มายาแอซเต็ก บทที่ 1 : บูชายัญ

มายาแอซเต็ก บทที่ 1 : บูชายัญ

โดย :

Loading

หลังจากพาผู้อ่านได้ท่องไปในดินแดนลึกลับและเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ กับ ‘มนอินคา’ ในนิตยสารพลอยแกมเพชรมาแล้ว ครั้งนี้ ‘จิตราภรณ์’ จะพาผู้อ่านชาวอ่านเอาร่วมเดินทางย้อนเวลาไปในดินแดนของอารยธรรมแอซเต็กใน “มายาแอซเต็ก” กับนิยายออนไลน์ที่เล่าเรื่องราวที่มาจากประสบการณ์ของนักเขียนผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนละตินอเมริกามายาวนาน

***********************

ปิรามิดสูงลิบขึ้นเสียดฟ้าดูน่าเกรงขามยิ่งนัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาปิรามิดที่ชายหนุ่มกำลังชะเง้อคอขึ้นมองดูอยู่  ฐานของปิรามิดแผ่ออกไปกว้างทั้งสี่ด้านเท่ากันเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส  แล้วจึงสอบขึ้นไปจนถึงลานแคบที่เดินได้โดยรอบ  หลังจากนั้นจึงมีฐานอีกชั้นหนึ่งสอบแคบและเอียงลาดขึ้นไปเล็กน้อยในอัตราส่วนเดียวกับฐานชั้นแรกที่ติดพื้นดิน  ประกอบขึ้นเป็นฐานชั้นที่สอง  มีลานแคบเดินได้โดยรอบอยู่ด้านบน  ฐานชั้นที่สามก่อสร้างแบบเดียวกันและสอบแคบขึ้นไปอีกจนถึงฐานชั้นที่สี่ที่สอบแคบขึ้นไปจนถึงยอดซึ่งทำเป็นลานกว้าง  มีแท่นบูชายัญทำจากหินก้อนเดียววางโดดเด่นเป็นสง่าอยู่บนลาน  หินก้อนนี้มีขนาดใหญ่พอที่จะให้บุรุษร่างสูงใหญ่นอนได้อย่างสบาย

ด้านหลังของแท่นบูชายัญ  คือรูปปั้นของเทพเจ้าแห่งสงครามแกะสลักจากหินเป็นรูปร่างมนุษย์  ดวงตาโปนโตดูน่าเกรงขาม  พระศอประดับด้วยสร้อยหินแกะสลักเป็นรูปกะโหลกศีรษะมนุษย์เป็นพวงใหญ่  ทั้งพระเศียร  พระศอ  และพระวรกายได้รับการตกแต่งด้วยขนนกหายากเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพิธีบูชายัญ

เบื้องหน้ารูปปั้นเทพเจ้าแห่งสงครามมีชามหินขนาดใหญ่วางอยู่เพื่อใช้รองรับหัวใจและโลหิตของมนุษย์ที่นำมาบูชายัญเทพเจ้าแห่งสงคราม  หลังเทวรูปคือที่อยู่ของพวกพระ  สร้างเป็นอาคารหินเตี้ยๆ สองอาคารยาวออกไปจนเกือบถึงขอบของลานกว้าง

จากฐานของปิรามิดชั้นล่างสุดมีบันไดหินค่อนข้างชัน  ตรงขึ้นไปสู่ลานกว้างตอนบนสุดไปบรรจบกับแท่นบูชายัญสีดำมันวาว  ส่วนอีกสามด้านของปิรามิดมีบันไดหินชันแบบเดียวกัน  แต่มีขนาดเล็กกว่าบันไดด้านหน้าที่ใช้ประกอบพิธีบูชายัญ  ปิรามิดในเขตเม็กซิโกตอนกลางมักจะเป็นรูปทรงแบบเดียวกัน  จะแตกต่างกันด้วยขนาดของปิรามิดแต่ละแห่งเท่านั้น  และผิดแผกไปจากปิรามิดของพวกมายาที่มีความหลากหลายมากกว่า

มหาปิรามิดและความใหญ่โตโอฬารทำให้ชายหนุ่มย้อนกลับไปนึกถึงปิรามิดที่อัสคาโปตซัลโค  ซึ่งเป็นบ้านเกิด  ถึงแม้ว่าความโอฬารไม่อาจเทียบได้กับมหาปิรามิดที่กรุงเธโนธิทลันแห่งนี้  แต่พลังที่แผ่ออกมาดูจะขลังไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย  ก้อนหินขนาดใหญ่จำนวนมากมายเรียงรายกันขึ้นไปจนถึงยอดปิรามิด  ใจกลางปิรามิดตันทึบ  มีอยู่น้อยแห่งที่เจาะเป็นทางเข้าไปด้านในได้  ซึ่งดูแล้วก็คงไม่จำเป็นนักสำหรับพิธีบูชายัญซึ่งควรจะเปิดโล่งให้ปรากฏแก่สายตานับพันนับหมื่นคู่ที่เฝ้าดูอยู่บนลานดินเบื้องล่าง

