Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 9 : ความลับของคืนวันอมาวสี

Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 9 : ความลับของคืนวันอมาวสี

โดย : คเณชารี

Loading

“Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง” โดย คเณชารี เรื่องราวสุดลึกลับเกิดขึ้น เมื่อ ‘พบจันทร์’ เจ้าของร้านผู้มีพลังทำนายดวงผ่านหน้าหนังสือ ต้องร่วมมือกับ ‘คุณหมอเมฆา’ กุมารแพทย์ผู้เป็นตัวท็อปของตำบล ‘ขวัญเอย’ เพื่อนสนิทสาวสองสายมูสุดสตรอง และยมทูตหนุ่มผู้แสนเย็นชาที่ปรากฎกายมาอย่างลึกลับ เพื่อไขปริศนาที่เกิดขึ้นและแก้ปมในใจของสมาชิกร้านหนังสือเล็กๆแห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวงไปพร้อมๆ กัน

หลังจากวันที่มีการประชุมหาข้อสรุปกันแล้ว ทุกคนอันได้แก่ พบจันทร์ ขวัญเอย หมอเมฆา ก็ได้นัดหมายกันที่จะไปยังบ้านหลังนั้น แต่หมอพีทกับหมอปุณออกตัวขอไม่ติดตามชาวคณะไปด้วย เพราะทั้งคู่ต่างต้องเตรียมตัวเดินทางลงไปประชุมที่กรุงเทพฯ ในอีกสองวันหลังจากนี้ เลยไม่บังอาจจะไปผจญภัยกับเรื่องลี้ลับเพราะเกรงว่าตนเองอาจจะจับไข้หัวโกร๋นไปจนเสียงานเสียการ หมอทั้งสองคนไม่เคยเจอผีหรือวิญญาณจริงๆ จังๆ แต่ฟังจากที่ทุกคนคุยกันแล้ว จะให้ไม่เชื่อก็ไม่ได้ แต่จะให้เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ยังทำใจไม่ไหว

ยายแสงคำเอง หลังจากที่รับรู้สถานการณ์แล้วก็อดเป็นห่วงหลานสาวไม่ได้เช่นกัน ถึงขั้นไปงัดตำราออกมาตรวจดวงชะตาของพบจันทร์อีกรอบ

“ดวงชะตานังพบมันน่าอยู่รอดปลอดภัย แต่ไอ้ดาวคู่มันทำไมแปลกๆ คราวนี้ทำท่าเหมือนจะเจอเนื้อคู่แล้ว แต่ทำไมมีขึ้นมาสองคน แล้วอีกคนนี่มันใครกันล่ะ ทำไมในนี้ถึงไม่เห็นชะตาของคู่มันอีกคนนะ”

ยายแสงคำอดแปลกใจไม่ได้ การตรวจดวงชะตาของแกแทบไม่เคยพลาด ดวงคู่ของพบจันทร์ขึ้นมาแล้ว แต่มีสองชะตาที่ต้องกัน ทั้งสองเป็นดวงชะตาที่ใกล้ชิดผูกพันกันมายาวนานจากอดีตชาติ แต่จะมีดวงชะตาหนึ่งที่ต้องพลัดพรากจากกันไปและจะเหลือคนที่เป็นคู่ครองของหลานสาวอยู่เพียงคนเดียว ยายแสงคำจึงอดเป็นห่วงหมอเมฆาไม่ได้ กลัวว่าจะได้รับอันตรายจากการไปสืบเสาะหาข้อมูลในครั้งนี้ เพราะแกเองก็ค่อนข้างจะชอบใจหมอหนุ่มคนนี้ไม่น้อย ทั้งบุคลิกหน้าตาท่าทาง ดูเคมีจะเข้ากันกับหลานสาวแกอยู่ไม่น้อย (“จำคำนี้มาจากพวกข่าวบันเทิง” –ยายแสงคำกล่าว)

“ไม่ได้การละ ท่าทางจะต้องไปขอของดีจากหลวงพ่อซะหน่อย เอามาให้ว่าที่หลานเขยป้องกันตัว ไม่งั้นหลานข้าได้เป็นหม้ายตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นแฟนแน่ๆ”

ยายแสงคำออกจากบ้านได้ ก็ปั่นจักรยานยี่ห้อดังตะกร้าหน้า รุ่นแม่บ้านคู่ใจที่ใช้มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์จนสีถลอกมองไม่เห็นสีเดิม มุ่งหน้าไปยังวัดประจำหมู่บ้าน เมื่อจอดรถที่หน้ากุฏิของท่านเจ้าอาวาสหรือหลวงลุงของพบจันทร์แล้ว ก็ค่อยๆ คุกเข่าลงแล้วชะโงกหน้าไปดูว่าท่านอยู่ในกุฏิหรือไม่

“โยม โยม” เสียงเรียกที่มาจากด้านหลังทำให้ยายแสงคำสะดุ้ง รีบหันขวับกลับมา

“เอ้า หลวงพ่อ มาเงียบๆ ตกใจหมดเจ้าค่ะ” ยายแสงคำนั่งลงกับพื้นพร้อมยกมือไหว้ปลกๆ

“มีธุระอะไรรึ มาแต่เช้าตรู่แบบนี้ นี่อาตมาเพิ่งกลับมาจากบิณฑบาตเองนะ”

หลวงพ่อ หลวงลุง หรือเจ้าอาวาส พระรูปเดียวกันนี้ที่เป็นที่นับถือของหมู่บ้านเดือนเต็มดวง รวมทั้งของตระกูลของยายแสงคำเองด้วย ท่านอายุมากแล้ว แต่ก็มากกว่ายายแสงคำเพียงนิดเดียว นับได้ว่าเป็นญาติห่างๆ ที่เห็นกันมาแต่เล็กแต่น้อย แต่ชิงออกบวชเสียตั้งแต่ยังหนุ่มแล้วก็ไม่สึก พ่อแม่อ้อนวอนเท่าไรก็ไม่ยอม บอกว่าอยากจะบวชเรียนและศึกษาพระพุทธศาสนา จนพ่อแม่อ่อนใจ และถวายตัวเป็นโยมอุปัฏฐากแทน เดิมยายแสงคำต้องเรียกท่านว่า ‘หลวงพี่’ เพราะเป็นญาติผู้พี่ แต่ไปๆ มาๆ ก็เรียกว่า หลวงพ่อ ตามชาวบ้านจนติดปากไป

