มนตราราหุล บทที่ 3 : คันคะเยอ

มนตราราหุล บทที่ 3 : คันคะเยอ

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

***************************

– 3 –

คุณหญิงแสงกระแอมอยู่สองสามครั้ง จนรู้สึกว่าเสียงที่แห้งเหือดจนพูดไม่ออกไปครู่หนึ่งกลับคืนมาแล้ว ก็เอ่ยกลบเกลื่อน “เอามาห้าถุงก็ดีเหมือนกัน อย่างไรเหลือก็ดีกว่าขาดละนะ”

สหายของเธอได้แต่ยิ้มแหยไปตามๆ กัน แต่ยังไม่ทันที่ใครจะพูดต่อ ฉับพลันก็มีเสียงวี้ดว้ายดังออกมาจากเรือนชั้นในที่เจ้าสาวและเพื่อนๆ เข้าไปผลัดเสื้อผ้า เป็นเสียงหญิงสาวหลายคนประสานเสียงกรีดร้องกันวุ่นวาย

“โอ๊ย! คันๆๆ ทำไมคันอย่างนี้”

“แม่ดวงช่วยเกาหลังให้ฉันทีเถิด ฉันเกาไม่ถึง”

“นางแม้น เกาข้าหน่อยเร็วๆ เข้า โอ๊ย! คันเหมือนจะขาดใจ”

คุณหญิงแสงนิ่วหน้า บ่นกับพรรคพวกของเธอ “เอะอะโวยวายลั่นเรือน เสียกิริยาจริงแม่สาวๆ พวกนี้”

ประตูห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเปิดผาง บรรดาเพื่อนเจ้าสาวกรูออกมาราวกับผึ้งแตกรัง แต่ละคนเป็นบุตรสาวขุนนางผู้ใหญ่ บ้างก็เป็นนางกำนัลในวัง เรื่องกิริยามารยาทจึงนับว่าเป็นเอก ทว่ายามนี้กุลสตรีทุกนางต่างทำหน้าตาเหยเก สองมือเกาเนื้อตัวยุกยิก เกาเฉพาะแขนก็ยังไม่เท่าไรแต่บางคนก้มลงไปเกาขา เกาหลัง ลามไปถึงสะโพก กิริยาสงบเสงี่ยมนุ่มนวลตามปกติไม่มีเหลืออีกเลย

“โอ๊ย! คันเหลือเกิน ทนไม่แล้ว”

“อยู่นิ่งๆ เจ้าค่ะแม่นาย” บ่าวคนหนึ่งพยายามเตือนนายสาว แต่พอก้มมองไปที่แขนก็เอะใจ “นี่มันขนหมามุ่ยนี่เจ้าคะ แม่นายไปโดนหมามุ่ยมาจากไหน”

เจ้านายของนางมองแขนที่เกาจนแดงเถือกของตน เห็นขนดำๆ ตำอยู่ในเนื้อก็ยิ่งใจเสีย “หมามุ่ยหรือนี่! โอ๊ย! คันๆๆ”

ขณะเดียวกันบ่าวของเจ้าสาวก็วิ่งออกมาที่หอนั่ง นางร้องเสียงดัง “ใครช่วยไปตามหมอมาที แม่หญิงประดับเกาจนเนื้อตัวถลอกไปหมดแล้ว”

พูดยังไม่ทันขาดคำ คุณประดับเจ้าสาวแสนสวยก็พรวดพราดออกมาจากห้อง หล่อนวิ่งพลางร้องไห้พลางตรงไปยังหอนั่ง เมื่อไปถึง สภาพของสาวเจ้าทำเอาแขกเหรื่อมองกันตาค้าง ด้วยหน้าตาเนื้อตัวหญิงสาวแดงเป็นจ้ำ แก้มบวมช้ำเพราะแรงเกา ผมเผ้ายุ่งเหยิง สไบเนื้อหนาปักลวดลายวิจิตรชั้นนอกถูกถอดออกไปแล้ว เหลือแต่ชั้นในสีชมพูเข้มที่ถูกเจ้าของดึงทึ้งไม่ปรานีปราศรัย หญิงสาวบิดตัวไปมา เกาหน้าอกไปก็สะอึกสะอื้นไป