ความรู้สึกของผู้คนเหล่านั้นคงมีทั้งระทึก  หวาดหวั่น  ตื่นเต้น  และเร้าใจปะปนกันไป  กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเบื้องหน้า  ดังเช่นความรู้สึกของชายหนุ่มในขณะนี้  มันช่างไม่เหมือนกับอัสคาโปตซัลโคเลย  ไม่ว่าจะเป็นขนาดของปิรามิด  หรือจำนวนผู้คนที่เฝ้าดูอยู่  ปิรามิดที่บ้านเกิดของเขามิได้ใช้เสริมสร้างวัฒนธรรมแห่งสงครามแบบนี้  แต่ใช้บูชาเทพเจ้าด้วยดอกไม้และอาหารเท่านั้น  มิได้บูชายัญด้วยชีวิตมนุษย์ที่เสริมสร้างวัฒนธรรมแห่งสงครามดังเช่นที่นี่  หลายสิบปีก่อนในครั้งที่บิดาของชายหนุ่มยังเยาว์วัยอยู่  ท่านเล่าให้เขาฟังถึงเรื่องราวในอดีตว่า :

“ในครั้งนั้น  กษัตริย์อิตสโคอัลต์  แห่งอาณาจักรแอซเต็กกับพันธมิตรอีกสองแห่งจากรัฐเท็กสโคโค  และทลาโคปันได้ร่วมมือกันยกทัพเข้าโจมตีรัฐอัสคาโปตซัลโคซึ่งเป็นรัฐใหญ่และเป็นอิสระอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบใหญ่  อัสคาโปตซัลโคยังไม่เคยมีผู้ใดเอาชนะได้เลย จนต้องใช้กำลังพลถึงสามรัฐเข้ามาโจมตี

ในครั้งนั้น  พวกเราจำต้องยอมพ่ายแพ้เพื่อรักษานครเอาไว้ไม่ให้ล่มสลายดังเช่นรัฐอื่นๆ  แต่เราต้องสูญเสียคนของเราไปมากทีเดียว  ในการบูชายัญถวายเทพเจ้าแห่งสงคราม

ตั้งแต่นั้น  เรากลายเป็น  ‘พันธมิตร’  กับอาณาจักรแอซเต็ก  ถึงอย่างไรความยิ่งใหญ่ที่สั่งสมกันมาตั้งแต่อดีต ทำให้เรายังเป็นที่เกรงขามของรัฐอื่นๆ

อัสคาโปตซัลโคจึงดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างเป็นปกติสุขตลอดมา  จนกระทั่งเจ้าเกิด  อาณาจักรแอซเต็กก็ยังคงทำ ‘สงครามดอกไม้’  กับเราเป็นครั้งคราว  รัฐของเราจึงต้องส่งทหารกล้าไปให้พวกเขาเพื่อพลีให้กับเทพเจ้าแห่งสงคราม”

 

ในเวลานั้น  แสนยานุภาพของอาณาจักรแอซเต็กแผ่ไปกว้างไกลไพศาล  พวกแอซเต็กก้าวเข้ามาถึงจุดสูงสุดแล้ว  ไม่มีรัฐใดที่พวกแอซเต็กต้องโจมตีอีก

แต่ทว่า….ความจำเป็นที่จะต้องรักษาวัฒนธรรมแห่งสงครามเอาไว้  การทำ  “สงครามดอกไม้”  กับพันธมิตร  เพื่อให้ได้โลหิตบริสุทธิ์จากเชลยศึกมาบูชายัญ  จึงเป็นทางออกของพวกแอซเต็กในการดำรงและสืบสานวัฒนธรรมแบบนี้  บิดาของชายหนุ่มเล่าว่า :

“เอเฮคัลต์เอ๋ย  ในตอนนั้นเจ้ายังเป็นทารก  บางครั้งตำแหน่งผู้นำทางทหาร  ทำให้พ่อจำเป็นต้องขออาสาสมัครจากหมู่ทหารกล้าของอัสคาโปตซัลโค  เพื่อทำ  ‘สงครามดอกไม้’  โดยพ่อให้คำสัญญาว่าจะดูแลครอบครัวของพวกเขาทั้งหมดอย่างดีที่สุด

เชลยศึกจาก  ‘สงครามดอกไม้’  มิได้มาจากรัฐของเราแต่เพียงรัฐเดียว  แต่สับเปลี่ยนกับรัฐอื่นๆ  ที่เป็นพันธมิตรกับพวกแอซเต็ก

ถึงเราจะมิได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของพวกแอซเต็กอย่างสมบูรณ์แบบ  หากแต่วัฒนธรรมแห่งสงครามมีอิทธิพลเหนือรัฐอื่นๆ ด้วย  เทพเจ้าแห่งสงคราม จึงถือว่าเป็นเทพเจ้าสูงสุด

ในเมื่อเราต้องทำ  ‘สงครามดอกไม้’  เพื่อให้ได้เชลยศึก  เพราะเรายกย่องกันว่าโลหิตของเชลยศึกบริสุทธิ์ที่สุด  บรรดาพันธมิตรจึงตกลงกันว่า  โลหิตที่มาจากทหารอาสาสมัครก็บริสุทธิ์เช่นกัน  พ่อจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่พ่อจะต้องทำหน้าที่นี้”

