เปอร์เซียเงาสะท้อนของอิหร่าน : สวัสดีอิหร่าน

เปอร์เซียเงาสะท้อนของอิหร่าน : สวัสดีอิหร่าน

โดย : สองตา

อ่านสองตา คอลัมน์ที่ ‘สองตา’ เจ้าของเพจ “บันทึกของสองตา” จะพาคุณผู้อ่านเดินทางสู่โลกกว้างด้วยงบประมาณอันน้อยนิด เพราะเพียงแค่คลิกเดียวคุณก็จะได้ขึ้นเครื่องออนทัวร์อย่างเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวต่างแดนที่เธอคนนี้ได้นำมาแบ่งปันให้ชาวอ่านเอาได้อ่านออนไลน์

“พี่ตาเคยไปอิหร่านหรือยัง อยากชวนไปทริป”

นวล แห่ง Wongklom Journey และสำนักพิมพ์วงกลม ที่ทำหนังสือ ‘อิหร่าน’ เล่มสวย ‘IRAN The Crossroads of Civilization จุดบรรจบอารยธรรม’ ที่ออกมาหลายปีแล้ว และฉันได้ซื้อเก็บไว้โดยยังไม่เคยเปิดอ่าน ได้แต่หวังว่า… วันหนึ่งจะมีคนชวนไปเที่ยวอิหร่าน

พอนวลชวนจริงๆ ฉันถามคำถามไม่กี่ข้อก็ลงชื่อทันที เมื่อนวลตอบมาครบว่า

“อาหารไม่แขกมากค่ะ  นอนดี กินดี เที่ยวสนุก ชวนแต่คนน่ารักที่สนใจประวัติศาสตร์ไป”

“พี่ขอเคลียร์งานแล้วรีบคอนเฟิร์มค่ะ แล้วนวลชวนมลไปเที่ยวด้วยสิคะ”

“ดีๆๆ ไปเป็นรูมเมตกับพี่ตา”

บทสนทนาทางไลน์ แค่นี้ …นำฉัน+มล และเพื่อนร่วมทริปอีก 14 คน รวมนวล และอาจารย์ต้น วิทยากรผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ มาถึงอิหร่านจริงๆ

ด้วยสถานการณ์การประท้วงที่เกิดขึ้นในเตหะรานช่วงก่อนถึงกำหนดการทัวร์ (ตุลาคม พ.ศ. 2565) ทำให้ทุกคนที่รู้ว่าฉันกำลังจะเดินทางไปอิหร่านถามมาด้วยความห่วงใยว่าปลอดภัยมั้ย ยังไปได้หรือ ไม่กลัวหรือ ซึ่งเรื่องนี้ทางผู้จัดคอยติดตามข่าวมาตลอด ได้อัพเดตว่าไม่มีอะไรรุนแรงจนน่าเป็นห่วง

แต่วันแรกที่คณะไปถึง เป็นช่วงที่การชุมนุมกลับมามีความรุนแรงอีกครั้ง คราวนี้มีผู้เสียชีวิต โปรแกรมการท่องเที่ยวช่วง 2 วันแรกในเตหะราน เมืองหลวง จึงต้องปรับเพื่อความปลอดภัย

อิหร่านที่ฉันเคยรู้จักผ่านการเรียนประวัติศาสตร์และยังหลงเหลือในหน่วยความจำคือ เป็นประเทศที่รุ่มรวยด้วยอารยธรรม วัฒนธรรม เพ็นเฟรนด์คนแรกของฉันเป็นหนุ่มอิหร่าน ที่เขียนติดต่อกันได้แค่ฉบับเดียวก็ขาดการติดต่อไป

และอีกข้อที่รู้มาบ้างว่าอิหร่านไม่ใช่อาหรับ แต่เป็น ‘เปอร์เซีย’ อาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และไม่ได้มีดีแค่พรมอิหร่านกับแมวเปอร์เซีย หากยังมีหลักฐานความศิวิไลซ์หลงเหลือเป็นประจักษ์พยานอยู่ตามเมืองต่างๆ และยังเป็นประเทศที่มีสินทรัพย์ในดินที่มีค่ามากมาย ทั้งน้ำมันและแร่ธาตุ

พื้นที่ของอิหร่านใหญ่กว่าประเทศไทย 3 เท่า ทางทิศเหนือติดตุรกี ตะวันตกมีประเทศอิรักคั่นกลางระหว่างอิหร่านกับซาอุดีอาระเบียซึ่งมีพื้นที่ใหญ่พอๆ กัน ตะวันออกชายแดนแนบกับอัฟกานิสถาน มีทะเลสาบแคสเปียนอยู่ด้านบน ด้านล่างเป็นทะเลอาระเบียน  วาดภาพแผนที่ในหัวให้ทุกคนและตัวเองแล้ว ก็พร้อมออกเที่ยวกัน

