Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 3 : ในที่สุด..เจ้าของร้านก็เผยโฉม

Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง บทที่ 3 : ในที่สุด..เจ้าของร้านก็เผยโฉม

โดย : คเณชารี

Loading

“Full Moon Book Shop ร้านหนังสือเล็กๆ แห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวง” โดย คเณชารี เรื่องราวสุดลึกลับเกิดขึ้น เมื่อ ‘พบจันทร์’ เจ้าของร้านผู้มีพลังทำนายดวงผ่านหน้าหนังสือ ต้องร่วมมือกับ ‘คุณหมอเมฆา’ กุมารแพทย์ผู้เป็นตัวท็อปของตำบล ‘ขวัญเอย’ เพื่อนสนิทสาวสองสายมูสุดสตรอง และยมทูตหนุ่มผู้แสนเย็นชาที่ปรากฎกายมาอย่างลึกลับ เพื่อไขปริศนาที่เกิดขึ้นและแก้ปมในใจของสมาชิกร้านหนังสือเล็กๆแห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวงไปพร้อมๆ กัน

 

เดือนกว่าๆ ผ่านไปหลังจากวันเปิดร้านวันแรก ผู้เป็นยายก็เริ่มมาเมียงๆ มองๆ ที่ร้านพร้อมกับแก๊งสาวร้อยปีอีกสี่ห้าคน

“นังพบ นี่เอ็งไม่เจอกะเค้าบ้างเลยรึ” ยายแสงคำ ชะโงกหน้าเข้ามาถาม

“เจออะไรยาย”

“เอ๊า ก็เฮียจู้ไง เฮียจู้ เจ้าของตึกคนเก่าน่ะ”

นับตั้งแต่วันเปิดร้าน ที่ยายแสงคำและเพื่อนๆ แวะมาร่วมงาน ก็แวะมาหาอีกแบบนับครั้งได้ และก็จะมาแค่ภาคกลางวัน เพราะเพื่อนๆ ของยายไม่กล้าเข้ามาอยู่ในร้านเกินช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน

“เอ้อ จริงด้วยนะยาย เห็นใครๆ ก็กลัวกันนักหนา แต่นี่ตั้งแต่วันรีโนเวตร้านมาจนป่านนี้ก็สองเดือนกว่าแล้ว ฉันยังไม่เห็นเจอเฮียจู้แกเลย ไม่ใช่ไปเกิดแล้วเหรอป่านนี้”

แปลกจริงด้วยแฮะ จะว่าเซนส์ของพบจันทร์หายไปก็ไม่น่าจะใช่ เพราะก็ยังเจอวิญญาณดวงอื่นๆ ที่ด้านนอกร้านอยู่ประปราย

“เออ ไม่เจอก็ดีแล้วนี่หว่า ขอให้เฮียแกไปเกิดแล้วจริงๆ นะโว้ย พวกยายจะได้มาหาเอ็งกันได้บ่อยๆ ไอ้พวกในตลาดมันก็จะได้เลิกกลัวกันสักที”

ยายแสงคำเป็นห่วงธุรกิจเล็กๆ ของหลานสาวเสียเหลือเกิน เดินผ่านไปมาในตลาดมีแต่คนร่ำลือว่าจะไปไม่รอด เพราะไม่มีคนกล้าเข้าร้าน

แต่หลังจากที่แก๊งหมอหล่อและพยาบาลสาวจากโรงพยาบาลทยอยเข้ามาเป็นลูกค้า ก็ทำให้มีหลายคนเริ่มกล้าที่จะไปใช้บริการร้านหนังสือของพบจันทร์มากขึ้น บางส่วนก็ไปใช้บริการทำนายดวงชะตา เพราะรู้กิตติศัพท์ของตระกูลนี้ดี ตั้งแต่ทวดลงมาถึงยาย ทำไมหลานจะดูไม่แม่นล่ะ ใช่ไหม…

“ไปก่อนนะนังพบ จะค่ำแล้ว ปลอดภัยไว้ก่อน ยายน่ะไม่เท่าไหร่ แต่นังสี่คนนี้สิ กลัวจะหัวใจวายตายซะก่อน ไปละ ไปละ” ยายแสงคำยักคิ้วให้ พร้อมโบกมือลาหย็อยๆ แล้วเดินเกาะแขนชาวแก๊งพากันกลับออกไปทางตลาด

 

