Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 11 : เชื่อสิ..ว่ามีกระต่ายอยู่บนดวงจันทร์

Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 11 : เชื่อสิ..ว่ามีกระต่ายอยู่บนดวงจันทร์

โดย : คเณชารี

Loading

“Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง” โดย คเณชารี เรื่องราวสุดลึกลับเกิดขึ้น เมื่อ ‘พบจันทร์’ เจ้าของร้านผู้มีพลังทำนายดวงผ่านหน้าหนังสือ ต้องร่วมมือกับ ‘คุณหมอเมฆา’ กุมารแพทย์ผู้เป็นตัวท็อปของตำบล ‘ขวัญเอย’ เพื่อนสนิทสาวสองสายมูสุดสตรอง และยมทูตหนุ่มผู้แสนเย็นชาที่ปรากฎกายมาอย่างลึกลับ เพื่อไขปริศนาที่เกิดขึ้นและแก้ปมในใจของสมาชิกร้านหนังสือเล็กๆแห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวงไปพร้อมๆ กัน

เด็กหญิงพบจันทร์และเด็กชายขวัญชัย ในขณะที่เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่สี่ กำลังเดินจูงมือกันไปที่ประตูโรงเรียนในยามเช้า โดยมียายแสงคำและแม่ของเด็กชายขวัญชัยมาส่งยืนโบกมือหย็อยๆ ให้อยู่ที่หน้าประตู

หลังจากเด็กทั้งสองเดินผ่านประตูเข้าไปได้ไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงเรียกจากด้านหลัง

“พบ! ขวัญ!” เสียงนั้นมาจากเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ผอมบางที่กำลังวิ่งลงมาจากรถยนต์คันใหญ่สีขาวที่เพิ่งจอดสนิทที่หน้าประตูโรงเรียนในเวลาไล่เลี่ยกัน

“ปันน้ำ!” สองคนที่ถูกขานชื่อหันไปยิ้มและโบกมือทักทายเพื่อนรักอีกคนที่วิ่งตามมา

“วันนี้ทำไมมาเช้าจัง” เด็กหญิงพบจันทร์ถามขึ้น และยื่นถุงข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ยายให้มากินตอนเช้า ให้เด็กชายปันน้ำ

“อะแบ่งกัน ยายให้มาเผื่อด้วย เธอกินข้าวเช้ามาหรือยัง”

เด็กชายปันน้ำยิ้มพร้อมกับส่ายหัว และยื่นมือมารับถุงข้าวเหนียวหมูปิ้งไป แล้วเด็กทั้งสามก็ไปนั่งกินอาหารเช้าด้วยกันที่โต๊ะม้าหินอ่อนที่อยู่ด้านหน้าอาคารไม้สองชั้นที่เป็นห้องเรียนของเด็กประถมก่อนจะเข้าเรียน

ภาพต่อมา เป็นภาพเด็กชายปันน้ำที่ล้มไปกองกับพื้น โดยมีกลุ่มเด็กชายตัวโตหลายคนยืนค้ำอยู่ด้านบน

“ไอ้กุ้งแห้ง! บ้านมึงไม่มีข้าวกินเหรอวะ ผอมกะหร่องอย่างกับกุ้งแห้ง” เด็กตัวโตสุดที่น่าจะเป็นหัวโจกตะโกนถามเสียงดัง

“ไอ้กุ้งแห้ง ไอ้กุ้งแห้ง” เสียงเด็กที่เหลือตะโกนล้อเลียนพร้อมกันและหัวเราะเสียงดังเมื่อเห็นเด็กชายปันน้ำนอนกลิ้งอยู่ที่พื้น เสื้อนักเรียนสีขาวมีแต่ฝุ่นเปรอะเปื้อนเต็มไปหมด

เด็กชายขวัญชัยกับเด็กหญิงพบจันทร์วิ่งตรงมาตรงที่เกิดเหตุพร้อมกัน

“หยุดนะ! ไอ้เช็ก ห้ามแกล้งปันน้ำนะ เค้าไม่สบายอยู่นะ” พบจันทร์ตะโกนใส่ ก่อนที่จะวิ่งไปยืนขวางหน้าระหว่างเด็กชายปันน้ำและเด็กผู้ชายตัวโตเบื้องหน้าอย่างไม่เกรงกลัว ส่วนเด็กชายขวัญชัยก็เข้าไปประคองเพื่อนให้ลุกขึ้นมายืนอยู่ด้านหลังเด็กหญิงพบจันทร์

“ใครแกล้งปันน้ำอีก ชั้นจะไปฟ้องครู!” เด็กหญิงพบจันทร์ตะโกนใส่หน้าเด็กชายตัวโตตรงหน้าอีกครั้งอย่างไม่เกรงกลัว

“เออๆ ไม่แกล้งก็ได้ ไปโว้ยพวกเรา” เด็กชายที่ถูกเรียกว่า เช็ก ที่เป็นหัวโจกของกลุ่ม พาเพื่อนๆ เดินออกไปจากตรงนั้นทันที

เด็กชายราชันย์หรือนายเช็ก ไม่ได้กลัวครูหรอกนะ เขากลัวเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้นี่แหละ เพราะเด็กหญิงพบจันทร์ คือคนที่เคยกระโดดลงไปในน้ำเพื่อช่วยเขาไว้ตอนที่เขาขี่จักรยานตกลงไปในคูน้ำเล็กๆ ข้างทางระหว่างทางที่จะไปสนามเด็กเล่นในหมู่บ้าน

เด็กผู้ชายตัวโต สูงใหญ่กว่าใครในรุ่น แต่ใจเล็กอย่างกับปลาซิว ร้องโหยหวนเหมือนจะจมน้ำตายทั้งๆ  ที่น้ำนั้นสูงแค่หัวเข่า พบจันทร์ที่ปั่นจักรยานผ่านมา เพราะกำลังจะไปหาขวัญชัยพอดี ก็เลยจอดลงไปช่วยหิ้วทั้งเด็กชายและจักรยานขึ้นมาจากน้ำ

‘นี่เช็ก ทำไมนายแหกปากร้องอย่างกับจะจมน้ำตาย บ้าป่าวเนี่ย ดูสิเนี่ย น้ำแค่หัวเข่าเอง จะจมได้ยังไง’

เด็กหญิงพบจันทร์แหวใส่ เด็กชายที่ตัวสูงกว่ายืนหน้าซีดปากสั่น เปียกน้ำชุ่มโชกไปทั้งตัว เห็นตัวใหญ่ๆ กว่าใครแบบนี้ เด็กชายราชันย์กลัวน้ำเป็นอันดับสอง รองมาจากเข็มฉีดยา ความลับพวกนี้ มีแต่เด็กหญิงพบจันทร์นี่แหละที่รู้ และสิ่งที่รู้ก็เลยกลายเป็นเหมือนอาวุธศักดิ์สิทธิ์ที่ทำให้เด็กชายเช็กไม่กล้าทำอะไรเด็กหญิงตัวเล็กๆ คนนี้ ออกไปทางกลัวด้วยซ้ำ กลัวความลับจะถูกเปิดเผยและภาพของความเป็นหัวหน้าแก๊งของตนเองจะพังทลาย

 

“ขอบใจมากนะ พบ ขอบใจนะขวัญ” เด็กชายตัวผอมบางลุกขึ้นยืน ขวัญชัยเข้าไปช่วยพยุงเพื่อนและช่วยปัดฝุ่นออกจากเนื้อตัวและเสื้อผ้า