“ฮือๆ คันเหลือเกิน เจ้าคุณพ่อคุณแม่ช่วยลูกด้วยเจ้าค่ะ ลูกจะตายอยู่แล้ว”

คุณเนื่องรีบเข้าไปจูงลูกสาวของเธอพากลับเข้าไปด้านใน หน้าร้อนผ่าวแทบจะแทรกแผ่นดินหนีด้วยความอับอายแขกเหรื่อที่มองมาเป็นตาเดียว ออกญาพิชัยมนตรีเองก็หน้าชาไม่แพ้ภรรยา กระนั้นท่านยังฝืนใจหันไปออกตัวกับออกญามหาเสนาที่นั่งอยู่ใกล้ๆ

“ฉันต้องขอประทานอภัยท่านเจ้าคุณจริงๆ ที่แม่ประดับทำกิริยาไม่งาม”

ออกญามหาเสนาเป็นผู้ใหญ่พอที่จะยิ้มอย่างไม่ถือสา “ไม่เป็นไรดอก ได้ยินแว่วๆ ว่าโดนหมามุ่ยไม่ใช่หรือ อย่างไรก็เร่งให้คนไปตามหมอมาเถิด ดูท่าทางพวกหลานๆ จะอาการหนัก”

คุณประดับเพิ่งจะลับตัวเข้าห้องไปไม่ถึงอึดใจ บ่าวของเจ้าบ่าวก็ลนลานขึ้นบันไดมาบ้าง เขาร้องอย่างตื่นตระหนก “คุณโชติไปโดนหมามุ่ยเข้า ตอนนี้เกาจนถลอกปอกเปิกเลือดไหลซิบไปหมดแล้วขอรับ กราบวิงวอนพระเดชพระคุณโปรดเมตตาตามหมอให้ทีเถิด”

“หา พ่อโชติก็ด้วยรึ” ออกญาพิชัยมนตรีอุทาน

คราวนี้คิ้วของออกญามหาเสนาขมวดมุ่น เล็งเห็นความผิดปกติอย่างฉับไว “อย่างไรกันท่านเจ้าคุณ ทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวเจอฤทธิ์หมามุ่ยเข้าไปพร้อมกัน ทั้งๆ ที่ก่อนซัดน้ำก็ยังดีๆ กันทั้งคู่ ฉันว่าตัวการน่าจะอยู่ที่น้ำมนต์นั่นละ”

“หากเป็นหมามุ่ยจริงก็รักษาไม่ยาก” ออกญาพิชัยมนตรีหันไปสั่งทนายที่นั่งรับใช้อยู่ไม่ห่าง “เอ็งไปเอาเทียนไขมาลนไฟให้นิ่ม แล้วส่งไปเรือนที่พ่อโชติพัก แล้วให้คนเอาเข้าไปให้แม่ประดับกับพวกสาวๆ คลึงเนื้อตัวด้วย พอขนหมามุ่ยติดเทียนออกมา อาการก็ดีขึ้นเอง”

หมดปัญหาเฉพาะหน้าไปเปลาะหนึ่งแล้ว ออกญาพิชัยมนตรีก็กวาดสายตามองแขกที่นั่งหน้าตื่นกันอยู่เต็มเรือน ใจกรุ่นไปด้วยความระแวงแกมแค้น “ไปเอาขันน้ำมนต์มา ข้าอยากจะรู้นักว่ามีคนกำแหง กล้ามาก่อกวนงานลูกสาวข้าจริงหรือไม่” ท่านสั่งทนายหน้าหอ

ขันน้ำมนต์ใบใหญ่ถูกประคองมาตรงหน้าเจ้าของเรือน น้ำมนต์ในขันถูกประพรมให้คู่บ่าวสาวจนหมดแล้ว กระนั้นก้นขันก็ยังมีน้ำตาเทียนหลงเหลืออยู่ไม่น้อย คราบเทียนสีเหลืองเป็นหย่อมๆ บดบังจนมองไม่เห็นว่ามีสิ่งใดเจือปนอยู่ด้านล่างหรือไม่ ออกญาพิชัยมนตรีจุ่มผ้าซับน้ำหมากลงไป เมื่อยกขึ้นมาผ้าแดงผืนน้อยก็มีขนดำๆ ติดขึ้นมาด้วย ท่านส่งผ้าให้ออกญามหาเสนาดูด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จิตใจตึงเครียดพร้อมรับมือกับสถานการณ์ร้าย

