สะพานข้ามแม่น้ำ “ดรีนา” (1)

สะพานข้ามแม่น้ำ “ดรีนา” (1)

โดย : วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ

Loading

“เที่ยวโทงเทง” คอลัมน์ท่องเที่ยวกับเรื่องเล่าจากสมุดบันทึกของ “วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ” ซึ่งได้แบกเป้เดินทางคนเดียวตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เป็นบันทึกการโดยสารขนส่งสาธารณะ การพบปะและบทสนทนากับผู้คน (ตลอดจนหมาแมว) พร้อมแนบข้อมูลทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประจำเมือง แต่ละวันมักจบลงด้วยเบียร์เย็นๆ หรือวิสกี้ในบาร์ท้องถิ่น

“ส่วนใหญ่แล้วการไหลของแม่น้ำดรีนานั้นจะผ่านช่องเขาแคบๆ และหุบเหวลึกที่น่าเกรงขาม มีเพียงไม่กี่ช่วงเท่านั้นที่จะพบสองฝั่งมีลักษณะเป็นหุบเขาที่ไม่ลาดชันมากนักและมีผืนแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ขยายออกกว้างเหมาะแก่การเพาะปลูกและตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน และจุดเหมาะสมที่สุดก็คือเมืองวิเชกราดแห่งนี้ที่ซึ่งแม่น้ำดรีนาไหลมาจากช่องเขาลึกและแคบปะทะกับกำแพงภูเขาบูโคโวด้านซ้ายมือ แล้วเลี้ยวหักศอกไปทางขวา โดยมีภูเขาอูชาฟนิคประคองสายน้ำอยู่ โค้งน้ำที่งอคดและมีภูเขาสองลูกของทั้งสองฝั่งที่ชันและตั้งประจันกันอยู่ ทำให้ดูเหมือนว่ามวลน้ำนี้พุ่งออกมาจากกำแพงทะมึน แล้วภูเขาทั้งสองก็ถอยห่างออกจากกันกลายเป็นโรงละครรูปครึ่งวงกลมหรืออัฒจันทร์สำหรับชมการแสดง และภูเขาก็ลดความสูงแล้วเพิ่มระยะห่างออกไปเรื่อยๆ ขณะที่ลำน้ำก็ยังไหลต่อไป”

บทเริ่มต้นซึ่งเป็นภาพบรรยายของแม่น้ำดรีนา (Drina) ที่ไหลผ่านเมืองวิเชกราด (Višegrad) ตะวันออกของประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา จากนิยายอิงประวัติศาสตร์เรื่อง The Bridge on the Drina (สะพานข้ามแม่น้ำดรีนา) ของ ดร.อีโว อันดริช (Ivo Andric) นักเขียน, นักการทูต และนักการเมือง ของอดีตยูโกสลาเวีย ที่ใช้ชีวิตวัยเยาว์ในเมืองวิเชกราดแห่งนี้

ความยอดเยี่ยมของบทประพันธ์ The Bridge on the Drina ส่งผลให้ ดร.อันดริชได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมเมื่อปี ค.ศ. 1961 ซึ่งตัวเขาเองเรียกมันว่า ‘บทบันทึกลำดับเหตุการณ์’ เนื่องจากหนังสือได้เล่าเรื่องราวของสภาพชีวิตและเหตุการณ์ที่แวดล้อมเมืองวิเชกราดและสะพานข้ามแม่น้ำแห่งนี้ครอบคลุมระยะเวลาถึงเกือบ 400 ปี

ดร.อันดริชบรรยายในหนังสือต่อว่า “ณ จุดนี้ ที่ซึ่งสายน้ำถั่งโถมมาด้วยพลังทั้งหมดของมันซึ่งเห็นได้จากน้ำสีเขียวก่อเป็นฟองคลื่นออกมาจากเบื้องหลังที่เป็นเหมือนกำแพงภูเขาทั้งสามด้าน สะพานหินอันงามสง่าที่มีเสารับแรงเป็นรูปโค้ง จำนวน 11 เสาโค้ง ยืนหยัดทอดข้ามสองริมฝั่ง…”