เด็กชายปันน้ำเป็นเด็กตัวเล็ก ถึงแม้จะอายุสิบขวบแล้ว แต่ยังตัวเล็กกว่าเพื่อนทั้งสอง ผมสีน้ำตาลอ่อน ผิวขาวจัด ปากแดง ตากลมโต ทำให้หน้าดูหวานเหมือนเด็กผู้หญิง แต่ด้วยความที่ป่วยเป็นโรคหอบหืดมาแต่กำเนิด ทำให้สุขภาพของเด็กชายปันน้ำไม่แข็งแรงเหมือนเพื่อนคนอื่น จึงไม่ค่อยมีเพื่อนเป็นเด็กผู้ชายที่มักจะพากันออกไปเตะบอลตอนพักกลางวัน หรือเล่นกีฬากลางแจ้งอื่นๆ ทำให้มักจะโดนล้อเลียนหรือกลั่นแกล้งจากพวกเด็กผู้ชายที่ตัวโตกว่าอยู่เสมอ

“เป็นอะไรมั้ยอะปันน้ำ ดูดิ ข้อศอกกับมือเธอถลอกหมดแล้วอะ ไปทายาที่ห้องพยาบาลกัน แล้วหอบมั้ยอะ” ปันน้ำส่ายหน้า

“นายเช็กนี่นะต้องโดนบ้างแล้ว จะแฉความลับมันให้หมดเลย” พบจันทร์ยืนเท้าเอวพูดอย่างโมโห

“ไม่เป็นไรหรอกพบ เราไม่ได้เจ็บมากอะ เช็กก็แค่ผลักเราเบาๆ แต่เราไม่ทันระวังเลยล้มลงไปเอง”

เด็กชายปันน้ำผู้แสนจะใจดี อ่อนโยน พูดเพราะ และไม่เคยโกรธใคร ยิ้มให้สหายรักทั้งสอง ก่อนจะชวนกันไปห้องพยาบาล

“ดีเลย เราพาปันน้ำไปห้องพยาบาลแล้วก็อยู่เฝ้า จะได้โดดเรียนวิชาพละดีมะ แดดร้อนอะ ชั้นไม่อยากโดนแดด เดี๋ยวตัวดำหมด” เด็กชายขวัญชัยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอามือปิดปากหัวเราะคิกคัก

แล้วเด็กทั้งสามก็เดินกอดคอประคองกันไป คุยจ้อกแจ้กกันไปตลอดทางอย่างร่าเริงและมีความสุข

 

ภาพตัดกลับไปอีกห้วงเวลาหนึ่ง เด็กหญิงพบจันทร์กับเด็กชายขวัญชัยมีสีหน้าตกใจเมื่อรู้จากครูประจำชั้นว่า ตั้งแต่วันนี้ เด็กชายปันน้ำจะไม่ได้มาโรงเรียนแล้ว เพราะต้องย้ายตามพ่อแม่ที่เป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารไปประจำที่จังหวัดอื่นเพราะสาขาที่นี่ได้ปิดทำการลงอย่างกะทันหัน

หลังหมดคาบเรียน ทั้งสองวิ่งไปหาครูประจำชั้นแล้วถามอย่างละล่ำละลัก

“คุณครูขา ทำไมปันน้ำไปแล้วล่ะคะ ทำไมพ่อแม่ต้องพาปันน้ำไปด้วย” พบจันทร์ยืนสะอึกสะอื้น

“พบจันทร์ ครูก็เพิ่งรู้เมื่อวานนี้นะคะ แล้วปันน้ำไม่ได้บอกหนูเลยเหรอคะ” คุณครูประจำชั้นถามกลับ

พบจันทร์ลองนึกย้อนกลับไป เมื่อวานตอนเย็น ก่อนจะกลับบ้าน รถของพ่อแม่ปันน้ำมารับจอดอยู่ที่หน้าโรงเรียน ปันน้ำเดินเข้ามาหาพบจันทร์และขวัญชัยที่เตรียมตัวกลับบ้านเช่นกัน

“พบ ขวัญ เราไปก่อนนะ แต่เราจะต้องกลับมาเจอกันอีกนะ”

ปันน้ำจับมือพบจันทร์ไว้แน่นและเขย่าแรงๆ พบจันทร์ไม่ทันสังเกตเห็นน้ำตาที่คลอในตาของปันน้ำด้วยซ้ำเลยแม้แต่น้อย เพราะเป็นจังหวะเดียวกับที่ยายแสงคำมารับเธอพอดี ส่วนขวัญชัยก็หันมาโบกมือลาเพื่อนอย่างร่าเริง ก่อนจะวิ่งไปซ้อนมอเตอร์ไซค์ของพ่อออกไปก่อน

พบจันทร์ที่ไม่ทันได้จับสังเกตคำพูดของเพื่อน หรือแม้แต่มือที่บีบมือเธอไว้แน่นขนาดนั้น เธอแค่จับมือปันน้ำเขย่ากลับแรงๆ

“ได้ๆ พรุ่งนี้เจอกัน ไปนะ ยายมารับแล้ว” พบจันทร์หันไปโบกมือให้ยายแล้ววิ่งออกไป พร้อมกับหันมาโบกมือลาปันน้ำ โดยไม่รู้เลยว่านั่นจะเป็นการเจอกันครั้งสุดท้าย

เมื่อรู้จากครูประจำชั้นว่าปันน้ำจะไม่ได้มาเรียนที่นี่อีกแล้ว พบจันทร์กับขวัญชัยก็ช็อกมาก และรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ลาเพื่อนรักเป็นครั้งสุดท้าย พบจันทร์เสียใจกว่าใคร เพราะปันน้ำคือเพื่อนสนิทที่เธอรักมาก เธอทั้งรักและเป็นห่วงเพื่อนตัวเล็กบอบบางของเธอคนนี้ ปันน้ำเป็นเด็กที่ใจดี อ่อนโยน มีน้ำใจกับทุกคน แม้จะโดนกลั่นแกล้งก็ไม่เคยโกรธเพื่อนคนไหนเลย

พบจันทร์โกรธตัวเองเป็นอย่างมากที่ไม่ได้บอกลาเพื่อนรัก ถ้าแค่เธอจะสังเกตสักนิด ว่าปันน้ำดูเศร้าสร้อยเพียงใดในวันที่เจอกันเป็นวันสุดท้าย หรือแม้แต่จะฉุกใจคิดกับคำพูดบอกลาของปันน้ำ และมือของปันน้ำที่บีบมือเธอแน่นกว่าวันไหนๆ

ทั้งพบจันทร์และขวัญชัยพยายามไปถามหากับเพื่อนบ้านที่บ้านเก่าของปันน้ำว่า พ่อแม่ของปันน้ำย้ายไปอยู่ที่ไหน แต่ก็ไม่มีใครรู้ และไม่มีแม้แต่เบอร์โทรศัพท์ให้ติดต่อ

คืนนั้นพบจันทร์กลับมาบ้านน้ำตานองท่วมหน้า แล้วก็ร้องไห้จนหลับไป เช้าวันต่อมาก็เหมือนคนหลับลึกไม่ได้สติ จนยายแสงคำตกใจต้องรีบถามกับขวัญชัยว่าพบจันทร์เป็นอะไร มีอาการแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่ จนได้ความว่าน่าจะเกิดจากอาการช็อกที่ปันน้ำจากไปโดยไม่ได้ร่ำลา

ยายแสงคำรู้ดีว่า พบจันทร์จะเกิดอาการแบบนี้ถ้าจิตใจได้รับความกระทบกระเทือนหรือต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียอย่างรุนแรง ตั้งแต่แม่ของพบจันทร์เสียชีวิตลงซึ่งก็ห่างจากตอนที่พ่อของเธอเสียไปไม่นานนัก ด้วยความเป็นเด็กที่ต้องเสียทั้งพ่อและแม่ไปในเวลาไล่เลี่ยกัน ตอนที่พ่อเสีย เธอยังมีแม่คอยปลอบ แต่เมื่อแม่เสียชีวิตตามไป ทำให้เด็กหญิงเกิดสภาวะเหมือนช็อก นอนซม เซื่องซึม ไม่ขยับตัว ไม่กินไม่นอน เหมือนร่างกายของเธอปิดระบบทั้งหมดเพื่อป้องกันตัวเองจากความเสียใจและเจ็บปวด ยายแสงคำเรียกอาการแบบนี้ว่า เสียขวัญ