“จะเอาอย่างไรท่านเจ้าคุณ จะปล่อยไปก่อนเพื่อเห็นแก่งานมงคล หรือจะจับตัวมันบัดเดี๋ยวนี้เลย”  ออกญามหาเสนาถามเสียงขรึมไม่แพ้กัน

เจ้าวายร้ายต้องยังอยู่ในเรือนเป็นแน่ หากทำเฉยไม่เอาเรื่องก็จะพลาดโอกาสทอง และคงยากที่จะได้ตัวมันอีก ออกญาพิชัยมนตรีตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่งก็ตวาดก้องด้วยเสียงทรงอำนาจ

“ใคร! ใครเอาหมามุ่ยมาใส่ในขันน้ำมนต์ ยอมรับมาเสียดีๆ”

“เห็นทีจะเป็นพวกที่ไม่ถูกกับท่านเจ้าคุณลอบมากลั่นแกล้ง” ออกพระท่านหนึ่งออกความเห็น “ไอ้พวกนี้มันร้ายนัก แขกเหรื่อออกเต็มเรือนมันยังดอดเข้ามาได้”

“กระผมว่าต้องมีเกลือเป็นหนอน” ขุนนางอีกคนเปรยขึ้นบ้าง “มันคงหมายจะหยามน้ำหน้าท่านเจ้าคุณ จึงลงมือเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ต้องระวังนะขอรับ หากมันกำเริบวางยาพิษหรือเผาเรือนขึ้นมาจะแย่”

ออกญาพิชัยมนตรีหน้าเครียด โทสะกรุ่นขึ้นมาจนร้อนผ่าวไปทั้งตัว ท่านมัวแต่ปลื้มใจที่ลูกสาวจะเป็นฝั่งเป็นฝาจึงเผลอไผลไม่ได้กวดขันบ่าวไพร่ให้เข้มงวด เป็นโอกาสให้ศัตรูมีจังหวะลงมือ อีกทั้งไอ้วายร้ายคนนี้ยังแฝงตัวอยู่ในเรือนเสียด้วย หากหาตัวไม่พบก็จะเป็นภัยต่อไปในวันข้างหน้า

จะทำอย่างไรดีหนอ…

“ผักพวกนั้นคือหมามุ่ยหรือเจ้าคะ นึกสงสัยอยู่เชียวว่าจะใช่หรือเปล่า ที่แท้ก็หมามุ่ยจริงๆ ด้วย” เสียงหวานใสเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างตัวคุณหญิงแสง คนพูดรำพึงรำพันตาแป๋ว

เป๊าะ!

ออกญาพิชัยมนตรีรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงกิ่งไม้หักในสมอง หางตาทั้งสองข้างกระตุกน้อยๆ ต้องสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่เพื่อปลอบขวัญตัวเอง ก่อนกลั้นใจถามลูกสาว

“แม่วงตะวัน เจ้าเป็นคนเอาหมามุ่ยมาใส่ในขันน้ำมนต์อย่างนั้นรึ”

“เจ้าค่ะ” วงตะวันรับคำ แล้วรีบออกตัวเร็วปรื่อ “แต่ลูกไม่ได้ตั้งใจจะสาดใส่คุณพี่ประดับนะเจ้าคะ ลูกแค่เอาไปกวนไว้ในขันน้ำ ตั้งใจว่าเสร็จงานจะเอาไปพรมเด็กๆ ดูว่าใช่หมามุ่ยจริงหรือไม่ ไม่รู้ขันใบนั้นกลายมาเป็นขันน้ำมนต์ได้อย่างไร สงสัยพระท่านคงหยิบผิด”