ทริปอิหร่าน 8 วัน 6 คืน ออกจะน้อยไปสำหรับการไปทำความรู้จักกับประเทศนี้ แต่ด้วยข้อจำกัดของเที่ยวบินของสายการบินแห่งชาติอิหร่าน (ในช่วงหลังสถานการณ์โรคโควิด-19) ทำให้เรามีเวลาเท่านี้  ไม่อย่างนั้นต้องเป็นทริปที่ยาวอีกหลายวัน

Wongklom Journey จึงจัดโปรแกรมให้คณะ 14 คนที่เดินทางมาด้วยกันได้เห็น ได้รับรู้ข้อมูล แหล่งท่องเที่ยวสำคัญให้ได้มากที่สุด เพื่อเปิดโลกให้ทุกคนมองภาพอิหร่านได้กว้างขึ้น

 

ก่อนเดินทาง ฉันได้ข้อมูลเรื่องการแต่งตัวในการท่องเที่ยวอิหร่านจากผู้จัด ที่นอกจากต้องเตรียมเสื้อผ้าที่เหมาะสมแล้ว ยังต้องมีผ้าคลุมศีรษะเพิ่มด้วย แต่ไม่ต้องถึงกับใช้    ฮึญาบ (Hijab) แบบคนท้องถิ่นใช้กัน แค่ผ้าพันคอหรือผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่ใหญ่ที่คลุมผมและปิดท้ายทอยได้ก็ใช้ได้แล้ว  ซึ่งสนุกดี ทำให้การแต่งตัวมีสีสันขึ้น

ส่วนข้อแนะนำเต็มๆ ตามนี้ค่ะ… การแต่งกาย ตามกฎหมาย (ซึ่งอิงจากหลักศาสนา) ผู้หญิงเมื่อปรากฏตัวในที่สาธารณะ หรือต่อหน้าชายอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัวหรือญาติสนิท ต้องสวมฮิญาบหรือผ้าคลุมศีรษะและปกปิดเนื้อหนังตั้งแต่ลำคอลงไป

สวมเสื้อแขนยาวที่ไม่รัดรูป ให้มีความยาวเกือบถึงหัวเข่า สวมกางเกงหรือกระโปรงที่ยาวคลุมถึงข้อเท้า มีผ้าคลุมอีกแบบที่เรียกว่าชาดอร์ หรือเต็นท์ ที่เมื่อสวมใส่แล้วจะคลุมตั้งแต่ศีรษะ แขน ขา ไปถึงข้อเท้า (แต่ข้างในจะสวมใส่อะไรก็ได้เพราะไม่มีใครเห็น)

แต่สำหรับนักท่องเที่ยวแล้วมักจะได้รับความอะลุ่มอล่วยเป็นพิเศษ แต่ยังต้องคงหลักการคลุมศีรษะ ปกปิดเนื้อหนังตั้งแต่ลำคอลงไปถึงข้อเท้า แต่การคลุมศีรษะอาจใช้เป็นผ้าคลุมไหล่ หรือผ้าพันคอคลุมผมแล้วตลบชายให้ปิดลำคอไว้ (ไม่จำเป็นต้องแน่นหนาจนอึดอัด) สวมเสื้อตัวยาวที่ไม่รัดรูปและยาวปิดสะโพก แขนยาวถึงข้อมือหรือยาว เลยข้อศอกลงมาสักหน่อยก็ใช้ได้เหมือนกัน กางเกงขายาวหรือกระโปรงยาวถึงข้อเท้า

ผู้หญิงทุกคนจะต้องแต่งตัวให้ถูกกฎตั้งแต่ลงจากเครื่อง ดังนั้นให้เตรียมผ้าที่ใช้ คลุมศีรษะไว้ในกระเป๋าถือด้วย และถ้ามีกิ๊บติดผมติดไปด้วยจะช่วยยึดผ้าคลุมไว้ได้ดี ไม่ต้องคอยจัดผ้าบ่อยๆ หรือหลุดโดยไม่รู้ตัวและถูกเตือน

ส่วนผู้ชาย ไม่มีข้อห้ามพิเศษ เพียงแต่ห้ามใส่เสื้อกล้าม เสื้อแขนกุด และกางเกง ขาสั้น

พอเครื่องบินลงแตะพื้นสนามบินที่เตหะราน สาวๆ บนเครื่องทั้งอิหร่านและต่างชาติ ต่างหยิบผ้ามาคลุมผมอย่างพร้อมเพรียง ใครที่ใส่เสื้อผ้าแบบสบายๆ มาก็เปลี่ยนทันที

คืนแรกเครื่องลงตอนดึก คณะจึงเข้าพักที่โรงแรมที่อยู่ตรงข้ามสนามบิน เพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อนเร็วที่สุดเพื่อพร้อมสำหรับการเริ่มต้นทริปในอีก 7 วัน

