
สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 1 : ลูกสาวที่หายไป
โดย : ตฤณภัทร
![]()
เมื่อสายตาของลูกน้อยเผยความจริงที่ศาลไม่รับฟัง สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า โดย ตฤณภัทร จะพาคุณย้อนสู่ พ.ศ. 2498 ร่วมสืบหาหลักฐานช่วยผู้บริสุทธิ์ไปกับแม่ค้ากาแฟ ม่ายทรงเสน่ห์ ทนายปากร้าย และตำรวจสายสืบสุดป่วน ในนิยายสืบสวนย้อนยุคซ่อนเงื่อน อบอุ่นหัวใจ และอุดมด้วยอารมณ์ขัน

“กาแฟจ้า กาแฟ” เสียงเรียกลูกค้าหวานใสดังขึ้น
สถานีรถไฟนครปฐมเวลานี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาเตรียมขึ้นรถไฟเที่ยวสาย ผู้โดยสารจากพระนครที่นั่งรถไฟล่องใต้บางส่วนตัดสินใจลงจากรถไฟเพื่อจะเดินไปดูองค์พระปฐมเจดีย์ให้ชัดเสียหน่อย ว่าสูงเสียดฟ้าอย่างคำร่ำลือหรือไม่ อาจเพราะตัวสถานีรถไฟตั้งอยู่ในทำเลที่สามารถมองเห็นเจดีย์อย่างชัดเจน รถไฟบางขบวนจึงจอดรอท่าที่สถานีนี้นานเป็นพิเศษ
สะอิ้งเห็นข้อนี้ หล่อนจึงรีบเตรียมกาแฟ โอเลี้ยง และชาเย็นหวานหอมมาเพื่อขายให้ลูกค้าขาจร กระป๋องนมข้นหวานโลหะหลายกระป๋องถูกประยุกต์ให้เป็นแก้วเครื่องดื่มแบบพกพาและถูกร้อยเป็นพวงกระทบกันดังก๋องแก๋ง เมื่อไหร่ที่มีลูกค้าเรียกซื้อ สะอิ้งจะค่อยๆ บรรจงเทเครื่องดื่มในกระติกใส่แก้วให้แก่ลูกค้าที่ต้องการ
“หูยป้า แม่ค้าโกปี๊ทำไมซ้วยสวย” เกด ลูกมือแม่ค้าขายหมูแผ่นที่กำลังห่อของใส่กระดาษมือเป็นระวิงถามผู้เป็นป้า หล่อนเพิ่งย้ายมาจากจังหวัดอื่น เลยยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับผู้คนที่นี่นัก
นางจาบร้อง เฮอะ ออกมาคำหนึ่งก่อนเล่าด้วยความเต็มใจ ทั้งยังเสียงดังราวกับต้องการเผื่อแผ่
“แม่ค้าคนสวยชื่อแม่สะอิ้ง ละเป็นถึงบัณฑิตเรียนสูงถึงมหา’ลัย เรียนจบเห็นว่าแต่งงานกับเศรษฐีพระนครใหญ่โต ไม่รู้อีท่าไหน จู่ๆ ก็หอบลูกเล็กกลับมาอยู่บ้าน นังเกด เอ็งคิดดูสิ อุตส่าห์ร่ำเรียนเสียสูง ไม่แคล้วต้องมาเป็นแม่ค้าตากหน้าขายของเหมือนกูที่จบปอสี่”
เกดตาโต หล่อนทั้งแปลกใจใคร่รู้ในเรื่องของสะอิ้ง และตกใจกับการนินทาระยะเผาขนของผู้เป็นป้า
“ป้าจาบเบาหน่อย เขาหันมามองแล้ว”