พบจันทร์มีอาการแบบนี้อยู่หลายวัน จนยายแสงคำต้องไปตามเพื่อนที่เป็นหมอขวัญมาทำพิธีเรียกขวัญให้พบจันทร์อยู่สองสามครั้งกว่าจะดีขึ้น และยังต้องนิมนต์หลวงลุงมารดน้ำมนต์ซ้ำให้อีก กว่าพบจันทร์จะกลับมาเป็นปกติ กินข้าวและไปโรงเรียนได้ก็กินเวลาหลายวัน ทั้งยายแสงคำและเพื่อนรักทั้งสองของพบจันทร์สลับกันมาเยี่ยมอยู่มิได้ขาด

และเมื่อเหตุการณ์ลักษณะเดิมเกิดซ้ำขึ้นมาอีกครั้ง สมองและหัวใจของเด็กหญิงพบจันทร์ก็กลับไปสู่ระบบปิดกั้นตัวเองจากความเสียใจเหมือนครั้งก่อน เด็กหญิงนอนนิ่งไม่รับรู้อะไรเหมือนเดิม ไม่กินข้าวกินปลา ซึ่งยายแสงคำก็ต้องไปพาหมอขวัญมารักษาพบจันทร์อีกหน แต่ครั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นตามมา ต่างออกไปจากครั้งแรกที่เธอสูญเสียพ่อและแม่ เพราะเมื่อพบจันทร์ค่อยๆ เติบโตขึ้น เธอก็ค่อยๆ ยอมรับความจริงในเรื่องของการพลัดพรากตายจากได้ในที่สุดว่าทั้งพ่อและแม่ของเธอมิอาจหวนคืนกลับมาหาเธอได้อีก และได้เรียนรู้ว่านั่นเป็นสัจธรรมของชีวิตมนุษย์ เป็นวัฏสงสารแห่งการเวียนว่ายตายเกิดที่มนุษย์ทุกคนหนีไม่พ้น

แต่การจากไปของปันน้ำ กลายเป็นปมที่ฝังลึกอยู่ในใจของพบจันทร์มาตลอด เพราะเธอรู้สึกผิดกับปันน้ำที่ไม่ได้บอกลาเพื่อนที่เธอรักที่สุด และรู้สึกผิดกับตัวเองที่ไม่มีแม้แต่ช่องทางจะติดต่อเพื่อนรักของเธอ ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่เธอควรจะทำได้ในวันสุดท้ายที่เจอกัน ด้วยความที่ยังเด็ก เธอยิ่งไม่รู้ว่าจะไปตามหาเพื่อนของเธอได้ที่ไหน เธอไม่รู้แม้แต่ว่า พ่อแม่ของปันน้ำทำงานที่ธนาคารอะไร เธอไม่สามารถจะตามหาปันน้ำได้เลยทั้งๆ ที่เขาอยู่ตรงหน้าเธอในวันนั้นแท้ๆ พบจันทร์รู้สึกผิดจนไม่กล้าแม้แต่จะพูดชื่อของปันน้ำออกมา เพราะมันจะทำให้เธอเสียใจมากทุกครั้ง ซึ่งเด็กชายขวัญชัยเองก็พยายามที่จะไม่พูดถึงเช่นกัน เพราะกลัวว่าเพื่อนรักจะกลับมาป่วยด้วยอาการเดิมอีก และเมื่อวันเวลาผ่านไป ชื่อของเด็กชายปันน้ำก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของทุกคนในหมู่บ้านเดือนเต็มดวงนับแต่นั้น

 

ภาพของเด็กชายปันน้ำในวันที่จากกัน ค่อยๆ กลับกลายเป็นร่างของผู้ชายสูงโปร่ง บอบบาง ผิวขาวซีด ผมสีน้ำตาล ตาโตเรียวยาวและยังคงมีแววเศร้าปนอยู่ไม่ต่างจากในอดีตมากนัก ในที่สุด พบจันทร์ก็นึกออกแล้วว่า ยมทูตผู้แปลกหน้าคนนี้คือใคร!

“ปันน้ำ!” พบจันทร์ตะโกนเสียงดังออกมาและลุกพรวดขึ้นมานั่ง

ภาพที่เธอมองเห็นตัวเองในตอนนั้น คือเธอนอนอยู่ที่พื้นชั้นล่าง และมีหมอเมฆานอนสลบไม่ได้สติอยู่ข้างๆ แต่ไม่มีบาดแผลอะไร แต่ร่างที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเธอนั้น คือ นายโมก ยมทูตที่มีกลิ่นดอกไม้หอมอ่อนๆ เป็นกลิ่นประจำกาย หรือ ‘ปันน้ำ’ เพื่อนรักของเธอนั่นเอง

“ปันน้ำ นั่นนายใช่มั้ย นายช่วยพวกเราไว้ใช่มั้ย” พบจันทร์ร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น เธอค่อนข้างมั่นใจว่าตอนที่เธอตกลงมา หมอเมฆากระโดดตามลงมาด้วยทันที คงตั้งใจจะช่วยกันร่างเธอไม่ให้กระแทกพื้น แต่ทันใดนั้น กลับมีเหมือนบางสิ่ง หรืออาจจะเป็นร่างของใครอีกคน มารองรับร่างของทั้งสองคนไว้ไม่ให้ตกกระแทกกับพื้นคอนกรีตเบื้องล่างนั่น

“คิดออกแล้วสินะ พบจันทร์ ยัยเด็กขี้แย” ยมทูตผู้เป็นเพื่อนรักของพบจันทร์ ยิ้มออกมาได้ในที่สุด

ยิ้มครั้งแรกของช่วงเวลาอันยาวนานตั้งแต่เป็นยมทูตมา

“นายก็จำชั้นได้แล้วเหมือนกันเหรอ ปันน้ำ” พบจันทร์ยิ้มทั้งน้ำตา เอื้อมมือมาจับมือปันน้ำเขย่าแรงๆ

“จำได้พร้อมๆ กับเธอน่ะแหละ ก็บอกแล้ว ว่าเราต้องจำกันให้ได้ ความทรงจำของเราคงเชื่อมต่อกันละมั้ง”

เสียงของยมทูตหมายเลข 13 แม้จะยังทุ้มต่ำเหมือนเดิม แต่กลับมีความสดใสแทรกอยู่ในน้ำเสียงมากขึ้น ไม่เหมือนเสียงของหุ่นยนต์ไร้หัวใจแบบที่พบจันทร์เคยแอบค่อนขอดอีกต่อไปแล้ว นอกจากนี้ ยังดูเหมือนจะมีแสงสว่างเรืองรองแผ่ออกมาจากร่างของปันน้ำอีกด้วย

“แล้วทำไมนายถึงกลายเป็นยมทูตแบบนี้ ทำไม” พบจันทร์กลับคิดขึ้นมาได้ทันทีว่า ถ้าเป็นยมทูตแบบนี้ก็เท่ากับว่า ปันน้ำเพื่อนรักของเธอได้ตายจากไปแล้ว

“อืม เราตายไปแล้วจริงๆ พบ” ปันน้ำเอามือค่อยๆ เช็ดน้ำตาให้พบจันทร์ก่อนจะเล่าเรื่องราวต่อจากนั้น

“วันนั้นเราขอโทษที่ไม่ได้บอกลาเธอดีๆ นะพบ เพราะพ่อกับแม่ก็เพิ่งจะบอกเราตอนที่มารับเราที่โรงเรียนนั่นแหละ”