สะพาน “เมเหม็ด พาชา โซโคโลวิช” สถาปัตยกรรมออตโตมัน ทอดข้ามแม่น้ำดรีนา ที่เมืองวิเชกราด ประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

สะพานแห่งนี้มีชื่อว่า ‘เมเหม็ด พาชา โซโคโลวิช’ (Mehmed Paša Sokolović) สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1571-1577 เป็นสถาปัตยกรรมออตโตมันยุครุ่งเรืองสุดขีด ออกแบบโดย Mimar Sinan ยอดสถาปนิกแห่งจักรวรรดิ

บอสเนียนั้นเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยภูเขา ตั้งอยู่ตอนกลางของยูโกสลาเวีย หรือดินแดนของชาวสลาฟใต้ ในยุคกลางตอนต้นเคยอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรเซอร์เบีย ก่อนจะแยกตัวออกมาได้เมื่อปี ค.ศ. 960 แม้ว่าจะมีอิสระภาพมากหรือน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาเพราะเป็นดินแดนรอยต่อระหว่างคริสต์ศาสนา 2 นิกาย คือออร์โธดอกซ์และคาทอลิก

ในคริสต์ศตวรร์ที่ 12 ผู้ปกครองของบอสเนียต้องการอิสรภาพมากกว่าที่เป็นอยู่จึงหันไปนับถือศาสนาใหม่ในตอนนั้นซึ่งถือกำเนิดขึ้นในบัลแกเรีย มีชื่อว่า ‘โบโกมิล’ (Bogomil) ซึ่งเชื่อกันว่าได้รับอิทธิพลจาก ‘ศาสนามาณีกี’ จากทางฝั่งเปอร์เซีย ประชาชนบอสเนียจำนวนมากกลายเป็นโบโกมิลตามผู้นำของพวกเขา โดยศาสนาคริสต์ทั้งสองค่ายที่ขนาบอยู่มองว่านี่คือพวกนอกรีต

จนเมื่ออาณาจักรออตโตมันเข้ามาพิชิตดินแดนบอลข่านได้สำเร็จในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ประชาชนในบอสเนียที่นับถือโบโกมิลเกือบทั้งหมดได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม ยังผลมาให้ทุกวันนี้ประชากรประมาณ 1 ใน 3 ของบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเป็นมุสลิม แม้ว่าพวกเขาจะยังคงใช้ภาษาสลาวิก ตระกูล ‘เซอร์โบ-โครแอต’ อยู่ก็ตาม

สะพานแห่งแม่น้ำดรีนาจากมุมมองริมฝั่งของตัวเมืองวิเชกราด ถนนฝั่งตรงข้ามจะนำทางไปยังกรุงซาราเยโว เมืองหลวงของบอสเนีย

การเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามของชาวบอสเนียอย่างรวดเร็วและเป็นจำนวนมากในช่วงนั้นทำให้บอสเนียเป็นเหมือนด่านหน้าของอารยธรรมออตโตมันที่ตั้งอยู่แสนห่างไกลจากอิสตันบูล ชาวมุสลิมแห่งบอสเนียได้ช่วยเสริมให้กองทัพออตโตมันแข็งแกร่งขึ้นเพื่อสู้รบกับประเทศเพื่อนบ้านทางเหนือและตะวันตกที่นับถือคริสต์ และสำหรับชาวคริสต์ในบอสเนียแล้วก็เริ่มมีการถูกเกณฑ์เพื่อเป็นทหารหรือทำงานรับใช้สุลต่าน ซึ่งก็คือจักรพรรดิแห่งออตโตมันเติร์ก

บทประพันธ์ของดร.อันดริช ในส่วนที่เกี่ยวกับการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำดรีนามีการยอมรับกันว่าเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ นั่นคือในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 ซึ่งได้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘เลือดบรรณาการ’ หรือการเกณฑ์เด็กชายที่มีคุณลักษณะดีในบอสเนียเพื่อส่งไปร่ำเรียน ฝึกฝน เพื่อรับราชการ ดูแลกิจการงานเมืองของสุลต่านให้ครอบคลุมทั่วทั้งจักรวรรดิ เนื่องจากว่าขณะนั้นจักรวรรดิออตโตมันกว้างใหญ่ไพศาลเหลือเกิน เด็กชายสำหรับอนาคตของจักรวรรดินั้นเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง

บ้านเรือนบนเนินเขาริมฝั่งดรีนา ตรงข้ามตัวเมืองวิเชกราด

ในหนังสือ The Bridge on the Drina เล่าเรื่องช่วงนี้ในลักษณะที่ว่าเมื่อถึงรอบของการคัดเลือกเอาเด็กชายพันธุ์ดีจากครอบครัวคริสเตียน ผู้ปกครองโดยเฉพาะผู้เป็นแม่จะทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ลูกน้อยถูกพรากไป การคัดเลือกรอบดังกล่าวในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1516 ห่างจากครั้งก่อนถึง 6 ปี เด็กชายอายุระหว่าง 10-15 ขวบ ที่แข็งแรง ฉลาด รูปร่างหน้าตาดี ย่อมมีให้เลือกมากมาย

แม่บางคนสอนให้ลูกทำตัวเป็นเด็กโง่เซ่อ แต่งตัวให้ดูสกปรกมอซอ เพื่อปิดบังลักษณะดีๆ ของตัวเด็ก บ้างเอาลูกไปซ่อนในป่า ถึงแม้ว่าส่วนมากจะถูกตามจนพบ หรือขั้นหนักสุดถึงกับต้องทำให้ลูกพิกลพิการด้วยการเอาขวานสับนิ้วทิ้งก็มี และในวันที่ลูกชายถูกเอาตัวไป ผู้เป็นแม่ก็จะวิ่งตามกองคาราวานแห่งบรรณาการทางสายเลือดนั้นจากที่ใดที่หนึ่งในบอสเนียไปด้วยเสียงร้องโหยหวนไม่ลดละแม้ว่าจะถูกผลักไสต้านทานจากฝ่ายทหารเติร์กแบบใดก็ตาม

มุมมองจากกลางสะพานไปยังฝั่งตัวเมืองวิเชกราด

เด็กชายจะถูกจับใส่ตะกร้าที่พาดบนหลังม้าสองฝั่งซ้ายขวา มีขนมที่พวกเขาชอบที่สุดอยู่ในตะกร้านั้น กินไปร้องไห้ไป บางจังหวะอาจจะมองลอดรูตะกร้าข้ามตะโพกของม้าเพื่อดูดินแดนบ้านเกิดเป็นครั้งสุดท้าย กระทั่งถึงแม่น้ำดรีนาจุดที่ผู้เป็นแม่ไม่สามารถข้ามไปได้ด้วยน้ำลึกเชี่ยวและตายสถานเดียวเท่านั้นหากหาญย่ำลงไป แม่น้ำดรีนาแยกกั้นพวกเธอกับกองคาราวาน ลูกชายของพวกเธอถูกส่งลงเรือพายข้ามไปยังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ แล้วไปยังอีกโลกไกลโพ้น อันหมายถึงว่าพวกเขาจะไม่ได้พบกันอีกแล้วในชาตินี้

เด็กชาย ‘บายิชา โซโคโลวิช’ (Bajica Sokolovic) จากครอบครัวคริสเตียนนิกายเซอร์เบียนออร์โธดอกซ์ คือหนึ่งในจำนวนเด็กชายจากการเกณฑ์ในรอบนั้น เมื่อถึงอิสตันบูลเขาได้เข้าสุหนัต นับถืออิสลาม และถูกหล่อหลอมให้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิออตโตมันอันเกรียงไกร ‘บายิชา’ ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ‘เมเหม็ด” ชื่อเต็มในภาษาเติร์กคือ ‘โซโคลลู เมเหม็ด พาชา’ (Sokollu Mehmed Pasha) เขาเก่งกาจทั้งในการศึกและการปกครอง ก้าวหน้าในงานราชการอย่างรวดเร็ว จนถึงจุดสูงสุดเป็น ‘มหาเสนาบดี’ หรือ Grand Vizier คนที่ 35 ของจักรวรรดิออตโตมัน อำนาจของเขานั้นเทียบเท่านายกรัฐมนตรีในโลกปัจจุบัน เป็นรองเพียงองค์จักรพรรดิ หรือสุลต่านเท่านั้น แต่ ‘มหาเสนาบดีเมเหม็ด’ ไม่เคยลืมหรือสลัด ‘เด็กชายบายิชา’ ออกไปจากความทรงจำได้ โดยเฉพาะวันที่ต้องพลัดพรากจากพ่อแม่และถิ่นฐานบ้านเกิด