ในที่สุดแสงตะวันก็หมดไป...และวันนี้ก็ผ่านไปอีกหนึ่งวัน

พบจันทร์ทยอยไล่เปิดไฟสีเหลืองนวลภายในร้าน ลูกค้าภาคกลางวันก็กลับไปหมดแล้วทั้งเด็กเล็ก และพ่อแม่ที่มากันหลายครอบครัวเมื่อตอนบ่าย เสียงเจี๊ยวจ๊าวในร้านคล้ายกับเป็นสนามเด็กเล่น แต่นั่นก็ช่วยเติมชีวิตชีวาให้ร้านหนังสือแห่งนี้อยู่ไม่น้อย

ชาและกาแฟถูกยกเสิร์ฟออกไปหลายแก้ว ไม่นับขนมที่ขายดีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะคุกกี้ที่เด็กๆ ชอบกันมาก เพราะพบจันทร์และขวัญเอยช่วยกันปั้นเป็นรูปพระจันทร์ ทั้งแบบเต็มดวงและครึ่งดวง โดยใช้น้ำตาลไอซิ่งตกแต่งเป็นหน้าตาของพระจันทร์แบบน่ารัก มีแก้มสีชมพู แถมมีขนตางอนเช้ง

“ว้าว วันนี้ยอดขายเครื่องดื่มกับขนมพุ่งมากเลยขวัญ คกี้ก็หมดแล้ว สงสัยจะต้องรีบกลับไปทำแล้วว่ะแก…” พบจันทร์เงยหน้าขึ้นมา เมื่อไม่มีเสียงตอบรับจากขวัญเอย

“เป็นไรวะแก” พบจันทร์จ้องหน้าเพื่อนที่นั่งตัวแข็ง จ้องหน้าเธออยู่แบบนั้น

 

ขวัญเอยค่อยๆ ยกมือขึ้นชี้ไปข้างหลังพบจันทร์ที่มีร่างโปร่งใส มองแทบทะลุผ่านไปด้านหลังได้ของชายชรารูปร่างอ้วนกลม ใส่ชุดสีดำแบบคนจีนสมัยก่อน ผมสั้นเกรียนสีดอกเลา มีเครายาวสีขาวพลิ้วปลิวไสวกำลังลอยไปลอยมาอยู่กลางอากาศในท่านั่งแบบขัดสมาธิอยู่ด้านหลังพบจันทร์

พบจันทร์ค่อยๆ หันหลังไปมองตามมือเพื่อน แอบสะดุ้งเล็กน้อย แม้จะทำใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า เพื่อนต้องเห็นอะไรที่ผิดปกติแน่นอน

“ฮะ ฮะ ฮะ เฮียจู้เหรอคะ”

เสียงพบจันทร์สั่นเล็กน้อย ด้วยความที่ไม่ได้เตรียมใจมาก่อน และก็ไม่คาดคิดว่าเฮียแกจะยังอยู่ที่นี่ เพราะพวกเธออยู่ที่ร้านนี้กันมาสองเดือนกว่า แต่พบจันทร์แทบไม่เคยสัมผัสอะไรได้เลย ยกเว้นแต่แอบเสียวหลังวาบๆ บ้าง เวลาขึ้นไปที่ห้องเก็บของชั้นสอง แต่ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะเป็นปกติไปหมด…

จนกระทั่งวันนี้…

เฮียจู้ อดีตเจ้าของร้านทองและอาคารที่กลายมาเป็นร้านหนังสือของพบจันทร์ ยิ้มแหะๆ ให้สองสาวอย่างคนใจดี ซึ่งตอนนี้ร่างนั้นปรากฏให้เห็นชัดขึ้น โดยเห็นกระทั่งฟันทองที่มุมปากด้านซ้ายซึ่งเป็นซี่ที่ติดกับฟันหน้า เหมือนจะยังส่องประกายกระทบแสงไฟแวบๆ ได้ด้วย

“ช่ายๆ อั๊วเอง พวกลื้อไม่ต้องกลัวนา อั๊วมาดี มาดีจริงๆ น่อ”

เฮียจู้พูดพลางยกมือตบอกตัวเองเบาๆ เหมือนจะบอกว่า เชื่อฉันสิ ฉันมาดีจริงๆ นะ และร่างนั้นก็ค่อยๆ ลดระดับลงมา พอแตะถึงพื้นก็ค่อยๆ ลงนั่งขัดสมาธิตรงหน้าสองสาว