“คืนนั้นพวกเราต้องออกเดินทางตอนดึก เพราะพ่อกับแม่ต้องรีบไปรับมอบงานที่สาขาใหม่แบบเร่งด่วนมาก แต่ระหว่างทาง รถของพวกเราประสบอุบัติเหตุ มีรถบรรทุกขับสวนเลนมาชน ทำให้รถของพวกเราตกเหวที่ข้างทาง พ่อแม่เราเสียชีวิตทันที ส่วนเรานั่งอยู่ที่เบาะหลัง แต่ก็อาการสาหัสมาก รถตกไปในเหวที่ลึกมากและมันก็มืดมากเหลือเกิน คงไม่มีใครรู้เห็น และไม่มีใครมาช่วยเราแน่ๆ”

“ตอนที่อยู่ระหว่างความเป็นและความตายนั้น เราได้แต่ร้องไห้คร่ำครวญร้องขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าขอให้เรารอดกลับมา เราว่าภาพสุดท้ายในหัวของเราก่อนจะหมดลมหายใจคงเป็นภาพเธอน่ะแหละ พบจันทร์”

ยมทูตปันน้ำเล่าด้วยน้ำเสียงเศร้าลง มีความเจ็บปวดเจือในน้ำเสียงอย่างเห็นในได้ชัด ความทรงจำที่กลับคืนมาค่อยๆ ไหลหลากกลับเข้ามาในสมองของเขา ภาพวันที่ต้องลาจากเพื่อนรักทั้งสอง ภาพวันที่ออกเดินทางมาแล้วพบอุบัติเหตุ ภาพที่ตนเองนอนบาดเจ็บอยู่ภายในรถพร่ำภาวนาในสภาวะที่ใกล้สิ้นสติให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง และให้มีคนมาช่วยพวกเขา

“พอฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง เราก็มาอยู่ในร่างนี้แล้ว ท่านหัวหน้าทีมยมทูตบอกว่า ท่านได้ยินเสียงร้องขอของเรา และตรวจดูแล้ว วิญญาณของเรายังบริสุทธิ์เกินกว่าที่จะไปเกิดในภพภูมิใหม่ ยังไม่ได้สะสมบทเรียนหรือเรียนรู้คุณค่าแห่งชีวิตอะไรเลย และเราก็ตายก่อนกำหนดมาก เหมือนอยู่นอกระบบบัญชีของทางยมโลก ทำให้เป็น error ของระบบ ที่ยังไม่สามารถส่งไปสวรรค์ได้ ท่านหัวหน้าจึงให้เรามาทำหน้าที่ยมทูตไปก่อน ซึ่งเมื่อเป็นยมทูตแล้ว ความทรงจำในตอนที่เป็นมนุษย์ทั้งหมดจะหายไป จนกว่าจะใกล้ครบวาระที่จะไปจุติหรือเกิดใหม่ตามกำหนดเดิม เราถึงจะได้รับภาพความทรงจำบางส่วนคืนมา แต่จะต้องตามหาชิ้นส่วนความทรงจำทั้งหมดให้เจอ จึงจะถือว่าหมดวาระได้อย่างแท้จริง”

“งั้นตอนนี้…นายก็จะไปอีกแล้วเหรอ” พบจันทร์น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง

“ชั้นยังไม่ได้ขอโทษนายเลยที่ไม่ได้บอกลานายวันนั้น ชั้นเสียใจ เสียใจมากๆ เลยนะปันน้ำ”

“บ้าน่า เธอไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ยัยบ๊อง” ปันน้ำยิ้มออกมา อดไม่ได้ที่จะเอามือเคาะศีรษะเพื่อนรักอย่างเอ็นดู

“แล้วเราก็ยังไม่ได้ไปตอนนี้หรอก เธอดูนี่สิ เรายังมีอะไรต้องทำอยู่อีกนะ” พบจันทร์หันไปทางด้านหลัง เห็นวิญญาณของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ถูกมัดด้วยสิ่งที่คล้ายเชือกสีเงินมีประกายระยิบระยับ น่าจะเป็นของยมทูตปันน้ำที่ใช้ตรึงวิญญาณไว้

“นั่นเด็กคนนั้น…ใช่มั้ย”

“ใช่ เด็กชื่อหลงที่เราเคยบอกเธอ” ปันน้ำพยักหน้า

“แล้วขวัญไปไหนแล้ว” ลืมไปเลยว่าขวัญเอยมาด้วย ตอนนี้ขวัญเอยไปอยู่ที่ไหน แล้วเธอหมดสติไปนานหรือยัง มันไม่ตกใจแย่แล้วเหรอ

“อยู่ข้างนอกนี่แหละ กำลังวิ่งไปเอาชุดปฐมพยาบาลมาจากรถ เธอสลบไปไม่นานหรอก แค่ช่วงเวลาที่เธอตกลงมาและหมดสติไป จนถึงช่วงเวลาที่เธอระลึกความทรงจำในอดีตได้ ความจริงมันผ่านไปแค่ชั่ววินาทีเองนะ …ดูสิ ขวัญวิ่งมานั่นแล้ว”

ปันน้ำหันไปชี้ขวัญเอยที่วิ่งหอบชุดกระเป๋ากู้ชีพเบื้องต้นใบใหญ่มาจากท้ายรถ

“นังพบๆๆ แกฟื้นแล้ว โอยหัวใจจะวาย โอยย ไม่ไหวๆ เหนื่อย”

ขวัญเอยทรุดตัวลงนั่งอย่างอ่อนแรง ด้วยความตกใจที่เห็นพบจันทร์และหมอเมฆาตกลงมาจากชั้นสอง จึงรีบวิ่งตามลงมา สิ่งที่ขวัญเอยเห็นคือ ทั้งสองคนนอนนิ่งหมดสติไป โดยไม่มีบาดแผลอะไรแม้แต่นิดเดียว ขวัญเอยมั่นใจว่าคุณยมทูตคนนั้นต้องช่วยเพื่อนเธอและหมอเมฆาไว้แน่ๆ แต่ขวัญเอยก็ยังไม่วางใจ เพราะอาจจะมีอะไรกระทบกระเทือนภายในได้ จึงรีบวิ่งออกไปคว้าชุดกระเป๋ากู้ชีพมาจากท้ายรถ

“แกเป็นอะไรมากมั้ยพบ” ขวัญเอยทำท่าเหมือนน้ำหูน้ำตาจะไหลที่เห็นเพื่อนได้รับอุบัติเหตุ

“ไม่เป็นไรแก ดูสิว่าใครช่วยชั้นไว้” พบจันทร์หันไปชี้ปันน้ำที่ปรากฏร่างให้ขวัญเอยเห็นแบบเต็มตา

“โอย คุณยมทูต ขอบคุณมากๆ นะคะ ขอบคุณจริงๆ นี่ถ้าไม่ได้คุณ นังพบได้ไปเที่ยวยมโลกกับคุณแน่ๆ”

“นังขวัญ แกดูดีๆ ว่านี่ใคร” พบจันทร์ยิ้มออกมา อยากรู้ว่าขวัญเอยจะจำเพื่อนรักวัยเด็กได้เหมือนเธอหรือไม่

“ใครล่ะ ใคร แกนึกออกแล้วเหรอว่าเค้าเป็นใคร” ขวัญเอยหันมาจ้องหน้าพบจันทร์

“ทำไมแค่นี้ถึงจำกันไม่ได้นะเด็กชายขวัญชัย”

เมื่อปันน้ำยิ้มเต็มที่ ภาพของเด็กชายปันน้ำที่เคยเป็นเพื่อนตัวเล็กๆ ของเด็กชายขวัญชัยก็ลอยขึ้นมาทาบทับ ยิ่งเสียงเรียกเหมือนจะล้อชื่อเก่าของเธอ ทำให้ขวัญเอยถึงกับกรี๊ดออกมา

“อร๊ายยย อย่าบอกนะว่า…นะ นี่…ปันน้ำเหรอ ปันน้ำจริงๆ เหรอ!” ขวัญเอยร้องไห้โฮออกมา แล้วโผเข้ากอดปันน้ำอย่างแรงจนเกือบหงายหลังไปทั้งคู่