ดร.อันดริช บรรยายความรู้สึกของมหาเสนาบดีไว้ในหนังสือว่า “…สองฝั่งน้ำที่เปิดโล่งซึ่งผู้เดินทางจะต้องข้ามด้วยอาการสั่นเทาจากความยะเยือกหนาว ขณะที่สายน้ำก็เชี่ยวกรากอันตราย เขาต้องนั่งไปบนเรือข้ามฟากที่สภาพคล้ายผุพังด้วยตัวหนอนกัดกิน บนฟ้าคือเหล่าแร้งที่บินวนด้วยความหิวโหย ความรู้สึกเจ็บปวดในวันนั้นที่ยังคงอยู่ในตัวเขาไม่เคยจางหายไป แต่กลับปรากฏขึ้นบ่อยกว่าเดิม เป็นความเจ็บปวดอย่างร้ายกาจที่เหมือนถูกมีดปักกรีดลงกลางอก เราอาจจะเรียกสิ่งนี้ว่าความเจ็บปวดแห่งวัยเยาว์ซึ่งแตกต่างจากความเจ็บปวดและอาการป่วยไข้อื่นๆ …

มุมมองจาก Kapia หรือเฉลียงกลางสะพานไปตามสายน้ำที่ไหลขึ้นเหนือสู่เซอร์เบีย

“…ในจังหวะหนึ่ง เขาฉุกคิดขึ้นว่าความเจ็บปวดนั้นอาจปลาสนาการไปได้หากสามารถทำให้เรือข้ามฟากหายไปจากแม่น้ำดรีนา… แล้วเชื่อมสองฝั่งที่แม่น้ำปีศาจไหลผ่าน เชื่อมถนนในบอสเนียบ้านเกิดของเขากับโลกตะวันออกแห่งออตโตมัน หลังเปลือกตาที่ปิดลงชั่วครู่ เขามองเห็นภาพของสะพานหินยิ่งใหญ่สวยงาม ซึ่งจะต้องถูกสร้างขึ้นเร็วๆ นี้”

มหาเสนาบดีออกคำสั่งและจ่ายค่าก่อสร้างทั้งหมดด้วยตัวเอง สถาปนิก วิศวกร ช่างฝีมือ ผู้คุมงาน ถูกส่งมายังวิเชกราด แรงงานในการก่อสร้างส่วนมากใช้ชาวเมืองแห่งนี้และเมืองใกล้เคียง แม้จะพบกับอุปสรรคหลายประการแต่สะพานก็สร้างสำเร็จในที่สุด

ความเจ็บปวดกลางอกอย่างแปลกประหลาดจากมีดลึกลับในวัยเยาว์ของอดีตเด็กชายบายิชาหายไปทันที แต่ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ถูกมีดจริงๆ ปักลงกลางอกจริงๆ ด้วยฝีมือของฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองขณะที่เขาเดินทางไปสวดมนต์วันศุกร์ที่มัสยิด กลางเดือนตุลาคม ค.ศ. 1579 ในทางปฏิบัติแล้วเขาคือผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งจักรวรรดิออตโตมันเป็นเวลาถึง 15 ปีก่อนเสียชีวิต ศพของเขาถูกฝังในสุสานหลังมัสยิดแห่งหนึ่งในกรุงอิสตันบูล ด้วยฝีมือการออกแบบของ Mimar Sinan ยอดสถาปนิกคนเดียวกับที่ออกแบบสร้างสะพานข้ามแม่น้ำดรีนา