ไม่ใช่แค่ผู้ถูกนินทาที่มองมา แต่ยังมีสายตาสนใจเรื่องชาวบ้านอีกหลายคู่ที่มองแม่ค้าคนสวยอย่างพิจารณา ซึ่งหลายคนมองแล้วก็เห็นว่าดูน่าจะเป็นจริงอย่างว่า เพราะแม่ค้ากาแฟคนนี้ดูต่างจากแม่ค้าคนอื่นๆ ที่มาขายของในขบวนรถไฟมากอยู่
แม้หล่อนจะแต่งกายเรียบง่ายด้วยเสื้อสีเขียวไข่กาแขนตุ๊กตากับกระโปรงเขียวเข้ม แต่นับว่าก็ต่างจากแม่ค้าคนอื่นที่สวมใส่ผ้าถุง ดูมีราศรีอย่างคนพระนครจริงๆ
สะอิ้งมองท่าทางใคร่รู้ของคนในขบวน นอกจากลูกค้าสาวผู้สั่งกาแฟก่อนหน้า หล่อนสังเกตว่าคนอื่นๆ ก็เดินมาออยังหน้าต่างรถไฟในจุดที่หล่อนยืนอยู่ด้วยท่าทางอยากรู้อยากเห็น สมศักดิ์ศรีไทยมุงอย่างแท้จริง
“พี่ๆ จ๋า ฉันมีกาแฟหอมๆ โอเลี้ยงหวานๆ แล้วก็ชาเย็น กินร้อนก็ดี มีน้ำแข็งเติมให้ อยากขายๆ เพราะชีวิตแม่ม่ายมันเศร้า”
“เอาโอเลี้ยงสองแก้วจ้า เธอเรียนจบถึงมหาวิทยาลัยเลยหรือ” หญิงชราคนหนึ่งสั่งพร้อมถาม
“อ้าวแม่ นี่หนูอยากกินโอเลี้ยงกะแม่ด้วยหรือ” ผู้เป็นลูกสาวถามพลางควักเหรียญออกมาจ่ายค่าน้ำด้วยท่าทางไม่ค่อยเต็มใจ แต่สองหูก็ผึ่งรอฟัง
“ฉันขอชาเย็นสักแก้ว ใส่น้ำแข็งนะแม่หนู แล้วทำไมถึงเลิกกับผัวล่ะ” ชายคนหนึ่งสั่งพร้อมถามอีกคำถาม
“แม่ผัวฉันสิจ๊ะ โหดร้ายทารุณจนฉันทนไม่ไหว” สะอิ้งเล่าความ ในขณะเดียวกันมือไม้ก็วุ่นอยู่กับการรินน้ำรับเงินอย่างสบายใจ ทั้งยังมีน้ำใจแนะนำสินค้าของกินของฝากของแม่ค้าคนอื่นไปด้วย เล่าเรื่องยังไม่เท่าไหร่ ของที่เตรียมมาขายก็หมดลง
“เดินทางโดยสวัสดิภาพนะจ๊ะคุณลูกค้า ถ้าได้แวะเวียนมา หนูมีร้านโกปี๊ที่ตลาดล่าง ชื่อร้านพิมฮัวฮี่ ถ้าหาไม่เจอก็ถามหาโกปี๊แม่สะอิ้งนะจ๊ะ” แม่ค้าสาวที่ได้เงินเต็มกระเป๋าโบกไม้โบกมือให้ผู้โดยสารในขบวนที่ในมือหากไม่มีแก้วเครื่องดื่ม ก็มีของกินของฝากขึ้นชื่อของเมืองเจดีย์ยอดแหลมแห่งนี้ เรียกได้ว่าแม่ค้าพ่อค้าขายดีกันถ้วนหน้า
“เป็นไงแม่สะอิ้ง ฝีมือป้า” หลังขบวนรถไฟออกไป นางจาบถามสะอิ้งด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ไร้ซึ่งท่าทีเป็นปรปักษ์อย่างที่แสดงเมื่อครู่
“ชั้นหนึ่งเลยค่ะคุณป้า หากมีผู้กำกับจากพระนครมาเห็นเข้าคงได้ทาบทามไปเล่นหนัง” สะอิ้งยกนิ้วโป้งเป็นเชิงชื่นชม