“คือจะมาขอของดีไปให้หลานเจ้าค่ะ หลานสาวกับว่าที่หลานเขย”

ยายแสงคำเปิดหัวข้อทันทีที่หลวงพ่อเดินเข้าไปในกุฏิและลงนั่งขัดสมาธิเรียบร้อย โดยส่งบาตรให้เด็กวัดที่ดูแลนำไปจัดการที่ด้านหลังกุฏิ

ยายแสงคำยิ้มแป้นเมื่อพูดถึงว่าที่หลานเขย แกใกล้จะวางใจได้แล้วที่พบจันทร์กำลังจะมีคนให้ฝากผีฝากไข้ได้สักที เพราะถ้าแกไม่อยู่เสียคน พบจันทร์ก็ไม่มีใครที่ไหน จะมีก็แค่ขวัญเอยเพียงคนเดียวที่เป็นเพื่อนสนิท และแทบจะนับเป็นครอบครัวได้ หนุ่มๆ ในหมู่บ้านก็หาได้ยากเย็นเหลือเกิน มองไปทางไหนก็มีแต่เฒ่าชแรแก่ชรา เดินยักแย่ยักยันกันไปค่อนหมู่บ้านแล้ว พวกคนหนุ่มสาวก็ไปทำงานที่อื่นกันหมด พวกหนุ่มๆ ที่มาทำงานราชการ ก็มีเมียกันแล้วเสียส่วนมาก

“ใครเรอะว่าที่หลานเขย เอ! หรือว่าจะเป็นคุณหมอคนนั้น” หลวงพ่อเปรยขึ้นมา

“หะ นังพบมันเคยพาคุณหมอมาวัดแล้วเหรอเจ้าคะ” อุวะ นังพบของยายนี่ก็ไม่เบานะ พาหนุ่มมาเจอญาติผู้ใหญ่แล้วด้วย เสียแต่ไม่พามาเจอยายก่อนเนี่ยสิ”

“มาแล้ว วันนั้นพากันมาทำบุญ นังหนูพบน่ะชวนคุณหมอคนนั้นมาทำบุญให้น้องสาวเค้า”

“น้องสาวหรือเจ้าคะ น้องสาวคนไหนล่ะเจ้าคะหลวงพ่อ” ยายแสงคำไม่เห็นเด็กหญิงมิลิน และวันนั้นที่ร้าน เหมือนเด็กหญิงก็จะไม่ได้เข้ามาอยู่ในวงประชุมกับเขาด้วย ทั้งๆ ที่ปกติจะต้องตามพี่ชายติดแจเหมือนเงาตามตัว

“น้องเค้าเสียไปนานแล้ว แต่วิญญาณก็ยังอยู่กับพี่ชายเค้านะ มีกรรมผูกพันกันอยู่ ยังไม่ขาดจากกัน ต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย” หลวงพ่อเงยหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้าก่อนจะพูดขึ้นมาลอยๆ

“โยมแสงคำน่ะ มาเพราะเป็นห่วงเรื่องว่าที่หลานเขย หรือมีอะไรจะมาถามอาตมาอีกมั้ยล่ะ”

“แหม่ หลวงพ่อก็ดูออกนะเจ้าคะ คืองี้เจ้าค่ะ ดวงเนื้อคู่ของนังพบมันขึ้นว่ามีสองคนเข้ามา แต่จะมีคนหนึ่งต้องพลัดพรากจากไป นี่ชั้นก็เห็นมีคุณหมออยู่คนเดียว ไม่เห็นมีใครอื่น ก็เลยอดเป็นห่วงไม่ได้เจ้าค่า”

หลวงพ่อถอนใจ หลับตานิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาพูดกับยายแสงคำ

“ไม่ต้องห่วงหรอกโยม คุณหมอนั่นน่ะมีน้องสาวคุ้มครอง แล้วยังเป็นคนดวงแข็ง ดวงดี ไม่ถึงฆาตง่ายๆหรอก คนที่จะพลัดพรากน่ะ เค้าก็มารอพบ เพื่อที่จะพลัดพรากให้จบวงจรของกรรมกันไป ก่อนที่จะวนเวียนไปพบกันในชาติภพใหม่”

ขณะที่หลวงพ่อพูดกับยายแสงคำอยู่นั้น สายตาของหลวงพ่อไม่ได้มองอยู่ที่ยายแสงคำเลย หากแต่มองออกไปยังต้นไม้ใหญ่ข้างศาลา ที่มีร่างหนึ่งยืนอยู่ใต้ร่มไม้นั้น ปีกสีเงินยวงมีสีดำที่ปลายปีก สยายอยู่เบื้องหลัง

“โยม อาตมาบอกไม่ได้นะ ว่าอดีตของใครเป็นอย่างไร มันผิดกฎเกณฑ์ของที่ที่โยมอยู่ โยมจะรู้ได้ด้วยตัวเองในเร็ววันนี้แหละ อย่าให้อาตมาต้องพูดอะไรมากกว่านี้เลย”

หลวงลุงส่งเสียงออกไปทางจิตให้ลอยไปกับสายลม ร่างที่ยืนอยู่ไกลๆ นั้นก็ดูเหมือนว่าจะได้ยิน เพราะก้มหัวน้อมรับพร้อมกับพนมมือขึ้นไหว้ที่อก

“ว่าไงนะเจ้าคะ” ยายแสงคำสงสัย หลวงพ่อพึมพำพูดอะไร ไม่เห็นจะเข้าใจ

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ งั้นขอสายสิญจน์หรือพระก็ได้เจ้าค่ะ ยังไงก็อุ่นใจไว้ก่อน”

ยายแสงคำยกแขนขึ้นไหว้เหนือหัว หลวงพ่อจึงหันหน้ามามองยายแสงคำอีกที ก่อนที่จะล้วงลงไปในย่ามที่วางไว้ข้างตัว แล้วหยิบสายสิญจน์สีขาวออกมาสามเส้น

“นี่เอาไปให้นังหนูพบ โยมคุณหมอ แล้วก็เผื่อเจ้าขวัญด้วยเลยละกัน ป้องกันเอาไว้ อาตมาก็ช่วยได้เท่านี้แหละ ที่เหลือก็แล้วแต่บุญแต่กรรมแล้ว แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะ ถ้ายายแสงคำตรวจดวงหลานแล้วปลอดภัย ก็ไม่ผิดไปจากนั้นหรอก”

