
Love Disruption คลื่นฝันใกล้ฝั่ง บทที่ 1 : ไม่เสมอไปที่การติดกระดุมเม็ดแรกผิด จะทำให้ทุกอย่างรวน
โดย : ภีมรดา
![]()
เมื่อโลกหมุนไวเกินกว่าใจจะวิ่งตาม… ‘เชิงชาญ’ อดีตตัวพ่อวงการโฆษณาเจน X ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากการถูกกลืนกินในยุค Digital Disruption ท่ามกลางวิกฤตวัยใกล้เกษียณที่ถาโถม เขายังจะเหลือ ‘เซฟโซน’ ให้เริ่มต้นใหม่ได้อีกครั้งหรือไม่? ร่วมหาคำตอบใน LOVE DISRUPTION คลื่นฝัน ใกล้ฝั่ง โดย ภีมรดา

อาคารแห่งนี้สูงเกือบสามสิบชั้น พุ่งตัวขึ้นมาท่ามกลางสีเขียวครึ้มของสวนป่าปลูก และซ่อนรูปกลมกลืนไปกับท้องฟ้าด้วยผนังกระจกทั้งหลัง ว่ากันว่ามันผลิตกระแสไฟฟ้าและกันร้อนได้ดียอดเยี่ยม อีกทั้งภายในยังออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่รู้ด้วยกลไกอะไรหรือมิตรชนิดไหน แต่ก็ไม่ควรกังขา นึกว่าเห็นแก่โล่รางวัลเป็นทิวแถวที่จัดแสดงอยู่ในโถงต้อนรับหรืออย่างน้อยๆ ก็เห็นแก่ชื่อของมัน เจ้าตึกอัจฉริยะ
เชิงชาญตั้งพิกัดจีพีเอสให้พาเขามายังที่นี่ แรกทีเดียวเขาเถียงหัวชนฝา เป็นไปไม่ได้ที่ย่านนี้จะมีอาคารเดิ้นๆ กว่าย่านนั้นที่คนรุ่นเขาคุ้นเคย ถามหาอาคารสำนักงานทันสมัยต้องไปโน่น! สีลม สาทร อโศก ไม่มีเค้าลางเลยสักนิดว่าจะเป็นที่แห่งนี้
ทันมาสร้างกันตั้งแต่เมื่อไร? ก่อนโควิดจะมา เขาเคยขับผ่านถนนย่านนี้ มันแออัดไปด้วยบ้านหลังคาสังกะสี แต่บัดนี้ ไม่เพียงแต่อาคารใหม่งอกขึ้นมาสามสี่แท่ง รอบข้างยังกลายเป็นบึงกว้างและสวนสาธารณะ พาให้เจริญหูเจริญตาเป็นที่ยิ่ง
ควรจะอัปเดตตัวเอง โดยการออกมาเปิดหูเปิดตาแบบนี้บ่อยๆ บางทีควรจอดรถทิ้งไว้ แล้วหัดใช้บริการพวกรถไฟฟ้าใต้ดินดูบ้าง สถานีมันอยู่หน้าอาคารพอดี เชิงชาญบอกกับตัวเองและตั้งใจว่า ครั้งต่อไปเขาจะทำอย่างนั้น
เขามาถึงก่อนเวลาเป็นคนแรก รอทีมงานอีกสองคนที่กำลังเดินทางมาเหมือนกัน เดาว่าสองคนนั้นน่าจะรู้จักเส้นทางมากกว่าเขา และน่าจะเลือกมาทางรถขนส่งสาธารณะ เขาจึงเลือกสถานที่นั่งรอเป็นร้านกาแฟที่อยู่ใกล้กับสถานี ซึ่งเชื่อมต่อกับอาคารนี้จากฝั่งใต้ดิน หลังจากเลือกที่นั่งในร้านและสั่งกาแฟมาดื่มฆ่าเวลา เขาก็ส่งข่าวบอกทั้งสองคนนั้นทันที ไม่นานนักคนแรกโผล่มา หอบของพะรุงพะรังพวกแฟ้มเอกสาร โน้ตบุ๊ก ทั้งที่เคยคุยกันแล้วว่าไม่ต้องเตรียมเอกสารสำหรับเสนองาน แต่ด้วยความเคยชินก็เลยยังแอบพรินต์ติดมาด้วย หมดกระดาษเป็นรีมๆ
“เฮียมาถึงนานหรือยัง”