“โอย ขวัญ เธอยังแข็งแรงเหมือนเดิมนะ แต่เราต้องเรียกชื่อใหม่เธอใช่มั้ย” ปันน้ำยิ้มขำเพื่อนจนนัยน์ตาพราวระยิบระยับ

“ไอ้บ้าๆๆ ปันน้ำ แกหายไปไหนมา ทำไมแกหายไปเลย ไม่เห็นติดต่อกลับมาหาพวกชั้น” ขวัญเอยเอามือเช็ดน้ำตาป้อยๆ

“เล่าให้พบฟังไปแล้ว แต่เดี๋ยวเราเล่าให้ฟังใหม่นะ ตอนนี้เรามาจัดการเรื่องเร่งด่วนกันก่อนดีกว่า ใกล้หมดเวลาเต็มทีแล้ว”

ยมทูตหนุ่มยิ้มกว้างให้เพื่อนรักทั้งสอง จากยมทูตผู้ไร้หัวใจกลายร่างเป็นหนุ่มน้อยแสนสดใสขึ้นมาทันทีเมื่อได้ความทรงจำกลับคืนมา

ระหว่างนั้น หมอเมฆาก็ค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งและสะบัดหัวไล่ความมึนงงเบาๆ

“ผมเป็นอะไรไปครับนี่…เอ๊ะ แล้วนี่…ใครครับ” หมอเมฆามองเห็นปันน้ำชัดเจนเพราะปันน้ำปรากฏร่างแบบมนุษย์เต็มตัวให้ทุกคนได้เห็น

“ปันน้ำค่ะ เพื่อนของพวกเราเอง ที่เคยเล่าให้คุณเมฆฟังเรื่องที่เค้าเป็นยมทูต”

หมอเมฆาหน้าเหวอไปชั่วครู่ พยายามเรียบเรียงเรื่องที่เคยได้ฟังจากพบจันทร์แล้วหันมาจ้องหน้าปันน้ำแบบเต็มตา

“เอ่อ ยมทูตทำไมไม่น่ากลัวเลยครับ ออกไปทางหน้าตาดี…ดีมากๆ…ด้วย”

ยมทูตเพื่อนรักของสองสาว ใช้หางตามองจิกหมอเมฆาเบาๆ เอาน่ะ อย่างน้อยเขาก็พูดถูก พูดดี ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบใจที่เขามาสนิทกับพบจันทร์เท่าไร แต่เอาไว้ว่ากันทีหลัง

“ขอบคุณครับ ปกติ ยมทูตเค้าก็คัดแต่คนหน้าตาดีน่ะครับ”

อยู่ดีๆ ปันน้ำก็กลายร่างเป็นจอมป่วนไปได้หน้าตาเฉย นิสัยไม่สู้คน ทั้งยังอ่อนโยนใจดีตั้งแต่สมัยเป็นเด็กหายไปหมดแล้วสินะ พบจันทร์และขวัญเอยส่ายหัวยิ้มให้กันอย่างขำๆ

“เอาละค่ะๆ เรามีงานต้องทำกันค่ะ มาค่ะคุณหมอ มาปันน้ำ พาเราไปคุยกับน้องหน่อย”

พบจันทร์ลุกขึ้นเดินตามปันน้ำไปตรงที่วิญญาณของเด็กชายตัวน้อยนั่งอยู่และถูกพันธนาการไว้ด้วยเชือกของยมทูต

หมอเมฆาลุกขึ้นยืนและมองตามพบจันทร์ไป ตอนแรกเขามองไม่เห็นอะไรเลยตรงจุดที่พบจันทร์เดินไป ปันน้ำหันมามองหมอเมฆาครู่หนึ่ง จึงยื่นมือมาโบกที่ตาทั้งสองข้างของหมอเมฆา

“ผมให้คุณเห็นในสิ่งที่พบจันทร์เห็นได้หนึ่งวันนะครับ คุณจะได้เข้าใจเหตุการณ์ได้ดีขึ้นกว่านี้”

เมื่อปันน้ำเอามือลง หมอเมฆาก็ได้เห็นในสิ่งที่ทุกคนเห็น!

ร่างเล็กบางที่นั่งคุดคู้อยู่ตรงนั้น เป็นร่างที่ผอมซีดเซียวจนเกือบจะเรียกได้ว่าเหี่ยวแห้งของเด็กชายคนหนึ่ง มีรอยแผลทั่วตัวไปหมด ซึ่งน่าจะเป็นสภาพของดวงวิญญาณก่อนจะเสียชีวิต ผมโดนไถเกรียนแหว่งเป็นหย่อมๆ ทั้งหัว เล็บมือมีรอยเลือดติดเกรอะกรังซึ่งน่าจะเกิดจากความพยายามตะเกียกตะกายหาทางออกจากห้องนั้นก่อนจะสิ้นลม เมื่อค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา พบจันทร์ก็เห็นปานขนาดใหญ่บนใบหน้าซีกขวาเกือบทั้งซีก ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อของเด็กรังเกียจ และน่าจะเป็นสาเหตุให้เด็กถูกทำร้ายอยู่ประจำ

“สวัสดีค่ะ น้องชื่อหลงใช่มั้ยคะ”

พบจันทร์ค่อยๆ เดินเข้าไปหาช้าๆ เพื่อไม่ให้เด็กชายหลงตกใจและอาละวาดขึ้นมาอีก ร่างที่นั่งกองอยู่นั้นก็ค่อยๆ ยืดตัวและพองใหญ่ขึ้น ทำท่าเหมือนจะขู่ฟ่อใส่พบจันทร์ แต่แค่ปันน้ำทำเสียง “จุ๊” ใส่เบาๆ ร่างนั้นก็หดแฟบลงไปทันที

“ไม่ต้องกลัวนะน้องหลง พวกพี่มาช่วยหลงจริงๆ ค่ะ” พบจันทร์พูดอย่างใจเย็น ในขณะที่ขวัญเอยและหมอเมฆายืนลุ้นอยู่ใกล้ๆ

“ไหนบอกพี่หน่อยได้มั้ยคะ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหลง พวกเราจะได้หาทางช่วยกันค่ะ คุณยมทูตเค้าก็ใจดีนะ เค้าไม่ทำร้ายน้องหลงหรอก เค้าเป็นเพื่อนพี่ เค้าก็อยากช่วยหลงเหมือนกัน” พบจันทร์มองสำรวจไปทั่วร่างของเด็กน้อย

น่าสงสารเหลือเกิน ไม่รู้ว่าตอนมีชีวิตอยู่ต้องประสบพบเจอกับอะไรบ้าง ร่องรอยบาดแผลทั่วทั้งตัวแบบนี้ จะทรมานสักแค่ไหน ตัวนิดเดียวจะไปทนแรงผู้ใหญ่ได้อย่างไรกัน

ผม…หิว…น้ำ” หลงค่อยๆ อ้าปากพูดออกมา แต่ก็ดูยากเย็นเหลือเกิน รอยแห้งแตกบนริมฝีปากน่าจะเกิดจากการขาดน้ำอย่างรุนแรงก่อนเสียชีวิต

ปันน้ำหันไปบอกขวัญเอยว่า ให้ไปนำน้ำดื่มมาจากในรถ เขาจะช่วยส่งน้ำไปให้วิญญาณเด็กชายหลงเอง ขวัญเอยจึงรีบวิ่งออกไปนำขวดน้ำเล็กๆ จากในรถกลับเข้ามา แล้วเปิดฝาขวดออก ปันน้ำยืนหลับตาอยู่ชั่วครู่ แล้วให้ขวัญเอยเทน้ำขวดลงบนพื้น

