
สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า บทที่ 2 : ฆาตกรหญิงบ้า
โดย : ตฤณภัทร
![]()
เมื่อสายตาของลูกน้อยเผยความจริงที่ศาลไม่รับฟัง สะอิ้งกับคดีสัมผัสพิศวง เล่มที่ 1 ตอน ฆาตกรหญิงบ้า โดย ตฤณภัทร จะพาคุณย้อนสู่ พ.ศ. 2498 ร่วมสืบหาหลักฐานช่วยผู้บริสุทธิ์ไปกับแม่ค้ากาแฟ ม่ายทรงเสน่ห์ ทนายปากร้าย และตำรวจสายสืบสุดป่วน ในนิยายสืบสวนย้อนยุคซ่อนเงื่อน อบอุ่นหัวใจ และอุดมด้วยอารมณ์ขัน
สะอิ้งสาวเท้าขึ้นไปยังอาคารสถานีตำรวจ ซึ่งเป็นอาคารไม้สองชั้น หล่อนตรงไปยังโต๊ะตัวใหญ่ซึ่งมีจ่าวัยกลางคนกำลังนั่งพิมพ์ดีดอยู่ ก่อนจะเอ่ยปากเล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยเสียงสั่นจากความเป็นห่วงลูกสาวตัวน้อย
“เด็กยังหายออกไปไม่นาน ยังรับแจ้งความไม่ได้ดอกคุณ” จ่าโป่ง เจ้าพนักงานตำรวจที่อยู่เวรในแผนกรับแจ้งความชี้แจง “ลองหาแถวๆ ที่อยู่หรือยัง เด็กคงยังไปไม่ไกล”
“เพราะดิฉันหาจนทั่วแล้วค่ะ เมื่อไม่เจอจึงมาโรงพัก” สะอิ้งบอก
หล่อนให้มารดาเกณฑ์เพื่อนบ้านออกตามหาเป็นชั่วโมงก็ไม่เจอลูกสาว คิดว่าลูกหล่อนอาจถูกอุ้มไปจึงตัดสินใจมาแจ้งตำรวจ
นางฤทัยเล่าให้สะอิ้งฟัง ก่อนหน้านั้นหล่อนก็เลี้ยงสอางค์ในร้านตามปกติ ตอนนั้นในร้านไม่มีลูกค้า นางฤทัยได้กลิ่นไหม้จึงระลึกขึ้นได้ ลืมไปว่าตุ๋นพะโล้เอาไว้ในครัว จึงรีบวิ่งเข้าราไฟเตาถ่าน มัวแต่วุ่นวายกับควันที่ขึ้นโขมง หลังจัดการจนแน่ใจว่าปลอดภัยก็รีบออกมาดูหลานและพบว่าสอางค์ได้หายตัวไปแล้ว
“ลูกของดิฉันเป็นเด็กเล็ก อาจถูกอุ้มไปก็ได้ คุณตำรวจช่วยด้วยเถิดค่ะ” สะอิ้งขอร้อง
“อย่างที่แจ้งนะครับว่ายังรับแจ้งความไม่ได้” นายตำรวจวัยกลางคนลำบากใจ เขาทำตามกฎก็จริงแต่ก็อยากช่วยประชาชน เรื่องเด็กหายแบบนี้ก็ไม่ควรทิ้งไว้นานจริงๆ ไม่เช่นนั้นหากเกิดการลักพาตัวขึ้นจริงคงแก้ไขอะไรไม่ทันแล้ว
“เช่นนั้นตำรวจช่วยอะไรได้บ้างไหม จะปล่อยไว้เช่นนี้หรือ” ความเป็นห่วงลูกทำให้สะอิ้งเริ่มขึ้นเสียงอย่างร้อนรน “ทำเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่นะคะ แล้วประชาชนจะไปพึ่งใครได้”