ชายคนที่หอบของพะรุงพะรัง วางข้าวของลงก่อนจะถามไถ่ หุ่นท้วมๆ นั้นสวมเบลเซอร์สูทสีฟ้าเทอร์คอยส์อย่างมีนัย กางเกงขายาวกระเดิดขึ้นดูลอยๆ แบบเก้าส่วน ตรงนี้เองที่ขัดใจเชิงชาญ แทนที่จะตอบ เขากลับตำหนิก่อน
“ไอ้ต๋อย ลืมใส่ถุงเท้าอีกแล้วนะ มาพรีเซนต์งาน ปล่อยเท้าเปลือยๆ อยู่ในรองเท้าได้ไง แกเป็นถึงเออีเลยนะโว้ย ช่วยรักษาภาพลักษณ์บริษัทหน่อย”
ต๋อยคนถูกตำหนิ ค้อนขวับก่อนปั้นน้ำเสียงสูงปรี๊ดเถียงกลับอย่างไร้ความกลัวเกรง ทั้งที่พอมองออกถึงความเป็นเจ้านายกับลูกน้อง
“โอ๊ย…เฮีย…จะอะไรกันนักหนา ต๋อยไม่ได้เป็นแค่เออีให้เฮียนะ ยังเป็นฝ่ายบุคคล บัญชี การเงิน สวัสดิการ ก๊อบปี้ไรเตอร์ เป็นไปยันเมสเซนเจอร์ ต๋อยเป็นทุกอย่างให้เฮียแล้ว เว้นก็แต่เป็นเมียเฮียนั่นแหละ ฉะนั้นปล่อยต๋อยเหอะนะ…เรื่องถุงเท้าเนี่ย นะเฮียน้า”
เชิงชาญถอนหายใจเฮือกยาว ทั้งเกรงใจแล้วก็เห็นใจไปพร้อมๆ กัน ต๋อยเป็นพนักงานเพียงคนเดียวที่ยังเต็มใจอยู่ ‘ฉาย เอเจนซี่’ ในขณะที่คนอื่นโบกมือลาตั้งแต่โควิดยังไม่ออกจากเมืองจีน จะทำยังไงได้ สัญญาณล่มสลายมันมาก่อนหน้านั้นอีก ทว่าเขายังฝืนพยุงตัวเองเอาไว้ ใช้คำว่า ‘ฝืน’ ได้อย่างเต็มปาก ไม่คิดเถียง
“เออๆ ตามใจเอ็งก็แล้วกัน ไอ้ลูกน้องบังเกิดเกล้า แล้วนี่จะกินอะไร ไปสั่งเลยนะ เอาตังค์นี่ไป”
เชิงชาญวางแบงก์ร้อยบนโต๊ะ ต๋อยรีบคว้าหมับ ทั้งที่รู้แก่ใจร้อยเดียวจะไปพออะไรกับร้านกาแฟที่นี่ แต่ก็ช่างเถอะ คิดว่าช่วยๆ กัน
“ขอบคุณฮ่าเฮีย”
เฮียวัยดึกมองตามหลังร่างกระตุ้งกระติ้งนั้นจนสุดสายตา ต๋อยเป็นชายก็ไม่ชาย หญิงก็ไม่หญิง แม้ร่างจะท้วมบึกบึน แต่ทว่าท่าทางและจิตใจนั้นค่อนไปทางหญิงสาว จำไม่ได้ว่า ต๋อยล่มหัวจมท้ายมานานแค่ไหน เพราะตั้งแต่เขายังเป็นผู้บริหารอยู่ในบริษัทโฆษณาข้ามชาติยักษ์ใหญ่ ต๋อยก็ฝึกงานอยู่ที่นั่นอยู่แล้ว ต่อมาได้บรรจุและเลื่อนขั้นมาเรื่อยๆ จนได้อยู่ทีมเดียวกัน สุดท้ายวิกฤตวงการบริษัทแม่สั่งปลดพวกรุ่นใหญ่ เขาต้องระเห็จเริ่มกิจการของตัวเอง ต๋อยก็ยกมือขอตามมาด้วย นั่นสินานแค่ไหนแล้ว เจ็ดปีกว่าๆ เห็นจะได้
เชิงชาญละสายตาจากผู้คน มองเหม่อไปนอกร้าน อีกคนที่นัดไว้ยังมาไม่ถึง แต่ไม่น่าห่วงนัก ถึงอย่างไรก็ยังมีเวลาอีกเหลือเฟือ กว่าจะถึงเวลานัดจริง เป็นนิสัยอย่างหนึ่งที่ต้องมาก่อนเวลานัดอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง สิ่งนี้ถูกสอนต่อๆ กันมาในวงการ อันที่จริงเขาควรนัดเวลาจริงสำหรับคนนี้ ไม่ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดให้มากนัก เพราะเป็นเพียงคนที่ขอใช้ไหว้วาน ไม่ใช่ทีมงานเหมือนอย่างต๋อย หรืออย่างเขา
ก็เพราะนายคนนี้เป็นหมัดเด็ด ในการนำเสนองานครั้งนี้!
