‘ณัฐชา ลีเลิศสกุลวงษ์’ เมื่อการเป็นนักเขียนคือการเดินทางไปได้ทุกโลก

‘ณัฐชา ลีเลิศสกุลวงษ์’ เมื่อการเป็นนักเขียนคือการเดินทางไปได้ทุกโลก

โดย : กิ่งสุรางค์ อนุภาษ

Loading

จากเด็กสายวิทย์-คณิตที่เคยมีความฝันไว้ว่าอยากเรียนหมอ วันนี้เธอกลายเป็นนักเขียนที่รู้จักกันในนามปากกา ‘เซจิ (Xeiji)’ ผู้สร้างสรรค์ผลงานหลากหลายเรื่อง ทั้ง Flee to Free ลี้ หลบ หลีก, กฎของผู้ดูแลป่าช้า ปริศนาแห่งซิลเวสเทร, เขาบอกว่าข้าเป็นหมอเทวดาจอมปลอม ฯลฯ

เส้นทางของเธอเริ่มจากเด็กที่รักการอ่านและหลงใหลในโลกแฟนตาซีสู่การเป็นนักเขียนผู้สร้างโลกของตัวเองขึ้นมาหลายต่อหลายเรื่อง ชีวิตในวันนี้อาจเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเธอไม่ตัดสินใจกล้าที่จะเปลี่ยนทิศทางเมื่อค้นพบว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองรัก แล้วค่อยๆ เปลี่ยนความรักนั้นให้กลายเป็นอาชีพที่สามารถเดินต่อไปได้จริง และนั่นอาจเป็นอีกหนึ่งคำตอบว่า เพราะเหตุใด ออมสิน-ณัฐชา ลีเลิศสกุลวงษ์ จึงยังคงเดินทางอยู่บนเส้นทางของนักเขียนมาจนถึงวันนี้

จากคนอ่าน สู่คนสร้างโลกของตัวเอง

อย่างที่เล่าไว้ว่าจุดเริ่มต้นในการเป็นนักเขียนของออมสินไม่ได้มาจากการวางแผนอาชีพ หากเริ่มจากการเป็นนักอ่านที่หลงใหลในเรื่องราวแฟนตาซีและโลกที่แตกต่างจากชีวิตจริง

“ตอนเด็กๆ อ่านนิยาย อ่านการ์ตูนเยอะมากค่ะ แล้วก็ชอบพวกแฟนตาซี ชอบอะไรที่เป็นโลกอีกใบหนึ่ง” นักเขียนสาวเล่า จากนั้นความชอบในการอ่านก็ค่อยๆ พาเธอไปไกลกว่าเดิม เมื่อเริ่มรู้สึกอยากลองสร้างโลกที่ตัวเองเป็นผู้กำหนดขึ้นมา ออมสินจึงเริ่มเขียนแฟนฟิกตั้งแต่สมัยมัธยมโดยในช่วงแรกยังไม่ได้มีเป้าหมายแน่นอนว่าจะต้องเป็นอาชีพที่จริงจังในอนาคต

อีกทั้งความหลงใหลในโลกแฟนตาซียังมาพร้อมกับความชอบในเรื่องราวการต่อสู้จากสิ่งที่ดูมาตั้งแต่เด็กทั้งการ์ตูนญี่ปุ่น คาเมนไรเดอร์ ขบวนการห้าสี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ค่อยๆ ซึมเข้าไปอยู่ในจินตนาการจนกลายเป็นอีกหนึ่งรากฐานสำคัญของงานในเวลาต่อมา ยิ่งเมื่อตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางเข้าสู่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เลือกเรียนเอกภาษาอังกฤษ ก็ทำให้มีโอกาสเปิดโลกทั้งด้านภาษา วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมให้กว้างขึ้น

จากนั้นโลกที่เคยอยู่ในหนังสือและหน้าจอจึงค่อยๆ กลายเป็นโลกที่เธอสามารถสร้างขึ้นด้วยตัวเอง และเมื่อความชอบเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คำถามต่อมาคือ ‘จะทำให้การเขียนกลายเป็นอาชีพได้อย่างไร’ จึงเกิดขึ้น

 