“แหะ แหะ สวัสดีค่ะ หนูพบจันทร์ค่ะ นี่ขวัญเอย…ไอ้ขวัญ สะ หวัด…อ้าว เฮ้ย”

พบจันทร์ร้องเสียงหลงเมื่อหันกลับมาก็พบว่าขวัญเอยหงายหลังผึ่ง เป็นลมลงไปเสียแล้ว

“อ่า อั๊วขอโทษจริงๆ ที่มาไม่ให้สุ้มให้เสียง เพื่อนลื้อหงายเก๋งไปแล้วอ่า จะซี้แหงแก๋มั้ยอ่า”

เฮียจู้ถามด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

“ไม่หรอกค่ะเฮียจู้ มันคงช็อกนิดหน่อย นานๆ ทีจะเจอผีระยะเผาชนแบบนี้ค่ะ เดี๋ยวก็ฟื้นมานั่งคุยกับเฮียได้ปร๋อเลยค่ะ ไม่ต้องห่วง”

พบจันทร์เริ่มหายตกใจและสัมผัสได้ถึงพลังคลื่นเย็นๆ ที่แสดงถึงความเป็นคนใจดีที่เปล่งออกมาจากร่างของเฮียจู้ที่นั่งอยู่ด้านหน้า

“เฮียไปอยู่ไหนมาคะ หนูนึกว่าเฮียไปเกิดแล้วซะอีก ตั้งแต่วันเริ่มมาทำร้านจนถึงวันนี้ ไม่เคยเจอเฮียเลยค่ะ” พบจันทร์ถามด้วยความสงสัย

“อั๊วกลัวพวกลื้อตกใจแล้วไม่มาอยู่ที่นี่อ่า อั๊วก็เลยแอบอยู่บนชั้นสองนั่นแหละ พยายามเก็บพลังงานไว้ อั๊วก็เห็งพวกลื้อทุกวัน อั๊วดีใจมากเลย อั๊วอยากให้คนมาอยู่ที่นี่ อั๊วก็เหงานาอาหนูพบจันทร์ นี่มีแต่คนตกใจเวลาอั๊วอยากออกมาทักทายบ้าง ไอ้พวกรายการจับผี ส่องผีอะไรนั่น มังอยากเจอ อั๊วก็ออกมาทักทายมังดีๆ มันแหกปากวิ่งหนีป่าราบไปเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า…” เฮียจู้พูดไปขำไปจนเห็นเงาของพุงที่กระเพื่อมไปมา

“นี่แน่ะ อาพบจันทร์ ที่อั๊วออกมาหาลื้อตอนนี้ คืออั๊วมีเรื่องขอให้ลื้อช่วยซักหน่อยล่ายมั้ยอะ”

ขวัญเอยที่กำลังโงนเงนลุกขึ้นมา หันหน้ามาเจอเฮียจู้พอดี เลยตะโกนร้องเสียงหลงอีกรอบ ก่อนจะเอามือตบๆ ที่หัวใจตัวเองให้สงบลง

“โอ๊ยๆๆๆ เฮียหนอเฮีย มาไม่บอกไม่กล่าว หนูหัวใจจะวาย” ขวัญเอยแอบค้อนปะหลับปะเหลือกใส่เฮียจู้ที่นั่งอยู่ข้างๆ แม้ภาพของเฮียจู้ที่ขวัญเอยเห็น จะเหมือนคลื่นโทรทัศน์ที่ขาดๆ หายๆ ไม่ชัดเจนคมกริบเหมือนที่พบจันทร์เห็น แต่กระนั้นก็ยังพอเดาได้ว่าเป็นใคร

 

“ลื้อสองคนเรียกอั๊วว่าอากงก็ล่ายนา อายุอั๊วตองตาย ก็น่าจะเป็นอากงลื้อสองคงล่ายละ” สองสาวพยักหน้าพร้อมกัน

“ได้ค่ะ อากง ว่าแต่มีอะไรให้หนูช่วยคะ”

