มายาแอซเต็ก บทที่ 2 : คนแปลกหน้า

มายาแอซเต็ก บทที่ 2 : คนแปลกหน้า

โดย :

หลังจากพาผู้อ่านได้ท่องไปในดินแดนลึกลับและเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ กับ ‘มนอินคา’ ในนิตยสารพลอยแกมเพชรมาแล้ว ครั้งนี้ ‘จิตราภรณ์’ จะพาผู้อ่านชาวอ่านเอาร่วมเดินทางย้อนเวลาไปในดินแดนของอารยธรรมแอซเต็กใน “มายาแอซเต็ก” กับนิยายออนไลน์ที่เล่าเรื่องราวที่มาจากประสบการณ์ของนักเขียนผู้เคยใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนละตินอเมริกามายาวนาน

***********************

ความว้าวุ่นพระทัยของกษัตริย์ม็อคเตซูมาเพิ่มทวีขึ้นเมื่อทรงทราบว่าผู้คนหน้าตาประหลาดกำลังจะเดินทางขึ้นบกเพื่อเข้ามาในอาณาจักรของพระองค์  พระองค์ทรงว้าวุ่นจนคิดไม่ตกว่าควรจะทำประการใดจึงจะยับยั้งผู้คนหน้าตาประหลาดเหล่านั้นได้  คงจะดีมิใช่น้อยหากพระองค์จะสามารถโน้มน้าวใจพวกเขาให้กลับไป

แต่จะทรงทำอย่างไรเล่าจึงจะเป็นเช่นนั้นได้

สิ่งแรกที่พระองค์ทรงทำก็คือ  โปรดให้เสนาอำมาตย์นำของกำนัลไปให้คนแปลกหน้า  ด้วยทรงคิดว่า  พวกเขาอาจจะเป็นเทพเจ้าแห่งสันติ  กับเทพอื่นๆ ที่เสด็จกลับมายังอาณาจักรของพระองค์ดังที่ได้ทรงสัญญาเอาไว้ว่าจะเสด็จกลับมาในปีหนึ่งกกซึ่งก็คือปีนี้พอดี  กษัตริย์ม็อคเตซูมาทรงมีรับสั่งกับบรรดาเสนาอำมาตย์ว่า :

“พระองค์เสด็จกลับมาแล้ว!  ปรากฏองค์ขึ้นแล้ว!  และจะเสด็จมาที่นี่…มายังราชบัลลังก์ของพระองค์เพราะทรงเคยสัญญาเอาไว้ก่อนที่จะเสด็จจากไปในบรรพกาล!

พวกเจ้าจงนำสิ่งของเหล่านี้ไปถวายแด่พระองค์แล้วจงทูลว่า :

‘ม็อคเตซูมา  ข้ารับใช้ของพระองค์ทรงส่งพวกกระหม่อมมาเข้าเฝ้า  เพื่อถวายสิ่งของเหล่านี้  และทูลเสด็จพระองค์กลับคืนสู่ราชอาณาจักรของพระองค์เถิด’”

 

สิ่งของที่กษัตริย์ม็อคเตซูมาส่งไปถวาย  “เทพเจ้าแห่งสันติ”  ล้วนแล้วแต่ล้ำค่าทั้งสิ้น  เช่น หน้ากากทองคำ  ฝังด้วยหินสีเขียวอมฟ้า  (เทอควอซ)  เครื่องประดับพระอุระทำจากขนนกหายาก  เครื่องประดับพระศอมีแผ่นทองคำอยู่ตรงกลาง  โล่ห์ประดับด้วยทองคำกับหอยมุก  ชายขอบขลิบด้วยขนนกหายาก  กระจกเงาทองคำด้านหลังประดับด้วยหินสีเขียวอมฟ้า  หอกที่ฝังด้วยหินสีเขียวอมฟ้า  สร้อยพระกรทำด้วยหยก  ห้อยด้วยกระดิ่งทองคำกับรองพระบาทสีดำสนิท  ตุ้มหูกระดิ่งทำจากทองคำ  ฉลองพระองค์  ฯลฯ