“คุณสะอิ้งใจเย็นๆ ก่อน” จ่าเริงร้อยเวรอีกคนที่มีหน้าที่ดูแลผู้ต้องขังเอ่ยด้วยน้ำเสียงปลอบประโลมเพื่อให้ผู้เสียหายใจเย็นขึ้น
ปกติคนในสถานีตำรวจค่อนข้างคุ้นเคยและเห็นหน้าเห็นตาเถ้าแก่สาวร้านโกปี๊อยู่บ้าง เพราะหล่อนจะมาส่งน้ำส่งกาแฟบ่อยๆ ปกติก็ดูเป็นคนสุภาพอ่อนโยน แต่เมื่อมีเรื่องความปลอดภัยของลูกมาเกี่ยวข้องเช่นนี้ก็ไม่แปลกที่หล่อนจะมีโทสะขึ้นมา
“ใจเย็นหรือ ลองลูกหลานของพวกคุณหายไปบ้างจะเป็นอย่างไร ฉันพอรู้กฎหมายนะ พวกคุณละเลยเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนเช่นนี้ไม่ได้ หากลูกฉันถูกลักพาตัวแล้วเป็นอะไรไป ฉันจะยื่นเรื่องแจ้งส่วนกลาง”
“หากมีคนอยู่สักหน่อย ผมก็อยากจะช่วย เพียงแต่เมื่อครู่เพิ่งเกิดคดีฆาตกรรม แล้วยังมีเบาะแสจับโจรคดีใหญ่ คนจึงไปลงที่เกิดเหตุกันหมดเลย” จ่าโป่งบอก
“คดีฆาตกรรม ใครเป็นอะไรคะ” สะอิ้งถาม ยามนี้ใจของหล่อนหวิวนัก
“ใจเย็นๆ” จ่าโป่งปลอบ ไม่ได้ถือโกรธท่าทีกราดเกรี้ยวของสะอิ้ง ด้วยเป็นเรื่องปกติของแม่ที่เป็นห่วงลูก “มัคนายกถูกแทงตาย ชื่อนายฉิม”
“ตายจริง” สะอิ้งตกใจ เพราะผู้ตายเป็นคนที่นับว่าคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่ งานแต่งงานของหล่อนเอง นายฉิมก็ยังมาร่วมแสดงความยินดี ทั้งยังเป็นลูกค้าประจำของร้านและชอบมาเล่นกับลูกสาวหล่อนบ่อยๆ เขาเป็นชายที่มีบุคลิกอ่อนโยน มารดาของสะอิ้งเล่าให้ฟังว่านายฉิมเป็นคนรักเด็ก เห็นเป็นไม่ได้ชอบหยอกเล่นเสมอ
“เอาแบบนี้ดีไหม ประเดี๋ยวจะลองส่งวิทยุสื่อสารแจ้งข่าวท้องที่ดู คุณบอกสิว่าลูกคุณหน้าตาท่าทางเป็นอย่างไร” จ่าเริงเสนอวิธีแก้ไข “ประเดี๋ยวถ้าคนกลับโรงพักกันมาจะให้ช่วยหาให้”
“ขอบคุณค่ะ ขอโทษที่เสียมารยาทนะคะ” สะอิ้งเสียงอ่อนลง หล่อนเห็นจริงด้วยตาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจล้วนติดงาน มีภารกิจในมืออยู่จึงไม่สามารถจะโวยวายต่อได้
สะอิ้งใช้ฝ่ามือปิดหน้า ความรู้สึกเหนื่อยล้า สิ้นหวังประดังเข้ามา มากกว่านั้นคือความรู้สึกผิด หล่อนไม่น่ามัวแต่ห่วงขายของเลย หญิงสาวเริ่มกังขาในการตัดสินใจของตนเองอีกครั้ง หล่อนเคยมั่นใจว่าถึงหย่าร้างก็ยังสามารถดูแลลูกได้ด้วยตนเอง
