
สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 4 : ทนายหน้าขาว
โดย : ตฤณภัทร
![]()
เมื่อสายตาของลูกน้อยเผยความจริงที่ศาลไม่รับฟัง สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า โดย ตฤณภัทร จะพาคุณย้อนสู่ พ.ศ. 2498 ร่วมสืบหาหลักฐานช่วยผู้บริสุทธิ์ไปกับแม่ค้ากาแฟ ม่ายทรงเสน่ห์ ทนายปากร้าย และตำรวจสายสืบสุดป่วน ในนิยายสืบสวนย้อนยุคซ่อนเงื่อน อบอุ่นหัวใจ และอุดมด้วยอารมณ์ขัน
หลังจากเสร็จเรื่องที่สถานีตำรวจสะอิ้งตัดสินใจเดินทางมายังห้องแถวที่อยู่ไม่ไกลจากตลาด ที่ตั้ง…สำนักงานกฎหมายเทียบธรรม ซึ่งเป็นตัวช่วยเดียวที่หล่อนนึกออกในเวลานี้
ยามที่หล่อนมาถึง ประตูไม้ของสำนักงานกำลังจะปิดลงพอดี
“โอ๊ย” สะอิ้งร้องเพราะใช้มือตัวเองเป็นตัวง้างประตูจึงถูกหนีบเข้าจังๆ
“ปิดแล้วครับคุณ ไว้พรุ่งนี้นะ” วัลลภบอก
สะอิ้งมองชายหนุ่มท่าทางสะอาดสะอ้าน แว่นกรอบทองที่สวมทำให้บุคลิกของเขานั้นดูคงแก่เรียน หากสะอิ้งจำไม่ผิด นายวัลลภคนนี้เป็นหลานชายของเจ้าของสำนักงานกฎหมายแห่งนี้ เพิ่งสอบตั๋วทนายได้และมาสืบทอดกิจการ
“พรุ่งนี้ไม่ทันค่ะ คุณวัลลภ ฉันเอง สะอิ้ง จำได้ไหม ฉันเคยมาส่งกาแฟ” สะอิ้งแนะนำตัว
“คุณนั่นเอง” วัลลภระลึกได้ “ทำไมสภาพเป็นแบบนี้ ใครทำอะไรคุณ”
เขามีทีท่าร้อนรนขึ้นเมื่อคิดได้ว่าสะอิ้งอาจประสบเคราะห์กรรมบางอย่างที่หนักหนาของผู้หญิง
“ไม่ใช่ๆ ฉันไม่เป็นไร” สะอิ้งเดาได้จากสายตาจึงยกมือปรามความคิดเขา “แต่มีเรื่องอยากว่าจ้างทนายความเพื่อสู้คดี ฉันต้องการช่วยคนคนหนึ่งออกมาจากห้องขังให้เร็วที่สุด”
วัลลภเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนเปิดประตูออกกว้าง
“ยินดีต้อนรับสู่สำนักงานเทียบธรรมครับ”
“อ้าว ไหนคุณลภบอกว่าถ้าเป็นคนบ้าก็จะไม่ต้องรับโทษไงคะ” สะอิ้งร้องเสียงโหย เมื่อความหวังของหล่อนดูเหมือนไม่อาจเป็นจริงได้
วัลลภเปิดหนังสือประชุมกฎหมายประจำศกซึ่งบรรจุข้อกฎหมาย ร.ศ. หนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดอันเป็นกฎหมายปัจจุบัน ประเทศไทยใช้มาตั้งแต่พุทธศักราชสองพันสี่ร้อยห้าสิบเอ็ดในสมัยรัชกาลที่ห้าขึ้นมาที่มาตราสี่สิบเจ็ดที่ต่อเนื่องจากมาตราก่อนที่เพิ่งอธิบายไป
“แม้ว่ามาตราสี่สิบหกจะบอกไว้ว่า ผู้ที่ทำผิดในเวลาวิกลจริตท่านอย่าให้เอาโทษแก่มัน แต่ในมาตราสี่สิบเจ็ดได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าปรากฏว่าในเวลานั้น มันยังมีสติพอจะรู้ผิดชอบ หรือยับยั้งได้ ท่านว่ามันควรต้องมีโทษ”