“เรื่องนี้ลับสุดยอดนาอาพบ คืออย่างงี้ อั๊วมีพินัยกรรมที่อั๊วเขียนไว้ก่องอั๊วตายนานอยู่ แต่พวกลูกหลานกับพวกญาติๆ อั๊วอะ ชอบมาเซ้าซี้ ตีกันเรื่องแบ่งสมบัติตั้งแต่อั๊วยังไม่ตาย อั๊วมีที่ดินอยู่ริมแม่น้ำหลายแปลง กับตึกแถวที่หลังตลาด อ้อ มีเงินในบัญชีธนาคารกับทองที่อั๊วซ่อนพวกอีไว้ตั้งแต่อาม้าของอากิมเจ็งอีตายไป พวกเพชรกับทองเก่าๆ อั๊วก็เอาไปฝากไว้ที่ตู้เซฟที่ธนาคารทั้งหมกเลย”

พบจันทร์หันไปมองหน้าขวัญเอยที่หันมาฟังเฮียจู้อย่างตั้งใจ เหมือนจะเห็นน้ำลายไหลออกมาพร้อมกับเลียปากแผล็บๆ เธอจึงหรี่ตามองหน้าเพื่อนรักอย่างรู้ทัน จนขวัญเอยหันมาค้อนและทำเสียงจิ๊ปากใส่

“อย่ามารู้ทันกันย่ะ” ขวัญเอยพูดใส่เพื่อนแบบไม่มีเสียง จนพบจันทร์ขำออกมาเบาๆ

“เฮีย เอ๊ย อากงจะให้หนูทำอะไรให้คะ”

“คือ ไอ้พินัยกรรมเนี่ย อั๊วอะ ปีนเอาซ่อนไว้บนขื่อที่ชั้นสองนั่นอะ ตอนนั้นอั๊วรำคาญไอ้พวกญาติๆ ของแม่อากิมเจ็งที่ชอบมาถามโน่นนี่ ตอนแม่พวกอีตาย คนพวกนั้นมังร้ายนะอาพบ ตอนเมียอั๊วยังอยู่ เราทำงานหนักกันแทบตาย พวกอีไม่เคยช่วยเหลืออะไรเลย แต่พอพวกเรามีเงิน มานับญาติกับพวกอั๊วกันใหญ่ ตอนนั้นพอแม่อากิมเจ็งตาย พวกญาติอีคงกลัวว่าถ้าอั๊วตายตามเมียไป พวกอีจะไม่ได้สมบัติ มาเซ้าซี้อั๊วกันใหญ่ อยากขอที่ดินมั่ง ตึกแถวมั่ง จะเอาไปทำโน่นทำนี่ โอยยยย แล้วอั๊วจะให้พวกอีล่ายยังงาย อั๊วกับเมียทำงานหนักเพื่อให้ลูกๆ อั๊วสบายนะอาพบ อั๊วรำคาญญาติพวกนั้น กลัวพวกอีจะมาขโมยไปด้วย เลยเอาเอกสารทุกอย่างของอั๊วไปซ่อนไว้บนนั้น อั๊วขอให้ลื้อช่วยไปบอกอากิมเจ็งให้อั๊วหน่อย ว่าพินัยกรรมอั๊วอยู่บนนั้น ให้พวกอากิมเจ็งกับน้องๆ อีมาเอาไป แล้วไปแบ่งกันเลย พวกรหัสเซฟหรืออะไรต่างๆ อั๊วเอาไว้ในกล่องเดียวกันนั่นละ” เฮียจู้เล่ารัวเป็นชุด แบบผีขี้เหงาที่ไม่มีคนรับฟังความในใจมาเป็นสิบปี…

“อากงคะ ขอโทษเถอะค่ะ ขออนุญาตถามเพราะอยากรู้จริงๆ ว่าอากงตายยังไงคะ นี่แถวตลาดเค้ายังลือกันไม่จบเลย เค้าบอกว่าอากงผูกคอตายมั่ง หัวใจวายตายมั่ง บางคนลือไปว่ามีคนทำคุณไสยใส่อากงด้วยค่ะ” ขวัญเอยถามขึ้นอย่างสงสัยเต็มแก่

อากงหัวเราะลั่น เสียงดังกังวานจนเป็นคลื่นสะท้อนไปทั่วร้าน เล่นเอาบรรยากาศภายในร้านเหมือนจะเคลื่อนไหวพะเยิบพะยาบไปด้วย