เมื่อผู้นำสาส์นเดินทางกลับมาเข้าเฝ้ากษัตริย์ม็อคเตซูมาหลังจากที่ได้เข้าเฝ้า  “เทพเจ้าแห่งสันติ”  แล้ว  พระองค์ทรงต้อนรับพวกเขาด้วยพิธีบูชายัญเชลยศึกถึงสองคนแล้วเอาโลหิตมาประพรมบนร่างของพวกเขา  แล้วตรัสว่า :

“พวกเจ้าได้ปฏิบัติภารกิจอันหนักอึ้งมาแล้ว  และได้เห็นองค์เทพเจ้า  ดวงตาของพวกเจ้าได้จ้องมองพระพักตร์ของพระองค์  และยังได้เจรจากับพระผู้เป็นเจ้าอีกด้วย!”

 

โลหิตที่ประพรมลงบนร่างของพวกเขาจะนำพวกเขากลับคืนมาเป็นคนเดิมอีกและไม่หวาดหวั่นต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น เมื่อผู้นำสาส์นคุกเข่าลงแล้ว  พวกเขาก็จุมพิตพื้นดินเฉพาะพระพักตร์ของกษัตริย์ม็อคเตซูมาเพื่อแสดงคารวะสูงสุด  แล้วกราบทูลด้วยความหวาดหวั่นว่า :

“พวกกระหม่อมกราบทูล  ‘เทพเจ้าแห่งสันติ’  ว่า :  ‘พวกกระหม่อมซึ่งเป็นมหาดเล็กของกษัตริย์ม็อคเตซูมา ได้นำพระราชสาส์นและสิ่งของอันทรงคุณค่าจากพระองค์มาถวายพระผู้เป็นเจ้าพระยะค่ะ’

‘เทพเจ้า’  ทอดพระเนตรสิ่งของที่พระองค์ทรงส่งไปถวายแล้ว  ก็ตรัสว่า :

‘มีเพียงเท่านี้ดอกหรือ?’”

‘พระยะค่ะ  พวกกระหม่อมนำมาถวายเพียงเท่านี้’

‘เทพเจ้า’  ทรงมีรับสั่งให้ทหารตามเสด็จจับพวกกระหม่อมมัดขา  และผูกคอเอาไว้ด้วยกัน  แล้วนำเอาท่อโลหะยาวๆ ออกมาถือไว้  แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็เกิดขึ้น  ท่อโลหะเปล่งแสงไฟออกมาด้วยเสียงดังกัมปนาท

พวกกระหม่อมตระหนกตกใจจนหมดสติไปทุกคน  จนกระทั่ง ‘เทพเจ้า’  กับ ‘เทพองค์อื่นๆ’  ทรงช่วยรักษาพวกกระหม่อมจนฟื้นคืนสติกลับมาอีกครั้งหนึ่ง  แล้วจึงประทานอาหารกับเครื่องดื่มบางอย่างที่มีรสชาติคล้ายกับน้ำปูลเก (1) ของพวกเรา  แต่รสเข้มกว่า  และยังมีรับสั่งกับพวกกระหม่อมว่าจะให้ประลองอาวุธ  กับทหารของพระองค์ ท่านตรัสกับพวกเราว่า :

‘พรุ่งนี้เช้า  เราจะให้มีการประลองกันระหว่างพวกเจ้ากับทหารของเรา  เราได้ยินมาว่า  พวกแอซเต็กเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่  กล้าหาญ  และเหี้ยมโหด  แม้ว่าฝ่ายศัตรูจะมีจำนวนมากกว่าสิบเท่า  ก็จะไม่ถอยแต่จะเดินหน้าต่อสู้อย่างกล้าหาญ’

พวกกระหม่อมได้รับการปลดปล่อยให้ลงเรือที่นำพวกกระหม่อมมาเฝ้าเทพเจ้ากลับขึ้นฝั่งเพื่อรอการประลองยุทธในวันรุ่งขึ้น

แทบจะยังไม่ทันก้าวลงเรือครบถ้วนทุกคน  พวกกระหม่อมก็พากันพายเรือหนี  บางคนถึงกับใช้ฝ่ามือช่วยพุ้ยน้ำ  เพื่อไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้  และบอกกันว่า :

‘รีบพายให้เร็วที่สุด!  เร็วกว่านี้อีก!  ไม่ควรมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับพวกเราที่นี่อย่างเด็ดขาด!’