เรือนทั้งหลังเงียบกริบราวกับแดนสนธยา ชนิดที่ว่าหากมีเข็มตกลงไปสักเล่มก็คงได้ยิน คุณเนื่องก้าวออกมาจากห้องลูกสาวของเธอทันได้ยินคำสารภาพของลูกเลี้ยงพอดี เธอกรากเข้าไปฉุดแขนวงตะวัน แหวเสียงแหลมอย่างคุมสติไม่อยู่

“ไม่มีใครเขาหยิบผิดดอกแม่เอ๊ย ขันน้ำมนต์ก็มีอยู่ใบเดียวเท่านั้น พระท่านทำพิธีเสร็จวางไว้บนพาน แม่วงตะวันนั่นละที่ไม่ดูตาม้าตาเรือ เอาหมามุ่ยมาใส่จนเจ้าบ่าวเจ้าสาวคันคะเยอหัวหูลายไปทั้งตัว หมดกัน! งานแต่งงานลูกสาวฉันพังพินาศหมดแล้ว”

พิธีแต่งงานในวันนั้นต้องยกเลิกกลางคัน เนื่องจากทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวถูกหมามุ่ยสาดเข้าไปเต็มรัก พอหายคันก็ถึงกับจับไข้ต้องนอนซมกันทั้งสองคน เช่นเดียวกับเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่ถูกน้ำมนต์กระเด็นใส่จนหมดสภาพกันทั้งกลุ่ม

นับจากวันนั้นในแวดวงขุนนางก็ไม่มีใครที่ไม่รู้จักแม่หญิงวงตะวัน บุตรีออกญาพิชัยมนตรี และไม่มีใครหาญกล้ามาสู่ขอหล่อนไปเป็นภรรยาเลย จนบัดนี้วงตะวันอายุยี่สิบสี่ปีเข้าไปแล้ว จัดว่าเป็นสาวเทื้อเต็มตัว การพระราชทานหล่อนมาพร้อมตำแหน่งใหม่ จึงไม่ใช่การตกรางวัลให้นาถ แต่เป็นการลงโทษเขาเสียมากกว่า

พิธีมงคลสมรสของออกหลวงเกรียงไกรฤทธิกับแม่หญิงวงตะวัน เป็นที่กล่าวขวัญมาตั้งแต่เริ่มแรกที่มีพระราชโองการพระราชทานเมียคนนี้ให้กับนาถ ในวันงานจึงมีแขกมาร่วมอวยพรเต็มเรือน การมาเป็นเกียรติแก่คู่บ่าวสาวนั้นเป็นยังจุดประสงค์รอง ส่วนจุดประสงค์หลักก็เพื่อมาให้เห็นกับตาว่าเจ้าสาวผู้โด่งดังจะป้ำเป๋อและอัปลักษณ์สมคำร่ำลือหรือไม่

คุณละมุนต้อนรับอาคันตุกะด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่ในใจระส่ำระสายยิ่งกว่าระลอกคลื่นซัดเข้าหาฝั่ง เพราะก่อนหน้านี้เธอได้เรียกเจ้ากรมข่าวลืออย่างคุณอุ่นเรือนมาซักถาม จึงได้รู้วีรกรรมของวงตะวันมาเต็มสองหู ฟังแล้วก็แทบจะหน้ามืดล้มพับลงไปตรงนั้น ด้วยเหตุนี้ระหว่างยิ้มแย้มเจรจาพาที เธอจึงคอยเงี่ยหูสดับเหตุการณ์ไปด้วย เผื่อว่าในนาทีใดนาทีหนึ่งจะมีเสียงวี้ดว้ายดังขึ้นมา เป็นสัญญาณว่าลูกสะใภ้พระราชทานได้เริ่มแสดงอภินิหารฉีกหน้าแม่ผัวเข้าแล้ว

