มนตราราหุล บทที่ 1 : ศพสยอง

มนตราราหุล บทที่ 1 : ศพสยอง

โดย : ณรัญชน์

มนตราราหุล นวนิยายออนไลน์โดย ณรัญชน์ เรื่องราวของ ‘ราหุลเวทย์’ มนตราศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาโรคและอาการบาดเจ็บได้ทุกชนิด ทั้งยังชุบชีวิตคนตายได้และแม่หญิงวงตะวันคือคนเดียวที่รู้จักมนตรานี้ดีที่สุด เธอจะใช้มันแก้ไขเหตุร้ายในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยาได้ไหมและเธอจะพบคำตอบเรื่องหัวใจของพ่อนาถหรือเปล่า อ่านสนุกๆ ได้ที่อ่านเอาทีเดียว

********************************

– 1 –

พุทธศักราช 2088 ในรัชสมัยของสมเด็จพระไชยราชาธิราช

อโยธยาศรีรามเทพนครหลับใหลอยู่ในอ้อมกอดของท้องฟ้าสีนิล ความมืดสงัดวังเวงครอบคลุมอาณาเขตทั่วทุกหลังคาเรือน แม้แต่ยอดพระปรางค์พระบรมมหาราชวังที่ทอประกายพราวพร่างสะท้อนแสงอาทิตย์ในเวลากลางวัน บัดนี้กลับเห็นเป็นเพียงเงาตะคุ่มในยามราตรี

กำแพงพระบรมมหาราชวังสว่างไสวด้วยแสงสีทองจากคบเพลิงขนาดใหญ่ที่จุดไว้ตลอดแนว แต่เมื่อพ้นเขตวังออกมา ถนนหนทางก็ค่อยมืดลงตามลำดับ รอบด้านเงียบสนิท มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรกรีดร้องเป็นระยะ ในความวังเวงนั้นปรากฏชายฉกรรจ์ในเครื่องแต่งกายสังกัดกรมพระนครบาลกลุ่มหนึ่ง กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยของพระนคร ผู้นำหน้าเป็นชายหนุ่มหน้าตาคมสัน กิริยาทุกย่างก้าวบอกความมั่นใจในตนเอง ด้านหลังเขามีลูกน้องตามมาอีกสามนาย

บริเวณนี้ห่างไกลจากบ้านเรือนราษฎร ปกติจึงมืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์นวลตาเป็นเครื่องส่องทาง ทว่าในคืนนี้ บนลานกว้างกลับมีคบเพลิงสั้นๆ ดวงหนึ่งปักไว้เหนือพื้นดินเล็กน้อย เปลวไฟสะบัดตามแรงลมก่อให้เกิดเงาดำวูบวาบอยู่ในความมืด นายตำรวจลาดตระเวนเหลือบเห็นเข้า จึงกระซิบบอกเจ้านาย

“ออกขุนขอรับ ไม่รู้ใครมาจุดไฟไว้ตรงนั้นนะขอรับ”

“ไปดูกันซิ” ออกขุนฤทธิกำแหงสั่ง

เมื่อเข้าไปใกล้ สิ่งแรกที่ปะทะสายตาเหล่านายตำรวจก็คือร่างของชายคนหนึ่ง นอนหงายเหยียดยาวอยู่บนพื้น แขนขาผอมแห้งกางออกไปทั้งสี่ทิศ ดวงตาขาวขุ่นดั่งปลาตายเหลือกถลน ราวกับประสบความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ หนังหน้าผากของเขาตั้งแต่โคนผมจรดหัวคิ้วถูกถลกออก มีลิ่มเหล็กดำมะเมื่อมตอกตรึงอยู่กลางบาดแผล คราบเลือดแห้งกรังที่เปรอะเปื้อนทุกตารางนิ้วบนใบหน้า บอกให้รู้ว่าขณะถูกถลกหนังและตอกลิ่ม เจ้าตัวยังมีชีวิตอยู่!