เมื่อความชอบต้องกลายเป็นอาชีพ และความฝันต้องเลี้ยงตัวเองให้ได้

หลังเรียนจบ ออมสินยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่การเป็นนักเขียนเต็มตัวทันที เธอผ่านการทำงานมาหลากหลาย ทั้งบริษัทท่องเที่ยวไทย-ญี่ปุ่น งานนิตยสาร ธุรกิจเครื่องสำอางเกาหลี และงาน PR โดยเฉพาะงาน PR ที่ทำให้เธอได้ฝึกในเรื่องการเขียนอย่างชัดเจน นั่นยิ่งทำให้รู้ว่าลึกๆ แล้ว สิ่งที่อยากทำคือการได้เขียนเรื่องราวที่เป็นเสียงของตัวเอง

ยิ่งเมื่อโอกาสจากแพลตฟอร์มนิยายออนไลน์ อีบุ๊ก และการพิมพ์หนังสือเองเริ่มเปิดกว้าง ออมสินจึงทดลองหลายวิธีเรียนรู้จากทั้งงานที่ประสบความสำเร็จและงานที่ไม่เป็นอย่างที่หวัง จนค่อยๆ มองเห็นภาพของการเป็นนักเขียนอาชีพชัดขึ้นการเลือกเส้นทางนี้จึงไม่ได้เกิดจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาพร้อมการวางแผนเรื่องรายได้ จำนวนงานที่ต้องผลิต ราคาหนังสือและค่าใช้จ่ายในชีวิต เมื่อเลือกแล้ว เธอก็จัดระบบการทำงานของตัวเองอย่างจริงจัง

“หนูเขียนทุกวันค่ะ เหมือนทำงานประจำเลย Clock in แล้วก็ Clock out และวางแผนว่าต้องเขียนให้ได้เดือนละหนึ่งเรื่อง ตอนนี้เขียนสะสมมาได้ประมาณ ๔๐ เรื่องแล้วค่ะ” ออมสินเล่า ซึ่งด้วยฝีไม้ลายมือและการมีนิยายในคลังมากพอก็ทำให้เธอสามารถดำเนินชีวิตในอาชีพนี้ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

เมื่อความสำเร็จครั้งหนึ่ง ไม่ได้แปลว่างานเรื่องต่อไปจะสำเร็จเหมือนเดิม

เส้นทางของนักเขียนไม่ได้มีแต่วันที่งานได้รับการตอบรับที่ดี เซจิหรือออมสินเองก็ไม่แตกต่าง เธอเคยมีช่วงเวลาที่ผลงานหนึ่งประสบความสำเร็จจนคาดหวังว่างานเรื่องต่อไปน่าจะเดินไปในทิศทางเดียวกัน แต่เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่หวัง ความผิดหวังจึงเกิดขึ้น สิ่งที่เธอได้เรียนรู้กลับไม่ใช่เพียงการรับมือกับความล้มเหลวแต่คือการก้าวข้ามความสำเร็จครั้งก่อนของตัวเอง

“มันโอเคที่จะล้มแล้วก็เสียใจได้ค่ะ แต่ถ้าเราอยู่ตรงนั้นนานเกินไป เราก็จะหยุดอยู่ตรงนั้น”

จากประสบการณ์ทั้งดีและร้ายที่ได้เรียนรู้ ประกอบกับได้เพื่อนที่ดีคอยให้คำปรึกษา แนะนำทำให้เธอมองเห็นและแยกได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควบคุมได้และอะไรคือสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

“สิ่งที่เราควบคุมได้คือคุณภาพของงาน ความสม่ำเสมอ การผลิตงาน แล้วก็วินัยของตัวเองค่ะ ส่วนยอดวิว คอมเมนต์ หรือรีวิวมันเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้” ซึ่งเมื่อมองงานเขียนด้วยวิธีนี้ เธอก็ทำงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้น เพราะทุกอย่างที่เกิดล้วนแต่เป็นประสบการณ์ในการเรียนรู้ รวมถึงการทำงานของตัวเองในแต่ละวัน ศึกษาหาความรู้ใหม่และปรับปรุงงานของตัวเองให้แข็งแรงมากขึ้น

 

จากอังกฤษถึงญี่ปุ่น เมื่อคนเขียนยังเป็นคนเรียนรู้

การเรียนรู้เรื่องการเขียนของออมสินไม่ได้จบลงพร้อมกับมหาวิทยาลัย หลังจากทำงานมาได้ระยะหนึ่ง เธอก็ตัดสินใจเดินทางไปเรียน Creative Writing ที่ University of Surrey ประเทศอังกฤษในปี 2019 เป็นเวลา 6 เดือน และได้เข้าร่วม Writing Workshop ที่เปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นและรับฟีดแบ็กจากอาจารย์และเพื่อนๆ