…หรือสะอิ้งจะมั่นใจตัวเองมากเกินไป
สะอิ้งสะบัดหัวเพื่อไล่ความรู้สึกหมดหวัง ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาตั้งคำถามกับตัวเอง หล่อนต้องคิดหาความเป็นไปได้เพื่อตามหาลูกสาว
“เอ้า มากันแล้วคุณ” จ่าโป่งบอกสะอิ้ง เมื่อเขามองเห็นรถตำรวจขับเข้ารั้วมาจากทางหน้าต่าง
สะอิ้งมองตาม หล่อนตัดสินใจวิ่งลงบันไดไปเพื่อขอความช่วยเหลือ โดยมีจ่าโป่งตามไปติดๆ
ที่ท้ายรถกระบะมีตำรวจสองคนกำลังคุมตัวคนซึ่งน่าจะเป็นผู้ต้องหาที่ถูกใส่กุญแจมือรัดกุม สะอิ้งมองหญิงคนนั้นปราดเดียวก็เกิดความระลึกได้ เธอคือหญิงสติไม่สมประดีที่มักเดินไปเดินมาระหว่างสถานีรถไฟและตลาด พูดจาได้ แต่เรียบเรียงประโยคไม่ค่อยรู้เรื่องนัก มีท่าทางเหม่อลอยอยู่เสมอ ป้าจาบเล่าให้หล่อนฟัง ว่าหญิงบ้าคนนี้น่าจะเป็นเมียนายใบ้ เพราะปรากฏตัวที่สถานีเวลาไล่เลี่ยกัน โดยนายใบ้มักคอยไล่คนจรจัดคนอื่น หรือผู้ชายที่มาก้อร่อก้อติกหวังมิดีมิร้ายกับเธอไป
หล่อนจำได้เพราะหญิงคนนี้ชอบมายืนมองลูกสาวของหล่อนทีละนานๆ มารดาบอกว่าอีกฝ่ายจะมายืนอยู่หน้าร้านทุกวัน มามองสอางค์นั่งเล่นอยู่เงียบๆ ให้เงินก็ไม่เอา ไม่ค่อยพูดจากับใคร แค่มองเด็กน้อยอยู่เงียบๆ เท่านั้น ดังนั้นสะอิ้งเลยไม่ได้ไล่หญิงบ้า เพราะเห็นว่าคงไม่เป็นอันตรายกับลูกของเธอ
“จับตัวฆาตกรได้ละหรือ” จ่าโป่งที่มาสมทบถามขณะเจ้าหน้าที่คุมตัวผู้ต้องหาลงจากรถ
หญิงสาวที่ถูกคุมตัวมีท่าทางตื่นกลัว แววตาที่มักเลื่อนลอยยามนี้เต็มไปด้วยความวิตกกังวล และมีเสียงร้องแหบโหยดังมาจากในคอ เมื่อหล่อนมองเห็นสะอิ้งดวงตาก็เบิกโพลงก่อนจะพยายามพุ่งตัวมาหา
“ฆ่ามันแล้ว ฆ่าแล้ว ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรนะ”
สะอิ้งผงะถอยหลังด้วยไม่คุ้นเคยกับท่าทีก้าวร้าวของหญิงคนนี้ และเพิ่งสังเกตเห็นว่าเสื้อของเจ้าหล่อนมีรอยเลือดกระเซ็นเป็นหย่อมๆ
“เอ้า มาเนี่ย” นายตำรวจดึงตัวหญิงบ้าอย่างแรงด้วยกลัวผู้ต้องหาจะไปประทุษร้ายร่างกายผู้อื่นต่อ “พยศนัก เดี๋ยวเถอะมึงจะโดนยิงเป้า”
“มันก็ไม่สลดเลย ฆ่าคนไปทั้งคน” จ่าโป่งว่า