เมื่อถึงฝั่ง  พวกกระหม่อมก็รีบกลับกรุงเธโนธิทลันจนแทบจะไม่พักแรมที่เมืองใด  เพื่อมาเข้าเฝ้ากราบทูลพระองค์เกี่ยวกับความน่าสะพรึงกลัวที่พวกเราได้ประสบพระยะค่ะ”

ชุดการแต่งกาย

พระองค์ยิ่งทรงรับฟังก็ยิ่งว้าวุ่นพระทัย จนไม่อาจเสวยหรือบรรทมได้  พวกเขายังทูลพระองค์อีกว่า :

“มีลูกกลมเหมือนก้อนศิลา พุ่งออกมาจากท่อโลหะยาวๆ  มีประกายแวบวาบ  เสียงกัมปนาท  และมีดวงไฟตกลงมาราวกับห่าฝน  กลิ่นของมันน่าคลื่นเหียนยิ่งนัก  มันซึมซ่านเข้าไปในโพรงจมูกและแสบเข้าไปถึงสมอง  ถ้าหากเล็งท่อโลหะไปที่ภูเขาๆ ก็จะแตกกระจาย  ถ้าเล็งไปยังต้นไม้ๆ ก็จะแหลกละเอียด  มันช่างเป็นภาพที่เหลือเชื่อพระเจ้าค่ะ  เพราะดูราวกับว่าต้นไม้ระเบิดออกมาจากด้านใน

เกราะของพวกเขาทำจากเหล็ก  เครื่องแต่งกายก็เป็นเหล็ก  ดาบ  ธนู  โล่ห์  หอก  ล้วนแล้วแต่ทำจากเหล็กทั้งสิ้น

พวกเขาขี่ตัวอะไรก็มิทราบได้  กวางก็ไม่ใช่  สุนัขก็ไม่เชิง (2) ตัวมันสูงใหญ่เสียยิ่งกว่าหลังคาบ้าน  หูลีบยาว  ลิ้นห้อย  สีตาของมันเหลืองจัดราวกับประกายไฟ  ช่วงท้องใหญ่  พวกมันดูจะไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  และมีพลังสูง

ร่างกายของ ‘เทพเจ้า’ มีเสื้อผ้าปกปิดไปทั้งร่างมิได้หลวมๆ อย่างพวกเรา  มีแต่ใบหน้าเท่านั้นที่พวกเรามองเห็น  ผิวของ  ‘เทพเจ้า’  ขาวจัดจนซีด  ผมสีเหลือง  บ้างก็มีสีดำ  หนวดเครายาวรุงรังและเป็นสีเหลือง  ผมเส้นบางและหยิกหยอง

อาหารของ  ‘เทพเจ้า’  ก็เหมือนกับอาหารของมนุษย์  เป็นก้อนขาวใหญ่ไม่หนัก  รสชาติเหมือนซังข้าวโพด  แต่มีรสหวานเล็กน้อยราวกับว่าใส่น้ำผึ้ง  เป็นอาหารที่มีรสหวานประหลาดพระยะค่ะ”

 

เมื่อพวกเสนาอำมาตย์ที่เป็นคนนำสาส์นทูลลากลับไปแล้ว  กษัตริย์ม็อคเตซูมาก็ทรงว้าวุ่นพระทัยหนักยิ่งขึ้นไปอีก  ไม่มีข้าราชบริพารคนใดอาจหาญพอที่จะเข้าเฝ้าได้เลย  พระองค์ทรงคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ทรงกระทำลงไปเพื่อสกัดการมาของเทพเจ้าไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง

เมื่อทรงคิดแล้ว  ยิ่งทรงทอดถอนพระทัยแทบทุกนาทีอย่างสิ้นหวัง  และทรงโศกเศร้าเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง  ไม่มีสิ่งใดจะปลอบประโลมพระองค์ได้  ไม่มีสิ่งใดจะช่วยให้พระองค์สงบลงได้  ไม่มีสิ่งใดจะช่วยคืนความสุขให้แก่พระองค์ได้อีกต่อไป

“แล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับเรา?  ผู้ใดจะรอดตายจากสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้?  อา!  หากเป็นเวลาอื่น  เราก็คงจะอยู่ได้อย่างมีความสุข  แต่บัดนี้…หัวใจของเรากำลังรอความตายเพราะถูกแผดเผาร้อนรน!  …เทพเจ้าของพวกเราจะมาที่นี่หรือไม่หนอ?”