โปรแกรมแรกของวันที่ 2 คือเดินทางสู่เทือกเขาอัลบอร์ซ (Alborz) ที่สามารถมองเห็นได้จากเตหะราน ตั้งอยู่ทางเหนือของประเทศ มีแนวเขาทอดยาวตั้งแต่บริเวณชายแดนประเทศอาเซอร์ไบจาน ขนานไปทางชายฝั่งทิศตะวันตกและทิศใต้ทั้งหมดของทะเลแคสเปียน

ในโปรแกรมเราจะได้แวะชมเขื่อนลาร์ ชมวิวตระการตาของยอดเขาดามาวานด์ (Mount Damavand) ภูเขาไฟที่สูงที่สุดในอิหร่านในเอเชียตะวันตก และในทวีปเอเชีย คือสูงกว่า 5,610 เมตร ตั้งอยู่ในเทือกเขา Central Alborz เป็นภูเขาที่มีรูปทรงสวยงามตามธรรมชาติ (มีรูปในธนบัตรใบละ 500,000 เรียล) ผู้รักการเดินป่า ปีนเขา ต้องมาพิชิตที่นี่

แต่ด้วยการจราจรจากเตหะรานที่ติดขัดและเส้นทางวันนี้เป็นทางขึ้นเขา ระยะทางไม่ถึง 100 กิโลเมตรจึงกินเวลาไปกว่า 4 ชั่วโมง ทำให้ทัวร์ต้องตัดการแวะชมเขื่อนออกจากแผน ฉันจึงได้แต่นั่งมองภูเขาน้อยใหญ่ ซ้าย ขวา สีน้ำตาล ไปแบบอินฟินิตี้  ยังดีที่พอจะมีสีฟ้าของท้องฟ้ากับช่วงสีเขียวในช่วงผ่านหมู่บ้านในหุบเขาให้เห็นบ้าง  แต่อีกไม่นานบริเวณหมู่บ้านนี้จะปกคลุมด้วยหิมะ กลายเป็นแหล่งเล่นสกีสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ

ส่วนคณะของเรา ตอนนี้มุ่งหน้าสู่ร้านอาหารพื้นเมือง ที่เรียกกันเองว่า ‘ร้านเคบับสุดขอบฟ้า’ ณ เชิงเขาดามาวานด์

ไกด์บอกว่าได้เลือกร้านที่ดีที่สุดให้ได้กินเคบับแบบชาวบ้านจริงๆ คือนั่งเป็นแคร่ ปูพรม  ปูพลาสติกสำหรับวางอาหารบนแคร่ ไม่มีโต๊ะ อาหารมีให้เลือก 3 อย่าง คือ เคบับแกะบด หรือคูบิเด (Kubide Kebab) แกะหั่นเต๋า ปีกไก่ย่าง เสิร์ฟพร้อมมะเขือเทศย่าง มีหอมหัวใหญ่ใส่จานมาให้หั่นเอง กับมะนาวฝานครึ่งลูก เครื่องปรุงรส 1 ถาด มื้อนี้กินกับแป้งโฮลวีตหน้าตาเหมือนนาน (Nan) ที่เป็นอาหารยอดนิยมของชาวอิหร่าน ส่วนเครื่องดื่มเป็นชาร้อนใส่น้ำตาล

ตอนแรกก็งกๆ เงิ่นๆ กับการเปิบด้วยมืออยู่บ้าง แต่พออาหารเข้าปากแล้ว สปีดก็เร่งขึ้นเอง เพราะอาหารอร่อยเลยค่ะ อันนี้ไม่ใช่เพราะหิว ยืนยันได้ โดยเฉพาะแกะไม่มีกลิ่นสาบอย่างที่หวั่น  หอมใหญ่หวาน บีบมะนาวคลุกๆ แค่นั้นคือดี ทุกคนแฮปปี้ ยิ่งได้กลิ่นที่มาจากควันโขมงจากเตาปิ้งหน้าร้าน กับวิวภูเขาที่มองเห็นจากหน้าต่างชั้น 2 อากาศเย็นสบาย ทำให้เอ็นจอยอีตติ้ง หายเหนื่อยจากการนั่งรถมา 4 ชั่วโมง จนแทบไม่อยากขึ้นรถกลับไปเจอสถานการณ์รถติดตอนขากลับกันเลย

คณะใช้เวลาเดินย่อย สูดความสดชื่นกันครู่หนึ่งก็กลับขึ้นรถ โชคดีที่ขากลับรถคล่องตัว มาติดตอนเริ่มเข้าเขตเตหะรานเพราะผู้คนเริ่มออกมาชุมนุมกันที่กลางเมืองตั้งแต่เย็นแล้ว รถในเมืองติดแบบโหดสุดๆ ไม่กล้าพูดเลยว่ากรุงเทพฯ รถติด

แม้วันแรกจะใช้เวลาบนรถ น่าจะ 8 ชั่วโมง (ไม่อยากนับ) แต่ก็ถือว่าเป็นวันที่ทำให้เราเข้าถึงความเป็นธรรมชาติ และเป็นเมืองใหญ่ของอิหร่านได้ใน 1 วัน

 

Don`t copy text!