ห่างจากศพเพียงก้าวเดียว ร่างระหงร่างหนึ่งกำลังยืนมองซากไร้ชีวิตอย่างเงียบงัน เส้นผมดำขลับตกระบ่าบอบบาง ก่อให้เกิดเงาดำทาบทับเสี้ยวหน้าจนดูลึกลับราวกับนางพราย อาการสงบนิ่งไร้ความตระหนกนั้นไม่อาจทำให้คิดเป็นอื่น นอกเสียจากหล่อนน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับร่างไร้วิญญาณนี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง พอได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา หญิงสาวปริศนาก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาคมวาวทอประกายระยับเมื่อประสานสายตากับออกขุนฤทธิกำแหง ประหลาดแท้ ทั้งที่มีกลุ่มหมอกบางเบาห่อหุ้มร่างนั้นอยู่ แต่คนมองยังเห็นประกายสีทองเรื่อเรือง ราวกับร่างของหล่อนเรืองแสงได้

“เจ้าทำกระไร หยุดบัดเดี๋ยวนี้” ออกขุนฤทธิกำแหงร้องเสียงดัง พลางสืบเท้าเข้าหา

ฉับพลันหมอกหนาทึบที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ใดก็เข้าปกคลุมบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว หญิงสาวปริศนาที่ซ่อนอยู่หลังไอหมอกดูเลือนรางคล้ายภาพฝัน ออกขุนฤทธิกำแหงถลันเข้าไปหมายจะคว้าตัวหล่อนไว้ ทว่าเพียงพริบตาร่างนั้นก็อันตรธานหายไปราวกับล่องหน

บนลานดินกว้างใหญ่ หลงเหลือเพียงศพสยองและชายหนุ่มที่ยืนเคว้งคว้างอยู่เพียงลำพัง!

……………………………………………………………………………………………………………

ขึ้นห้าค่ำ เดือนสิบ พ.ศ.2090 ในรัชสมัยของสมเด็จพระยอดฟ้า

นาถก้าวขึ้นบันไดเรือนเงียบๆ อิริยาบถยังคงกระฉับกระเฉงแม้จะค่อนข้างอ่อนล้า เนื่องจากต้อง ทำงานจนไม่ได้กลับบ้านเลยตลอดสัปดาห์ พ้นบันไดขึ้นไป เขาก็เห็นสตรีวัยปลายห้าสิบกำลังเอนกายพิงหมอนขวานอยู่บนตั่งไม้สักปูด้วยเบาะนุ่ม ข้างกายมีตั่งไม้ตัวย่อม จัดวางเครื่องใช้ประจำตัวแน่นขนัดราวกับเป็นเครื่องอัฐบริขาร คุณละมุนมารดาของนาถมีลูกชายเมื่ออายุมากแล้ว กระนั้นผมของเธอยังดำขลับ เมื่อหวีรวบไปมุ่นเป็นมวยไว้ด้านหลัง ก็เผยให้เห็นดวงหน้าขาวเหลือง ผิวพรรณอิ่มเอิบมีริ้วรอยเพียงบางเบาจนดูอ่อนกว่าวัยหลายปี

คุณละมุนยิ้มสดใสเมื่อลูกชายเข้ามาทำความเคารพ แต่ยังเชื่องช้ากว่าหญิงสาวอีกคนที่นั่งตำหมากอยู่ใกล้ๆ เจ้าหล่อนวางตะบันหมากลงแล้วปราดเข้าเกาะแขนนาถ ทักเสียงสดใส

“คุณพี่กลับมาแล้ว ไม่ได้กลับเรือนเสียหลายวัน คุณแม่กับน้องคิดถึงใจจะขาด”

หญิงสาวคนนั้นเป็นผู้หญิงร่างเล็ก แต่เรือนร่างกลมกลึงได้สัดส่วน องค์เอวคอดกิ่วเย้ายวน หน้าตาหล่อนไม่จัดว่าสวยแต่ก็กระจุ๋มกระจิ๋มชวนมอง เครื่องหน้าที่เด่นเป็นพิเศษคือริมฝีปากสีแดงสด หยักโค้งเป็นรูปกระจับ เมื่อเจ้าตัวจีบปากจีบคอพูด กระจับบนใบหน้าก็ขยับไปมาอย่างน่าเอ็นดู