วงตะวันปรากฏตัวท่ามกลางวงล้อมของเพื่อนเจ้าสาวที่หล่อนไม่รู้จักแม้แต่คนเดียว เพราะคุณเนื่องเป็นธุระจัดหาสหายของลูกสาวเธอ ให้มาทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ ผิวนวลลออของเจ้าสาวผุดผ่องอยู่ในสไบสีเหลืองไพลปักเลื่อมพราวระยับชั้นนอก ตัดกับสีแดงสดของสไบเนื้อนิ่มชั้นใน ผมดำขลับเป็นมันรวบเป็นมวยยาวประบ่า รัดด้วยเกี้ยวทองคำฝีมือช่างโบราณ ลำคอและเรียวแขนประดับสร้อยและกำไลทองฝังทับทิม ทำเอาผู้คนที่เคยได้ยินกิตติศัพท์ของเจ้าหล่อนมองกันตาค้าง

“อย่างไรกันนี่ ไหนเขาลือกันว่าแม่วงตะวันหน้าตาเหมือนลิงอย่างไรล่ะ ไอ้ฉันก็หลงเชื่อคำโจษจันอยู่ตั้งนานสองนาน”

“นั่นสิ กิริยามารยาทก็เรียบร้อยอย่างกับชาววัง ไม่เห็นจะเหมือนคนปัญญาอ่อนอย่างที่ลือกันเลย”

นาถเองก็จ้องเจ้าสาวของเขาไม่วางตา ตรงกันข้ามกับฝ่ายหญิงที่ก้มหน้างุดไม่ยอมเหลือบแลไปทางกลุ่มเจ้าบ่าว กิริยาประหม่าเอียงอายสมเป็นกุลสตรีจนคุณหญิงแสงอดกระซิบบอกคุณละมุนไม่ได้

“แม่วงตะวันวางตัวได้เหมาะเจาะดีเหลือเกิน ไม่มากไม่น้อย น่าเอ็นดู”

ในตอนแรกที่ได้ข่าวว่าวงตะวันจะแต่งงาน คุณหญิงแสงยังอดกังวลไม่ได้ แต่เมื่อรู้ว่าเจ้าบ่าวคือนาถเธอจึงค่อยเบาใจ ด้วยว่าเธอคุ้นเคยกับคุณละมุนมานานแล้ว รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนมีเมตตา ไม่เคยใช้อำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้น้อย วงตะวันได้แม่ผัวอย่างนี้ถึงจะทำผิดพลาดไปบ้างก็คงไม่ถูกลงโทษรุนแรงนัก

“นั่นสิคุณหญิง นี่ถ้าแม่อุ่นเรือนไม่ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ฉันยังไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าแม่วงตะวันจะเป็นอย่างที่เขาพูดกัน”

คุณหญิงแสงยิ้มแห้งๆ อยากแก้ต่างให้หลานสาวใจจะขาด แต่บังเอิญได้เห็นวีรกรรมของหล่อนมาด้วยตาตนเอง จึงพูดไม่ออก ได้แต่เอาใจช่วยให้หลานสาวผ่านงานวันนี้ไปได้อย่างราบรื่น และดูเหมือนแรงอธิษฐานของเธอจะสัมฤทธิผล เพราะตลอดเวลาที่ทำพิธีวงตะวันเอาแต่นั่งก้มหน้า ไม่ได้ปล่อยไก่หรือสร้างเรื่องพิลึกพิเรนทร์ออกมาเลย จนกระทั่งพิธีการทั้งหมดผ่านพ้นไปด้วยดี

คุณละมุนมอบเรือนใหญ่ให้เป็นเรือนหอของคู่บ่าวสาว ตัวท่านนั้นมีเรือนของตนเองปลูกอยู่ไม่ไกล มีทางเดินเชื่อมต่อกับเรือนใหญ่ให้เดินหากันได้สะดวก หลังการส่งตัวเสร็จสิ้นลง ห้องหอกว้างตกแต่งอย่างดงามด้วยเครื่องลายครามสูงค่าก็ดิ่งลงสู่ความสงัด วงตะวันนั่งนิ่งอยู่บนเตียงหลังใหญ่ ปูฟูกหนาขาวสะอาด สูดกลิ่นหอมของดอกไม้ราตรีที่รำเพยพัดเข้ามาทางหน้าต่างด้วยหัวใจสั่นระรัว ข้างร่างบางมีเรือนร่างสูงใหญ่ของนาถนั่งอยู่เคียงกัน ดวงตาคมกริบทอดลงยังเสี้ยวหน้าพริ้มเพราของเจ้าสาว จ้องแล้วจ้องอีกราวกับจะให้ทะลุเข้าไปถึงหัวใจ