“ขอบคุณนะแม่ไฉ่ซิงเอี๊ยของลุง ขายหมดเกลี้ยง ได้กลับบ้านแล้ว” ลุงฉุย พ่อค้าขายข้าวห่อใบตองบอกด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เปรียบเปรยสะอิ้งเป็นเหมือนเทพเจ้าแห่งโชคลาภตามความเชื่อของชาวจีน
“เดี๋ยวนะป้าจาบ ป้าไม่ได้เกลียดขี้หน้าคุณสะอิ้งหรอกหรือ”
เกดงงเป็นไก่ตาแตก มองซ้ายสะอิ้งทีขวานางจาบที ตอนนั้นยังคิดประหลาดใจ สะอิ้งโดนนางจาบว่าร้ายอยู่แท้ๆ แต่ทำไมถึงช่วยขายของให้ ส่วนป้าของตนก็ส่งของใส่มือสะอิ้งอย่างเป็นธรรมชาติสุดๆ
“เกลียดเกิดอะไร ใครจะเกลียดแม่สะอิ้งไปได้ เขาเรียกว่ากลยุทธ์เกลี้ยงแผงย่ะ” นางจาบบอกหลานสาวที่ยังมีท่าทางงงงวย “นี่ละน้า ความต่างของบัณฑิตมหา’ลัยกับคนจบประถมอย่างเรา เพราะฉะนั้นเอ็งสอบเข้าสตรีบูรณะได้แล้วก็ต้องเรียนให้สูงๆ ล่ะ จะได้เก่งอย่างเขา”
นางจาบหมายถึงโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดที่หลานสาวเพิ่งสอบได้ อันเป็นสาเหตุให้เกดต้องย้ายจากจังหวัดราชบุรีมาอยู่กับป้าอย่างหล่อน
“น้องอิ้งจ๊ะ เที่ยวต่อไปเอาเรื่องของใครดีล่ะ” นายอึ่งคนขายขนมไข่ถาม เขาลูบกระเป๋าผ้าคาดเอวที่พองเพราะใส่เงินไว้อย่างพอใจ
“ได้ยินว่าพี่อึ่งเพิ่งถูกหวยเพราะฝันถึงพระร่วงฯ เอาเรื่องนี้แหละ” สะอิ้งบอก พระร่วงที่หล่อนว่าคือองค์พระร่วงโรจนฤทธิ์สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ประดิษฐาน ณ วิหารด้านทิศเหนือ หน้าองค์พระปฐมเจดีย์
“ประเดี๋ยวลุงจะชงเอง” ลุงฉุยอาสา
โดยปกติแล้วแม้ว่าผู้โดยสารในสถานีจะมีมาก แต่ถ้าต้องการขายของให้หมดนั้นก็ต้องกินเวลาไปตลอดช่วงเช้า และอาจล่วงไปถึงบ่าย เพราะพ่อค้าแม่ค้าต้องเดินเลาะขายที่ขบวนรถไฟ หรือหากจะขึ้นไปก็ต้องค่อยๆ เดิน สู้วิธีเรียกรวมลูกค้ามาอยู่จุดเดียวแบบนี้ไม่ได้
สะอิ้งมีลูกที่ยังเล็กหล่อนต้องหากลยุทธ์เพื่อขายของให้ได้มากในเวลาจำกัด แล้วก็ไม่ลืมที่จะขอความร่วมมือกับพ่อค้าแม่ค้าคนอื่นๆ ผลก็คือของที่หลากหลายก็พลอยขายดิบขายดีไปตามๆ กัน
เกดอึ้งกับการร่วมมือนี้ เด็กสาวเคยได้ยินว่านครปฐมก็มีชุมโจร บางทีผู้คนอาจจะหมายถึงพ่อค้าแม่ค้ากลุ่มนี้ก็เป็นได้ และแทบไม่ต้องเดาเลยว่าใครเป็นหัวหน้าโจร