นานมาแล้วที่ฉายเอเจนซี่ต้องกำพร้าลูกค้า ครั้นมีลูกค้ารายใหญ่ติดต่อเข้ามาพิชชิ่งงานโฆษณาสินค้าตัวใหม่ เชิงชาญซึ่งเป็นถึงนักคิดมือหนึ่งของวงการ ถือเป็นศักดิ์ศรีที่เขาต้องคว้างานนี้ไว้ให้ได้ ตั้งแต่วันรับบรีฟเพื่อมอบหมายโจทย์สินค้า เขาก็มาฟังจากปากลูกค้าด้วยตัวเอง ครั้นนำเสนองานครั้งแรกนั่น เขาก็มาพรีเซนต์ด้วยตัวเอง จะไปยากอะไร ก็แค่ขายไอเดียจากมันสมอง และอ้างอิงงานเก่าๆ ที่เคยผ่านมาแล้วอย่างโชกโชน ยังจำภาพตะลึงทึ่งในไอเดียปราดเปรื่องของเขา ที่ทำเอาคนทำงานรุ่นใหม่ๆ อ้าปากค้างกันมาแล้ว
หลังจากวันนั้น งานของฉายเอเจนซี่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย เหลือแค่เขากับคู่แข่งรายหนึ่ง ซึ่งต้องแบกงานมาขายที่สำนักงานใหญ่ อันมีที่ตั้งอยู่ในตึกอัจฉริยะแห่งนี้
ได้ข้อมูลมาว่า คะแนนของทั้งเขาและคู่แข่งค่อนข้างสูสี กรรมการตัดสินเสียงแตกกันเอง เพราะความที่อีกเจ้าหนึ่งนั้นมีดีตรงเรื่องการใช้สื่อออนไลน์ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เชิงชาญนั่งคิดนอนคิดว่าจะต้องแก้เกมในส่วนที่เขาอ่อนกว่าให้ได้ จึงกลายมาเป็นหมัดเด็ด เทียบเท่ากระสุนสังหารชนิดนี้
แน่นอนไม่ได้มายิงใครให้ถึงตาย
แต่เขาเล็งเห็นแล้วว่า ขายงานให้คนตัดสินใจที่เป็นผู้หญิง ก็ต้องใช้ผู้ชายหล่อๆ มาดึงดูดความสนใจ เอาเป็นว่าแผนอันแยบยลของเขาคือ การใช้ เซ็กซ์แอพพีล ส่วนเรื่องไอเดียในเนื้องาน เรื่องนั้นเขาไม่ห่วง เพราะมั่นใจว่าคิดมาอย่างดีเยี่ยมแล้ว
ห่างออกไปไม่ไกล เชิงชาญมองเห็นเขาเข้าพอดี ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งสวมเชิ้ตสีฟ้าปล่อยชาย คลุมกางเกงยีนส์สีเข้มและแน่นอนเขาสวมถุงเท้าสีขาวสูงถึงข้อเท้า และบนใบหน้าอันหล่อเหลานั้น คือสิ่งที่เขาพอใจที่จะเรียกว่า คือหมัดเด็ด
หนวดเคราเฟิ้มเรียงเส้นเงาวับบนใบหน้าหล่อๆ
“หวัดดีครับอา”
“สวัสดีเมือง มาๆ นั่งก่อน”
เมือง หรือเมืองสมุทร หมัดเด็ดของเชิงชาญ หย่อนตัวลงนั่งอย่างสบายๆ แข้งขาเปิดอ้าซ่า วางศอกลงบนพนักเก้าอี้ดูมีมาด เมืองสมุทรเป็นคนมีสไตล์ในสายตาของเชิงชาญ ผู้ชายวัยเกือบสามสิบ มีกล้ามหน่อยๆ ส่วนสูงเกินร้อยแปดสิบ หน้าไม่หล่อจัดเป็นพระเอกลิเก ไม่ฮิปสเตอร์จนดูรุงรัง แต่เป็นใบหน้าหล่อเนี้ยบๆ ที่ดันไว้หนวดเครา กลิ่นอาฟเตอร์เชพอ่อนๆ แทบโชยออกจากตัว และที่สำคัญ ผิวขาวนวลๆ ดั่งอาบโสมมาเกิดนั่นด้วย นี่สิถึงจะคู่ควรกับการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ‘น้ำมันหนวด’ สินค้าที่เขากำลังจะปั้นงานโฆษณา
“ตกลงอามายังไงครับ ขับรถมาเองหรือเปล่า”
เชิงชาญเอาแต่มองผลงานชิ้นโบแดงจนเกือบลืมตอบ
“หา…อะไรนะ อะ อ๋อ ขับมาเองสิ ก็ไล่ตามจีพีเอสมา ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร เออนี่ แต่แถวนี้มันเจริญขึ้นน่าดูเลยนะ อาก็เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ”