ทันใดนั้น น้ำก็ซึมแห้งหายไปอยางรวดเร็วราวกับไม่เคยมีน้ำอยู่ที่พื้นบริเวณนั้นมาก่อน และเมื่อหันไปมองก็เห็นหลงมีสีหน้าที่สดชื่นขึ้น ริมฝีปากเหมือนมีละอองน้ำเคลือบอยู่จางๆ เด็กชายหลงค่อยๆ ยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณทุกคน

ขอบ…คุณ…ครับ พี่

“เล่าให้พวกพี่ฟังหน่อยนะคะ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหลง แล้วทำไมหลงถึงต้องไปเอาขวัญของเด็กคนอื่นๆมาด้วย” พบจันทร์ถามเบาๆ ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

เรื่องราวที่ค่อยๆ ถูกเล่าอย่างกระท่อนกระแท่นออกมาจากปากของเด็กชาย ทำให้ทุกคนถึงกับน้ำตาซึมด้วยความสงสารเด็กชายอย่างที่สุด

 

หลงเป็นลูกชายคนเดียวของนายเส็งและนางจำปา ซึ่งเป็นภรรยาใหม่ที่เป็นคนต่างด้าวและเคยทำงานเป็นแม่บ้านในร้านของนายเส็งมาก่อน จนเมื่อภรรยาคนก่อนจากไปด้วยโรคร้ายโดยที่ยังไม่มีลูกด้วยกัน นายเส็งจึงได้นางจำปาเป็นภรรยาต่อ และอยู่กินกันจนนางจำปาท้อง ตอนที่ไปตรวจครรภ์และรู้ว่าจะได้ลูกชาย เขาก็ดีใจมากและตั้งชื่อล่วงหน้าไว้ว่า ‘หลง’ ที่แปลว่า ‘มังกร’

แต่ในวันที่หลงเกิด เมื่อพ่อของเขาเห็นปานดำขนาดใหญ่บนใบหน้า นายเส็งก็โกรธมาก ราวกับโลกของเขาพังทลายลงมาต่อหน้าต่อตา เพราะเขาตั้งความหวังกับลูกชายคนเดียวไว้สูงมากที่จะให้สืบทอดตระกูลและกิจการทั้งหมด นายเส็งเริ่มด่าทอภรรยา ว่าให้กำเนิดลูกที่เป็นกาลกิณี จะทำให้วงศ์ตระกูลของเขาต้องล่มสลาย

ถึงแม้เขาจะรังเกียจลูกถึงขนาดที่ไม่ยอมมองหน้าเด็ก แต่ในช่วงแรกๆ เขาก็ยังไม่ได้ทำอะไรรุนแรงมาก ยังยอมให้ภรรยาดูแลลูกไปด้วยตนเอง แต่ไม่เข้าไปช่วย ปล่อยนางจำปาจัดการทุกอย่างให้ลูกไปเพียงลำพัง เขาไม่ยอมให้เด็กนอนรวมในห้องเดียวกัน ทำให้นางจำปาต้องแยกออกไปนอนกับลูกน้อยในห้องข้างๆ ในเวลากลางวัน แม้แต่จะให้นมลูก ก็ต้องไปให้ที่อื่น ไม่ให้เอามาให้เห็นหน้า

เมื่อเด็กชายหลงโตขึ้นเรื่อยๆ ปานดำบนหน้าก็มีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย นายเส็งก็ยิ่งหงุดหงิดเพิ่มมากขึ้น และเริ่มออกไปตระเวนกินเหล้ากับเพื่อนฝูง จนถึงขั้นติดเหล้า เวลาเมากลับมาก็ใช้ความรุนแรงกับเมีย ทั้งด่าทอและตบตี หาว่าเมียมีชู้บ้าง เมียเป็นคนให้กำเนิดตัวกาลกิณีบ้าง ยิ่งเด็กชายหลงโตขึ้นเท่าไร ความรุนแรงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ไม่ใช่แค่เพียงกับนางจำปาผู้เป็นแม่อีกต่อไปแล้ว หากแต่เริ่มมาลงมือกับลูกชายด้วย เหมือนจะคิดเอาเองว่า เด็กชายโตขึ้นมากแล้ว จะทำอะไรก็ทำได้เต็มที่ ไม่ต้องรู้สึกผิดบาปเท่าการลงมือกับเด็กทารก

เด็กชายหลงเติบโตมาพร้อมกับภาพที่แม่โดนทุบตีด่าทอด้วยคำหยาบคายสารพัด แต่นางจำปาก็พยายามปกป้องลูกชายของนางสุดกำลัง บางวันนายเส็งเมากลับมา ก็ลงไม้ลงมือกับหลง นางจำปาเข้าไปห้ามก็โดนทำร้ายจนสลบไปก็มี ฟื้นขึ้นมาอีกที เด็กชายหลงก็โดนลากเข้าไปขังที่ห้องเก็บของนั้นแล้ว ห้องเก็บของห้องนั้นจึงเสมือนเป็นห้องสำหรับลงโทษเด็กชายหลง บางครั้งที่แม่ของเขาพอจะช่วยทันก็จะแอบเอาข้าวปลาอาหาร หรือกล่องไม้ใส่กระดาษและสีเทียนเข้าไปให้ไว้

นายเส็งไม่ยอมแม้แต่จะให้เด็กชายหลงไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน ทั้งๆ ที่อายุครบเข้าเรียน ครูใหญ่ที่โรงเรียนเคยมาบอกให้ส่งลูกไปเรียน เขาก็ไม่ยอม เพราะอายคน กลัวว่าจะมีคนเอาไปพูดว่าเขามีลูกหน้าตาน่าเกลียด และบอกครูใหญ่ไปว่า เอามันไปเรียนก็มีแต่คนจะรังเกียจมัน ให้มันอยู่ที่บ้านนี่แหละ แม่มันพออ่านออกเขียนได้ก็ให้มันสอนกันเอง

เด็กชายหลงไม่เคยเถียงพ่อเลย เพราะสงสารแม่ ถ้าเขาเถียงพ่อ แม่ก็จะโดนทำร้ายหนักมากขึ้น ในวันที่หลงหรือแม่เจ็บตัว แม่จะนอนกอดหลงไว้ แล้วร้องเพลงกล่อมเด็กให้หลงฟัง ทั้งๆ ที่ตัวแม่เองก็มีแต่แผลช้ำไปทั้งตัว บางทีก็ปากแตกเลือดไหลซึมออกมา หลงเคยถามแม่ว่าทำไมถึงไม่หนีไปจากพ่อ

“เรายังหนีไปไหนไม่ได้หรอกลูก แม่ไม่ใช่คนไทย ไม่มีบัตรอะไรทั้งนั้น ถ้าไปอยู่ที่อื่น เราก็อดตาย ไม่ก็โดนจับส่งกลับไปประเทศ ซึ่งมันยากลำบากกว่านี้อีกร้อยเท่าพันเท่า แม่อาจจะตายเร็วกว่านี้เข้าไปอีก ทนอีกนิดนะลูก ตอนนี้อย่างน้อยๆ หลงก็มีใบเกิด มีสิทธิต่างๆ เหมือนคนไทยแล้ว รอให้แม่มีเงินเก็บมากกว่านี้อีกนิด และหลงโตขึ้นอีกหน่อยแม่จะพาหลงไปอยู่ที่อื่น

เด็กชายหลงกับแม่ได้แต่นอนกอดกันร้องไห้จนหลับไป และเรื่องราวของชีวิตในแต่ละวันของเด็กชายและแม่ก็จะวนเวียนอยู่แบบนี้ไปตลอดในแต่ละวัน

มีครั้งหนึ่งที่เด็กชายหลงออกไปเล่นนอกบ้านคนเดียว แล้วเจอกับเด็กแถวบ้านที่ขี่จักรยานผ่านมา เด็กพวกนั้นจอดรถและตะโกนล้อเลียนหลงว่าเป็นไอ้เด็กหน้าผี แล้วเริ่มหยาบคายลามไปถึงแม่ ทำให้เด็กชายหลงโกรธมาก คว้าก้อนหินเล็กๆ ขว้างไปที่เด็กคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด แต่ปรากฏว่า หินไปโดนหางคิ้วของเด็กคนนั้นแตกเป็นแผลเล็กๆ และมีเลือดออกซิบๆ