ยายแสงคำได้ฟังก็โล่งใจ ก้มตัวลงกราบแล้วออกจากกุฏิไป พร้อมกันกับร่างสูงโปร่งในชุดสีดำที่ยืนหลบอยู่ใต้ร่มไม้ ก็พนมมือไหว้ลาหลวงพ่อก่อนจะพุ่งตัวหายขึ้นไปบนท้องฟ้า

 

ในเวลาเดียวกันนั้น สองคนและสองผีก็นั่งคุยกันอยู่ที่ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง ด้วยว่ายังเช้าอยู่ ยังไม่ค่อยมีลูกค้าเข้ามา ทั้งสี่จึงนั่งปรึกษากันถึงเรื่องที่จะไปยังร้านวัสดุก่อสร้างของนายเส็งที่ท้ายหมู่บ้าน

“พี่พบจะไปวันไหนเหรอคะ” ปั้นหยาที่นั่งห้อยขาอยู่ที่ขอบบนสุดของชั้นหนังสือตะโกนถามลงมา ส่วนเฮียจู้ที่ลอยเด้งไปเด้งมารอบๆ ร้านก็หันมาฟังด้วยความอยากใส่ใจ

“นั่นสิอาพบ อั๊วก็อยากไปล่วยนา แต่มังไปไม่ล่าย เค้าไม่อนุญาตให้อั๊วออกไปจากที่นี่”

เค้าที่ว่าจะหมายถึงใครไม่รู้ แต่พบจันทร์ก็ไม่คิดว่าถ้าทั้งสองตนนี้ไปจะช่วยอะไรได้มากไปกว่าการส่งเสียงกรี๊ด หรือลอยเด้งไปเด้งมาจนเวียนหัวแบบที่กำลังทำอยู่ตอนนี้

“ไม่เป็นไรเลยค่ะอากง หนูจะไปกับขวัญเอย กับหมอเมฆาค่ะ ไปพรุ่งนี้ตอนกลางวันแสกๆ เลยค่ะ ไม่ต้องห่วง ไม่น่ามีอะไร” พบจันทร์หันมาหาขวัญเอย

“นี่นังขวัญ แกว่าเราชวนใครไปเพิ่มอีกดีมั้ย ชั้นชักเริ่มหวั่นๆ เหมือนกันนะ แจ้งตำรวจดีมั้ยแก”

“โอ๊ย นังพบ แกจะให้ตำรวจไปดูอะไรล่ะ ก็มันยังเป็นบ้านร้าง ยังไม่มีเหตุอะไรจะไปแจ้งความ แกจะไปบอกตำรวจเรอะว่ามีผีเด็กมาขโมยขวัญเด็กอีกสี่คน ใครเค้าจะเชื่อแกยะ”

“เออ จริงของแก” พบจันทร์จึงหันมาทางปั้นหยา

“นี่ปั้นหยา พรุ่งนี้พี่จะไปตอนกลางวัน แต่พี่จะปิดร้านไว้นะ เธอจะไปเที่ยวไหนก็ได้นะ อนุญาต ไม่ต้องอยู่เฝ้าร้านหรอก กลางวันน่าจะยังไม่ค่อยมีลูกค้า”

“ไม่เป็นไรค่า เจ้านาย ปั้นหยาจะดูแลร้านเป็นอย่างดีค่ะ ไม่ออกไปไหนหรอกค่ะ แดดมันร้อน เดี๋ยวผิวเสียค่ะ”

ปั้นหยาลอยลงมายืนตะเบ๊ะอยู่ที่ด้านหน้าของพบจันทร์ ส่วนเฮียจู้ก็ตะเบ๊ะตามไปด้วย

“เออ แก ชั้นว่าแกลืมอะไรไปเรื่องนึงนะ” ขวัญเอยทักขึ้น

“เรื่องอะไร” หรือยังมีจิกซอว์ชิ้นไหนที่ขาดหายไป

“เอ้า! ก็ไหนแกบอกชั้นว่ามีรูปพระจันทร์ด้วย แล้วมันอยู่ตรงไหนของสตอรี่นี้มั้ย” ขวัญเอยจำได้ว่าวันที่พบจันทร์เปิดคำทำนายจากหนังสือ พบจันทร์พูดถึงพระจันทร์ กับยาย

“เออ จริงของแก พระจันทร์มันเกี่ยวอะไรด้วยอะ”

พบจันทร์นึกขึ้นได้ว่า ยังไม่มีพระจันทร์อยู่ในชิ้นส่วนไหนของเหตุการณ์เลย แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้อง จะมีรูปพระจันทร์ขึ้นมาทำไม และโดยปกติแล้ว คำทำนายของพบจันทร์มักจะมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนน้อยมาก

“แกว่ามันเกี่ยวกับพระจันทร์ตรงไหนนะไอ้พบ” ขวัญเอยพยายามเรียบเรียงเรื่องราว แต่ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก

“อืมมม ขอคิดก่อนนะ มันจะอยู่ตรงไหนของเรื่องนะ…วันเกิดเด็กเหรอ หรือวันพระจันทร์เต็มดวง วันโกน วันพระ อะไรแบบนี้มั้ยนะ” พบจันทร์ลองพูดไปเรื่อยๆ

“วันที่เราไปเจอน้องติ๊บนั่นเมื่อไหร่นะ” ขวัญเอยถามขึ้น

“รู้สึกว่าจะประมาณสิบวันที่แล้วนะแก” พบจันทร์หันไปหยิบปฏิทินตั้งโต๊ะที่อยู่หลังตู้เก็บของมาเปิดดู

‘น่าจะใช่ละ วันศุกร์ที่หมอเมฆมาเจอป้าแก้วที่หน้าร้านเรา ก็คือวัน…เอ๊ะ! วันแรมสิบห้าค่ำ’

“นังขวัญๆ ชั้นว่าเราเจอละ จิกซอว์อีกตัวที่หายไป”

“ไหนว่ามา” ขวัญเอยลากเก้าอี้มานั่งใกล้ๆ

“ก็วันแรมสิบห้าค่ำไงแก แกจำที่หมอเค้าคุยกับพวกเราได้มั้ย ที่บอกว่า เวลาที่เกิดเหตุกับเด็กห่างกันน่าจะประมาณเดือนนึง เหมือนจะเดือนละคน” พบจันทร์ทวนข้อมูลให้ขวัญเอย

“ใช่แก แล้วยังไงต่อ”