“คุณพี่หิวไหมเจ้าคะ น้องสั่งแม่ครัวให้ทำของว่างไว้ สังหรณ์ใจอยู่เชียวว่าคุณพี่จะต้องกลับมา แล้วคุณพี่ก็กลับมาจริงๆ ด้วย”

อันที่จริงนาถอยากเข้าไปพักผ่อนมากกว่า แต่เพื่อเห็นแก่น้ำใจของภรรยาเขาจึงเออออตาม “ดีเหมือนกัน ขอบใจนะแม่กุดั่นที่นึกถึง”

กุดั่นค้อนขวับอย่างมีจริต คลี่รอยยิ้มหวานฉ่ำขณะต่อว่า “คุณพี่ละก็ จะต้องมาขอบอกขอบใจทำกระไร ทำราวกับน้องเป็นคนอื่นไปได้”

พูดคุยกะหนุงกะหนิงต่ออีกสองสามประโยค กุดั่นก็ยอมปล่อยแขนสามีเพื่อลงไปสั่งบ่าวให้จัดเตรียมสำรับอาหาร บนเรือนเหลือคุณละมุนกับลูกชายเพียงสองคน หากแต่นาถยังไม่ทันได้ไต่ถามทุกข์สุขมารดาให้หายคิดถึง บ่าวคนหนึ่งก็เดินนำชายร่างสันทัดขึ้นมาเสียก่อน

“ขุนชำนาญพินิจ มาหาฉันถึงเรือนมีเรื่องอันใดรึ” นาถทัก

ปกติออกขุนชำนาญพินิจคุ้นเคยเป็นอันดีกับเจ้าของบ้าน พบเมื่อไรก็จะทักทายกันครึกครื้น แต่ยามนี้เขากลับวางหน้าขรึม แม้น้ำเสียงก็ยังเป็นการเป็นงาน “มีผู้อัญเชิญพระราชโองการของพ่อเจ้าอยู่หัวมา ท่านป้าและออกขุนจงเตรียมรับราชโองการเถิด”

นาถรีบประคองมารดาให้หมอบลงกับพื้น อึดใจต่อมา ชายร่างใหญ่ผิวคล้ำ ดูภูมิฐานด้วยการแต่งกายและขบวนผู้ติดตามก็ก้าวขึ้นมาบนเรือน เขาหันไปหยิบม้วนผ้าแพรจากพานทองที่ลูกน้องอัญเชิญตามมาข้างหลัง ยกขึ้นทำความเคารพจรดหน้าผากก่อนจะคลี่อ่าน

“ด้วยรับสั่งสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว มีราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า ออกขุนฤทธิกำแหงรับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตแลจงรักภักดี จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เลื่อนยศขึ้นเป็นออกหลวงเกรียงไกรฤทธิ พร้อมกับพระราชทานนางวงตะวัน บุตรีออกญาพิชัยมนตรีและคุณหญิงฉาย ให้แต่งงานเป็นศรีเรือนสืบไป”

นาถรับราชโองการด้วยความอัศจรรย์ใจ เหลือบมองมารดาของเขา เห็นท่านหน้าซีดเหมือนจะเป็นลมก็ยิ่งนึกหวั่น ชะรอยคุณแม่คงสงสัยเช่นเดียวกับลูก ใครๆ ก็รู้ว่าราชสำนักยามนี้กำลังร้อนระอุ จะทำสิ่งใดก็ต้องคอยดูสีหน้ากัน ความหวาดระแวงกระจายตัวไปทั่ววังหลวงนับตั้งแต่สมเด็จพระไชยราชาธิราชทรงสิ้นพระชนม์ พระยอดฟ้า พระราชบุตรผู้มีพระชันษาเพียง 11 ชันษาจึงเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ มีแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ พระราชมารดาเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ทว่าแม่อยู่หัวนั้นมีพระทัยสนิทเสน่หาในพันบุตรศรีเทพ เจ้าพนักงานเฝ้าหอพระชั้นนอก ถึงกับอวยยศให้เป็นขุนชินราช ทำหน้าที่เฝ้าหอพระชั้นใน และต่อมาก็เลื่อนให้เป็นขุนวรวงศาธิราช ปลูกจวนให้อยู่ริมศาลาสารบัญชี ทั้งยังโปรดให้ทำหน้าที่พิจารณาเลขสมสังกัดพรรค เป็นเหตุให้ขุนวรวงศามีอำนาจเพิ่มพูนราวกับติดปีก