“ขอภาษาคนได้ไหมคุณลภ ฉันงง” สะอิ้งยิ้มเจื่อนใส่เขา ภาษากฎหมายสำหรับหล่อนเป็นเหมือนภาษาต่างดาว อ่านได้แต่ไม่เข้าใจสักตัว
“คือจากข้อมูลที่คุณแจ้งมา ผู้ต้องหายอมรับว่าหล่อนเป็นผู้ฆ่าคุณฉิม ทั้งยังพาตำรวจไปดูจุดเกิดเหตุ ถึงโดยปกติทุกคนจะเรียกเธอติดปากว่าเป็นคนบ้า แต่ในทางคดีคุณละม้ายคนนี้ไม่ใช่คนวิกลจริต เธอแค่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง” วัลลภอธิบาย
“ก็เห็นๆ ว่าเรียกเธอว่าคนบ้าๆ พอมีคดีขึ้นมาก็จะบอกว่าไม่บ้า แล้วถ้าเราพยายามให้เธอสื่อสารแรงจูงใจในการฆาตกรรม หรือบอกว่าพลั้งมือแบบนี้จะได้ไหม” สะอิ้งถาม
“เกรงว่าตำรวจจะบอกว่าพวกเราไปชี้นำน่ะสิ” วัลลภบอก “คุณนึกภาพนะ สอบปากคำอยู่แล้วเราไปนั่งกรอกหูผู้ต้องหา พูดแบบนี้นะๆ…คุณว่าใครจะยอม”
“ก็ไม่มีใครยอมหรอก แต่ฉันปล่อยให้ละม้ายโดนจับไม่ได้ไง”
สะอิ้งทรุดตัวลงพิงพนักเก้าอี้หวาย ความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวันประกอบกับการตากฝนพักใหญ่ทำให้หล่อนรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เหมือนจะจับไข้
“ก่อนผมจะรับทำคดีนี้ ขอถามสักคำ ทำไมคุณถึงพยายามช่วยเธอขนาดนี้” ข่าวการตายของนายฉิมยามนี้รู้กันทั้งตลาด ด้วยเขานับว่าเป็นคนมีหน้ามีตาในชุมชน เป็นมัคนายกวัดดัง อีกทั้งยังเป็นหัวคะแนนของนักการเมือง ขึ้นชื่อเรื่องใจบุญสุนทาน ยิ่งมีข่าวว่าเขาสละชีวิตเพื่อช่วยเด็กหญิงจากคนบ้าลักเด็ก ชาวบ้านต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ
“คุณจะถามว่าทำไมแม่เด็กที่ถูกลักถึงต้องช่วยฆาตกรใช่ไหม” สะอิ้งบอกเสียงเนือยอย่างเข้าใจ หากไม่ใช่เพราะหล่อนเป็นผู้ประสบเหตุด้วยตนเอง สะอิ้งเองก็คงสงสัยเรื่องนี้กับคนอื่น
…แต่ขืนบอกความจริงไป ทนายคงหาว่าหล่อนบ้าไปอีกคนแน่
“งั้นสิ ในฐานะทนายต้องรู้เรื่องทุกด้าน หากรับคดีแล้วผมคงต้องไปอธิบายกับศาลยาวเหยียด ไม่นับว่าเรื่องนี้คุณเองก็เป็นเจ้าทุกข์ ไหนจะญาติคนตาย บรรยากาศในศาลคงวุ่นวายพิลึก”
หากไม่ติดว่าสะอิ้งชงกาแฟตามใจเขาทุกอย่างโดยไม่บ่น วัลลภคงไล่หล่อน ไม่รับคดีแล้ว
“ฉันรู้มาโดยบังเอิญ…นายฉิมต่างหากที่จะลักพาตัวลูกฉัน” สะอิ้งบอก พยายามที่จะเรียกคนตายให้ดีหน่อย ทั้งที่ความจริงอยากเรียกว่าไอ้ชาติหมาด้วยซ้ำ
…ทำตอแหลเป็นคนดี ที่แท้ก็เป็นโจรใจชั่ว
แค่นึกถึงแววตาที่มันมองลูกสาวหล่อน ทั้งยังท่าทางที่มันทำต่อหญิงบ้าคนนั้นสะอิ้งก็รู้สึกรังเกียจขึ้นมาแล้ว