“เอ้า ก็แปลว่า ถ้าติ๊บโดนขโมยขวัญไปวันแรมสิบห้าค่ำ ก็แปลว่าเด็กคนอื่นๆ ก็จะต้องโดนขโมยไปทุกวันแรมสิบห้าค่ำด้วยเหมือนกันไงแก เพราะมันจะห่างกันหนึ่งเดือนพอดี”

“ก็ใช่อีก แต่มันจะเกี่ยวกันยังไงล่ะแก” ขวัญเอยยังคิดตามไม่ทัน

“ก็วันแรมสิบห้าค่ำ วันอมาวสี วันเดือนดับไงแก เป็นวันที่พลังของภูตผีและวิญญาณต่างๆ จะกล้าแกร่งที่สุด มีพลังมากที่สุด”

วันอมาวสี หรือวันเดือนดับ จะเป็นช่วงเวลาที่ประตูกั้นระหว่างโลกของคนเป็นและคนตายจะเปิดออก ทำให้เหล่าภูตผีวิญญาณต่างๆ ออกมาจากโลกแห่งความตายได้อย่างอิสระ บรรยากาศของค่ำคืนเดือนดับจะมืดมิด วิเวกวังเวง เหมือนกับวันเวลาและมิติต่างๆ ถูกเคลื่อนย้ายให้ผิดที่ผิดทางไป สถานที่เดิม สภาพแวดล้อมต่างๆ รอบตัวเราจะแปลกไปไม่เหมือนเดิม คล้ายกับมีกลิ่นของโลกหลังความตายลอยละล่องอยู่ในอากาศ กลุ่มคนในสายไสยเวทมักจะเลือกทำพิธีต่างๆในคืนนี้ ไม่ว่าจะเป็นไสยขาวหรือไสยดำ เพราะเชื่อกันว่าจะเป็นคืนที่ทำให้ของขลังมีพลังงานมากที่สุด คนเล่นของต่างๆ ก็จะปล่อยของกันในคืนนี้ คนโบราณก็มักจะเตือนว่า ถ้าได้ยินเสียงอะไรตกบนหลังคาหรือมากระแทกที่ประตูก็ห้ามทัก และยังมีความเชื่ออีกว่า ในคืนนี้ เงาของเราจะยาวกว่าตัวคน เพราะจะเป็นเงาของภูตผี

พบจันทร์เองไปใช้ชีวิตในเมืองหลวงมานาน แต่ก็ไม่ได้หลงลืมความเชื่อของถิ่นกำเนิด ตัวเธอเองไม่ได้เป็นคนใช้คุณไสยหรือมนตร์ดำใดๆ เพียงแต่มีพลังสื่อสารกับโลกวิญญาณ และการทำนายเท่านั้น

 

“งั้นชั้นก็รู้แล้ว ว่าทำไมถึงไม่มีใครหาตัววิญญาณเด็กคนนั้นเจอ เค้าน่าจะซ่อนตัวอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ไม่ออกมาให้ใครเห็นเลย จนถึงวันเดือนดับที่เค้าจะมีพลังมากที่สุดจึงค่อยออกมา ถึงว่าสิ หาตัวยากนัก”

พบจันทร์เข้าใจแล้ว ที่แท้เป็นเพราะยังเป็นเด็กนี่เอง จึงต้องรอคอยวันที่พลังจะเข้มแข็งพอที่จะออกมา แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้เข้าใจ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ต้องทำแบบนี้

“แล้วจะทำยังไงล่ะแก วันนี้ก็ยังไม่ถึงวันอมาวสี น่าจะอีกเจ็ดวันเลย ถ้าเราจะไปที่บ้านหลังนั้นก่อน เราจะหาตัวเด็กคนนี้เจอมั้ย หรือจะลองไปก่อนเพื่อหาเบาะแสอะไรสักอย่างมาก่อน”

“ไม่เป็นไรขวัญ ชั้นว่าเราลองไปดูๆ กันก่อน เผื่อเจออะไรบ้าง อย่างน้อยๆ ก็จะได้ป้องกันไว้ล่วงหน้า”

“รออีกสักหน่อยเถอะครับ ไปตอนนี้ก็ไม่เจออะไรหรอก” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นมาในร้าน พร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ที่พบจันทร์คุ้นเคย

“โห คุณโมก หายไปไหนมานานมากกก นี่ชั้นก็รอข้อมูลจากคุณอยู่นะ ช่วยอะไรได้บ้างมั้ยคะนี่”

หัวใจพบจันทร์กระตุกขึ้นด้วยความดีใจ ในที่สุดก็เจอหน้าสักที หายไปนานเหลือเกิน แต่พอรู้สึกตัวว่าอาจจะแสดงความดีใจเกินไปนิด ก็ยืดหน้าเชิดขึ้น

“ไหนคะ หายไปนานมาก ได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง”

“ครับ คือผมต้องเดินทางไปที่สำนักงานใหญ่ของยมทูตที่ยมโลกมา เพื่อทำเรื่องยื่นใบคำร้องขออนุญาตค้นหาข้อมูลของดวงวิญญาณในเขตนี้ เนื่องจากยังไม่มียมทูตประจำเขตให้ติดต่อทำเอกสารครับก็เลยใช้เวลานิดหน่อย”

ระบบการทำงานในยมโลก ก็คงซับซ้อนไม่แพ้ระบบราชการบ้านเราสินะ ดูเอาเถอะ ต้องทำใบคำร้องด้วย นี่ถ้าเรื่องใหญ่กว่านี้ จะทำอะไรทันเวลาไหมนี่…พบจันทร์แอบคิดในใจ

“ผมได้ข้อมูลมาประมาณนึงนะครับคุณพบ เพราะทางสำนักงานใหญ่เองก็มีแค่ชื่อ อายุ ที่อยู่ และประวัติครอบครัวแบบสั้นๆ ครับ เท่าที่ได้มาคือ เด็กคนนั้นชื่อ หลง ครับ”

“ใครกันตั้งชื่อลูกว่าหลง หลงทาง หรือหลงมาเกิดแบบนี้เหรอคะ” ขวัญเอยทัก

“ไม่ใช่ครับคุณขวัญชัย เอ่อ ขออภัยครับคุณขวัญเอย” ยมทูตหมายเลข 13 รีบแก้คำพูดเมื่อเห็นตาเขียวปั้ดของขวัญเอยเมื่อได้ยินคนเรียกชื่อสมัยเป็นชายทั้งแท่ง