“เราเคยพบกันมาก่อนหรือไม่ แม่วงตะวัน”

เขาเอ่ยขึ้นเป็นประโยคแรก เสียงนั้นทุ้มต่ำติดจะอ่อนโยนเสียด้วยซ้ำ แต่เจ้าสาวใหม่ก็ถึงกับสะดุ้ง ใบหน้าน้อยๆ แดงซ่านเป็นสีจัด หล่อนก้มหน้างุดด้วยทีท่าน่าเวทนาเสียจนนาถนึกตำหนิตนเอง คำถามต่อไปจึงยิ่งอ่อนโยนกว่าเดิม

“อย่ากลัวไปเลย ฉันไม่ทำร้ายแม่ดอก ฉันเพียงแค่รู้สึกว่าเคยพบแม่วงตะวันมาก่อนเท่านั้น”

เจ้าสาวคนใหม่ยังคงก้มหน้าหลบตาสามี พลางส่ายหน้าเบาๆ แสดงอาการว่าทั้งหวาดกลัวและขวยเขินเกินกว่าจะเอ่ยวาจาออกมาได้ นาถขยับเข้าไปใกล้หล่อนก็กระเถิบออกห่าง เขาขยับเข้าหาอีกหล่อนก็กระเถิบหนีอีก ขยับไปกระเถิบไปจนแทบจะตกเตียงอยู่รอมร่อ ชายหนุ่มจึงต้องหยุด เขาลุกขึ้นมายืนตรงหน้าภรรยา โน้มตัวลงจับไหล่บางที่กำลังสั่นสะท้านไว้ ใบหน้าคมสันโน้มเข้ามาใกล้

“เอาเถิด ถ้าแม่ว่าเราไม่เคยพบกันฉันก็ไม่คาดคั้น วันนี้แม่คงจะเหนื่อยแล้ว พักผ่อนเสียเถิดนะ”

วงตะวันกลั้นใจ รับรู้ถึงสัมผัสร้อนผ่าวที่มาปะทะผิวแก้ม หล่อนนึกถึงคาถาที่คุณปู่สอนไว้ ต้องมีสักบทสิน่าที่จะช่วยให้หลานรอดพ้นจากสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานนี้ไปได้

“เพลงกล่อมหอเพลงนี้ชื่อกระไรนะเจ้าคะ ฉันเหมือนเคยได้ยินมาก่อน” จู่ๆ หญิงสาวก็ทะลุกลางปล้องขึ้นมา

“ฉันไม่รู้ดอก ฉันไม่ค่อยได้ฟังเพลง”

“ฉันว่าต้องเป็นเพลงละแวกไล่ควาย หรือไม่ก็รามัญแทงกบแน่ๆ แหม! ไพเราะเหมาะกับวันมงคลจริงๆนะเจ้าคะ”

“อย่างนั้นหรือ ถ้าแม่ชอบก็ดีแล้วละ”

ใบหน้าของนาถยังคงโน้มต่ำลงมา ดวงตาคมกล้าเพ่งมองดวงหน้านวลลออของเจ้าสาวอย่างจะพิจารณาให้ชัดทุกรายละเอียด ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดซีกหน้าจนวงตะวันรู้สึกได้ว่าหน้าของตนกำลังร้อนจัดราวกับถูกนาบด้วยถ่านแดงๆ เหงื่อเริ่มซึมออกมาตามไรผม พอจวนตัวเข้าจริงๆ หญิงสาวก็หลับตาพริ้ม หายใจถี่รัวเหมือนจะยอมรับสัมผัสของเจ้าบ่าว

“แม่วงตะวัน เป็นกระไรไป” นาถตกใจ เมื่อจู่ๆ เจ้าสาวของเขาก็ตัวอ่อนเอนพับลงไปบนฟูก ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท เขาจับตัวหล่อนเขย่าเบาๆ แต่ก็ไร้ปฏิกิริยาตอบสนอง

