนเสื่อ ดวงหน้ากลมป้อมซีดเผือดจนเกือบเป็นสีเทา มุมปากมีคราบน้ำลายไหลเป็นทาง ทรวงอกที่ควรจะขยับขึ้นลงตามจังหวะการหายใจเรียบสนิท นาถเข้าไปตรวจดูก็พบว่าชายคนนี้สิ้นใจเสียแล้ว เขาหันไปมองนายเปี่ยมด้วยสายตาตั้งคำถาม ทนายหน้าหอของออกญาเทพโยธินจึงให้ความกระจ่างว่า

“ตอนที่กระผมลงมาเถ้าแก่ส่งแกก็ตายแล้วขอรับ จึงต้องไปเชิญคุณหลวงมาตรวจดู บนเรือนใหญ่มีแขกมากเสียด้วย ท่านเจ้าคุณท่านไม่อยากให้เอิกเกริก”

นั่นสิ มีคนมาตายในงานทำบุญอายุ เป็นใครก็คงต้องการเก็บเรื่องให้เงียบที่สุด ทว่าสิ่งที่นาถต้องหาข้อสรุปให้ได้คือชายคนนี้ตายเพราะอะไร อาจจะเป็นโรคประจำตัว หรือการฆาตกรรมก็ได้ทั้งสิ้น

“ก่อนหน้านี้เถ้าแก่ทำกระไรอยู่หรือ ช่วยเล่าเหตุการณ์ให้ฉันฟังหน่อย”

“แกกำลังกินขนมจีนซาวน้ำอยู่ขอรับ มีคนนั่งร่วมสำรับอีกสามคน แต่คนอื่นไม่ยักเป็นกระไร มีแต่เถ้าแก่นี่ละที่บ่นปวดท้อง ครู่เดียวก็ชักแล้วก็ตายไป”

เพราะมัวแต่สนใจเถ้าแก่ส่ง ทั้งคู่จึงไม่สังเกตว่าห่างออกไปไม่ไกลนัก ชาวบ้านกำลังล้อมวงมุงอะไรบางอย่างอยู่เช่นกัน จนคนทางนั้นตะโกนมาว่า “ทางนี้มีคนป่วยอีกคน ช่วยมาดูหน่อยเถิดพ่อ”

เมื่อนาถและนายเปี่ยมแหวกวงล้อมเข้าไปก็พบหญิงวัยกลางคน เอนตัวพิงผนังเรือนอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอน ร่างเจ้าเนื้อสั่นระริกราวกับใบไม้ต้องลม น้ำลายไหลยืดผ่านร่องแก้มโดยที่เจ้าตัวไม่คิดจะเช็ดออก ปากบ่นพึมพำไม่ได้ศัพท์ พอเห็นนาถ ผู้หญิงที่ดูแลคนเจ็บอยู่ก็รีบรายงาน

“คุณนายพลับแกบ่นว่าปวดท้องเจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้ก็ยังกินขนมจีนดีๆ อยู่เลย ไม่รู้เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้”

ชายหนุ่มผิวคล้ำรูปร่างสันทัดคนหนึ่งก้าวเร็วๆ เข้ามา เขาแนะนำตัวสั้นๆ ว่า “กระผมชื่อพัน เป็นหมอยา ขอกระผมตรวจอาการคนไข้หน่อยนะขอรับ”

ไม่มีใครสังเกตว่าเพียงได้เห็นหมอพัน ออกหลวงเกรียงไกรฤทธิก็อยู่ในอาการตะลึงแล ดวงตาคู่คมมองหน้าหมอหนุ่มนิ่งนาน และมองตามอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งหมอพันปรี่เข้าไปดูคนอาการเจ็บ

เป็นไปได้อย่างไร  คนตายจะฟื้นคืนชีพหรือนี่…

ชั่วครู่ชายหนุ่มก็ได้สติ รีบก้าวตามเข้าไปบ้าง ทว่าสายไปเสียแล้ว ร่างคุณนายพลับกระตุกเฮือกอย่างแรง จากนั้นก็ตัวอ่อนระทวยพับลงกับตักของหญิงที่ช่วยประคอง สองตาปิดสนิทไม่รับรู้สิ่งใดอีกต่อไป

“ตายเสียแล้วขอรับ” หมอพันบอกสั้นๆ ทว่าความหมายของมันกลับสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโรงเลี้ยง คนที่มุงดูอยู่หน้าเสียไปตามๆ กัน ชายคนหนึ่งโพล่งออกมาเสียงลั่น “แม่โว้ย! อาหารงานนี้มียาพิษเป็นแน่ ไม่อย่างนั้นคงไม่ตายกันทั้งคู่”