“ครับ มันโตไวมาก ตั้งแต่ปิดศูนย์ประชุม ที่แถวนี้ก็บูมขึ้นมาก ตึกนี่ก็เป็นของเจ้าของที่เก่านั่นแหละครับ เขาทำเป็นอาคารสำนักงานของเขาเอง แล้วก็มีบางส่วนให้เช่า แต่เขาก็เลือกนะครับอา ไม่ใช่ว่าใครก็จะมาอยู่ที่นี่ได้”
“เออ…รู้ลึกรู้จริงเหมือนกันนะเรา ไปหาอะไรก่อนสิ อีกตั้งนานกว่าจะถึงเวลานัด”
เชิงชาญตั้งใจชมจริงๆ อีกทั้งยังวางแบงก์ร้อยไว้ให้บนโต๊ะเหมือนเมื่อสักครู่นี้ แต่ถูกอีกฝ่ายปฏิเสธ
“ไม่ละครับ ผมเรียบร้อยมาแล้ว อีกอย่างกาแฟที่นี่แพงยังกะทอง ผมที่รู้ต้นทุนกำไรอยู่แก่ใจกินไม่ลงเลย ว่าแต่ทำไมอาเลือกร้านนี้ล่ะ เมื่อกี้ผมเห็นมีร้านกาแฟยี่ห้อคนไทยอยู่ใกล้ๆ ทางขึ้นที่จอดรถนี่เอง”
เชิงชาญไม่ทันเห็น เพราะเขามัวแต่มองหาทางเชื่อมรถไฟฟ้าใต้ดิน แล้วอีกอย่าง เขาก็เพิ่งรู้ราคากาแฟตอนที่สั่งมันไปแล้ว พับผ่าเถอะกาแฟแก้วละเฉียดสองร้อยบาท เสิร์ฟในแก้วกระดาษนี่มันก็แพงเกินไปจริงๆ
“ก็ตรงนี้ชัยภูมิมันดีกว่านี่ ดักพวกเราได้ แล้วก็ใกล้ทางขึ้นตึก” เชิงชาญอ้าง แล้วถือโอกาสจิบกาแฟเสียหน่อย ก่อนจะเย็นชืดไปกว่านี้
เมืองสมุทรพินิจชัยภูมิโดยรอบ อย่างที่เชิงชาญว่า เห็นด้วยเรื่องทำเลดักผู้คนของร้านกาแฟนี้
“ถือว่าจ่ายค่าทำเล กาแฟแก้วนี้รวมค่าที่นั่ง ถือว่าเราเช่าที่นั่งแล้วแถมเครื่องดื่ม”
แต่ละคำของชายหนุ่มช่างวิเคราะห์ช่างสังเกต เชิงชาญชำเลืองมอง รู้สึกตนเองนั้นโชคดีที่ชวนหมอนี่มาร่วมงานนี้ได้
“แล้ววันนี้อาให้ผมทำอะไรบ้าง หรือว่านั่งเฉยๆ โชว์เจ้านี่อย่างเดียวพอ”
เมืองสมุทรชายตามองที่ปลายจมูกตัวเอง เป็นการชี้เป้าอย่างอ้อมๆ หนวดเคราครึ้มมีระเบียบ ปกติไม่เคยเลี้ยงจนยาวเป็นทรง เพราะผิวพรรณดีเป็นทุนเดิม ทว่าโดนบังคับให้ไว้
“ใช่ๆ…” เชิงชาญกลืนกาแฟลงคอ มือถือแก้วค้างไว้ “เหลือจะพอ แค่นั่งหล่อๆ ไป ที่เหลืออาจัดการเอง เพียงแต่ว่า…ถ้าเกิดให้พูดถึงน้ำมันหนวดที่เอาไปทดลองใช้ อาอยากให้เมืองพูดตามบทที่อาเตรียมมาด้วย แบบนี้จะลำบากเราเกินไปมั้ย”
เมืองสมุทรยิ้มให้เขา
“ไม่ลำบากครับ แต่ผมอยากเห็นบทก่อน ขอผมดูหน่อยได้มั้ยครับ”
“อ๋อ…ได้สิ ได้ เดี๋ยวนะ พอดีเอกสารทั้งหมดอยู่กับไอ้คุณต๋อย เขากำลังเดินไปสั่งน้ำ เดี๋ยวคงมา”
“ได้ครับ ผมรออาต๋อยก่อนก็ได้…”
“ถ้างั้นก็รอแล้วกัน บทนี้ไอ้คุณต๋อยเขาเป็นคนคิด คนเขียน อาก็เลยไม่แน่ใจว่าพูดถึงอะไรอีก แต่หลักๆ ก็เป็นเรื่องคุณสมบัติสินค้า ที่ถูกอวยยศหนักๆ นั่นแหละ”
“แบบนี้ไม่โฆษณาเกินจริงไปใช่มั้ยครับอา”
“ไม่หรอก แบบนี้เป็นกลยุทธ์เบื้องต้นที่เขาใช้กันทั้งโลก จับสรรพคุณมาขยี้แล้วสื่อสารให้ตรงประเด็น ที่สำคัญต้องทำให้ดูจริงใจ เป็นธรรมชาติ ไม่เวอร์นัก คือทำยังไงก็ได้ให้คนดูเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง นี่แหละหลักการ…อะมาแล้ว ไอ้คุณต๋อย”
คนถูกพาดพิงนั้นโบกไม้โบกมือมาแต่ไกล ท่าทีดั่งปลากระดี่ได้น้ำ ก็แหมนานๆ จะได้ควงชายอื่นออกงานบ้าง ไม่ใช่รุ่นลุงแบบเฮีย
“ตายแล้วน้องปู่นปู๊น…แต่งตัวตามรีเควสเป๊ะๆ เลย”