 

พระองค์ทรงรำพึงรำพันอยู่เพียงลำพัง  แต่…ความว้าวุ่นพระหฤทัยไม่อาจบรรเทาลงได้เลย  พระองค์จึงทรงมีพระบัญชาให้หาพวกพ่อมดกับจอมขมังเวทย์มาช่วยปัดเป่า  ด้วยคิดว่าพวกเขาจะทำร้ายคนแปลกหน้าได้  หรือมิฉะนั้นก็อย่างน้อยที่สุดจะสามารถเลิกล้มความคิดที่จะเดินทางเข้ามากรุงเธโนธิทลัน  แม้ว่าในดวงพระหฤทัยยังไม่แน่พระทัยถึงธรรมชาติที่แท้จริงของคนแปลกหน้าและแม้จะทรงคิดว่าพวกเขาคือ  “เทพเจ้า”  ก็ตาม

แต่….พวกพ่อมดและจอมขมังเวทย์ก็ไร้ผล  พวกเขาไม่อาจขัดขวางหรือขับไล่คนแปลกหน้า  มิหนำซ้ำยังไม่อาจทำร้ายพวกเขาได้  ทั้งองค์กษัตริย์และปวงประชาใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดหวั่น  เมื่อรู้แล้วว่า  “เทพเจ้า”  ทั้งหลายมุ่งมั่นที่จะเดินทางเข้ามายังนครหลวงของพวกแอซเต็ก  สิ่งเดียวที่พระองค์ทรงทำได้ก็เพียงเฝ้ารอในสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น

ท่ามกลางความหวาดหวั่นไม่แน่นอน  กษัตริย์ม็อคเตซูมาทรงตัดสินพระทัยส่งผู้ที่มีฝีมือที่สุดเท่าที่จะรวบรวมมาได้  อีกทั้งเสนาบดีและทหารกล้าให้นำทุกสิ่งที่ทรงคิดว่า        คนแปลกหน้าต้องการไปให้  อีกทั้งให้แจ้งต่อคนเหล่านั้นว่า ไม่ว่าจะประสงค์สิ่งใด พระองค์ก็จะสรรหามาให้ทั้งสิ้น  มิหนำซ้ำยังนำเชลยศึกไปด้วยเพื่อนำไปบูชายัญ  ด้วยทรงคิดว่าคนแปลกหน้าอาจจะมีความประสงค์ดื่มโลหิตของพวกเชลย

เมื่อพวกเขาเดินทางไปถึงชายฝั่งทะเลและไปเข้าเฝ้า  “เทพเจ้า”  เพื่อถวายสิ่งของ  คณะผู้แทนของกษัตริย์แอซเต็กก็เริ่มทำพิธีบูชายัญต่อหน้า  “เทพเจ้า”  แต่ก็รู้สึกประหลาดใจที่  “เทพเจ้า”  เหล่านี้มีท่าทางสะอิดสะเอียน  รังเกียจ  และพากันหลับตา  และถอยหนีไป  มิหนำซ้ำยังปฏิเสธที่จะกินอาหารที่ประพรมด้วยโลหิตของมนุษย์

กษัตริย์ม็อคเตซูมาทรงมีรับสั่งให้ทำพิธีบูชายัญด้วยทรงคิดว่า  คนแปลกหน้าเหล่านี้คือ  “เทพเจ้า”  พระองค์จึงทรงปฏิบัติกับพวกสเปนเยี่ยง  “เทพ”  แม้กระนั้นในความคลางแคลงใจ  ก็ยังทรงให้พวกพ่อมดทำพิธีกรรมเพื่อสร้างความเจ็บปวดให้กับคนแปลกหน้า  เพื่อให้พวกเขาเจ็บป่วยและล้มตายไป  พวกพ่อมดประกอบพิธีตามพระบัญชาของกษัตริย์  แต่ก็ไม่อาจทำสิ่งใดกับฝ่ายนั้นได้  พวกเขาทั้งหมดจึงรีบหนีกลับกรุงเธโนธิทลัน  เพื่อกราบบังคมทูลให้กษัตริย์ม็อคเตซูมาทรงทราบถึงความล้มเหลวของพวกตน