หากไม่ได้ละม้ายช่วยไว้ไม่รู้มันจะเอาลูกสาวหล่อนไปทำอะไร เรื่องนี้ทำให้สะอิ้งเกิดความสงสัยอีกอย่างขึ้นมา
…สอางค์จะเป็นคนเดียวหรือเปล่าที่เป็นเป้าหมายของไอ้แก่นี่
“บังเอิญนี่แบบไหน” วัลลภถาม
สะอิ้งมองอีกฝ่าย เขาถามคำถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ไม่แสดงอาการไม่เชื่อถือ
“คุณไม่คิดว่าเรื่องนี้เหลือเชื่อหรือ” สะอิ้งบอก
“ผมทำคดีมาพอสมควรจึงได้ตั๋วทนาย เหตุการณ์จริงก็ศึกษามาไม่น้อย คนหน้าไหว้หลังหลอกมีเยอะเป็นปกติ อะไรก็เกิดขึ้นได้”
สะอิ้งมองทนายหนุ่มด้วยสายตาเลื่อมใส ยากที่จะเจอคนที่ไม่ตัดสินเรื่องราวอย่างผิวเผิน
“อย่าเพิ่งทำหน้าดีใจไป ความเชื่อและความจริงของคุณนั้นใช้ในชั้นศาลไม่ได้”
คำบอกของวัลลภทำเอาสะอิ้งหุบยิ้ม
“แล้วต้องใช้อะไรคะ”
“หลักฐานที่ชัดเจนย่อมนำมาซึ่งชัยชนะ” วัลลภว่า เขาหยิบใบชาใส่ลงในกา ก่อนจะเทน้ำร้อนจากกระติกใส่ลงไป ชงสักพักก่อนรินใส่จอกส่งให้สะอิ้ง
หล่อนรับจอกชามาถือไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง ค่อยๆ จิบจนรู้สึกถึงความอบอุ่นผ่อนคลาย จึงมองเขาเป็นเชิงให้พูดต่อ
“เพราะคุณละม้ายฆ่าคนตายจริงๆ คดีนี้หากต้องการชนะ ต้องหาหลักฐานว่าผู้ตายทำผิด เพื่อเป็นเหตุลดโทษ หรือไม่ก็” ทนายหนุ่มขยับกรอบแว่นด้วยนิ้วชี้
“ก็” สะอิ้งถาม
“ต้องพิสูจน์ว่าคุณละม้ายวิกลจริตพ้นวิสัยจะรับผิดได้ คุณคิดว่าเรื่องไหนง่ายกว่ากัน” ทนายหนุ่มถาม แววตาของเขามีประกายขึ้นมาอย่างน่าประหลาด “แต่จากท่าทีของตำรวจที่คุณบอกมา ผมคิดว่าพวกเขาปัดตกแน่”
“สรุปว่าคุณลภรับทำคดีนี้หรือคะ” สะอิ้งถามย้ำ
“ต้องรับสิครับ” วัลลภยิ้มมุมปาก “คดีที่มองไปทางไหนก็ยากที่จะชนะแบบนี้ ผมจะปล่อยไปได้อย่างไร”
เจ้าของใบหน้าใสดูอ่อนเยาว์ขัดกับความเครียดเคร่งของอาชีพกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ปิดไม่มิด เขากำลังตื่นเต้น ดวงตาหลังแว่นฉายชัดว่ากำลังรู้สึกสนุก
สะอิ้งสำลักน้ำชา
…หล่อนขอถอนความคิดเมื่อครู่ว่าเขาน่าเลื่อมใสทิ้ง

- READ สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 4 : ทนายหน้าขาว
- READ สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 3 : นิมิตจากลูก
- READ สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 2 : ฆาตกรหญิงบ้า
- READ สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 1 : ลูกสาวที่หายไป
- READ สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า : บทนำ