สีฟ้าดูสบายๆ กึ่งทางการนิดหน่อย จำได้แม่นเพราะพิมพ์แจ้งในไลน์ไว้แบบนั้น สีของบริษัทลูกค้าเป็นสีฟ้า จึงต้องคุมโทนแต่งตัว อยากได้งานจากเขาก็ทุ่มหมดหน้าตัก ให้รู้ว่า นี่พวกเดียวกันนะ! พร้อมเป็นทาสให้แล้วทุกสิ่งอย่าง แม้แต่สีเสื้อ แต่พอขยับสายตามองไปที่ลุง เอะอะอะไรก็สีดำ เออีรุ่นเดอะเบ้หน้าขณะมองไปมองมาเทียบกัน สงสัยไม่ได้อ่านไลน์
“สวัสดีครับพี่ต๋อย สีฟ้าแบบนี้ได้ใช่มั้ยครับ ผมค้นทั้งตู้แล้ว ได้มาแค่นี้”
คุยกับเจ้าตัว เมืองสมุทรต้องเรียกต๋อยว่าพี่ เพราะถูกขอไว้
“แค่นี้ก็ดีแล้วค่ะ คนหล่อใส่อะไรก็ดูดี ดูสิเนี่ย เชิ้ตแบบนี้ เหมาะกับคนตัวสูงๆ เฮ้อ…รู้งี้ พี่ไม่น่ารีบเกิดเลยเนอะ”
“งั้นเปลี่ยนกันมั้ยครับ ผมน่ะ ชอบยุค 90 มากเลย” คนรุ่นลูกหยอกกลับ
“โอ๊ย ไม่ใช่อย่างนั้น พี่หมายถึงเราน่าจะเกิดมารุ่นเดียวกัน ถ้าน้องปุ่นปู๊นประสงค์จะเกิด 90 พี่ก็จะตามไปเกิดด้วยน่ะจ้า”
“อะอ๋อ…อย่างนั้นเหรอครับ”
ก่อนจะคุยย้วยไม่เกิดประเด็นไปกว่านี้ ลุงที่นั่งติดกับหนุ่มหล่อพูดขัดคอสวนขึ้นมา
“เอาเถอะๆ เรื่องเกิดใหม่นี่ค่อยว่ากัน คุยเรื่องงานวันนี้ก่อน คุณต๋อย ช่วยเอาบทพูดอวยน้ำมันหนวดให้เมืองสมุทรดูหน่อย เผื่อจะต้องใช้พูด ตอนลูกค้าถามโน่นถามนี่”
คุณต๋อยตั้งเข็มทิศในหัว อะไรหว่า บทพูดๆ เนื่องจากทำหลายหน้าที่ ลิ้นชักในหัวก็ชักจะเต็ม
“อ๋อ สคริปต์คำถาม เรื่องสรรพคุณ ใช่มั้ยเฮีย”
“เออนั่นแหละ ทำเสร็จแล้วนี่ ใช่มั้ย”
“ใช่ๆ นึกออกแล้ว พอดีพี่ไม่ได้พรินต์ลงกระดาษมาเผื่อ งั้นรอแป๊บนะ พี่เก็บไว้ในคอม”
โน้ตบุ๊กเปิดเครื่องทิ้งไว้ตลอด แค่แง้มฝาขึ้นเครื่องก็ทำงานทันที คุณต๋อยโขกตัวหนังสือ สองสามโป๊ก
“เดี๋ยวแชร์ไฟล์ให้ในไลน์นะคะ ไม่ยาวหรอก หน้าเดียวเอง….อะ…ไปแล้วจ้า น้องปู๊นๆ เปิดอ่านจากมือถือไปก่อนนะ”
เมืองสมุทร หรือปู๊นอันเป็นชื่อเล่นที่แม่เรียกตั้งแต่เด็ก สมัยก่อนเชิงชาญก็เรียกแบบนี้ แต่ไม่รู้ทำไม พอโตเป็นหนุ่ม กลับถูกเรียกชื่อเต็ม เห็นแม่บอกว่า ชื่อเมืองสมุทร ได้มาจากอาเชิงชาญ วันนั้นไปเที่ยวสมุทรสาครด้วยกัน ได้คำเรียกนี้มา เมืองสมุทร สุดสาคร แม่ที่กำลังอุ้มท้องอยู่ชอบนึกชอบคำนี้ จึงขอให้เป็นชื่อลูก
ชายหนุ่มก้มหน้าก้มตาเปิดอ่านจากโทรศัพท์ จากสีหน้านิ่งๆ กลายเป็นส่ายหัวเมื่ออ่านจบ
“แบบนี้ผมพูดให้ไม่ได้นะครับ”
“อ้าว…ทำไมล่ะ บทมันยาวไปหรือเปล่า ยาวก็ตัดสั้นลงได้นะ ไหนขออาดูหน่อยสิ มันเขียนว่าไงบ้าง”
เชิงชาญบอกใบ้ให้ต๋อยหันหน้าจอให้เขาดูด้วยคน พอลองอ่านในใจเร็วๆ เนื้อหาโฆษณาก็ปกติดี บอกสรรพคุณ บอกกลิ่น บอกสัมผัสก่อนและหลังการใช้
“มันก็ไม่ยาวไปหรอกครับ” เมืองสมุทรตอบแบบเนือยๆ
“ใช่ๆ พี่ต๋อยเขียนแค่ 6 บรรทัดเอง สั้นสุดในชีวิตแล้วเนี่ย 6 บรรทัด จะยาวได้ไง เนอะๆ”
ต๋อยพยักพเยิดหาพวก เชิงชาญเงยหน้าครางอือๆ ส่วนเมืองสมุทรละสายตาจากโทรศัพท์มือถือพูดใส่อารมณ์ขึ้นมาว่า
“ไม่เกี่ยวกับความยาวความสั้นครับ แต่มันเป็นเรื่องของข้อเท็จจริง”
เชิงชาญสะดุ้งโหยง เข้าใจที่หนุ่มรุ่นหลานคนนี้ต้องการจะสื่อ ทำยังไงดีชักจะไม่เข้าทีเสียแล้ว เหมือนอย่างที่คาดไว้ตั้งแต่แรก