“ออกหลวงเจ้าคะ ออกหลวง” เสียงจากนอกประตูดังขึ้นขัดจังหวะ “แม่นายกุดั่นไม่สบาย บ่าวคนเดียวไม่รู้จะทำอย่างไร ขอความกรุณาไปดูเธอหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”

นาถชะงัก เหลือบมองเจ้าสาวอย่างลังเล แต่จากที่เห็นคิดว่าวงตะวันคงเพียงแค่เป็นลมไปเท่านั้น เขาจึงเดินไปเปิดประตู เห็นนางแวว บ่าวคนสนิทของกุดั่นหมอบอยู่หน้าห้อง ก็เอ็ดว่า

“แม่กุดั่นไม่สบายก็ไปตามหมอมาสิ มาบอกข้าทำกระไร”

“เธอเป็นไข้มาตั้งแต่บ่าย พอตกค่ำอาการเริ่มหนักเธอก็ร้องไห้หาแต่ออกหลวง บ่าวเช็ดตัวเท่าไรไข้ก็ไม่ลดเสียที มีแต่จะตัวร้อนเป็นไฟ บ่าวเกรงว่าถ้าปล่อยไว้เธอจะชัก จึงต้องมากราบเรียนเจ้าค่ะ”

นางแววไม่ยอมแพ้ เพราะเจ้านายกำชับมาแข็งขัน ‘เอาตัวคุณพี่มาจากห้องหอให้ได้ ถ้าไม่สำเร็จเอ็งก็ลงไปตักน้ำผ่าฟืนในครัว ไม่ต้องกลับมารับใช้ข้าอีก’

นาถขมวดคิ้วมุ่น คงไม่เหมาะแน่หากเขาจะออกจากห้องหอในเวลานี้ ชายหนุ่มหันมองไปทางเจ้าสาวอย่างห่วงใย แล้วก็แทบสะดุ้งเมื่อสาวเจ้าอวตารมายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ซ้ำยังอนุญาตอย่างใจกว้าง “ไปเถิดเจ้าค่ะ ฉันอยู่คนเดียวได้”

นาถยังไม่ทันตอบวงตะวันก็ปรี่มายืนหน้าประตูห้อง พูดต่อเสียงหวาน “คนป่วยคงต้องการกำลังใจ หากออกหลวงไม่ไป เกิดแม่นายกุดั่นอาการหนักขึ้นมา จะไม่มีใครช่วย”

“ใช่เจ้าค่ะ ขอบพระคุณแม่นายวงตะวันที่เข้าใจ” นางแววรีบฉวยโอกาสจากความใจดีของภรรยาพระราชทาน “ไปหน่อยเถิดนะเจ้าคะออกหลวง เห็นใจบ่าวเถิดเจ้าค่ะ”

ประโยคหลังนั้นมาพร้อมน้ำเสียงวิงวอน นาถมองนางแวว เห็นหน้าตาเหมือนจะร้องไห้เต็มแก่ก็นึกรู้ว่าคงถูกเจ้านายข่มขู่มาอีกทอดหนึ่ง ถ้าเขาไม่ไปก็ไม่รู้สาวใช้จะต้องโทษทัณฑ์อะไรบ้าง

“ไปดูสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ฉันไม่ยึดธรรมเนียมดอก คนป่วยต้องการกำลังใจ ถ้าออกหลวงไม่ไปฉันจะลำบากใจมากกว่า” วงตะวันบอกอย่างมีเมตตาสอดคล้องกันทั้งสีหน้าและน้ำเสียง พอนาถทำท่าจะปฏิเสธ หญิงสาวก็รุนหลังเขาแทบว่าจะเป็นผลักไสให้ออกจากห้อง แล้วปิดประตูอย่างฉับไว นาถจึงต้องแนบริมฝีปากกับประตูไม้หนาหนัก ส่งเสียงไปว่า

“ฉันไปไม่นานจะรีบกลับมา หากแม่วงตะวันง่วงก็เข้านอนก่อนได้เลย”