อนุสาวรีย์ของทหารเซิร์บที่เสียชีวิตในสงครามบอสเนีย ระหว่างปี ค.ศ. 1992 – 1995 ตั้งอยู่ไม่ห่างจากสะพานฝั่งตัวเมืองวิเชกราด

ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เซอร์เบียต่อสู้จนได้รับเอกราชจากออตโตมัน ด้านบอสเนียที่ออตโตมันถูกผลักดันออกไป โดยเฉพาะจากกำลังของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ต่อมาผู้ปกครองใหม่ผนวกดินแดนบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิ ไม่นานหลังจากนั้นเกิดขบวนการปลดปล่อยบอสเนียฯ ขึ้นหลายกลุ่ม แม้แต่ดร.อันดริชเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

หลัง ‘กัฟริโล ปรินซิป’ เด็กหนุ่มชาวบอสเนียนเซิร์บ ใช้ปืนสั้นสังหาร ‘อาร์ชดยุค ฟรันด์ แฟร์ดินานด์’ มกุฏราชกุมารแห่งออสเตรีย ที่เมืองซาราเยโว เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1914 หนึ่งเดือนให้หลังจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีก็ประกาศสงครามกับเซอร์เบีย ซึ่งต่อมาได้ขยายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 1

ในระหว่างสงคราม สะพานแห่งแม่น้ำดรีนาถูกระเบิดทำลายพังไป กินพื้นที่ 3 เสาโค้งของสะพาน ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ถูกทำลายอีกครั้ง คราวนี้เสียหายกินพื้นที่ 5 เสาโค้งของสะพาน (จากทั้งหมด 11 เสาโค้ง) แต่ก็ได้รับการบูรณะและสร้างขึ้นใหม่ทั้ง 2 ครั้ง

ต่อมาในสงครามเชื้อชาติในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ระหว่างปี ค.ศ. 1992-1995 นอกจากการปิดล้อมสังหารในกรุงซาราเยโวและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในเมืองเซรเบรนิกาแล้ว ก็มีรายงานว่าชาวบอสนีแอก ซึ่งเป็นคำเรียกมุสลิมในบอสเนียถูกสังหารเป็นจำนวนหลายร้อยคนบนสะพาน ‘เมเหม็ด พาชา โซโคโลวิช’ ก่อนศพจะถูกโยนทิ้งแม่น้ำดรีนาเบื้องล่างโดยกองกำลังชาวบอสเนียนเซิร์บที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ‘สาธารณรัฐเซิร์ปสกา’ รัฐของชาวเซิร์บในประเทศบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา

กลางปี ค.ศ. 2017 คณะตุลาการอาญาระหว่างประเทศสำหรับอดีตยูโกสลาเวีย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ได้อ่านคำพิพากษาให้ ‘รัตโก มลาดิช’ ในวัย 74 ปี อดีตผู้นำทหารสูงสุดของสาธารณรัฐเซิร์ปสกามีความผิด 10 จาก 11 กระทง ในฐานความผิดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต โดยเมื่อ 1 ปีก่อนหน้านั้น ‘ราโดวาน คาราจิช’ อายุ 72 ปี อดีตประธานาธิบดีของสาธารณรัฐเซิร์ปสกาได้ถูกตัดสินไปก่อนในฐานความผิดเหมือนๆ กัน ให้จำคุก 40 ปี

แม่น้ำดรีนามีต้นกำเนิดบนภูเขาในมอนเตเนโกรติดกับชายแดนบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา ไหลขึ้นเหนือเกิดเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างบอสเนียฯ ทางด้านตะวันตกและเซอร์เบียทางฝั่งตะวันออก ก่อนบรรจบกับแม่น้ำซาวาทางตอนเหนือของบอสเนียฯ จากนั้นแม่น้ำซาวาก็ไหลไปรวมกับแม่น้ำดานูบที่กรุงเบลเกรด เมืองหลวงของเซอร์เบีย แล้วจึงไหลเรื่อยไปทางตะวันออกลงสู่ทะเลดำที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำระหว่างโรมาเนียและยูเครน

ก่อนไหลออกสู่ทะเลเปิด คือทะเลอีเจียน ที่ประเทศตุรกี

 

Don`t copy text!