“มันลักเด็กไปน่ะ พอผู้ตายเห็นเข้าคงพยายามช่วย เลยถูกมันเอาเหล็กแทง” เจ้าหน้าที่ตำรวจหนุ่มเพิ่งเปิดประตูรถลงมาเล่า ก่อนจะเปิดประตูอีกฝั่งเผยให้เห็นร่างเล็กจ้อยที่นอนหลับอยู่บนเบาะรถ
“สอางค์!” สะอิ้งปราดเข้าไปอุ้มลูกสาว
ตำรวจหนุ่มมองจ่าโป่งด้วยสายตาเต็มไปด้วยคำถาม
สะอิ้งสำรวจตัวลูกสาว ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อพบว่าสอางค์แค่หลับไปเท่านั้น เด็กหญิงไม่มีบาดแผลหรืออาการน่าเป็นห่วง ลมหายใจแม่หนูน้อยนั้นสม่ำเสมออย่างคนที่กำลังหลับสบาย
“คุณเขามาตามหาลูก” จ่าโป่งบอกตำรวจรุ่นน้อง
“โอ้ นี่ลูกคุณหรือ ถือว่าโชคยังดีที่นายฉิมไปเจอเข้า ไม่งั้นไม่รู้ว่าผู้ต้องหาจะอุ้มพาไปไหน ไปทำอะไร มันดูบ้าๆ บอๆ คาดเดายาก” นายตำรวจบอก
“ขอบคุณนะคะ ขอบคุณทุกคนมาก แล้ว แล้วลุงฉิมอยู่ที่ไหนคะ” สะอิ้งถาม ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ และรู้สึกผิดต่อคนที่ต้องมาตายเพราะช่วยเหลือลูกสาวของหล่อน
“ศพอยู่โรงพยาบาลครับ” นายตำรวจบอก
“แม่ แม่” เสียงเล็กๆ เรียก
เด็กหญิงในอ้อมกอดสะอิ้งบัดนี้มองหล่อนตาแป๋ว สอางค์ยืดแขนบิดขี้เกียจก่อนจะทำปากเสียงจ๊อบแจ๊บ
“หม่ำๆ”
มืออวบป้อมยื่นมาสัมผัสแก้มของสะอิ้ง ทันใดนั้นภาพเหตุการณ์ตรงหน้าพลันดับลงเหมือนจู่ๆ มีคนมาดับไฟ หากมันถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างจ้าและภาพเหตุการณ์ซึ่งถูกบันทึกผ่านสายตาของสอางค์
ภาพนั้นเริ่มจากระดับสายตาของเด็กที่นั่งอยู่บนพื้น เห็นขากางเกงสีดำของชายคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ ก่อนที่มือใหญ่จะยื่นมาช้อนตัวขึ้นสูง
‘เด็กดีไปกับลุงนะ’ เสียงนั้นคือเสียงลุงฉิม แต่ไม่ใช่เสียงที่สะอิ้งคุ้น มันแผ่วและเย็นกว่าปกติ
นายฉิมอุ้มสอางค์ไปยังเส้นทางซึ่งข้างทางเป็นผนังตึกเก่าสลับกับกองลังไม้ ไม่มีใครเดินผ่าน เสียงตลาดดังอยู่ไกลออกไป
สอางค์ถูกอุ้มมาวางในรถคันหนึ่งอย่างง่ายดายไร้คนสังเกตเห็น
‘เดี๋ยวตาพาไปส่งนะแม่หนู เป็นเด็กดีนะ’ นายฉิมบอก ‘ตัวเงินตัวทองของตา…หืม’
นายฉิมหันไปตามแรงสะกิด
‘อุ้มไปไม่ได้’ คนที่ใครๆ ต่างเรียกว่าหญิงบ้าร้องโวยวาย ‘สอางค์เป็นลูกสะอิ้ง เอาไปไม่ได้’