พิธีสังเวยเทพเจ้าแห่งสงคราม

ชายหนุ่มยังจำคำพูดของบิดาได้ไม่ลืมเลือน

แต่….ทำไมเขาจึงมาอยู่ที่นี่เล่า

เบื้องหน้าที่ไกลออกไปคือพระราชวังของกษัตริย์แอซเต็ก  ทางด้านซ้ายคือมหาปิรามิด  ลานอันกว้างใหญ่เบียดเสียดไปด้วยผู้คนที่มาเป็นสักขีพยานในพิธีบูชายัญทหารกล้าผู้อาสามาพลีชีพถวายเทพเจ้าแห่งสงคราม

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา  มีการทำพิธีบูชายัญถี่ขึ้น จำนวนทหารกล้าไม่เพียงพอ  จึงนำไปสู่การขออาสาสมัครเพิ่มขึ้นจากทั่วอาณาจักร

การอาสาพลีชีวิตให้กับเทพเจ้าแห่งสงครามนำบิดาของชายหนุ่มมายังกรุงเธโนธิทลัน  เอเฮคัลต์ติดตามบิดามาด้วย  แม้จะถูกบิดาทัดทานเอาไว้แต่เขาก็ยังดึงดันที่จะตามบิดามาจนได้

“เอเฮคัลต์  เจ้ายังเล็กนัก  อายุของเจ้ายังไม่ถึง  20  ปี  พ่อเองมีอายุมากแล้ว  ถึงเวลาที่พ่อต้องอาสาตัวเองบ้าง  แทนที่จะขอให้ผู้อื่นทำอย่างที่เคยปฏิบัติมา  พ่อไม่อยากให้ผู้ใดประนามว่าเอาตัวรอดเพียงคนเดียว”

เอเฮคัลต์บอกกับบิดาด้วยท่าทางขึงขังจริงจังว่า :

“พ่อท่าน  เราเหลือกันเพียงสองคนพ่อลูกเท่านั้น  แม่ก็จากไปแล้ว  ลูกไม่มีใครอีก  หากเราต้องจากแผ่นดินนี้ไป  ก็ควรไปพร้อมกัน  ไม่มีผู้ใดทนเห็นพ่อของตัวเองไปเผชิญชีวิตตามลำพังแบบนี้ได้หรอก”

 

เอเฮคัลต์มิได้เป็นผู้เดียวที่ตามบิดาของเขามาที่นี่  มีคนหนุ่มอีกห้าหกคนอาสาตามมาด้วยความเต็มใจ  ความจงรักภักดีที่มีต่อนายทหารผู้ใหญ่ท่านนี้อยู่เหนือคำบรรยายใดๆ  พวกเขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับเอเฮคัลต์  และได้รับการเลี้ยงดูมาด้วยกันประหนึ่งญาติสนิท  บิดาของชายหนุ่มเหล่านี้ล้วนแล้วแต่พลีชีวิตให้กับรัฐอัสคาโปตซัลโคทั้งสิ้น

สืบเนื่องมาจากการที่บรรดาอาสาสมัครยอมพลีชีวิตถวายแด่เทพเจ้าแห่งสงคราม  พวกเขาจึงมิได้ถูกจองจำแต่อย่างใด  แต่มีอิสระที่จะไปไหนมาไหนในกรุงเธโนธิทลันได้อย่างเสรี  เพียงแต่ต้องกลับมาที่พักซึ่งทางฝ่ายแอซเต็กจัดให้ในตอนพลบค่ำเท่านั้น

คณะที่มาจากอัสคาโปตซัลโคจึงใช้โอกาสนี้  เดินตรวจดูสถานที่ต่างๆ ในมหานครอันยิ่งใหญ่  พร้อมกับหวังว่าจะสามารถนำกลับไปปรับปรุงบ้านเกิดของตนเอง  ทั้งๆ ที่รู้ว่าความหวังนั้นริบหรี่ลงทุกขณะจิต

บ้านเมืองอันเป็นระเบียบของกรุงเธโนธิทลันสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ที่ยังไม่เคยมามหานครแห่งนี้  เอเฮคัลต์ชวนเพื่อนๆ ที่มาด้วยกันออกไปเดินดูแทบทุกวัน

ชายหนุ่มรู้สึกถึงความหนาวเย็นของกรุงเธโนธิทลัน  เสื้อผ้าที่สวมจึงต้องมีเสื้อคลุมใส่ทับอีกชั้นหนึ่ง  ส่วนรองเท้าสานโปร่งก็ต้องปล่อยให้เท้าต้านลมหนาวไปตามเดิม  เขาเพียงแต่เอาผ้าผืนยาวพันขาเอาไว้เพื่อให้อุ่นขึ้น

บ้านเรือนและเคหะต่างๆ ล้วนแล้วแต่สร้างจากหินกับดินเหนียว  ส่วนใหญ่จะเป็นชั้นเดียว  หลังคาเรียบทำเป็นลานตากเสื้อผ้าและพืชผักต่างๆ  บ้านเรือนเหล่านี้มีสัดส่วนงดงามตามฐานะของเจ้าของบ้าน  ถนนหนทางตัดตรงสะอาดสะอ้าน  ทางตอนเหนือของกรุงเธโนธิทลัน  เป็นตลาดขนาดใหญ่มีชื่อว่า  ตลัลเตโลลโค  [ปัจจุบันสูญหายไปแล้ว  กลายเป็นลานสามวัฒนธรรมคือวัฒนธรรมแอซเต็ก  สเปน  และสมัยใหม่]