หนึ่งในเทคนิคที่เธอหยิบกลับมาใช้กับงานของตัวเองคือ Zoom in, Zoom out การมองฉากเหมือนการถือกล้อง สามารถซูมเข้าไปยังรายละเอียดเล็กๆ หรือถอยออกมาให้เห็นภาพกว้าง แล้วค่อยพาผู้อ่านกลับมายังจุดที่สำคัญ เทคนิคนี้กลายเป็นหนึ่งในวิธีที่เธอใช้สร้างฉาก โดยเฉพาะฉากแอ็กชันที่ต้องทำให้คนอ่านรู้สึกเหมือนได้เห็นภาพตรงหน้า ต่อมาเมื่อย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น เธอก็ยังคงเรียนรู้จากสิ่งรอบตัว เพียงแต่คราวนี้ไม่ใช่จากห้องเรียน แต่เป็นจากสถานที่ ผู้คน วัฒนธรรม และบรรยากาศที่พบเจอในชีวิตประจำวัน

“วิธีการเขียนน่าจะไม่เปลี่ยนค่ะ แต่ที่มีเพิ่มเข้ามา น่าจะเป็นเรื่องของบรรยากาศมากกว่า เช่น ถ้าแนวที่เขียนเป็นแนวลึกลับจะค่อนข้างได้ฟีลมาก เพราะมีหลายจุดที่เราเห็นได้จริงในชีวิตแล้วทำให้รู้สึกว่ามีมนตร์ขลังลึกลับ เหมือนมีวิญญาณออกมาได้ตลอดเลยค่ะ”

จากคาเมนไรเดอร์ถึงดิสโทเปีย เมื่อโลกที่เคยอ่าน กลายเป็นโลกที่สร้างเอง

เพราะเติบโตมากับเรื่องราวแฟนตาซีและการต่อสู้เพื่อโลกที่สงบสุขโดยเหล่าฮีโร่ งานของออมสินจึงยังคงมีความเป็นแอ็กชันและแฟนตาซีเป็นพื้นฐาน จนกลายเป็นสิ่งที่นักอ่านบอกว่านี่คือลายเซ็นของเธอ แต่เธอก็ไม่ได้หยุดอยู่กับแนวทางที่ตัวเองคุ้นเคย

หนึ่งในผลงานที่พาเธอออกจากพื้นที่เดิมคือ Flee to Free ลี้ หลบ หลีก นิยายแนว Sci-Fi Action Adventure Dystopia ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศรางวัลชมนาด ครั้งที่ ๑๔

จุดเริ่มต้นของเรื่องมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่กรุงเทพฯ ซึ่งออมสินประสบด้วยตัวเอง ระหว่างอยู่ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ ๕๓ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อทุกคนต้องวิ่งออกจากอาคารและไปรวมตัวกันด้านนอก เหตุการณ์นั้นทำให้รุ่นพี่ที่อยู่ในเหตุการณ์เกิดคำถามขึ้นมาว่า ถ้าเกิดบ่อยขึ้น โลกในอนาคตจะเป็นอย่างไร

จากคำถามนั้น ออมสินนำสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมาเป็นส่วนหนึ่งของโลกในเรื่อง ทั้งนนทบุรี ปากเกร็ด เกาะเกร็ด รวมถึงสถานที่และเส้นทางที่เธอคุ้นเคย

“พอเราได้เขียนเซ็ตติงที่เราคุ้นเคย เห็นสิ่งที่ใกล้ตัว ก็ค่อยๆ เขียนไป ค่อยๆ ร่างออกมา และเริ่มนึกออกว่าจะพาตัวละครไปในทิศทางไหนค่ะ”

แม้จะเป็นงานไซไฟ แต่เธอไม่ได้พยายามทำให้เรื่องมีรายละเอียดทางวิทยาศาสตร์ซับซ้อนเกินกว่าที่ตัวเองเข้าใจ เพราะต้องการให้ทั้งตัวเองและคนอ่านสามารถเดินทางไปกับเรื่องได้