ประโยคนั้นแทบไม่ต่างจากการโยนระเบิดตูมลงไปกลางเรือน ผู้คนรอบตัวนาถต่างตาลีตาลานล้วงคอตัวเองให้อาเจียนกันจ้าละหวั่น เสียงโอ้กอ้ากดังระงมจนชายหนุ่มต้องดึงตัวนายเปี่ยมไปอีกทางหนึ่ง ที่พอจะคุยกันได้สะดวก

“ขึ้นไปกราบเรียนเจ้าคุณอา ขอให้บอกแขกบนเรือนใหญ่ให้หยุดกินอาหารเดี๋ยวนี้เลย”

นายเปี่ยมวิ่งตัวปลิวไปแล้ว นาถก็หันไปถามหมอพัน “พอจะตรวจดูได้ไหมว่าคนเจ็บตายเพราะยาพิษจริงหรือเปล่า ถ้าจริง เป็นพิษชนิดใด”

“กระผมจะพยายามเต็มที่ขอรับ แต่ต้องให้คนที่เห็นเหตุการณ์ช่วยเล่าอาการคนเจ็บประกอบด้วย”

นาถกวาดสายตามองกลุ่มคนที่กำลังโก่งคออาเจียนอย่างเอาเป็นเอาตาย ทุกคนดูเหมือนเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ใครจะไปรู้ คนร้ายอาจปะปนอยู่ในกลุ่มชาวบ้านก็เป็นได้ บัดนี้งานของมันสำเร็จแล้ว เหลือเพียงเดินลอยชายออกไปพร้อมคนอื่นๆ คนร้ายก็จะปลอดภัยทันที

เมื่อเวลาไม่คอยท่า นาถจึงรีบสั่งให้หมอพันตามเขาขึ้นไปบนเรือนใหญ่ เพื่อขอให้ออกญาเทพโยธินจัดคนมาควบคุมพวกชาวบ้าน ก่อนที่เจ้าวายร้ายจะฉวยโอกาสหลบหนีไป

เดินไปถึงแค่ตีนบันได ออกหลวงหนุ่มก็รู้โดยพลันว่าต้องเกิดเหตุไม่ชอบมาพากลขึ้นอีกเป็นแน่ เนื่องจากมีเสียงอุทานของแขกผู้ใหญ่ดังไม่ได้ศัพท์ลอยลงมาถึงข้างล่าง ในความอึงอลนั้นมีเสียงร้องไห้ของผู้หญิงปะปนมาด้วย

หวังว่าจะไม่ใช่เสียงร้องของแม่วงตะวันดอกนะ…

คำตอบมาถึงอย่างรวดเร็วเมื่อขึ้นไปบนเรือน นายเปี่ยมที่กำลังจะลงไปตามนาถพอดีปราดเข้ามาหา กระซิบว่า “คุณหลวงขอรับ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”

ชายหนุ่มเดินตามทนายหน้าหอเข้าไปยังหอนั่ง เห็นท่านเจ้าของเรือนและคุณหญิงแสงกำลังนั่งด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักอยู่ข้างกายคุณคำหอม ผู้กำลังเทวษรำพันอยู่กับพื้น ในอ้อมแขนของเธอมีร่างของสามีที่นอนคอพับไปข้างหนึ่ง ที่แก้มมีคราบน้ำลายไหลยืดเป็นทาง นาถใจหายวูบ เดาได้ทันทีโดยไม่ต้องให้ใครบอกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

“ขุนปริวรรตตายเสียแล้วพ่อนาถ” ออกญาเทพโยธินกระซิบ ท่านรู้จักกับครอบครัวของนาถมาตั้งแต่ชายหนุ่มยังเด็ก จึงพูดกับเขาฉันลุงกับหลานมากกว่าจะเป็นข้าราชการผู้ใหญ่กับผู้น้อย “เจ้าลงเรือนไปครู่เดียวท่านขุนก็บ่นว่าปวดท้อง เนื้อตัวงี้สั่นสะท้านเทียว แต่ตอนหลังถามกระไรก็ตอบไม่รู้เรื่อง แล้วก็ชักจากนั้นสิ้นใจไปเฉยๆ ขนาดอาจะตามหมอยังไม่ทัน”

กินอาหารอยู่ดีๆ ก็ปวดท้อง มีอาการตัวสั่น น้ำลายไหล นานไปก็พูดจาไม่รู้เรื่อง ชักแล้วจึงสิ้นใจ…เป็นอาการเดียวกับเถ้าแก่ส่งและคุณนายพลับไม่มีผิด!



Don`t copy text!