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องพูดอะไรก็ได้นะ วันนี้ถือว่ามานั่งโชว์ตัวเฉยๆ ไม่ต้องสวมบทพูดอะไรทั้งนั้น”
หัวหน้าทีมเสนองานรีบเปลี่ยนคำสั่งใหม่ ขณะที่อีกคนค้านด้วยการขมวดคิ้วเข้มเข้าหากัน กำลังจะขยับปากพูดอธิบาย เชิงชาญชิงห้ามเอาไว้
“อารู้ว่าเมืองกำลังจะบอกอะไร ถ้างั้น คิดว่าเราตัดเรื่องบทพูดออกเลย อาอยากให้เมืองแค่นั่งเงียบๆ จะยิ้ม จะกอดอก จะลูบคางเล่น ก็ทำได้เลยทุกอย่าง แต่ไม่ต้องพูดอะไรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เลย ตกลงนะ”
ขืนให้มนุษย์ช่างติ ช่างวิเคราะห์คนนี้ พูดความจริงของสินค้า มีหวังงานนี้ ฉายเอเจนซี่ กลับบ้านมือเปล่าแน่ๆ
ต๋อยมองตาปริบๆ ไม่กล้ายิงคำถาม ได้แต่คิดในใจ ทำไมล่ะเฮีย ทำไมต้องห้ามพูดถึงด้วย ลองถ้าเฮียพูดอะไรจริงจังขนาดนี้ แสดงว่ากำลังจะมีเรื่อง
“ครับอา ผมจะนั่งเงียบๆ จะไม่บอกสักคำว่าน้ำมันหนวดยี่ห้อนี้ มันเฟลมาก”
น้ำเสียงประชดย้ำคำว่า ‘เฟล’ ต๋อยถึงกับยกมือปิดปากตัวเอง
“เถอะน่า เรื่องนั้นอาก็รู้ แต่ว่า เราช่วยกันไม่ต้องพูดถึงไปก่อนก็แล้วกันนะ…อาขอ”
ประมาณสิบนาทีหลังจากตกลงเรื่องบทบาทการนำเสนองานเสร็จ คุณต๋อยเออีอเนกประสงค์ก็ได้รับสัญญาณนัดหมายจากฝ่ายลูกค้า
“เจ้านายยังติดอยู่อีกประชุมนึงเลยค่ะ อาต๋อย แต่อาขึ้นมารอก่อนเลยก็ได้นะคะ นุชจะเปิดห้องประชุมเล็กไว้ให้”
ทางลูกค้าถามก่อนหน้านั้นว่าทีมงานของต๋อยมากันครบหรือยัง มองหน้ากันไปกันมานับยังไงก็แค่สามคน ต๋อยจึงบอกไปว่ามากันครบแล้ว ตอนนี้นั่งรออยู่ร้านกาแฟชั้นหนึ่ง ทางโน้นจึงขอให้ขึ้นไปนั่งเตรียมตัวในห้องประชุมเลยดีกว่า ประมาณว่าหากเจ้านายออกจากห้องประชุมโน้น ก็กดปุ่มนำเสนองานได้เลย ไม่ต้องรีรอตั้งหลักให้เสียเวลาของเจ้านาย แม้จะไม่แจงเป็นคำพูด แต่ก็เป็นที่ล่วงรู้กันดีในหมู่เอเจนซีผู้ให้บริการ กับฝ่ายลูกค้าซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง แม้ฝ่ายขายจะหยิ่งทะนงว่าตนมาขายงานสมองไม่ได้ขายงานบริการ แต่เรื่องทำนองนี้ใครจะสนกันล่ะ! มาตรวัดเขาดูกันที่ใครจ่ายตังค์ คนนั้นเสียงดังกว่า และเวลามีค่ามากกว่า
“งั้นพี่ขึ้นไปนั่งรอ สแตนด์บายเลยดีกว่าค่ะ รบกวนคุณน้องนุชด้วยนะคะ”
ปลายสายยังถามเกี่ยวกับจำนวนคนเข้าประชุมเพื่อจะได้เตรียมน้ำท่าไว้ให้ รวมทั้งกะขนาดห้องประชุมไว้ด้วย พอรู้ว่ามีจำนวนไม่มาก รวมทั้งทีมเจ้านายกับฝ่ายการตลาด คนถามก็โล่งอกที่จองห้องประชุมไว้ขนาดพอดี ไม่เล็ก ไม่ใหญ่
คุณต๋อยสรุปสาระกับฝั่งปลายสายได้ความครบถ้วน จึงหันมาพยักหน้าบอกกับทีมทั้งสอง
“ไปกันเถอะเฮีย ลูกค้าตามแล้ว…”
“ตกลงรอบนี้คุณเกรียงเข้าด้วยหรือเปล่า”
เชิงชาญถามอีกครั้งในเชิงตีสนิท คุณเกรียงคือ MD ใหญ่ของบริษัทที่เขากำลังจะขึ้นไปเสนองาน และยังเป็นลูกค้าเก่าแก่ที่เคยเชื่อมือเชิงชาญหนักหนา
สมัยเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ หรือครีเอทีฟ ไดเรกเตอร์ อยู่ในบริษัทใหญ่ข้ามชาติ เชิงชาญชอบโม้ให้คนรุ่นน้องๆ ฟังเกี่ยวกับรางวัลโฆษณาดีเด่นระดับโลก ที่ได้มาเป็นโหลๆ ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณลูกค้าที่ตาถึงใจถึงกล้าเสี่ยงกับไอเดียของเขา เลยเกิดงานโฆษณาดี ๆ ติดอันดับโลก สมัยนั้นงานจากเมืองไทยโดดเด่นด้านความคิดสร้างสรรค์ แบบติดตลก บางเรื่องก็ซาบซึ้งกินใจ ถึงจะใช้เพียงเวลาสั้นๆ ในการเล่าและยังเป็นการสื่อสารคนละภาษา แต่หนังก็กวาดรางวัลจากทุกมุมโลกมาได้ประหนึ่งว่าเป็นไอเดียระดับสากล จะว่าไปงานขายไอเดียแบบนั้นหากเจ้าของสินค้าไม่กล้าเล่นด้วย งานลักษณะนี้ก็คงไม่เกิด คุณเกรียงเป็นหนึ่งในลูกค้าติดทำเนียบสินค้าได้รางวัลจากโฆษณาเพราะฝีมือเชิงชาญ พอรู้ว่าแยกตัวมาเปิดบริษัท จึงมักให้ลูกน้องตามตัวฉายเอเจนซี่ให้ร่วมพิชชิ่งงานด้วย
ก็ถ้ารักฝีมือกันขนาดนี้ ทำไมไม่ให้งานเลย ทำไมต้องเปิดเวทีพิชชิ่งให้เสียเวลา คำตอบมันชัดเจนมาก เพราะคุณเกรียงไม่อยากล้ำเส้นลูกน้องที่ตนจ้างมาดูแลสินค้า วันนี้เป็นเวลาของคลื่นลูกใหม่ ฉะนั้นต่อให้เชิงชาญเก่งกาจมาจากไหน ก็หนีไม่พ้นกระบวนการคัดสรรที่เรียกว่า พิชชิ่ง ไปได้
“จะไปเหลือ…” ต๋อยตอบเสียงยานคาง “คุณเกรียงเข้าด้วยสิเฮีย นี่แข่งรอบสุดท้ายแล้ว แต่ลูกน้องนางบอกว่ายังไม่เสร็จจากอีกประชุม แต่ให้เราขึ้นไปนั่งรอก่อน”
คำว่านั่งรอก่อนร้อนหูใครคนหนึ่งเป็นที่ยิ่ง เมืองสมุทรออกจะฉุนกึกกับความซับซ้อนนัดไปนัดมา ก็อย่างว่า เขาไม่ใช่คนในวงการนี้ ฉะนั้นจึงไม่เข้าใจระเบียบพิธีในการเข้าพบลูกค้า ถ้าเป็นคนรุ่นเดียวกับเขาหรือพรรคพวกกัน นัดคือนัด ตรงเวลาเข้าออก ไม่ทำให้ใครเสียเวลาใคร ทำธุรกิจแบบไหนกันถึงเห็นเวลาคนอื่นสำคัญน้อยกว่า แต่เขาพูดออกมาไม่ได้ ก็แหงละ ลงเรือลำเดียวกันแล้ว รับปากอาชาญไว้แล้ว ก็ต้องทำหน้าที่ให้ถึงฝั่ง
“งั้นผมยังไม่ขึ้นไปนะครับ ขอเดินดูอะไรแถวนี้ก่อน ถ้าทางนั้นใกล้จะพร้อมพี่ต๋อยสะกิดบอกมาทางไลน์ก็แล้วกันนะครับ”
เชิงชาญส่งสายตากับต๋อยเป็นเชิงอนุมัติ เอาเหอะ ยังไงเขามาให้ฟรีๆ แล้ว เรื่องแค่นี้ตามใจเขาหน่อยแล้วกัน ต๋อยมองตอบแบบรู้กัน
“จ้า…งั้นพี่ขึ้นไปถึงที่แล้วจะไลน์มาบอกห้องประชุมกับชื่อคนติดต่อทิ้งไว้ให้ก่อนนะ น้องปุ่นปู๊นก็ บอกฟรอนต์ให้เขาพาเข้าไปก็แล้วกัน…เอ่อนี่นะ มันอาจจะต้องแลกบัตรด้วย น้องก็ให้ๆ เขาไปเถอะนะ”
เมืองสมุทรโยกไหล่ยิ้มขำๆ คำพูดทำนองนั้นมันทำให้เขากลายเป็นคนมากเรื่องยังไงก็ไม่รู้
“ครับพี่…”
เนิ่นนานเกือบชั่วโมง ก็ยังไร้วี่แววจากอาต๋อย เมืองสมุทรที่กำลังอึดอัดและเบื่อได้ที่ จึงเป็นฝ่ายล่วงหน้าขึ้นไปเอง พอมาถึงเขาก็ทำตามคำแนะนำของอาต๋อยทุกอย่าง แลกบัตร ติดบัตรให้มองเห็น และดูเหมือนจะมีการฝากข้อความถึงตัวเขาที่เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก เพราะมีเจ้าหน้าที่สาวคนหนึ่งอาสาเดินนำทางไปส่งเขายังห้องประชุมด้วย ต้องดูแลกันขนาดนี้เชียว
“ไม่เป็นไรครับ บอกทางไปก็พอ ผมว่าจะขอเข้าห้องน้ำก่อนน่ะครับ”