เอเฮคัลต์กับเพื่อนๆ ตื่นตาตื่นใจไปกับจำนวนผู้คนและสินค้ามากมายหลากชนิด  แม้จะเป็นตลาดขนาดใหญ่  แต่ก็เป็นระเบียบ  สินค้าประเภทใดที่ลูกค้าต้องการล้วนแล้วแต่มีวางจำหน่ายทั้งสิ้น  ไม่ว่าจะเป็นทองคำ  เงิน  รัตนชาติ  ขนนก  เสื้อผ้า  งานฝีมือ  ข้าทาส  ช็อคโกเล็ต  หนังสัตว์ชนิดต่างๆ  ตั้งแต่หนังสิงโต  เสือ  แมวป่า  หรือสัตว์ประเภทอื่นๆ  นอกจากนี้ยังมีอาหาร  เช่น  ถั่วชนิดต่างๆ  พืชผัก  สมุนไพร  สัตว์ต่างๆ เช่น นก  เป็ด  กระต่าย  ไก่  หมู  ฯลฯ  มีทั้งผลไม้  เช่น  อะโวคาโด  มะละกอ  ลูกทูน่า  [จากต้นกระบองเพชร]  ฯลฯ  อาหารที่ปรุงสำเร็จ  น้ำผึ้ง  เป็นต้น  อีกด้านหนึ่งของตลาด  ขายเครื่องปั้นดินเผา  หลากหลายชนิด  รวมทั้ง ยาสูบ  กับสินค้าอีกมากมายลานตาไปหมด  ถึงแม้ว่าอัสคาโปตซัลโคจะเป็นรัฐใหญ่กว่ารัฐอื่นๆ โดยรอบ  แต่ไม่อาจเทียบกับกรุงเธโนธิทลันได้เลย

ทั้งเอเฮคัลต์กับบิดามิใช่อาสาสมัครพลีชีพแต่เพียงกลุ่มเดียวที่นี่  แต่เป็นกลุ่มสุดท้ายที่เดินทางมาถึงกรุงเธโนธิทลัน  พวกเขาเห็นทั้งคนหนุ่มและคนสูงอายุอีกจำนวนมากที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน  ต่างก็รอว่าวันไหนจะถึงเวลาของตน

ชายหนุ่มมองดูหน้าตาของผู้คนเหล่านั้นแล้ว  ก็รู้ว่าพวกเขามิได้เต็มใจนัก  แต่คงเป็นเพราะหัวใจฮึกเหิมในวัฒนธรรมแห่งสงครามซึ่งมีอิทธิพลอยู่อย่างท่วมท้น  ดังนั้น  สีหน้าของบุรุษแต่ละคนจึงแตกต่างกันไป  บ้างก็ปล่อยไปตามชะตากรรม  บ้างก็เศร้าสร้อย  พวกเขาคงจะโหยหาครอบครัวที่จากมา  บ้างก็แสดงอาการฮึดฮัด  ร้อนรนเหมือนอยากจะให้การบูชายัญเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว

ทั้งเอเฮคัลต์กับบิดามิได้ดีใจหรือเสียใจไปกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตน  แต่ถึงกระนั้นก็ยังอดนึกถึงมันไม่ได้  แต่ละวันคนที่ถูกนำมาประกอบพิธีเดินเป็นแถว  ผ่านพวกเขาไป  บางวันก็แถวยาว  บางวันก็สั้น  ตามจำนวนอาสาสมัครพลีชีพของแต่ละรัฐ

เอเฮคัลต์มองดูอยู่ห่างๆ  และไม่สามารถบอกกับตัวเองได้ว่า  เขารู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เห็นโดยรอบ  ผู้คนที่เบียดเสียดเข้ามายังลานกว้าง  เพื่อเฝ้าดูพิธีบูชายัญ  ประหนึ่งว่าเป็นภารกิจประจำวัน  หรือเพราะเห็นจนชินชาไปแล้ว  เอเฮคัลต์มั่นใจว่า  ในความชินชานั้น  พวกเขาคงมีความรู้สึกบ้างไม่มากก็น้อย

แม้จะอายุยังน้อย  แต่เขาก็รับรู้เรื่องราวต่างๆ  ที่บิดาและครูพร่ำสอน  รัฐอัสคาโปตซัลโคไม่บูชาเทพเจ้าด้วยชีวิตมนุษย์  แต่จะใช้ดอกไม้หรือผลไม้บูชาเทพเจ้า  จะมีก็แต่บางครั้งเท่านั้นที่ใช้สัตว์บูชายัญในเวลาที่เกิดเภทภัย หรือความเดือดร้อนต่างๆ