ฝ่ายนักรบสเปนไม่แน่ใจว่าสิ่งที่พวกตนเห็นเป็นการกระทำของมนุษย์หรือไม่  หรือว่า  พวกนี้เป็นกึ่งคนกึ่งสัตว์  มีจิตวิญญาณหรือไม่  จึงได้กระทำพิธีอันน่าพรั่นพรึงสยดสยองเช่นนี้ได้  แต่สิ่งของมีค่าต่างๆ ที่พวกตนได้รับก็ยิ่งทำให้ฝ่ายสเปนมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป  ด้วยหวังว่าแก้วแหวนเงินทองอีกมากมายจะรออยู่เบื้องหน้ามิใช่ของมีค่าเพียงไม่กี่ชิ้นที่พวกตนได้รับ

เมื่อสเปนเดินทางลึกเข้าไปในแผ่นดิน  ผ่านเมืองเล็กเมืองน้อยอีกหลายเมือง  บางเมืองก็เข้ามาสวามิภักดิ์  เพราะไม่พอใจระบบการปกครองของพวกแอซเต็ก  พวกสเปนจึงได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติประหนึ่งกษัตริย์  แต่หากเมืองใดต่อต้านก็ถูกสเปนเข่นฆ่าอย่างทารุณ  ฝ่ายสเปนเองนั้นก็ใคร่รู้เรื่องราวของกษัตริย์ม็อคเตซูมาเช่นเดียวกันจึงมักถามถึงพระองค์อยู่บ่อยครั้งว่า :

“พระองค์ยังเป็นคนหนุ่ม  หรือเป็นผู้ใหญ่  หรือชราแล้ว?”

ก็มักจะได้รับคำตอบว่า :

“พระองค์ทรงเป็นผู้ใหญ่แล้ว  ทรงมีพระวรกายโปร่งบาง  จนค่อนข้างผอม!”

เมื่อกษัตริย์ม็อคเตซูมาทรงทราบว่าคนแปลกหน้าถามเกี่ยวกับพระองค์  และใคร่จะพบพระองค์  พระหทัยก็ทรุดหนัก  และใคร่จะหลบหนีไปซ่อนเพื่อหลบหลีก  “เทพเจ้า”  แต่ก็ไม่อาจทำได้  พลังในพระวรกายสูญสิ้นไปแล้วและไม่อาจตัดสินพระทัยใดๆ ได้  ทรงทำได้ก็แต่เพียงเฝ้ารอเท่านั้น

ถึงแม้ว่ากษัตริย์ม็อคเตซูมาไม่มีพระประสงค์ให้คนแปลกหน้าเดินทางเข้ามายังกรุงเธโนธิทลัน   แอร์นัน คอร์เต็ส  ผู้เป็นผู้นำได้ตัดสินใจแล้วว่าจะต้องรีบรุดมาให้ถึงโดยเร็วที่สุด  พวกเขาทั้งขี่อาชาทั้งเดินเท้าผ่านเมืองเซมโปอาลา  เทโคอัค  จนกระทั่งถึงเมืองทลัสคาลา  ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเธโนธิทลันเท่าไหร่นักและใช้เวลาเดินทางเพียงสามวันก็ถึงจุดหมาย

ฝ่ายสเปนมุ่งหน้ามายังหุบเขาเม็กซิโกตอนกลาง  เพื่อจัดการกับเมืองโชลูลาที่ไม่ยอมสยบให้กับอำนาจสเปน  นักรบสเปนถึงแม้จะมีม้าเพียงไม่กี่ตัว  แต่มีอาวุธที่เหนือกว่าไม่ว่าจะเป็นปืน  หรือธนูเหล็ก  เข้าเข่นฆ่าชาวเมืองโชลูลาอย่างทารุณ  ผู้คนสูญสิ้นไปถึง 7,000 คนภายในเวลาเพียงวันเดียว เมื่อพวกสเปนทำลายเมืองโชลูลาอย่างราบคาบแล้ว  ก็ออกเดินทางมุ่งตรงไปยังกรุงเธโนธิทลันต่อไป  โดยมีพันธมิตรจากเมืองทลัสคาลาติดตามมาด้วย