“อั๊วก็ตกบันไดลงมาตายน่ะสิ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ก็ตอนอั๊วปีงขึ้นไปซ่อนพินัยกรรมน่ะ อั๊วเอาเก้าอี้ไปต่อบนโต๊ะแล้วปีนขึ้นไปอีกทีใช่ม้ายล่ะ แล้วทีนี้เก้าอี้มันขาไม่ลี อั๊วก็เลยตกลงมาหัวกระแทกพื้น คอหักซี้แหงแก๋เลย แต่ไอ้พวกเก็บศพมันคงเห็นเก้าอี้หักอยู่ที่พื้น เลยนึกว่าอั๊วผูกคอตาย อั๊วจะผูกทำไม ชีวิตอั๊วดีจะตาย”

แล้วเฮียจู้ก็หัวเราะดังลั่นร้านอีกครั้ง ซึ่งคนภายนอกคงไม่มีใครได้ยินเสียง แต่พลังงานวิญญาณที่เปล่งออกมาจากเฮียจู้ได้เกิดเป็นคลื่นเสียงที่สร้างความสั่นสะเทือนไกลออกไปในอากาศ ทำให้มีเสียงหมาหอนตอบรับกลับมาจากแถวตลาดแว่วมาไกลๆ เป็นทอดๆ แล้วค่อยๆ มาหยุดลงที่หน้าร้านของพบจันทร์

“ได้ค่ะอากง เดี๋ยวพรุ่งนี้หนูไปบอกป้ากิมเจ็งให้แต่เช้าเลย แต่จะให้หนูบอกยังไงอ่ะคะว่าหนูรู้มาจากไหน”

“บอกว่าอั๊วมาบอกลื้อนี่แหละ พวกอีจะได้ไม่กล้ามายุ่งกับตึกนี้ แล้วอั๊วจะได้ไม่ต้องปวดหัวกับคนเช่าใหม่ อยู่กับพวกลื้อนี่ละ สนุกลี ฮ่า ฮ่า ฮ่า อั๊วตายก่อนกำหนดนานมากๆ ต้องรออีกนานกว่าจะได้คิวไปสวรรค์ มีพวกลื้ออยู่เป็งเพื่อน อั๊วจาล่ายไม่เหงา ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

แล้วร่างของเฮียจู้ ก็ค่อยๆ ลอยสูงขึ้น สูงขึ้นไปที่เพดาน แล้วก็ทะลุผ่านฝ้าเพดานหายกลับขึ้นไปที่ชั้นสองของร้าน…

 

“ลำบากละไอ้พบ ชั้นว่าป้ากิมเจ็งกรี๊ดบ้านแตกแน่แกเอ๊ย” ขวัญเอยส่ายหน้ากลอกตาไปมาแบบเหนื่อยจะพูด

“เอาน่าแก ป้าเค้าน่าจะรู้กิตติศัพท์ชั้นดี เค้าเชื่อพวกเราอยู่แล้ว” พบจันทร์ตบบ่าขวัญเอยเบาๆ

“ไม่ใช่ย่ะ ชั้นหมายถึงกรี๊ดเพราะจะเจอพินัยกรรมนี่แหละ…ว่าแต่…เราจะได้ส่วนแบ่งสักกี่เปอร์เซ็นต์วะเนี่ย”

“นังขวัญ!!!” พบจันทร์อยากจะหยุมหัวเพื่อนเสียจริงๆ แต่มาคิดอีกที เออ นั่นสินะ…ป้ากิมเจ็งจะใจดีกับพวกเราบ้างไหมนะ

 

และแล้ว…เช้าอันสดใสของตลาดเล็กๆ แห่งหมู่บ้านดวงเต็มดวง ก็ถูกปลุกให้สะดุ้งด้วยเสียงกรี๊ดที่ดังออกมาจากร้านทองในตลาดของแม่กิมเจ็ง

“อาเตี่ยยยยยย” กิมเจ็งร้องไห้ฟูมฟาย น้ำตาไหลพรากๆ เมื่อพบจันทร์ถ่ายทอดข้อความจากเฮียจู้

“ป้ากิมเจ็งคะ เฮียจู้สบายดีจริงๆ ค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”

พบจันทร์พยายามควักหาทิชชูจากกระเป๋าออกมาเพื่อให้กิมเจ็งซับน้ำตา

“อั๊วไม่ได้เป็นห่วงอาเตี่ย! อั๊วแค่โมโห อีจะกลัวอะไรกับแค่พวกญาติๆ จะแย่งสมบัติกันจนต้องปีนขึ้นไปสูงๆ แล้วตกลงมาตายแบบนี้!” กิมเจ็งสูดน้ำมูกปื้ดใหญ่กับผ้าเช็ดหน้าที่หลานสาวตัวน้อยยื่นมาให้