“ผมคิดว่า หลง น่าจะเป็นคำภาษาจีน ที่แปลว่า มังกร นะครับ แต่คิดว่าคงตั้งไว้ก่อนลูกเกิด ตอนรู้ว่าได้ลูกชาย แต่ทีนี้ พอเด็กเกิดมาแล้วมีปานที่หน้า พ่อเด็กคือนายเส็งก็โมโหมาก ผิดหวังมาก เพราะเขาอยากได้ลูกชายที่มาสืบทอดตระกูล ส่วนแม่คือนางจำปาก็ไม่ได้มีสัญชาติไทย ก็ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะลูกต้องใช้สัญชาติไทยตามพ่อครับ เลยต้องอดทนทุกอย่าง”

“แล้วเกิดอะไรขึ้นกับเด็กคะ คุณโมก” พบจันทร์อยากรู้ประเด็นนี้มากกว่าความหมายชื่อเด็ก ช่วยตอบมาเร็วๆ ได้ไหมนี่ อีตายมทูต

“ข้อมูลส่วนหลังที่กำลังจะเล่าให้ฟังต่อจากนี้ อาจจะไม่ละเอียดมาก เพราะเป็นข้อมูลที่ผมได้มาจากการไปสอบถามจากวิญญาณที่อยู่แถวนั้นครับ ต้องไล่ตามหาอยู่หลายวัน เพราะวิญญาณบางดวงก็ตกใจกลัว คิดว่าผมจะมาจับไปลงโทษเลยหนีหายกันหมด กว่าจะเจอแล้วพูดจากันเข้าใจ ก็เลยรวบรวมข้อมูลมาได้ไม่มากเท่าที่ครับ”

นี่มันราชการชัดๆ หน่วยงานใหญ่แท้ๆ กลับแทบไม่มีข้อมูลอะไรที่มีประโยชน์เลย ยังดีที่ยมทูตคนนี้พอจะมีไหวพริบอยู่บ้าง ถึงจะทำงานช้าไปนิด แต่ก็ถือว่าตั้งใจทำงานได้ดีไม่เบา

“ท่านเจ้าที่หมู่บ้านใกล้เคียง และวิญญาณสัมภเวสีในพื้นที่รอบๆ เท่าที่ผมเจอ เล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่เด็กเกิดมาแล้วเป็นแบบนี้ นายเส็งก็รังเกียจลูกมากครับ ด่าว่าเป็นกาลกิณี จึงเริ่มกินเหล้าและทุบตีภรรยา ซึ่งนางจำปาก็ต้องยอมอดทนเพื่อลูก จนหนักขึ้นๆ นายเส็งก็เริ่มติดเหล้า ทำให้กิจการค้าขายแย่ลงเพราะเปิดร้านบ้างไม่เปิดบ้าง อาละวาดใส่ลูกค้าบ้าง แต่แทนที่เค้าจะคิดว่าเป็นเพราะตัวเอง กลับไปลงที่ลูกชาย”

“เอ้า ไอ้พ่อเวรนี่ เด็กทำอะไรผิดคะ ต้องมารับกรรมไปด้วย” ขวัญเอยเริ่มปรี๊ด

“แล้วพอเด็กโตขึ้น ปานก็โตขึ้นตามตัวครับ นายเส็งก็ยิ่งเกลียด แล้วเริ่มทำร้ายเด็กไปด้วย ยิ่งถ้านางจำปาเข้าไปห้ามก็จะโดนตีทั้งแม่ทั้งลูก บางทีก็ทุบตี บางทีก็ใช้ไม้ฟาด นางจำปาที่ต้องช่วยปกป้องลูกก็พลอยเจ็บตัวไปด้วย ยิ่งห้ามก็จะยิ่งโมโห แต่เด็กก็เจ็บหนักครับ”

“และที่นายเส็งไม่ยอมส่งลูกไปโรงเรียนไม่ใช่ว่าสงสารลูก กลัวลูกจะโดนเพื่อนรังแกหรอกครับ แต่กลัวคนอื่นจะหาว่าตัวเค้าเองเป็นคนให้กำเนิดเด็กกาลกิณี แต่ถึงหลงไม่ไปโรงเรียน เพื่อนแถวบ้านก็แทบไม่มีคนเล่นด้วยอยู่แล้ว เด็กๆ มักจะล้อเลียนเค้าอยู่ตลอด บางทีก็เรียกเค้าว่า ไอ้ปาน ไอ้หน้าดำ ไอ้ผี และอีกหลายคำครับ ขอโทษด้วยที่อาจจะพูดออกมาไม่ได้ครับ มันเป็นคำหยาบ”

ยมทูตอะไร้ มารยาทงามแท้ คำหยาบก็ไม่กล้าพูด…พบจันทร์แอบขำอยู่ในใจ พบจันทร์มีเพื่อนไม่กี่คนหรอกนะที่พูดเพราะขนาดนี้ สมัยเด็กๆ เพื่อนที่หมู่บ้านนี้ส่วนมากก็เป็นลูกชาวบ้านทั่วไป มีการใช้คำพูดมึงกูและคำด่าสารพัดมาตั้งแต่เด็ก พบจันทร์เองก็เคยมีเพื่อนที่เป็นลูกคุณหนูอยู่บ้าง รายนั้นก็จะพูดเพราะฟังสบายหูขึ้นมาหน่อย แล้วยิ่งโตมา ไปเรียนสายสถาปัตย์ เหล่าชายแท้รอบตัวคือไม่ต้องถาม ทุกคำหยาบสารพัดสัตว์ พ่นออกมาทุกวันจนพบจันทร์เคยคิดขำๆ กับตัวเองว่า นี่ฉันอยู่ในสวนสัตว์หรือไงเนี่ย ซึ่งเวลาอยู่กับเพื่อนๆ กลุ่มนี้ เธอก็จะหลุดพูดออกมาบ้าง แต่โดยปกติแล้ว เธอจะไม่ค่อยใช้คำหยาบถึงแม้จะมีขวัญเอยเป็นเพื่อนสนิท แต่ทั้งสองคนก็โตมาในบ้านที่พ่อแม่และญาติพี่น้องอบรมมาให้เป็นคนค่อนข้างเรียบร้อยกว่าลูกบ้านอื่น

“ค่ะ ค่ะ ไม่ต้องบอกละเอียดขนาดนั้นก็ได้ค่ะ เอาเป็นว่าโดนด่าด้วยคำหยาบแล้วยังไงต่อคะ”