พระกรุณาอันเปี่ยมล้นก่อให้เกิดคลื่นใต้น้ำไปทั่วราชสำนัก ขุนนางส่วนหนึ่งหันไปสวามิภักดิ์ขุนวรวงศาธิราช คอยเป็นหูเป็นตาสอดส่องว่ามีผู้ใดนินทาว่าร้ายหรือคิดการกระด้างกระเดื่อง แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งซึ่งภักดีต่อพ่ออยู่หัว ไม่พอใจที่แม่อยู่หัวกระทำการอุกอาจยกย่องชู้รักอย่างออกนอกหน้า จึงคอยจับจ้องว่าจะมีขุนนางผู้ใดเห็นแก่ลาภยศ เอนเอียงไปขึ้นต่อขุนวรวงศาบ้าง บรรยากาศในราชสำนักจึงไม่ต่างจากสมรภูมิที่ทุกฝ่ายต้องระวังตัวแจ

นาถลงมาส่งคณะอัญเชิญพระราชโองการที่หน้าเรือน รอจนทั้งหมดลับตาไปแล้วก็กลับขึ้นบ้าน ใจคิดกังวลไปตลอดทางว่าชะรอยข่าวดีในวันนี้ เห็นทีจะมีลับลมคมในแอบแฝง เนื่องจากแม่เจ้าอยู่หัวย่อมไม่อวยยศให้ผู้ที่ต่อต้านขุนวรวงศาเป็นแน่  ทว่านาถเองก็เหมือนขุนนางส่วนใหญ่ ที่รังเกียจชายรูปงามผู้นี้เกินกว่าจะยอมลดศักดิ์ศรีไปประจบประแจง อีกทั้งเขายังสังกัดกรมพระนครบาล ทำหน้าที่รักษาความสงบในพระนคร ไม่เกี่ยวข้องอันใดกับวังหลวง จึงไม่มีเหตุผลเลยที่จะมีพระกรุณาเลื่อนยศให้

เรื่องครั้งนี้ดูเผินๆ เหมือนจะเป็นลาภลอย แต่แท้จริงเป็นทุกขลาภ นับจากนี้ขุนนางอื่นจะมองเขาด้วยสายตาเช่นไร คงมีหลายคนที่เชื่อว่านาถหันไปสวามิภักดิ์ขุนวรวงศาธิราชเสียแล้ว

สามีเพิ่งจะเดินขึ้นบันไดมากุดั่นก็ปราดเข้าหา ใบหน้าจิ้มลิ้มบึ้งตึงด้วยลมเพชรหึง หล่อนถามเสียงแหลม “เหตุใดถึงมีพระกรุณาพระราชทานเมียให้คุณพี่เจ้าคะ นี่คุณพี่ไปกราบบังคมทูลขอใช่ไหม”

หญิงสาวพูดฉอดๆ จนนาถต้องยกมือห้าม เขาเดินไปทรุดตัวลงนั่งข้างมารดา เห็นใบหน้าของท่านซีดนักก็ถามอย่างห่วงใย “คุณแม่หน้าเซียวเหลือเกิน ตามหมอมาดูสักหน่อยดีไหมขอรับ”