ส่วนกษัตริย์ม็อคเตซูมานั้นทรงส่งเสนาบดีหลายคนออกไปพบนักรบสเปนซึ่งเดินทางมาถึงช่องเขานกอินทรี  ซึ่งเป็นทางเข้าสู่กรุงเธโนธิทลัน  พวกเขาจึงออกเดินทางไปพบแอร์นัน คอร์เต็สกับนักรบนักแสวงหาโชคลาภสเปนพร้อมกับของกำนัลอีกมากมายเพื่อถวายแด่  “เทพเจ้า”  แล้วจึงกลับมาทูลรายงานถวายกษัตริย์ของตนว่า :

“เมื่อ  ‘เทพเจ้า’  ได้รับของกำนัลอันมีค่า  เช่น  สร้อยคอทองคำ  ‘เทพเจ้า’  ก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น  ดวงเนตรเป็นประกายด้วยความยินดี  และหยิบของกำนัลที่เป็นทองคำขึ้นมาพินิจดูราวกับพวกลิง… ความจริงก็คือพวกเขาต้องการทองคำ  ความต้องการของพวกเขาเปรียบได้กับหมูหิวทองคำอย่างไรอย่างนั้นพระยะค่ะ”

มงกุฏของกษัตริย์ม๊อคเตซูมา

เหตุการณ์ซ้ำเลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก  เมื่อในราตรีหนึ่งกษัตริย์ม็อคเตซูมาทรงพระสุบิน  ซึ่งก็ยิ่งทำให้พระองค์สิ้นหวัง  ในพระสุบิน  มีเทพเจ้าองค์หนึ่งซึ่งเป็นเทพเจ้าในอดีตอันไกลโพ้นตั้งแต่ครั้งที่เทพเจ้าแห่งสันติทรงปกครองอาณาจักรอย่างสันติสุข  ได้เสด็จลงมาปรากฏองค์เฉพาะพระพักตร์ของกษัตริย์ม็อคเตซูมาแล้วตรัสอย่างตำหนิว่า :

“เจ้ากำลังพยายามทำสิ่งใดอยู่?  ยังมีเล่ห์กลใดๆ ที่จะทำอยู่อีกรึ?  ทั้งๆ ที่เจ้าตัวสั่นกราบไหว้วิงวอนขอความช่วยเหลือจากเรา?

เจ้ากับบรรพบุรุษของเจ้าได้กระทำความผิดมากมายและยังทำลายชีวิตมนุษย์จนนับไม่ถ้วน  จงกลับไปเสียเถิด!  กลับไปมองดูนครของเจ้า  เพราะชะตากรรมได้กำหนดเอาไว้แล้ว!”

 

เมื่อทรงตื่นจากบรรทม พระองค์ก็ทรงทรุดองค์ลงบนพื้น  ค้อมพระเศียรลงต่ำ  และทรงพระดำริว่า :

“เราคงจะถูกตัดสินโทษและถูกลงโทษ  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น  เราคงทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว  ยกเว้นรอคอยเท่านั้น”

 

การบูชายัญได้ยุติลงชั่วคราวท่ามกลางความหวาดหวั่นไม่แน่นอนต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้น  กรุงเธโนธิทลันเงียบงันจนไม่อาจอธิบายได้

 

เชิงอรรถ : 

(1) เครื่องดื่มมึนเมาชนิดหนึ่ง ทำจากต้นอากาเว

(2) ม้าพันธุ์พื้นเมืองของละตินอเมริกามีขนาดเล็กมาก  ตัวโตกว่าสุนัขขนาดเขื่องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  เมื่อสเปนนำม้ามาจากยุโรป  ม้าพันธุ์พื้นเมืองก็ค่อยลดจำนวนลงจนหายสาบสูญไป

 



Don`t copy text!