“หลงเลยไม่มีเพื่อนครับ ไม่ค่อยได้ออกไปเล่นกับใคร แล้วยิ่งโดนพ่อทุบตีบ่อยๆ ก็จะเจ็บตัวบ้าง ป่วยบ้าง บางทีก็โดนขังในห้องให้อดข้าวอดน้ำ ก็เลยป่วยกระเสาะกระแสอยู่ตลอด ตัวเลยเล็กกว่าเด็กทั่วไปในเดียวกันอย่างที่เห็นครับ”

“โห นี่เป็นพ่อคนภาษาอะไร เด็กจะไปทำอะไรผิด ที่เป็นแบบนี้ก็ดีเอ็นเอมันแท้ๆ” อารมณ์ของขวัญเอยเริ่มพุ่งปรี๊ดขึ้นไปอีกเลเวลแล้ว

“นั่นสิคะ ทำไมถึงทำกับเด็กได้ขนาดนี้ ลูกตัวเองแท้ๆ แล้วเอาจริงๆ ถ้าโตขึ้นอีกนิด สมัยนี้เค้าก็มีเทคโนโลยีที่จะเอาปานแดง ปานดำอะไรแบบนี้ออกได้แล้วด้วย”

“ครับ แต่นายเส็งคงเป็นคนหัวโบราณมากอยู่ครับ แล้วยิ่งติดเหล้าก็เลยยิ่งไปกันใหญ่ แต่เรื่องสำคัญที่ผมกำลังจะบอกคือ วันที่นายเส็งย้ายออกไปจากบ้านเมื่อปีก่อน เค้าพาไปแค่นางจำปาครับ ไม่มีเด็กไปด้วย”

“ฮะ ว่ายังไงนะคะ แปลว่า เด็กหายไปเหรอคะ แล้วเค้าเอาหลงไปไว้ที่ไหนคะ แปลว่าหลงตายก่อนที่เค้าจะย้ายออกไป แล้วเค้าฝังเด็กไว้เหรอคะ”

“ไม่แน่ใจครับ ท่านเจ้าที่กับวิญญาณแถวนั้นบอกว่า ช่วงนั้นเป็นช่วงวันสารทไทยครับ พวกผีและดวงวิญญาณต่างๆ กลับบ้านไปรับของไหว้จากลูกหลานที่ทำพิธีไหว้บรรพบุรุษกันหมด เลยไม่มีใครรู้เลย และเนื่องจากที่บ้านนายเส็งก็ไม่มีเจ้าที่เจ้าทางอยู่เดิมด้วย เพราะเค้าเป็นไม่ไหว้เทพครับ แต่เป็นคนที่ชอบไสยศาสตร์มากกว่า มีแต่พวกเครื่องรางของขลังเต็มตัว พวกวิญญาณต่างๆ เลยเข้าไปใกล้บ้านไม่ได้ ก็เลยยิ่งทำให้ไม่มีข้อมูลอะไรเลย แต่มารู้กันอีกทีแค่ตอนที่กลับมาจากวันสารท ว่าสองผัวเมียนั้นไม่อยู่ที่บ้านแล้ว บ้านถูกปิดเงียบไปเลยครับ”

“ผมก็เลยไปลองสอบถามจากพวกเทพารักษ์ในพื้นที่ป่าระหว่างทางที่เป็นรอยต่อไปนอกตำบล ที่ไปย้อนภาพจากฐานข้อมูลระบบจราจรของวิญญาณผ่านทาง ก็เลยพอจะได้ข้อมูลมาบ้างว่า เห็นสองผัวเมียนั่นขับรถออกไปกันแค่สองคน แต่ไม่เห็นเด็ก มารู้อีกทีคือทั้งสองคนไปแล้วไม่กลับมาเลย ก็พึ่งจะมั่นใจว่า ไปอยู่ที่อื่นกันหมดแล้ว โดยไม่ได้เอาลูกไปด้วย”

“งั้นตอนนี้ก็มีปัญหาเดียวที่เราต้องแก้ค่ะ คือเด็กอยู่ที่ไหน ที่แน่ๆ คือเสียชีวิตแน่แล้ว แต่เด็กถูกฝังไว้ที่ไหน หรือทำพิธีอะไรแล้วหรือยัง ทำไมวิญญาณถึงได้ยังวนเวียนอยู่แบบนี้” พบจันทร์เริ่มคิดหนักว่าจะไปหาข้อมูลจากไหนดี

“แกลองถามหมอเมฆสิ ให้เค้าลองเช็กไปทางนิติเวชโรงพยาบาล ว่ามีคนส่งเด็กคนนี้ไปมั้ย เพราะปกติถ้ามีคนตาย เค้าก็ส่งไปพิสูจน์ที่นิติเวชก่อนนะ แล้วชั้นจะลองไปเช็กข้อมูลกับทางกู้ภัยให้ก่อน ว่าเคยรับเคสเด็กเสียชีวิตที่มีปานที่หน้ามาบ้างหรือเปล่า ที่ทีมชั้นน่ะไม่มีแน่ๆ ถ้ามีต้องจำได้แล้ว แต่ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเคยถูกส่งไปที่กู้ภัยอื่นก็ได้”

ในฐานะทีมกู้ภัย ขวัญเอยคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ดีพอสมควร และคงจะต้องรีบช่วยกันหาข้อมูลก่อนที่จะถึงวันเดือนดับในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

“โอเค! งั้นเราแยกกันไปหาข้อมูลเพิ่ม คุณโมก คุณจะไปกับชั้นหรือจะไปหาข้อมูลเพิ่มที่ไหนมั้ย ชั้นจะไปที่โรงพยาบาลก่อน คงต้องพึ่งหมอเมฆละเรื่องนี้”

“ไม่ครับ ผมคิดว่าอยากจะลองช่วยคุณพบจันทร์ทางอื่น ที่เผื่อจะได้ข้อมูลมากกว่า อาจจะไม่อยู่อีกสักวันสองวันนะครับ เดี๋ยวจะกลับมาแจ้งผลครับ”

คุณยมทูตจ้องหน้าพบจันทร์นิ่งอยู่พักหนึ่งด้วยประกายตาแปลกๆ ก่อนจะค้อมหัวให้เล็กน้อยเหมือนรับคำสั่ง แล้วหันหลังเดินออกจากร้านไป