“พอมันเป็นเรื่องที่ท้าทายก็เหมือนเราเรียนรู้ไปพร้อมกัน เหมือนได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปด้วยกันก็เลยสนุกดีค่ะ”

โลกใบต่อไปที่ยังอยากสร้าง

แม้จะผ่านการทำงานมาหลายปีและมีผลงานหลากหลายแนว แต่ออมสินยังมีจินตนาการอีกมากมายที่อยากถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราว และยังมีโลกอีกหลายใบที่รอให้เธอค่อยๆ สร้างขึ้น

หากไม่ต้องคิดถึงตลาดรางวัล หรือความคาดหวังของคนอ่าน เธอมีโปรเจกต์แฟนตาซีขนาดใหญ่ที่อยากเขียน ทั้งเรื่องราวแบบต่างโลก และเรื่องราวในโลกคู่ขนานที่เชื่อมโยงกับกรุงศรีอยุธยา โดยวางโครงไว้ถึงระดับไตรภาค

“อยากเขียนมากค่ะ แต่ว่าต้องค่อยๆ เขียนไป เพราะเราวางไว้ค่อนข้างใหญ่ค่ะ”

คำว่า “ค่อยๆ เขียนไป” อาจสะท้อนวิธีคิดของออมสินได้ไม่น้อย เพราะตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เธอไม่ได้เร่งตัวเองให้ไปถึงปลายทางเพียงอย่างเดียว แต่รู้จักมองทั้งความฝันและความเป็นจริงไปพร้อมกัน เธอวางแผนเรื่องงาน รายได้ เวลาและการพัฒนาตัวเอง เพื่อให้สามารถอยู่กับอาชีพที่รักได้ในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การเป็นนักเขียนสำหรับเธอก็ไม่ได้หมายถึงการเขียนให้ได้มากที่สุดเท่านั้น แต่คือการยังคงเป็นคนเรียนรู้อยู่เสมอ ออมสินยังอ่านหนังสือเพื่อความสนุก และเมื่ออ่านงานของนักเขียนที่ชื่นชอบ เธอก็อดไม่ได้ที่จะสังเกตวิธีเปิดเรื่อง การวางจังหวะ และเหตุผลที่ทำให้ตัวเองรู้สึกสนุกกับเรื่องนั้น

บางทีสิ่งเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้การเดินทางของออมสินยังไปได้อีกหลายโลก เพราะเธอไม่ได้ปิดตัวเองไว้กับความสำเร็จแบบใดแบบหนึ่ง หากยังเปิดรับทั้งงานใหม่ แนวใหม่ ความรู้ใหม่ และประสบการณ์ใหม่อยู่เสมอ

และเมื่อมองกลับไปตลอดเส้นทางของออมสิน สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงการที่เด็กคนหนึ่งค้นพบว่าตัวเองอยากเป็นนักเขียนแต่คือการที่เธอค่อยๆ เรียนรู้ว่า การได้ทำอาชีพที่รักอย่างยั่งยืนต้องอาศัยทั้งความฝันและความรับผิดชอบต่อชีวิตของตัวเอง

เธอรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองรัก กล้าที่จะเปลี่ยนเส้นทางเมื่อรู้ว่าเส้นทางเดิมไม่ใช่ และเมื่อเลือกแล้วก็ลงมือทำอย่างจริงจัง วางแผนให้รอบด้าน ยอมรับทั้งวันที่งานประสบความสำเร็จและวันที่ไม่เป็นอย่างหวัง พร้อมเรียนรู้และปรับตัวไปกับทุกช่วงของชีวิต

สำหรับออมสิน การเป็นนักเขียนจึงอาจไม่ใช่การเดินทางเพื่อไปให้ถึงโลกใดโลกหนึ่ง แต่เป็นการได้ใช้ชีวิตอยู่บนเส้นทางที่ตัวเองเลือกและระหว่างทางก็ยังมีอิสระที่จะสร้างโลกใบใหม่ขึ้นมาเสมอ เพราะตราบใดที่ยังอยากเขียน ยังอยากเรียนรู้ และยังสนุกกับการสร้างเรื่องราว การเดินทางของเซจิหรือออมสินก็คงยังไม่สิ้นสุดและโลกใบต่อไปที่เธอจะพาคนอ่านไปพบ อาจกำลังรอให้เธอค่อยๆ สร้างมันขึ้นมาอยู่ก็เป็นได้

 

Don`t copy text!