คุณแม่คงจะเห็นความไม่ชอบมาพากลเช่นเดียวกับลูก ถึงได้กังวลแทนจนแทบล้มทั้งยืนเช่นนี้…นาถคิดด้วยความตื้นตัน เสียงที่ปลอบมารดาจึงนุ่มนวลเป็นพิเศษ “อย่าห่วงไปเลยขอรับ กระผมจงรักภักดีไม่เคยทรยศแผ่นดิน ถึงคนอื่นจะรู้เข้าก็คงไม่กินแหนงแคลงใจดอก”

“พ่อนาถของแม่” คุณละมุนกวักมือให้ลูกชายโน้มตัวเข้าไปหา ลูบหน้าลูบตาเขาอย่างแสนสงสาร “ใครหนอช่างกลั่นแกล้งลูกแม่ได้ลงคอ จะให้มีเมียทั้งที ลูกสาวขุนนางมีเต็มบ้านเต็มเมือง กลับส่งลูกไปตกนรกเสียได้”

นาถชะงัก ไม่แน่ใจว่าฟังผิดหรือเปล่า “หือ นรกที่ไหนหรือขอรับ”

คุณละมุนหยิบผ้าซับน้ำหมากที่เหน็บไว้กับเข็มขัดทองขึ้นมาซับน้ำตา “คนเขาลือกันว่าแม่หญิงวงตะวันลูกสาวออกญาพิชัยมนตรีน่ะโง่เขลาเบาปัญญานัก ขืนเอามาเป็นเมียลูกแม่คงอายคนไปทั้งเมือง แม่เวทนาลูกเหลือเกิน”

พุทโธ่! ที่คุณแม่หน้าซีดจะเป็นลมเป็นแล้งก็เพราะเหตุนี้เองหรอกหรือ นาถไม่รู้จะขำหรือสงสารท่านดี อาการอ้ำอึ้งของชายหนุ่มขัดตากุดั่นจนทนไม่ไหว จึงโพล่งออกมาบ้าง

“ที่ลูกได้ยินมาแม่วงตะวันนั่นไม่ใช่แค่โง่เขลา แต่หน้าตายังเหมือนลิง ถึงขนาดออกญาพิชัยมนตรีต้องให้อยู่แต่ในเรือน ไม่กล้าพาออกมาข้างนอกให้ขายหน้า แล้วคุณพี่ไปพบเข้าได้อย่างไรเจ้าคะ ถึงได้ไปกราบบังคมทูลขอมาเป็นเมียน้อย”

“อย่าตีโพยตีพายไปหน่อยเลยแม่กุดั่น” นาถดุเข้าให้เมื่อเห็นหล่อนโวยวายเกินควร “พี่ไม่เคยไปเพ็ดทูลกระไรทั้งสิ้น เหตุใดถึงมีราชโองการเช่นนี้ พี่เองก็ไม่เข้าใจ”

นาถไม่ยอมเอ่ยถึงคลื่นใต้น้ำที่แฝงตัวอยู่เบื้องหลังราชโองการนี้ เพราะกุดั่นไม่ใช่ผู้หญิงประเภทที่จะให้รับรู้เรื่องงานของเขาได้ นอกจากจะเอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่แล้ว หล่อนยังเป็นคนไม่รู้การณ์ควรไม่ควร ชายหนุ่มมั่นใจว่าหากเขาปริปากอะไรออกไปแม้แต่คำเดียว ไม่เกินสองวันคำพูดทั้งหมดจะต้องรั่วไหลไปถึงหูมิตรสหายจอมนินทาของหล่อน และคนเหล่านั้นก็จะช่วยกันกระพือข่าวจนรู้ไปทั้งเมือง

กุดั่นรู้อโยธยารู้ ว่าอย่างนั้นเถอะ!