ค่ำวันนั้น หลังจากที่แม่เด็กมาฟ้องถึงบ้าน หลงก็โดนพ่อใช้เข็มขัดหวดลงบนตัวนับครั้งไม่ถ้วน หลงได้แต่ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด ในขณะที่แม่คุกเข่าอ้อนวอนพ่อให้หยุด แต่พ่อก็บันดาลโทสะหนักขึ้นไปอีก ฟาดๆๆไม่ยั้งจนหลงสลบแทบเท้าถึงได้หยุดตี

หลงฟื้นขึ้นมาบนตักแม่ ที่นั่งร้องไห้น้ำตาหยดใส่หน้าหลง ร่างกายของเด็กชายมีแต่รอยแดงเป็นปื้นจากเข็มขัดที่ฟาดลงมาไม่ยั้ง บางจุดก็บวมแดงจนแผลเป่งนูนออกมา ผิวหนังที่บางอยู่แล้วของเด็กชายบวกปริจนเกือบจะแตก มันสร้างความเจ็บปวดให้แก่เด็กชายจนเกินจะรับไหว เขาปวดร้าวระบมไปทั้งตัว แทบจะขยับไม่ได้ หลงเจ็บแผลจนไข้ขึ้น นางจำปาต้องไปซื้อยาทาแผลและยาลดไข้มาให้ลูกกินเอง ไม่กล้าพาไปโรงพยาบาล เพราะถ้าหมอหรือพยาบาลเห็นก็อาจจะเกิดปัญหาว่าใครเป็นคนทำร้ายเด็ก และเรื่องราวจะใหญ่โตขึ้นไปอีก นางคอยดูแลหลงทั้งวันทั้งคืนอยู่สามวันเต็มๆ กว่าไข้จะลด ส่วนนายเส็งก็ออกไปกินเหล้าแบบไม่สนใจไยดีลูกเมียเลยแม้แต่น้อย

นางจำปาไม่มีความรู้เลยว่า ตนเองสามารถไปแจ้งหน่วยงานต่างๆ ได้มากมายที่จะขอความช่วยเหลือคุ้มครองลูกได้ ในยุคสมัยนั้นและด้วยความเป็นพื้นที่ห่างไกล ยังไม่มีองค์กรใดที่จะเข้ามาทำงานช่วยเหลือหรือให้ความรู้ในเรื่องของกฎหมายสิทธิเด็ก ไม่มีใครที่จะคอยบอกชาวบ้านเหล่านั้นว่า เด็กทุกคนบนโลกใบนี้ มีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่รอด และเติบโตเพื่อที่จะมีชีวิตที่ดี มีสิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากการถูกทำร้าย ทารุณและการล่วงละเมิดไม่ว่าจะจากใครคนไหนม้แต่พ่อแม่ และมีสิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในทุกเรื่องของชีวิตตนเอง[1] และลำพังแค่ตัวนางจำปาเอง ก็ไม่เคยรู้แม้กระทั่งสิทธิใดๆ ที่เกี่ยวกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างในชีวิตของนางต้องพึ่งพาสามีคนนี้อย่างเดียวเพื่อให้มีชีวิตรอด นางไม่เคยกล้าแม้แต่จะออกไปเขตพื้นที่ชุมชนหมู่บ้านเดือนเต็มดวง เพราะกลัวว่าจะไปเจอกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่แถวด่าน

ชีวิตเด็กชายหลงดำเนินไปท่ามกลางความเจ็บปวด เป็นเด็กที่มีแต่คนรังเกียจ มีเพียงแม่และคนในร้านบางคนที่ไม่เคยรังเกียจเขา ป้าแก้วก็เป็นหนึ่งในนั้น หลงมีเพื่อนที่ถือได้ว่าค่อนข้างสนิท คือเด็กชายติ๊บ ลูกชายของป้าแก้วที่อายุไล่เลี่ยกัน ติ๊บไม่เคยรังเกียจหลง แม่ของติ๊บก็ไม่รังเกียจหลง

สมัยที่ป้าแก้วยังทำงานอยู่ที่ร้าน หลงกับติ๊บได้เจอกันค่อนข้างบ่อย และติ๊บมักจะชวนหลงไปเล่นที่สนามหญ้าข้างโกดังสินค้าของร้านอยู่เสมอ

วันหนึ่งติ๊บเอาจักรยานคันเล็กมา หลงอยากลองขี่บ้าง ติ๊บจึงพยายามสอนให้ แต่ด้วยความที่หลงตัวเล็กมากกว่าเด็กวัยเดียวกันและไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงมากนัก หลงจึงบังคับจักรยานไม่ได้แล้วพุ่งออกไปชนกับรถลูกค้าที่มาจอดอยู่ข้างๆ

วันนั้นน่าจะเป็นวันที่หลงหวาดกลัวที่สุดในชีวิต —

รถกระบะของลูกค้าเป็นรอยนิดเดียวเท่ารอยแมวข่วน เพราะจักรยานคันเล็กๆ แค่ไปสะกิดเบาๆ ที่ประตูรถ ซึ่งลูกค้าก็ไม่ได้ถือโทษโกรธเด็ก เพราะเป็นรถกระบะใช้งานขนของ ไม่ใช่รถส่วนตัวหรูหราอะไร แต่พ่อของหลงก็ไม่สนใจ เหมือนรอหาข้ออ้างที่จะใช้ในการลงโทษหลงอยู่แล้ว

เมื่อลูกค้าออกรถไป หลงเห็นพ่อหันไปหยิบไม้แขวนเสื้อมายืดออกเป็นเส้นยาวไว้สำหรับตีเขา เด็กชายก็กลัวลนลานเพราะความเจ็บปวดของแผลจากไม้แขวนเสื้อยังฝังลึกในความทรงจำ เด็กชายหนีออกไปซ่อนตัวที่พุ่มไม้เล็กๆ ในป่าโข่ หรือป่ารกที่ห่างออกจากบ้านไปเล็กน้อย แล้วหาเข่งเก่าๆ ใบใหญ่ที่มีคนมาทิ้งเอาไว้แถวนั้นครอบตัวไว้ หลงซ่อนตัวอยู่ตรงนั้นจนค่ำ แต่ในที่สุดพ่อก็ตามมาจนเจอ

เด็กชายตัวเล็กๆ ที่น่าสงสารโดนลากแขนกลับไปที่บ้าน และถูกตีด้วยไม้แขวนเสื้อจนลายไปทั้งตัว มีแต่แผลแตกมีเลือดซิบๆ เต็มไปหมด เด็กชายเจ็บจนทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาร้องไห้น้ำตาไหลพรากจนแทบหายใจไม่ออก จึงตะโกนถามนายเส็ง

“หลงไม่ใช่ลูกพ่อเหรอครับ ทำไมถึงต้องตีหลงเจ็บๆ ด้วย”

คำถามนั้นราวกับพุ่งมาแทงที่ใจของนายเส็ง ประกอบกับเสียงร้องไห้สะอึกะอื้นของนางจำปาที่พยายามร้องขอให้หยุดตีลูกชาย กลับเหมือนยิ่งยั่วยุอารมณ์ของนายเส็งที่ยังไม่สร่างเมาดี นายเส็งจึงหันไปคว้าท่อเหล็กสั้นๆ ท่อหนึ่งที่ชั้นวางของใกล้มือมาฟาดใส่เด็กชายหลงจนสุดแรง ด้วยพิษสุราและแรงโมโหจนขาดสติ ทำให้หน้ามืดตามัวฟาดลงไปโดยไม่ได้ดูทิศทาง เหล็กท่อนนั้นถูกฟาดลงไปที่ศีรษะของเด็กชายอย่างจัง หลงได้ยินเสียงดังเปรี๊ยะลั่นขึ้นในหูราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมาใส่ ร่างของเด็กชายร่วงลงไปกองกับพื้น นอนสลบเหมือดจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น พร้อมกับเลือดที่ไหลทะลักออกมาจากแผลที่ศีรษะเป็นลิ่มๆ