“หน็อยแน่ะ คิดว่าพวกอั๊วจะสู้พวกญาติสายปลิงดูดเลือดไม่ได้รึยังไง ดูถูกพวกอั๊วมากไปแล้ว แล้วเป็นยังไง เห็นมั้ยๆ ซี้แหงแก๋ ทิ้งพวกอั๊วไปเลย” กิมเจ็งยังไม่หยุดบ่นอาเตี่ยที่จากไป

“ไปกันอาพบ ไปร้านลื้อกันเดี๋ยวนี้เลย…ไปดูให้เห็นกับตาว่ามันมีอะไรมากมายให้เตี่ยอั๊วต้องพลีชีพขนาดนี้”

แล้วกิมเจ็งก็ยกขบวนพาครอบครัว ทั้งลูก หลาน สามีแก และรวมไปถึงน้องอีกสองคนที่โทร.ไปตามให้มาจากบ้านที่ท้ายตลาดไปรวมตัวกันที่ร้านของพบจันทร์

 

“เอ่อ บนชั้นสองพบไม่ค่อยได้ทำความสะอาดนะคะ เก็บไว้แต่พวกเฟอร์นิเจอร์เก่าของร้านที่ไม่ได้ใช้ เลยยกไปเก็บไว้ชั้นบนน่ะค่ะ” พบจันทร์เปิดประตูร้านให้กองทัพของครอบครัวกิมเจ็งเข้าไปด้านใน

“โอ๊ย ไม่เป็งไร ไม่เป็งไรเลย อาพบ อั๊วเข้าใจ พวกอั๊วก็คงขึ้นไปอยู่แป๊บเดียว เจอของแล้วก็คงกลับลงมาเลย ไม่กล้าอยู่นานเหมือนกัน ถึงจะเป็นอาเตี่ย แต่ก็ยังขอเวลาทำใจนิดนึง”

แล้วขบวนแห่ของกิมเจ็งแฟมิลี่ก็พากันเคลื่อนตัวขึ้นไปยังชั้นสองของร้าน ขวัญเอยที่หายไปเข้าห้องน้ำ ออกมาเห็นหางแถวไวๆ เลยหันมาถามพบจันทร์ว่าเกิดอะไรขึ้น

พบจันทร์ยักไหล่ “มากันทั้งบ้านเลยแก เดี๋ยวก็รู้”

 

“อ๊ากกกกกกกก…” เสียงโวยวายดังลงมาจากชั้นสอง เหมือนคนที่กำลังตื่นเต้นจนตะโกนโหวกเหวกวุ่นวายไปหมด พวกเขาเจออะไรมากมายแค่ไหนกันเนี่ยถึงได้แตกตื่นกันขนาดนี้ ดีนะที่ยังเช้าอยู่ เลยยังไม่มีลูกค้าอยู่ในร้าน

นั่นไง วิ่งตุ้บตั้บกันลงมาแล้ว

“อาพบๆๆๆ ขอบใจลื้อมากๆ ขอบใจ ขอบใจนะอาพบ”

กิมเจ็งร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล น้องๆ อีกสองคนก็อยู่ในอาการเดียวกัน ในมือของกิมเจ็งมีกล่องไม้ใบย่อมๆ เก่าคร่ำคร่าหน้าตาเหมือนหีบสมบัติสมัยโบราณเพียงแต่มีขนาดเล็กกว่า มีฝุ่นจับหนาเตอะ และมีรอยนิ้วมือของกิมเจ็งที่เปิดแล้วประทับอยู่ครบสิบนิ้ว

“เป็นยังไงคะป้ากิมเจ็ง อากงทิ้งอะไรไว้ให้บ้างคะ” พบจันทร์ถามยิ้มๆ ในใจคิดว่า เฮียจู้พูดถึงที่ดินริมแม่น้ำ กับที่แน่ๆ คือ คนขายทองก็ต้องมีทองในตู้เซฟที่ธนาคารอยู่แล้ว