‘แม่สะอิ้งฝากลูกให้ฉันไปส่งน่ะ’ นายฉิมบอกเสียงหวาน ดวงตากวาดมองหน้าอกของอีกฝ่ายด้วยสายตากะลิ้มกะเหลี่ย ‘ไปด้วยกันไหมล่ะ’
‘ไปไม่ได้ เอาคืนสะอิ้ง’ หญิงสาวไม่ยอม หล่อนกรี๊ดออกมาอย่างขัดใจที่การสื่อสารไม่ได้ผล
นายฉิมมองซ้ายมองขวาท่าทางระแวง แถวนั้นมีคนไม่มากนักแต่อีกฝ่ายยังโวยวายไม่หยุด เขาเม้มปาก เดินไปท้ายรถกระบะ แล้วหยิบท่อนเหล็กชี้ไปที่หญิงบ้า
‘เสือกไม่เข้าท่า ตายเสียเถอะอีบ้า’
นายฉิมเงื้อท่อนเหล็กขึ้น หญิงบ้าไม่ถอย กลับถลาเข้าไปกอดแขนเขาไว้ ทั้งคู่ยื้อยุดฉุดกระชากกันไปทางกองลังไม้เก่าๆ ไกลออกไปจากรถจนเหลือเพียงเงาเลือนรางในสายตาสอางค์ เสียงด่าและเสียงเหล็กกระทบกับลังไม้ลอยมาแผ่วๆ ก่อนจะมีเสียงกรี๊ดสั้นๆ เสียงหนึ่งดังขึ้นมา
สอางค์ที่นั่งอยู่บนเบาะรถได้แต่มองตามตาปริบๆ จนทุกอย่างเงียบลง
ร่างหนึ่งทรุดลงกับพื้น หญิงบ้าเดินโซซัดโซเซกลับมาที่รถ แล้วอุ้มตัวสอางค์ด้วยท่าทีทะนุถนอม
ลูกสาวหล่อนมองหญิงบ้าแล้วส่งเสียงอืออาเรียก
‘ม้าย ม้าย’ ดูเหมือนลูกสาวหล่อนจะคุ้นเคยกับเธอไม่น้อย
‘สอางค์เด็กดี’ หญิงสาวส่งยิ้มให้ เป็นยิ้มที่สว่างไสวแม้เจ้าของรอยยิ้มจะมีสภาพมอมแมมมากก็ตาม
หญิงสาวอุ้มเด็กน้อยสักพักก่อนจะหยุดลงหน้าป้อมตำรวจแห่งหนึ่ง สีหน้าของหล่อนมีแววครุ่นคิด
‘ฆ่าคนผิดกฎหมาย ต้องบอกตำรวจ’ หล่อนพูดกับตัวเอง
‘ตามหรวด’ สอางค์พูดตามเสียงใส
‘เราฆ่าคนตาย เราเอาเหล็กแทง’ หญิงบ้าบอกตำรวจ
‘หา’ นายตำรวจหนุ่มงง ก่อนจะตกใจเมื่อเห็นสภาพของหล่อน
‘นี่อุ้มลูกใครมาเนี่ย แล้วเป็นอะไรทำไมตัวเปื้อน…เลือดหรือ’
…เฮือก
สะอิ้งหลุดจากภวังค์ หล่อนมองจ่าโป่งที่กำลังสะกิดเรียก ก่อนมองรอบบริเวณที่ว่างเปล่าไร้เงาคณะจับกุม
“ไปไหนกันหมดคะ” สะอิ้งถาม
“ก็เอาผู้ต้องหาไปฝากขังไง ไปโน่นแล้ว” จ่าโป่งบอกพลางชี้ไปที่บันได
สะอิ้งมองตามทิศทางนิ้วของจ่าโป่ง เห็นหญิงบ้ากำลังถูกควบคุมตัว หล่อนหันมามองสะอิ้งแวบหนึ่ง ก่อนจะถลาไปข้างหน้าด้วยแรงผลักของเจ้าหน้าที่
สะอิ้งมองภาพนั้นด้วยจิตใจไหวสั่น หล่อนจะบอกทุกคนได้อย่างไรถึงความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น ใครมันจะไปเชื่อว่าหล่อนมีพลังพิเศษเช่นนี้