สะอิ้งเก็บของ หล่อนเรียงกระติกเล็กเอาไว้ในหีบเหล็กใบใหญ่ที่ยามนี้ว่างเปล่าเพราะน้ำแข็งหมด ตัวหีบถูกเชื่อมต่อกับล้อและคันลากทำให้มองดูคล้ายรถเข็น ชุดอุปกรณ์ขายของนอกสถานที่นี้สะอิ้งได้จ้างร้านเหล็กเชื่อมให้ตามแบบที่หล่อนคิด เพราะหญิงสาวเห็นว่าการหาบของคงไม่เหมาะกับหล่อนเท่าไหร่ ด้วยสินค้าของหล่อนเป็นน้ำๆ ที่หนักอยู่มากโข เคยลองหาบแล้วรู้ว่าหนักมาก เกรงว่าจะหลังแอ่นเสียก่อน
“เอ้อ” เสียงหนึ่งเรียกเมื่อหล่อนเดินลากรถเข็นมาถึงหน้าสถานี
ผู้เรียกเป็นชายหนุ่มร่างสูงที่กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าต่างคุ้นชิน ขอทานหนุ่มผู้ยึดเอาสถานีรถไฟเป็นเรือนนอนตลอดตั้งแต่ที่เขารอนแรมมาเมื่อสองเดือนก่อน ไม่มีใครรู้ว่าเขาชื่ออะไร ชายหนุ่มคนนี้เป็นใบ้ ทำได้เพียงส่งเสียงในลำคอจับใจความไม่ได้เท่านั้น
สะอิ้งก้มหยิบห่อข้าวในย่ามผ้ามาสองห่อ ก่อนส่งให้เขา เป็นกิจวัตรที่หล่อนมักทำเป็นประจำ หล่อนไม่ใช่คนใจอ่อนขี้สงสารอะไร เพียงแต่ขอทานคนนี้ถือว่ามีน้ำใจเคยช่วยหล่อนเข็นรถขึ้นสถานีอยู่บ้าง ดังนั้นหล่อนจึงแบ่งปันสิ่งที่มีเล็กน้อยคืนกลับไป
“เอ่อ” ชายคนนั้นปัดมือไม้เป็นเชิงบอกว่าที่เขาเรียกหล่อนไม่ใช่เพราะอยากกินข้าว เขายื่นตั๊กแตนสานใบจากให้ แล้วทำท่าอุ้มเด็กเห่กล่อมในอ้อมแขน
…เอาให้ลูก
“โอ้ ขอบใจนะ” สะอิ้งรับมา
นายขอทานใบ้ยกมือให้ดูว่าสะอาดเกลี้ยงเกลา เป็นประกันว่าตั๊กแตนสานนั้นจะต้องสะอาดปลอดภัย ให้เด็กเล็กเล่นได้แน่นอน
“ก็ไม่ได้บอกว่าสกปรกนี่” สะอิ้งพูด “มือก็อุตส่าห์ล้าง ทีหลังก็สระหัวอาบน้ำบ้างดีไหมล่ะ”
ชายใบ้เหลือบมองผมยาวเป็นสังกะตังของตนที่ยามนี้ยาวจนแทบจะปรกตาจนมิด ก่อนจะส่งยิ้มซื่อๆ มาให้ แก้มของเขาบุ๋มลึกเป็นลักยิ้ม
สะอิ้งไม่ได้ก้าวก่ายเรื่องของเขาอีก ใครจะอาบไม่อาบน้ำก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่หล่อนต้องจ้ำจี้จ้ำไช
“สะอิ้ง!” เสียงเรียกแหลมสูงดังขึ้น
ผู้เรียกวิ่งกระหืดกระหอบมาหยุดอยู่ตรงหน้า
“แม่ มาได้ไงจ๊ะ แล้วยายแต๋วล่ะอยู่กับใคร” สะอิ้งหมายถึงสอางค์ลูกสาววัยขวบกว่าของหล่อน ซึ่งปกติยามหล่อนมาขายของที่สถานีรถไฟ เด็กน้อยจะอยู่ในความดูแลของนางฤทัยผู้เป็นยาย
“หลานหาย ยายแต๋วหายไปไหนก็ไม่รู้ แม่หาไม่เจอเลย!”