เจ้าหน้าที่สาวยิ้มเขินๆ อีกอย่างก็ไม่ใช่เรื่องจะหลงหายในตึกนี้ง่ายๆ เธอจึงแค่บอกทางไป และย้ำชื่อห้องประชุมให้ชัดๆ อีกครั้งหนึ่ง เป็นชื่อเดียวกับสบู่ยี่ห้อดังของบริษัทนี้
ชายผู้มาเยือนก้าวฝีเท้าในจังหวะพอดีๆ บนพรมปูพื้นชนิดทออย่างหนาลวดลายคล้ายฟองคลื่น มันนุ่มสบายเท้าจนแทบอยากถอดรองเท้าเดิน พอพ้นจากส่วนโถง ทางเดินเริ่มบีบแคบลง และมีผนังกระจกขุ่นกั้นแยกห้องอย่างเป็นสัดเป็นส่วน หันหน้าหากันฝั่งซ้ายและขวา ยาวไปจนสุดผนังห้องอีกด้านหนึ่ง
เมืองสมุทรมองเห็นแล้วว่าห้องประชุมที่รอเขาอยู่นั้น ตั้งอยู่ด้านในสุดของปีกขวา ลึกเข้าไปราวๆ สองร้อยเมตร ดูไลน์อีกครั้งยังไม่มีวี่แววจากอาต๋อยเขาจึงปรี่ไปทำธุระส่วนตัวให้เสร็จก่อน ครั้นมองซ้ายตามที่เจ้าถิ่นบอก เขาสะดุดตากับป้าย rest room ยกระดับเทียบเท่าโรงแรมหรู แทนที่จะบอกว่าเป็นห้องสุขาแบบทั่วไป
ช่างเถอะจะตั้งชื่อเป็นอะไรก็ช่าง ถึงเวลาปวดหนักปวดเบามีที่ให้ถ่ายเป็นใช้ได้เป็นพอ
กำลังจะเดินปรี่ไปยังห้องฝ่ายชาย ก็มีผู้หญิงคู่หนึ่งเดินสวนออกจากห้องฝ่ายหญิง มือยังชื้นๆ พร้อมกลิ่นโคโลญล้างมือยังกรุ่นอยู่ ทั้งสองนางดูหงุดหงิดเรื่องเดียวกัน จึงหยุดยืนคุยกันตรงหน้าทางเข้าก่อนจะผละแยกกันไปคนละทาง
เมืองสมุทรไม่ได้ตั้งใจฟัง แต่ด้วยชื่อผู้เกี่ยวข้องมันเรียกเขาไว้ให้ยืนจ่อฟังอยู่หน้าประตู สองคนนั้นพูดสลับกันไปมา
“ตกลงห้องแกยังไม่เริ่มประชุมเลยเหรอ”
“ยังเลยแก…รอคุณเกรียงอยู่ น่าจะอีกนานแหละ เอาจริงๆ นะประชุมไปก็เท่านั้น เสียเวลาจริงๆ”
“นั่นสิ แล้วทำไมพี่นุชไม่บอกเค้าไปเลยก็ไม่รู้”
“เค้าเส้นใหญ่น่ะแก พี่นุชเลยไม่กล้าปัดตกรอบเอง รอให้นายดูให้เห็นด้วยตาตัวเองดีกว่า เอาจริงๆ ชั้นก็คิดเหมือนพี่นุชนะ คิดงานมาแบบนี้ควรไปตั้งแต่รอบแรกแล้ว”
“อืม…เส้นใหญ่จริงอันนี้ยอมรับ ถึงขนาดรอคุณเกรียงเข้าด้วย…เออนี่แก ในห้องแกมีใครจะเอากาแฟเพิ่มมะ เดี๋ยวไปบอกแม่บ้านให้ ชั้นปลอบใจแกที่ต้องเหนื่อยซ้ำเหนื่อยซากน่ะ”
“ขอบใจนะแก แต่ไม่ต้องหรอก แขกชั้นกินแต่น้ำเปล่า ชั้นก็ไม่เอาแล้ว ขี้เกียจลุกมาเข้าห้องน้ำ แล้วแกล่ะ ประชุมเสร็จแล้วเหรอ”
“ใช่ ว่าจะกลับไปเคลียร์งานตัวเองต่อ วันนี้ก็วิ่งประชุมทั้งวันเหมือนกัน”
“แต่ก็เสร็จแล้วนี่ แกโชคดีกว่าชั้นเยอะ นี่ยังไม่รู้ชะตากรรมเลย มันจะจบที่ตรงไหน…”
“ชั้นว่า…มันก็พอมีวิธีปิดเกมให้จบๆ ไปเร็วๆ อยู่นา”
“ยังไงล่ะแก”
“วันนี้แกก็ช่วยพี่นุช หาเหตุผลถล่มบริษัทนั้นสิ ให้รู้ว่าครีเอทีฟเชยตกยุคขนาดไหน เอาแบบให้คุณเกรียงขยาด ไม่อยากเรียกมาอีก เขาเกลียดพวกมีเส้นสายจะตายไป คราวนี้ดันมาเป็นเอง เดี๋ยวคุณเกรียงก็คงคิดได้เองแหละว่าลูกน้องไม่ไหวจะเคลียร์”
“อืมๆ ก็ดีนะ งั้นเดี๋ยวตอนประชุมชั้นจะหาเรื่องถล่มให้ยับเลย เพื่อพี่นุช”
“นั่นแหละๆ มันต้องแบบนั้น โชคดีนะแก ไฟต์ติ้ง”
เมืองสมุทรหัวหูชา ใบหน้าร้อนผ่าว ความโกรธปรากฏชัดทั้งจากแววตาและสีหน้าแดงก่ำตัดกับไรหนวดสีดำ
คนพวกนี้ไม่ได้ต้องการผลงานของอาชาญเหมือนอย่างที่อาภาคภูมิใจ ตรงกันข้ามกลับเรียกตัวมาเชือดทิ้งเสียมากกว่า