“ขวัญ แกเห็นอีตายมทูตนั่นแล้วรู้สึกคุ้นๆ บ้างมั้ย” พบจันทร์ลืมไปเลย ลองถามขวัญเอยดูสักนิดดีกว่า เผื่อจะช่วยกันคิดให้ออก เพราะถ้าจะรู้จักกันมาจากในอดีต เธอก็มีขวัญเอยเป็นเพื่อนมาตั้งแต่เกิด อาจจะมีบางช่วงชีวิต เช่น ตอนมัธยมปลาย หรือมหาวิทยาลัย จนเรียนจบ ที่ไม่มีขวัญเอยอยู่ใกล้ชิด แต่ขวัญเอยก็ยังเป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของพบจันทร์ คนที่จะไม่มีวันหัวเราะเยาะ ว่าเธอมองเห็นหรือสื่อสารกับวิญญาณได้

“ไม่รู้สิแก เอาจริงๆ ถ้าถามเรื่องหน้าตา ชั้นก็ไม่คุ้นหรอกนะ หล่อขนาดนี้มีเหรอวะที่ชั้นจะจำไม่ได้ แต่ไอ้ที่มันคุ้น คือมันรู้สึกแบบ…ไงดีนะ คือเหมือนน่าจะมีอะไรผูกพันกันมาแต่อดีตชาติอะไรแบบนั้นอะ”

“ใช่มะๆ ชั้นก็คิดแบบนั้น แต่แค่ยังคิดไม่ออกว่ามันตั้งแต่สมัยไหน ชั้นเคยลองทำนายดูก็แล้ว ก็ไม่มีคำตอบอะไรออกมาเลย เหมือนโดนปิดกั้นไปหมดทุกทาง และเค้าก็ยืนยันว่า ชั้นต้องเป็นคนจำเค้าได้ด้วยตัวเองเท่านั้น”

แปลกดีนะ ทุกครั้งที่เห็นยมทูตตนนี้ พบจันทร์รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกอยู่อย่างนั้น คนหน้าตาดีจัดขนาดนี้ ผมสีน้ำตาลอ่อน ถึงผิวจะขาวซีดไปหน่อย แต่เธอต้องจำได้สิถ้ารู้จักกันจริงๆ เธอความจำดีจะตาย จะจำคนที่หน้าตาดีแบบโดดเด่นเวอร์วังอลังการแบบนี้ไม่ได้ได้ยังไงกัน แล้วทำไมเธอต้องรู้สึกใจหวิวๆ ด้วยเวลาเขาหายหน้าไป ที่จริงแล้ว พบจันทร์ก็พอจะรู้ใจตัวเองอยู่ว่าค่อนข้างจะรู้สึกดีกับหมอเมฆา แต่กับนายยมทูตคนนี้ มันเหมือนมีความผูกพันที่ล้ำลึกยาวนานกว่านั้น แต่จะให้เรียกว่าชอบหรือรักก็ไม่ใช่ เป็นความรู้สึกผูกพันที่บอกไม่ถูก และให้คำอธิบายไม่ได้

แต่ก็เอาเถอะ ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาค้นหาคำตอบอะไร คงต้องทำเรื่องอื่นที่เร่งด่วนให้จบไปก่อนค่อยมาค้นหากันว่า เธอกับยมทูตหมายเลข 13 นี้มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน ตอนนี้ชีวิตเด็กสำคัญที่สุดแล้ว

 

พบจันทร์ตัดสินใจโทรศัพท์หาหมอเมฆา เช็กว่าหมอสะดวกให้ไปพบที่โรงพยาบาลไหม เพราะเธอมีเรื่องเด็กต้องปรึกษา ซึ่งบังเอิญเป็นวันที่หมอเมฆาต้องเข้าเวรที่แผนกพอดี พบจันทร์จึงคว้ามอเตอร์ไซค์บึ่งไปหาหมอเมฆาอย่างเร่งรีบ

“คุณพบมีอะไรให้ช่วยเหรอครับ เสียงดูเหมือนจะเป็นเรื่องเร่งด่วน”

“คุณหมอ คุณช่วยเช็กกับทางนิติเวชให้หน่อยได้มั้ยคะ ว่าเคยมีเคสที่ส่งมาเป็นเด็กผู้ชายมีปานดำที่หน้าบ้างหรือเปล่า”

“จะลองถามให้นะครับ เราแค่เช็กว่ามีหรือไม่มี แค่นี้ทางเจ้าหน้าที่น่าจะพอให้คำตอบได้ เพราะเราไม่ได้ขอข้อมูลเชิงลึกที่เป็นข้อมูลส่วนตัวอะไร ขอเวลาพบสักครู่นะครับ”

แล้วหมอเมฆาก็เดินออกไปทางหลังอาคาร พบจันทร์คิดว่าเธอควรจะอยู่รอที่อาคารด้านหน้าดีกว่า เพื่อจะได้ไม่เป็นการละลาบละล้วงมากจนเกินไป เพราะแค่ที่มาขอให้ช่วยก็ออกจะเกรงใจหมอเมฆามากอยู่แล้ว บางเรื่องก็อาจจะเป็นเรื่องระเบียบข้อมูลของทางราชการที่อาจจะให้ไม่ได้ แต่ไม่นานนัก หมอเมฆาก็เดินกลับมา

“พี่เจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่เคยมีมาเลยครับ ถ้ามีเค้าต้องจำได้เพราะน่าจะเป็นลักษณะเด่นอยู่”

“เอ! ถ้าอย่างนั้น ร่างของเด็กจะหายไปไหนคะ”

“ยังไงนะครับ คุณพบหมายถึงเด็กคนไหน” หมอเมฆาผู้ที่ยังไม่ได้รับการอัปเดตข้อมูลส่วนนี้ เลยยังตามไม่ค่อยทัน

ทั้งสองคนเลยพากันเดินออกมาจากตัวอาคาร ออกไปยังร้านกาแฟเล็กๆ ที่ด้านหน้าซึ่งค่อนข้างเงียบสงบ เนื่องด้วยเป็นช่วงที่หมดเวลาที่อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมคนไข้แล้ว ทั้งสองคนเลือกมุมที่มีคนค่อนข้างน้อย และเงียบสงบทางด้านหลังร้านที่ติดกับสวนหย่อมเล็กๆ