พอได้ยินว่าสามีไม่ได้เจ้ากี้เจ้าการขอพระราชทานเมียใหม่ด้วยตนเอง อารมณ์ของกุดั่นก็ผ่องใสขึ้น พอจะหารือกันต่อได้ “แล้วเราจะทำอย่างไรดีล่ะเจ้าคะ แม่วงตะวันน่ะไม่มีผู้ชายบ้านไหนอยากได้เป็นเมียดอก ถึงได้อยู่เป็นสาวเทื้อมาจนป่านนี้ น้องว่าคุณพี่กราบทูลปฏิเสธไปเถิด แม่อยู่หัวทรงมีพระเมตตากับคุณพี่นัก  ต้องไม่ทรงบังคับเป็นแน่”

นาถนิ่วหน้า “จะได้อย่างไรแม่กุดั่น ขืนขัดรับสั่งก็ได้หัวขาดกันทั้งเรือนสิ และฉันเองก็ไม่ใช่ตัวโปรดของพระองค์ท่าน อย่าได้พูดไปเช่นนั้นเชียว”

คุณละมุนนั่งดมยาดมส้มมือที่บ่าวกุลีกุจอนำมาให้อยู่ครู่ใหญ่ เมื่อหายหน้ามืดอารมณ์กำสรดก็พลอยสงบลง  ด้วยนิสัยท่านเป็นคนมีเมตตาชอบเข้าวัดปฏิบัติธรรมอยู่แล้ว เมื่อสถานการณ์บังคับมาแบบมัดมือชก ท่านจึงเริ่มคิดถึงว่าที่ลูกสะใภ้ในแง่ของลูกนกลูกกาที่มาขออาศัยเรือนอยู่ แม้จะเป็นนกกาที่บ้องตื้นไร้สติปัญญาอยู่สักหน่อย แต่ก็ยังเป็นสัตว์โลกตาดำๆ ที่มาพึ่งใบบุญท่านอยู่นั่นเอง

“เอาเถิด เรื่องมันเป็นไปแล้วก็ต้องให้มันเป็นไป” ท่านตัดบท “ถึงอย่างไรก็ถือว่าเป็นเรื่องมงคล พ่อนาถได้เลื่อนเป็นออกหลวงเกรียงไกรฤทธิแล้ว ถ้าคุณพ่อยังอยู่ท่านคงปลื้มใจ ส่วนเรื่องแต่งงานก็คงเลี่ยงไม่ได้ แม่จะหาฤกษ์ยามเตรียมไว้แล้วไปพูดจากับเจ้าคุณพ่อของแม่วงตะวันเอง คงไม่ยุ่งยากดอก”

“ขอบพระคุณขอรับคุณแม่” นาถหมดอารมณ์จะกินอาหารจึงขอตัวกลับไปพักผ่อนที่หอนอนของเขา คุณละมุนรอจนลูกชายลับตัวไปก็หันไปปลอบโยนลูกสะใภ้ เพราะเดาออกว่าหล่อนคงสะเทือนใจหาน้อยไม่ พอรู้สึกว่ามีคนเข้าข้าง กุดั่นก็ทำหน้างอ ปากรูปกระจับยื่นออกมาอย่างขุ่นเคือง

“ลูกทำใจไม่ได้ดอกเจ้าค่ะคุณแม่ ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าแม่วงตะวันน่ะโง่เง่า แล้วจะให้มาอยู่ร่วมเรือนกับลูกได้หรือ งานแต่งงานนี่ก็เหมือนกัน ขืนจัดใหญ่โตคงอายเขาไปสามบ้านแปดบ้าน ลูกว่าแค่ไปรับตัวมาแล้วจัดเรือนเล็กให้อยู่ก็น่าจะพอแล้ว”

สายตาของคุณละมุนที่มองลูกสะใภ้ทอแววปรานี แต่น้ำเสียงเด็ดขาดอย่างผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน

“แม่เห็นใจว่าแม่กุดั่นคงไม่พอใจที่พ่อนาถจะมีเมียเพิ่มขึ้นมาอีกคน แต่ต่อไปอย่าพูดถึงแม่วงตะวันอย่างนั้นอีก แม่กุดั่นคงลืมไปแล้วว่าแม่วงตะวันเป็นเมียที่พ่อเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้พ่อนาถ เมียพระราชทานย่อมมีศักดิ์เหนือเมียทุกคน แม้แต่เมียเอกอย่างแม่สะบันงา หากว่ายังอยู่ แม่วงตะวันก็จะมีศักดิ์เหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ”  

Don`t copy text!