“ฮืออ อาพบ อาเตี่ยทิ้งโฉนดที่ดินไว้ยี่สิบกว่าแปลง ในเซฟที่ธนาคาร อาเตี่ยบอกว่า มีทองอีกประมาณ สองร้อยบาท กับพวกเครื่องเพชรที่แม่อั๊วซื้อไว้กะจะให้อั๊วใส่ตอนแต่งงาน แล้วยังมีเงินสดอีกสิบล้าน ให้พวกอั๊วสามพี่น้องแบ่งกัน ฮือออ อาพบ พวกอั๊วสบายแล้ว ไม่ต้องมาเครียดเรื่องขายทองแล้ว ฮืออ ฮืออ ขอบใจลื้อมากๆ น้า”

กิมเจ็งพูดไปร้องไห้ไปด้วยความดีใจ ก่อนจะปาดน้ำตา พร้อมสั่งน้ำมูกใส่ผ้าเช็ดหน้าดังปื้ด ก่อนจะหันมาบอกพบจันทร์

“ในฐานะที่ลื้อช่วยพวกอั๊วติดต่อกับอาเตี่ยได้ ทำให้พวกอั๊วหาพินัยกรรมเจอ อั๊วจะให้พวกลื้อใช้ตึกนี้ไปเลยฟรีๆ ห้าปี! ไม่เก็บค่าเช่าลื้อเลยแม้แต่บาทเดียว! อั๊วขอบคุณลื้อมากน้าอาพบจันทร์”

พบจันทร์และขวัญเอย สองสาวที่ยืนตาโตเท่าไข่ห่าน ได้แต่แอบซอยเท้ากันยิกๆ มือไม้พันกันวุ่นวายไปหมดอย่างสุดแสนจะดีใจ…

‘ห้าปี! ร้านเรารอดแล้ว! ขอบคุณมากนะคะอากง’ พบจันทร์คิดในใจพร้อมกับยกมือไหว้เฮียจู้ที่คาดว่าน่าจะอยู่ที่ชั้นสอง

ซึ่งทันใดนั้น อากงของสองสาว…ก็โผล่หัวทะลุลงมาจากชั้นสอง พร้อมขยิบตาเป็นสัญญาณรับรู้ และยิ้มกว้างโชว์ฟันทองให้พบจันทร์กับขวัญเอย

“ขอบใจพวกลื้อเหมือนกันนะอาพบ อาขวัญ อั๊วไม่ต้องเฝ้าสมบัติอะไรแล้ว จะได้แวบออกไปเที่ยวนอกร้านล่ายมั่งเลี้ยว ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

เสียงหัวเราะของอากงสร้างคลื่นในอากาศสั่นสะเทือนออกไปจนกระทบแก้วหูบรรดาสุนัขรอบตลาดเหมือนเคย

“บรู๊ววววววววววว”

“อ้อ แล้วก็ไม่ต้องห่วงนะอาพบ อั๊วจะไปปากาดให้ทั่วเลย ให้พวกผีๆ ทั้งหลายมาใช้บริกางห้องพิเศษของลื้อกังเยอะๆ ลื้อเป็งที่พึ่งของพวกอีได้ดีแน่ๆ”

อากงเฮียจู้ผู้เป็นอิสระจากบ่วงพันธนาการของการเฝ้าพินัยกรรมทรัพย์สมบัติ กระซิบบอกพบจันทร์ ก่อนที่จะลอยละล่องทะลุออกจากร้านไปกลางวันแสกๆ

ช่างเป็นผีที่ไม่กลัวแสงแดดเอาซะเลยจริงๆ นะอากง พบจันทร์ยิ้มและแอบโบกมือบ๊ายบายให้อากงแบบหลบๆ จากสายตาของกิมเจ็งและญาติ ที่ยังยืนน้ำหูน้ำตาไหลกันอยู่ตรงนั้น

หลังจากนี้ นอกจากร้านหนังสือจะลอยตัวเพราะไม่ต้องเสียค่าเช่าแล้วเป็นเวลาถึงห้าปี

กิจการภาคกลางคืนของเธอก็ต้องไปได้ดีแน่ๆ…พบจันทร์มั่นใจแบบสุดๆ

ยิ่งเฮียจู้ ผู้เป็นเซเลบของเหล่าดวงวิญญาณแห่งหมู่บ้านเดือนเต็มดวงรับปากว่าจะช่วยโฆษณาให้เธอแล้วละก็

จะมีการตลาดแบบไหนดีเท่าแบบปากต่อปากได้อีกเล่า…

 



Don`t copy text!