“คือชั้นไปได้ข้อมูลมาค่ะ ว่าพ่อแม่ของเด็กที่มีปานดำที่หน้า เค้าย้ายออกไปโดยที่ไม่ได้พาลูกไปด้วย ก็แปลว่าเด็กเสียชีวิตก่อนที่เค้าจะออกไปจากหมู่บ้าน แล้วถ้าเป็นอย่างนั้น ร่างของเด็กจะอยู่ที่ไหนคะ ถ้าไม่มีการส่งมาที่โรงพยาบาล…หรือว่า”

“หรือว่า…” หมอเมฆาพูดคำสุดท้ายขึ้นมาพร้อมกับพบจันทร์

“หมอคิดว่ายังไงคะ”

“ผมกำลังคิดว่า จะเป็นไปได้มั้ยครับที่เด็กถูกทำให้เสียชีวิตโดยใคร หรืออาจจะเป็นคนในครอบครัวเอง แล้วนำศพไปฝังหรือไม่ก็อาจจะทำลายไปแล้ว”

“โห คุณหมอ ไม่น่าเรียนแพทย์แล้วนะคะแบบนี้ ไปเป็นนักสืบได้เลยค่ะ นี่ขนาดยังไม่ทันได้เล่ารายละเอียดให้ฟังเลย” พบจันทร์ดักคอ แล้วยิ้มกว้างสดใสให้หมอเมฆา

‘อย่ายิ้มแบบนี้เลยครับคุณพบ ผมใจคอไม่ดี’ หมอเมฆาเผลอจ้องพบจันทร์ที่นั่งเอียงคอยิ้มให้ตรงหน้า ก่อนจะทันคิดรู้สึกตัวขึ้นมาได้ก็สะดุ้งตัวขึ้นเล็กน้อย กะพริบตาถี่ๆ พยายามเรียกสติกลับมา ไม่ได้ๆ มีเรื่องสำคัญต้องจัดการก่อน

“เอ่อ มีข้อมูลอะไรที่ผมควรรู้เพิ่มเติมอีกไหมครับ”

พบจันทร์จึงเล่าสิ่งที่ได้รู้มาจากโมกให้หมอเมฆาฟัง ซึ่งคนฟังก็นั่งอ้าปากค้างตามเคย เพราะสิ่งที่พบจันทร์เล่า มีการเอ่ยถึง ยมทูต เจ้าที่ ภูตผีต่างๆ แล้วหมออย่างเขาที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์เป็นอาชีพ จะไม่เหวอได้อย่างไรกัน

“เดี๋ยวนะครับคุณพบ คือยมทูตที่คุณพูดถึง คือ คนชื่อยมทูต หรือหมายถึงเค้าเป็นยมทูตจริงๆ นะครับ” นอกจากจะมีเรื่องดูดวงชะตาต่างๆ แล้ว สรุปว่าพบจันทร์ติดต่อสื่อสารกับวิญญาณได้จริงๆ ใช่ไหมนี่ งั้นแปลว่า…

“คุณพบครับ งั้นเรื่องที่มีคนเห็นเด็กปานดำที่หน้า ตอนที่เราคุยกันในร้านนั่น ใช่คุณขวัญเอยเห็นจริงๆหรือเปล่าครับ”

“ถ้าชั้นบอกไป คุณหมอจะรับได้ หรือจะเชื่อจริงๆ หรือเปล่าล่ะคะ”

“มาขนาดนี้แล้ว คงไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้แล้วมั้งครับ ตั้งแต่รู้จักคุณมาแค่ไม่กี่เดือนนี่ ชีวิตผมเหมือนได้ขึ้นโรลลิงโคสเตอร์เลยครับ มีแต่เรื่องประหลาดมหัศจรรย์ น่าตกใจ เหลือเชื่อเยอะแยะไปหมด”

“งั้นตั้งใจฟังนะคะ…คนที่เห็นเด็กที่มีปานดำคนนั้นเป็นคนแรก…คือ หนูมิลินน้องสาวคุณค่ะ”

สีหน้าของหมอเมฆาเปลี่ยนไปมาจนพบจันทร์สงสาร จากตกใจ เศร้า ตื่นเต้น สลับกันไปมาและคงจะช็อกจนนึกคำพูดไม่ออก

“ว่ายังไงนะครับ มิลินเหรอครับ น้องยังอยู่ใกล้ๆ ผมจริงๆ เหรอครับ” พบจันทร์เห็นน้ำตาคลอขึ้นมาในตาของหมอเมฆา แต่ก็ไม่อยากทักให้เขาเสียอาการ

หมอเมฆาเองก็ตกตะลึงจนตัวแข็งไปหมด สมองขาวโพลนเหมือนกำลังได้ยินสิ่งที่ไม่น่าเชื่อที่สุดในชีวิต เสียงรอบๆ ตัวเขาเหมือนจะเงียบดับไปชั่วคราว ทั่วทั้งตัวมีแต่ความรู้สึกชาที่แล่นปราดตั้งแต่ศีรษะไปจรดปลายนิ้วแล้ววกกลับเข้ามาทะลวงที่ขั้วหัวใจอีกครั้ง สมองซีกซ้ายของเขาพยายามที่จะประมวลผลและคิดหาถ้อยคำเพื่อมาค้านในสิ่งที่พบจันทร์พูด แต่ลำคอกลับตีบตันเหมือนถูกความจริงที่เขาเองก็รับรู้ได้บีบเอาไว้จนไม่สามารถกล่าวอะไรออกมาได้เลย ยิ่งเห็นสีหน้า ท่าทาง รวมไปถึงน้ำเสียงที่จริงจังหนักแน่นของพบจันทร์ที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าเขาในตอนนี้ ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำว่า สิ่งที่เธอพูดมันคือความจริงที่ยิ่งกว่าจริง จริงจนเหตุผลใดๆ ทั้งโลกไม่สามารถถูกยกมาโต้แย้งหรือคัดง้างได้เลย

“ค่ะ น้องมิลินยังอยู่ แต่ชั้นก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ทำไมถึงยังวนเวียนอยู่กับคุณแบบนี้”

“ในเมื่อคุณพบยืนยันขนาดนี้ ผมก็เชื่อแล้วจริงๆ ครับ”

หลังจากชั่วอึดใจที่ร่างกายและระบบประสาทเริ่มคลายความเครียดเขม็งเกลียวลง หมอเมฆาก็พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่นเครือก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา

“และผมคิดว่า ผมพอจะรู้แล้วว่าทำไมน้องถึงยังอยู่ข้างๆ ผม ทั้งหมดน่าจะเป็นความผิดของผมเอง

 



Don`t copy text!