พวกเขายังจำได้ว่าในบรรพกาล  เทพเจ้าแห่งสันติ  เคว็ตซัลโคอัลท์  ทรงให้คำมั่นสัญญาว่าจะเสด็จกลับมายังอาณาจักรของพระองค์เพื่อกอบกู้สันติสุขให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งในปีหนึ่งกก  เวลาได้ผ่านเลยมาหลายร้อยปีแล้ว  แต่พระองค์ก็ยังไม่เสด็จกลับมาหาปวงประชาที่เฝ้ารออยู่  ปีนี้ก็เข้าปีหนึ่งกกดังที่รอคอย  [ค.ศ. 1519]  พระองค์จะเสด็จกลับมาตามที่ได้สัญญาหรือไม่  เอเฮคัลต์ก็ยังไม่แน่ใจนัก  แต่เขาจะรอจนถึงวันสิ้นปีได้หรือไม่  และยังเฝ้าหวังอยู่ในใจว่าจะเป็นปีนี้  ปีที่สันติสุขจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง  ความดุร้ายของเทพเจ้าแห่งสงครามจะถูกลบล้างไปพร้อมกับพิธีบูชายัญด้วยชีวิตมนุษย์

ในช่วงเวลาที่เอเฮคัลต์  บิดากับมิตรสหายรอชะตากรรมของตนอยู่นั้น  พวกเขาได้ข่าวคราวเกี่ยวกับลางร้ายที่เล่าลือกันในนครหลวงของพวกแอซเต็ก  จนนำไปสู่การบูชายัญถี่ยิบเพื่อลบล้างลางร้ายเหล่านี้

ลางร้ายเริ่มตั้งแต่การเกิดเปลวไฟพาดเป็นลำยาวข้ามท้องฟ้าในยามราตรีซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นเวลาถึงหนึ่งปีเต็ม  แล้วยังเกิดระเบิดเป็นไฟลุกไหม้มหาวิหารของเทพเจ้าแห่งสงครามจนลุกลามไปอย่างรวดเร็ว  เกิดฟ้าผ่าวิหารเทพเจ้าแห่งอัคนี  วิหารนี้เป็นส่วนหนึ่งของมหาปิรามิด  ผู้คนจึงพากันกล่าวว่า

“สุริยเทพเป็นผู้ทำลายวิหารแห่งนี้”

มิหนำซ้ำยังมีเรื่องเล่าว่า  ผู้คนมองเห็นเพลิงจากสวรรค์ลุกโชติช่วงมาจากทางทิศตะวันออกข้ามท้องฟ้าไปทางทิศตะวันตกทั้งๆ ที่เป็นทิวาวาร  น้ำในทะเลสาบก็เดือดพล่านโดยไม่มีสาเหตุ  พวกเขาได้ยินเสียงร่ำไห้โหยหวนของสตรีโดยไม่มีผู้ใดรู้ว่ามาจากที่ใด

สองสิ่งสุดท้ายที่เกิดขึ้นก็คือ  มีคนจับสัตว์ประหลาดได้ตัวหนึ่ง  มีลักษณะคล้ายกับปักษาสีเทา  ตรงหัวของมันมีกระจกประหลาดติดอยู่  พวกชาวเมืองจึงนำสัตว์ตัวนี้ไปถวายกษัตริย์ม็อคเตซูมา  เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรไปที่กระจกตรงหัวของปักษา  ก็ทรงเห็นผู้คนกำลังวิ่งหนีกันอลหม่าน  มีคนกลุ่มหนึ่งขี่  ‘กวาง’  ตัวใหญ่ไล่ตามมาเพื่อเข่นฆ่า  ลางร้ายอีกเรื่องหนึ่งก็คือ  ผู้คนเห็นมนุษย์สองหัวปรากฏตัวขึ้นบนถนน  แล้วก็หายไปอย่างปราศจากร่องรอย

กษัตริย์ม็อคเตซูมาทรงปรึกษาบรรดาโหรหลวง  ตลอดจนจอมเวทมนตร์หลายคนเกี่ยวกับลางร้ายเหล่านี้  แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอพระทัยนัก  ประจวบกับในขณะนั้นมีพ่อค้าที่เพิ่งเดินทางจากชายฝั่งทะเลตะวันออกมาถึงกรุงเธโนธิทลันพอดี  พวกเขานำข่าวมากราบบังคมทูลว่า :

“ข้าแต่พระองค์  มีหอคอยหรืออะไรก็มิอาจทราบได้  ดูคล้ายๆ กับภูเขาขนาดย่อมลอยอยู่เหนือน้ำ  บนนั้นมีผู้คนหน้าตาประหลาดอยู่เป็นกลุ่มใหญ่  มีผิวกายซีดขาว  สูงกว่าพวกเรา  มีหนวดเครายาวรุงรัง  แต่มีผมยาวถึงใบหูเท่านั้น  ขอพระองค์ได้โปรดวินิจฉัยด้วยเถิดพระยะค่ะว่าพวกเราควรจะทำประการใด  เพราะพวกเขากำลังขึ้นมาบนฝั่งแล้ว  แต่พวกกระหม่อมรีบหนีกันมาก่อนพระยะค่ะ”