เสียงฝีเท้าเดินห่างออกไปแล้ว วงตะวันค่อยถอนใจโล่งอก ออกหลวงเกรียงไกรฤทธิคงจะนึกสงสัยหล่อนเป็นแน่ ก็แน่ละ เขากับหล่อนเคยเผชิญหน้ากันมาแล้วเกือบสองปีก่อน ในคืนที่หล่อนพบศพปริศนาบนลานดินไม่ไกลจากกำแพงวังอย่างไรเล่า ครานั้นเขาและลูกน้องมาเร็วเกินไปจนหล่อนหนีไม่ทัน วงตะวันจึงต้องใช้มนตร์อำพรางกายพาตัวหลบเร้นการจับกุมไปได้อย่างหวุดหวิด

นับเป็นโชคดีที่คืนนั้นเขาเห็นหน้าหล่อนเพียงแวบเดียว และเวลาก็ผ่านมาเนิ่นนานแล้ว เมื่อครู่นี้วงตะวันถึงเอาตัวรอดมาได้ แต่ก็ไม่รู้จะแคล้วคลาดปลอดภัยไปได้สักกี่น้ำ ออกหลวงเกรียงไกรฤทธิไม่ใช่คนโง่ หากเขาเข้ามาดูหน้าหล่อนใกล้ๆ วันใดวันหนึ่งชายหนุ่มอาจจะนึกออกก็เป็นได้

ยังดีคืนนี้ที่ได้ความมารยาสาไถยของแม่นายกุดั่นช่วยไว้ได้ทันเวลา เอาเถิด…คนอย่างวงตะวันถือว่าบุญคุณต้องทดแทน มีโอกาสเมื่อไร หล่อนจะสมนาคุณเมียคนนี้ของออกหลวงให้เต็มที่เลยทีเดียว

…………………………………………………………………………………………

 

นาถมุ่งหน้าไปเรือนของกุดั่นอย่างไม่รีบร้อน เพราะตระหนักดีว่าภรรยาไม่ได้เป็นอะไร แม่กุดั่นแกล้งป่วยเพื่อแย่งชิงความสนใจไปอย่างนั้นเอง การแสดงออกของเจ้าสาวคนใหม่ต่างหากเล่าที่สร้างความคลางแคลงให้ชายหนุ่ม วงตะวันหวาดกลัวเขาตามประสาหญิงสาวที่ไม่คุ้นกับชายเท่านั้นจริงละหรือ หรือหล่อนแสร้งเป็นลมเพื่อปิดบังอะไรบางอย่าง

วินาทีแรกที่ได้เห็นเจ้าสาว ขณะยกขันหมากขึ้นไปบนเรือนออกญาพิชัยมนตรี นาถถึงกับชะงัก ดวงหน้าพริ้มเพราของเจ้าสาวคนงามดูคุ้นตาอย่างประหลาด ราวกับเคยพบเห็นมาก่อน อีกทั้งสัญชาตญาณตำรวจยังบอกนาถว่าสถานการณ์ที่เขาเคยพบกันนั้น ต้องมีความสำคัญยิ่งยวดเสียด้วย มิฉะนั้นเขาคงไม่คุ้นหน้าวงตะวันถึงเพียงนี้

ในความทรงจำอันเลือนราง นาถคล้ายจะเห็นภาพของหญิงสาวคนหนึ่งยืนระเหิดระหงอยู่ท่ามกลางกลุ่มหมอกขาว หล่อนผินหน้ามาทางเขา แต่ไอขาวพร่างพรายของสายหมอกปกคลุมใบหน้านั้นไว้จนพร่ามัว เห็นเพียงประกายตาเจิดจ้า เจือด้วยกลิ่นอายลึกลับและท้าทายบางอย่าง ผิดกับดวงตาใสแจ๋วไร้พิษภัยของเจ้าสาวของเขา

ผู้หญิงปริศนาคนนั้นเป็นใคร เขาเคยพบที่ไหน เมื่อไรกันหนอ และเหตุใดเมื่อเห็นวงตะวัน จิตใจเขาจึงกระหวัดคิดถึงเจ้าหล่อนผู้นั้นขึ้นมาได้…

Don`t copy text!