ทันทีที่นายเส็งเห็นเลือดทะลักไหลออกมากองแบบนั้นก็ตกใจมาก โยนท่อนเหล็กทิ้งไปแล้วพยายามให้นางจำปาเอาผ้ามาอุดแผล

“นะ นังจำปา เอ็ง ไป หาผ้ามาอุดเลือดมันสิวะ”

นั่นคือประโยคสุดท้ายที่หลงได้ยินก่อนที่สติของเขาจะดับวูบไป

นางจำปาร้องไห้โฮ และรีบลนลานไปหาผ้าต่างๆ มาอุดแผลที่หัวของหลง แต่เลือดก็ยังไม่หยุดไหล เพียงไม่นาน ร่างกายของเด็กชายก็ค่อยๆ หมดแรงลงไปเรื่อยๆ จากการเสียเลือด พร้อมกับลมหายใจที่แผ่วเบาลง เบาลง จนเหมือนกับไม่มีลมปราณแห่งชีวิตอยู่ในร่างนี้อีกต่อไปแล้ว

พอนายเส็งได้สติ เข้ามาจับตัวเด็กชายที่เย็นเฉียบและเลือดยังไหลออกมาไม่หยุด ด้วยความที่ร่างกายของหลงผอมบางมากอยู่แล้ว นายเส็งเอามือรอที่จมูก ทั้งยังเอามือแตะไปที่ข้อมือ และที่คอ ความตื่นเต้นตกใจขั้นสุดทำให้ไม่สามารถสัมผัสถึงลมหายใจหรือแม้แต่สัญญาณชีพที่แผ่วเบามากขนาดนั้นได้เลย นายเส็งจึงคิดว่าหลงตายแล้วอย่างแน่นอน แต่ถึงยังไม่ตายและมีใครรู้ว่าเขาพลั้งมือทำร้ายลูกรุนแรงขนาดนี้ เขาจะต้องได้รับโทษหนักแน่ๆ ไม่ว่าจะอย่างไร สุดท้ายเขาก็คงไม่พ้นโทษอยู่ดี

ดังนั้นแม้ว่านางจำปาจะขอร้องอ้อนวอนขนาดไหน นายเส็งซึ่งเกิดความกลัวจนสติแตกก็ไม่สนใจอะไรอีกต่อไปแล้ว เขาตัดสินใจอุ้มร่างที่ท่วมไปด้วยเลือด ทั้งยังอ่อนปวกเปียกและเย็นชืดของเด็กชายขึ้นไปที่ห้องเก็บของชั้นบน แล้วนำไปโยนไว้ที่มุมห้องด้านในสุดที่ใช้เป็นที่ลงโทษเด็กชายเป็นประจำ ออกมาล็อกกุญแจห้องแล้วโยนลูกกุญแจทิ้งไป ก่อนจะนำสีมาทาทับทั้งผนังและประตูให้กลืนกันไปทั้งหมด เพื่อที่จะไม่ให้ใครรู้ว่าตรงนี้มีห้องอยู่

คืนนั้น นายเส็งรีบขับรถไปตื๊อขอยันต์สะกดวิญญาณมาจากร่างทรงในหมู่บ้านข้างๆ ที่เป็นคนคุ้นเคยกัน และเป็นคนที่นายเส็งเคยไปบูชาเครื่องรางของขลังมาบ่อยๆ โดยอ้างว่ามีผีอยู่ในบริเวณบ้าน และหลังจากนำยันต์ติดไว้ที่หน้าห้องแล้ว นายเส็งก็บังคับขู่เข็ญนางจำปาให้หนีออกไปจากหมู่บ้านกับตนเองด้วย นางจำปาก็เอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญที่ต้องเสียลูกไป ร้องแล้วร้องอีกจนเป็นลมหมดสติไป นายเส็งได้โอกาสจึงจับนางจำปามัดมือมัดเท้าแล้วนำตัวขึ้นรถกระบะ พร้อมเอกสารสำคัญและข้าวของมีค่าต่างๆ แล้วหายออกไปจากหมู่บ้านตั้งแต่คืนนั้น

เช้าวันถัดมา ที่ร้านของนายเส็งก็เกิดความโกลาหลขึ้นทันที เพราะคนงานที่มาทำงานในตอนเช้าวันนั้นเข้าร้านไม่ได้ เนื่องจากร้านถูกล็อกจากด้านใน ติดต่อนายเส็งก็ไม่ได้ รถก็ไม่อยู่ เหมือนนายเส็งและครอบครัวหายไปจากที่นั่นอย่างไร้ร่องรอย คนงานตามหาเท่าไรก็ไม่เจอ ทำให้ทุกคนโกรธแค้นมาก จึงพากันวิ่งไปรื้อค้นข้าวของในโกดังและขนของออกไปเท่าที่จะทำได้แทนเงินชดเชย โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่า ยังมีเด็กชายอีกคนหนึ่งที่ไร้เรี่ยวแรงแม้แต่จะส่งเสียงร้องให้คนช่วยอยู่ในห้องปิดตายบนชั้นลอยนั้น

หลงค่อยๆ ฟื้นขึ้นมาอย่างอ่อนแรง พยายามตะเกียกตะกายออกมาหาทางออกจากห้อง แต่ด้วยร่างกายที่มีแต่บาดแผล อ่อนเพลียจากการเสียเลือดมาก และไม่มีทั้งน้ำและอาหาร หลงทำได้แค่เพียงกำรูปถ่ายเก่าๆ ใบนั้นไว้ในมือ รูปของหลงกับแม่ ที่แอบไปถ่ายด้วยกันที่ร้านถ่ายรูปในเมือง สิ่งเดียวที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจเด็กชายหลงมาตลอด ตั้งแต่เล็กจนโต และจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต

เด็กชายตัวเล็กๆ ที่ไม่เคยได้สัมผัสความรักจากพ่อ เด็กชายที่ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่กลับถูกทอดทิ้งให้ค่อยๆ จบชีวิตไปในห้องที่มืดมิดเพียงลำพัง ท่ามกลางความหนาวเย็น ความหิว และความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ คำถามสุดท้ายที่วนเวียนอยู่ในหัวของหลงก่อนสิ้นลมคือ เขาทำผิดอะไร จึงต้องมาจบชีวิตลงด้วยมือของคนที่เขาเรียกว่า พ่อ

 

เชิงอรรถ :

(1) สิทธิเด็ก คือ สิทธิที่เด็กทุกคน (อายุต่ำกว่า 18 ปี) พึงมีตั้งแต่เกิด โดยแบ่งเป็น 4 ด้านหลัก ตาม อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ได้แก่ 1. สิทธิที่จะมีชีวิตรอด (Survival) (การดูแลสุขภาพ โภชนาการ ชื่อ สัญชาติ) 2. สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา (Development) (การศึกษา การเล่น การเติบโตเต็มศักยภาพ) 3. สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง (Protection) (พ้นจากการทารุณกรรม การใช้แรงงาน การค้ามนุษย์) และ 4. สิทธิที่จะมีส่วนร่วม (Participation) (แสดงความคิดเห็นในเรื่องกระทบตนเอง) ซึ่งเป็นข้อผูกพันทางกฎหมายที่ผู้ใหญ่ต้องดูแลและส่งเสริมให้เด็กได้ใช้สิทธิเหล่านี้อย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก

 



Don`t copy text!