กษัตริย์ม็อคเตซูมาทรงว้าวุ่นพระทัยจนมิอาจบรรทมได้  เป็นไปได้ว่าผู้คนที่มีหน้าตาประหลาดเหล่านี้อาจจะเป็นเทพเจ้าแห่งสันติ  เคว็ตซัลโคอัลท์  กับเทพเจ้าองค์อื่นๆ  ที่เสด็จกลับมายังราชอาณาจักรของพระองค์ตามที่ได้ทรงสัญญาเอาไว้ในอดีต  เมื่อทรงเชื่อดั่งนี้  พระองค์ก็ยิ่งทรงหวาดหวั่น  เผ่าแอซเต็กของพระองค์ได้ยึดอาณาจักรของเทพเจ้าแห่งสันติมาครอบครอง  และยกย่องเทพเจ้าแห่งสงครามว่าเป็นเทพสูงสุด  คงจะถึงเวลาแล้วกระมังที่เทพเจ้าแห่งสันติจะเสด็จกลับมาทวงราชอาณาจักรของพระองค์กลับคืนไป  ยิ่งคิดก็ยิ่งหวั่นพระทัย  พระองค์จึงมีพระบัญชาให้ประกอบพิธีบูชายัญเพื่อถวายแด่เทพเจ้าแห่งสงครามด้วยโลหิตของมนุษย์ถี่ยิ่งขึ้น  เพราะแม้แต่โหรหลวงยังกราบทูลว่า :

“อนาคตของอาณาจักรแอซเต็กได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว  สวรรค์เบื้องบนได้ลิขิตเอาไว้  ดังนั้น  พระองค์พึงระวังองค์ให้จงดี  เพราะจะทรงได้รับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส  ทั้งนี้ก็ด้วยความลี้ลับที่ผ่านเข้ามาในราชอาณาจักรของพระองค์  หากพระองค์ทรงใคร่รู้มากไปกว่านี้  ก็จะได้รู้ในเร็ววัน  เพราะมันจะผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็วพระยะค่ะ”

Valley of Mexico บริเวณที่นครหลวงตั้งอยู่

เมื่อทรงรับฟังแล้วก็มีพระบัญชาให้ฝ่ายพระจัดพิธีบูชายัญในวันรุ่งขึ้น  ด้วยทรงหวังว่าเทพเจ้าแห่งสงครามจะทรงพอพระทัยกับโลหิตอันบริสุทธิ์ที่ทรงได้รับ  และพระองค์ก็จะปกป้องอาณาจักรแอซเต็กให้ยืนยงสืบไป  และหากทรงทำได้ก็อยากให้เทพเจ้าแห่งสันติเสด็จกลับไปอย่าได้กลับคืนมายังอาณาจักรดั้งเดิมของพระองค์อีกเลย

ในเช้าวันรุ่งขึ้น  อากาศในนครหลวงของพวกแอซเต็กค่อนข้างขมุกขมัวไปด้วยหมอกบางจากผืนน้ำในทะเลสาบ ซึ่งโอบล้อมมหานครอันยิ่งใหญ่แห่งนี้  อีกไม่นานเมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสงกล้าขึ้นหมอกบางก็จางหายไป  แต่ถึงกระนั้นอากาศก็ยังคงเย็นอยู่เช่นเดิมเนื่องจากเขตนี้ทั้งหมดตั้งอยู่บนที่ราบสูง  ทิวเขาเตี้ยๆ ที่มองเห็นเลือนรางโดยรอบในอดีตกาลอันไกลโพ้นคือ  เส้นขอบของปากปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่ดับสนิทไปแล้วในบรรพกาล  บริเวณทะเลสาบทั้งห้าแห่งและกรุงเธโนธิทลันกับรัฐเล็กรัฐน้อยที่อยู่รายล้อมทะเลสาบต่างก็ตั้งอยู่ในปล่องภูเขาไฟซึ่งดับสนิทไปช้านานแล้วทั้งสิ้น

เช้าวันนั้น  ผู้คนทยอยกันออกมาจากเคหะของตน  มายืนเบียดเสียดกันอยู่ตรงลานกว้างหน้ามหาปิรามิด  เพื่อเฝ้าดูการบูชายัญครั้งใหญ่  ในวันนี้จะมีผู้ถูกสังเวยนับสิบๆ คน  เอเฮคัลต์กับบิดาพร้อมด้วยผู้ติดตามเดินทางมาเป็นสักขีพยานในการสังเวยชีวิตผู้กล้า  ทุกคนรู้สึกถึงความหนาวเย็นของอากาศโดยรอบ  จนต้องสวมเสื้อคลุมเพื่อความอบอุ่น

ชายหนุ่มไม่ปรารถนามาดูเท่าใดนัก  แต่ก็ตามบิดามาดูอยู่ห่างๆ  เขาไม่แน่ใจว่าตนเองรู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น  แต่ก็ชะเง้อและกวาดสายตาดูทุกสิ่งทุกอย่าง

พวกเขายืนอยู่ใกล้กับทางเดินที่ทอดยาวไปสู่มหาปิรามิดซึ่งสูงทะมึนอยู่เบื้องหน้า  บนลานกว้างตรงยอดปิรามิด  พระกลุ่มหนึ่งยืนอยู่หน้าแท่นบูชายัญ  เอเฮคัลต์ไม่ชินกับบรรยากาศที่มีเทพเจ้าแห่งสงครามเป็นเทพเจ้าสูงสุด  เขาไม่เข้าใจเลยว่าพวกแอซเต็กยินดีพลีชีวิตของนักรบที่เก่งกล้าที่สุดให้กับพิธีบูชายัญได้อย่างไร  ไม่ว่าจะเป็นนักรบของตนหรือนักรบที่เป็นเชลยศึกจากรัฐอื่นๆ  คนแล้วคนเล่าจนไม่อาจนับจำนวนได้  ปิรามิดกลายเป็นสุสานของผู้คนนับไม่ถ้วน  ความสง่างามของปิรามิดสิ้นความหมายในสายตาของเขา  แต่กลับเป็นสถานที่น่าเกลียดน่าสะพรึงกลัว  น่าขยะแขยงจนไม่อาจพรรณนาเป็นคำพูดได้

เมื่อกลองที่ทำจากหนังงูเริ่มดังกระหึ่ม  ก้องมาจากด้านหลังของแท่นบูชายัญ  ผู้คนก็ยิ่งเบียดเสียดกันเข้ามา  ผู้ใดหาที่สูงยืนได้ก็ปีนขึ้นไป  เช่น  บนระเบียง  หรือบนหลังคาบ้านซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป  พวกเขาปีนป่ายขึ้นไปดูสิ่งที่น่าพรั่นพรึงซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้

เมื่อพิธีเริ่มขึ้น  ทหารก็นำผู้ที่กำลังจะถูกบูชายัญเดินตามทางเข้ามา  พวกเขาเดินผ่านมาใกล้เอเฮคัลต์จนชายหนุ่มมองเห็นใบหน้าของพวกเขาได้อย่างชัดเจน  ใบหน้าที่ปราศจากความรู้สึกใดๆ  มีแต่ดวงตาเท่านั้นที่บ่งบอกความรู้สึกอันแท้จริงของตนเอง  ดวงตาที่หวาดหวั่น  แต่ร่างกายกลับไม่สะทกสะท้านเพราะได้ตัดสินใจพลีชีพแล้ว  บางทีการจัดการกับตนเองให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็วอาจจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

เมื่อเดินเข้าไปถึงบันไดที่จะนำไปสู่จุดจบของชีวิตตนก็มีพระจำนวนหนึ่งรออยู่ ผู้พลีชีพเริ่มเข้าแถวรอเพื่อให้คนที่อยู่ด้านหน้าสุดเดินขึ้นบันไดสูงชัน  ขึ้นไปบนลานกว้างที่มีพระอีกกลุ่มหนึ่งยืนรออยู่  ผู้พลีชีพคนแรกก้าวขึ้นบันไดดูจะมั่นใจ  ในสิ่งที่ตนเองตัดสินใจทำลงไป  เขาก้าวขึ้นไปอย่างมั่นคงท่ามกลางเสียงอื้ออึงของผู้คนที่เฝ้าดูอยู่

พวกพระที่ยืนคอยอยู่บนลานกว้างแต่งตัวเหมือนกันด้วยเสื้อคลุมสีคล้ำ  แขนกว้างตัวเสื้อยาวเลยเข่าลงมา  ใบหูทั้งสองข้างเสียบด้วยหนามบรเพ็ด  ผมแข็งกระด้างเป็นแผ่นแนบติดศีรษะเพราะชโลมด้วยโลหิตมนุษย์

เอเฮคัลต์เริ่มไม่แน่ใจว่า  บรรดาเชลยศึกในอดีตที่ต้องเผชิญกับความตายแบบนี้จะต่อต้านและดิ้นรนเพียงใด  พวกทหารที่เดินขนาบมาคงต้องลากบ้างพยุงบ้างเพื่อขึ้นบันไดไปข้างบน  สติของพวกเชลยศึกคงต้องวิปลาสไปเป็นแน่

เอเฮคัลต์เฝ้าสงสัยว่าเพราะเหตุใดชีวิตมนุษย์จึงไร้ค่านัก  จนพวกแอซเต็กต้องการชีวิตมนุษย์จำนวนมากมายมาสังเวยแด่เทพเจ้าแห่งสงคราม  เพื่อโมทนาพระคุณเทพเจ้าองค์นี้  ถึงเขาจะคิดอย่างไร  อีกไม่ช้า  เวลาของเขาก็ต้องมาถึงไม่ว่าเขาจะยินยอมหรือไม่ในเมื่อตนเองตัดสินใจไปแล้ว  เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เพื่อช่วยชีวิตของคนที่จะมาแทนตัวเขาเอง

เอเฮคัลต์ไม่เคยเห็นการบูชายัญด้วยชีวิตมนุษย์มาก่อน  อัสคาโปตซัลโคซึ่งเป็นบ้านเกิดมิได้ยึดถือประเพณีนี้  แม้กระทั่งเมื่อมาถึงกรุงเธโนธิทลันเขาก็มิได้ใส่ใจที่จะมาดูดังเช่นชาวเมืองคนอื่นๆ  จนกระทั่งเช้านี้  เมื่อบิดาบอกให้เขาตามท่านไปโดยหวังว่าลูกชายจะเปลี่ยนใจ

เมื่อมาถึงบริเวณที่พวกเขายืนดูอยู่ห่างๆ  เอเฮคัลต์จะยอมให้บิดาพลีชีพเช่นนี้หรือ  จิตใจของชายหนุ่มเริ่มหวั่นไหวไปกับภาพอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้  ถึงแม้ว่ามันมิใช่ความขลาด  แต่การใช้ชีวิตมนุษย์อย่างไร้ขอบเขตที่กำลังจะเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้เป็นความถูกต้องหรือเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น

เมื่อผู้พลีชีพคนแรกขึ้นมาถึงยอดมหาวิหาร  เขาก็กวาดสายตาไปโดยรอบเพื่อดูกรุงเธโนธิทลันเป็นครั้งสุดท้าย  ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ได้ว่า เขากำลังคิดอะไรอยู่  เบื้องหน้าของเขาคือเทวรูปของเทพเจ้าแห่งสงคราม  มีอ่างหินขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยกะโหลกศีรษะของมนุษย์วางอยู่ตรงพระบาท  เศียรของพระองค์ประดับด้วยงูแกะสลัก  ดวงเนตรทำจากหินสีฟ้าเขียว  [เทอควอซ]  พระทนต์ทำจากโอปอล  รอบพระศอประดับด้วยกะโหลกศีรษะของมนุษย์ที่แกะสลักจากหิน  ใบหน้าของเทพเจ้าน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก  พระเนตรของพระองค์จ้องมองลงมายังแท่นหินซึ่งใช้สังเวยชีวิตมนุษย์ชีวิตแล้วชีวิตเล่านับเป็นเวลากว่าร้อยปี  มันเกรอะกรังไปด้วยคราบโลหิตมนุษย์!

ผู้พลีชีพคนนั้นถูกผลักให้นอนราบลงบนแท่นหิน  แขนขาถูกพระสี่รูปตรึงเอาไว้แน่น  เสื้อที่สวมอยู่ถูกกระชากออกจนหลุดลุ่ย  เขามองเห็นสีดำมันวาววับของมีดที่ทำจากหินภูเขาไฟถูกยกขึ้นสูง  แล้วจ้วงลงมาปักบนทรวงอกด้านซ้าย  ดวงวิญญาณของเขาคงหลุดลอยไปจากร่างก่อนที่จะรู้ว่า  พระรูปนั้นปักมีดลงไปแล้วก็กรีดทรวงอกยาวลงมาให้พอดีกับมือที่ล้วงลงไปกระชากหัวใจที่ยังเต้นระริกออกมาจากร่าง  แล้วนำไปวางลงในอ่างหินเบื้องหน้าเทพเจ้า  มันเป็นหัวใจดวงแรกของวันนั้น  หลังจากนั้นพวกพระก็ประพรมแท่นบูชากับเทวรูปของเทพเจ้าด้วยโลหิต  แล้วจึงดื่มโลหิตของเหยื่อที่ไร้ชีวิตเพื่อขอบพระคุณเทพเจ้าแห่งสงคราม  ส่วนร่างกายอันไร้ชีวิตก็ถูกโยนลงบันไดด้านข้างลงไปรอร่างอื่นๆ ที่จะตกลงมาทับถมกันในวันนั้น

เสียงร้องของผู้คนดังไปทั่วบริเวณอย่างพออกพอใจที่ได้ถวายหัวใจกับโลหิตสดๆ ของมนุษย์แด่เทพเจ้าสูงสุดของตน  ผู้พลีชีพที่ยืนเข้าแถวอยู่เริ่มรวนเร  บางคนก็ทรุดตัวลงบนพื้นหมดพลังใจที่จะเผชิญกับความเหี้ยมโหดที่ตนได้เห็นเป็นสักขีพยานอยู่ในขณะนี้  เหล่าทหารจำต้องพยุงบ้างหรือลากผู้พลีชีพที่เหลืออยู่ให้ขึ้นไปบนลานยอดมหาปิรามิด

การบูชายัญดำเนินต่อไปจนร่างอันไร้วิญญาณที่ถูกโยนลงมาทับถมกันเป็นกองใหญ่  มหาปิรามิดของพวกแอซเต็กดูจะเปื้อนเปรอะไปด้วยโลหิตของมนุษย์ทุกตารางนิ้ว  พวกพระเองนั้นเมื่อดื่มโลหิตแล้วก็เอาโลหิตมาทาบนศีรษะของตนอย่างไม่สะทกสะท้าน

เอเฮคัลต์รู้สึกชาไปทั่วร่าง  ชาจนไม่รู้ว่าตนเองจ้องมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นยาวนานเพียงใด  จนกระทั่งบิดาเข้ามาดึงตัวเขาออกไปจากที่นั่น  ท่านบอกว่า

“การบูชายัญด้วยชีวิตมนุษย์กลายเป็นส่วนสำคัญในวิถีชีวิตของคนแอซเต็ก  จนพ่อว่าพวกเขาไม่มีความรู้สึกใดๆ อีกแล้ว  มันชินชาจนหมดความรับรู้ใดๆ  ตราบเท่าที่สามารถทำให้เทพเจ้าแห่งสงครามพอพระทัย  ความปกติสุขก็จะบังเกิดขึ้น  คงจะเพียงแค่นี้กระมังที่พวกเขาคำนึงถึง”



Don`t copy text!