สะพานข้ามแม่น้ำ “ดรีนา” (2)

สะพานข้ามแม่น้ำ “ดรีนา” (2)

โดย : วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ

Loading

“เที่ยวโทงเทง” คอลัมน์ท่องเที่ยวกับเรื่องเล่าจากสมุดบันทึกของ “วิฑูรย์ ทิพย์กองลาศ” ซึ่งได้แบกเป้เดินทางคนเดียวตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา เป็นบันทึกการโดยสารขนส่งสาธารณะ การพบปะและบทสนทนากับผู้คน (ตลอดจนหมาแมว) พร้อมแนบข้อมูลทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมประจำเมือง แต่ละวันมักจบลงด้วยเบียร์เย็นๆ หรือวิสกี้ในบาร์ท้องถิ่น

ในร้านขายหนังสือของเมืองหิน ‘อันดริชกราด’ (Andricgrad) นอกจากหนังสือของ ‘ดร.อีโว อันดริช’ (Dr.Ivo Andric) แล้วก็ยังมีบทประพันธ์ของนักเขียนที่ ‘อีเมียร์ คูซตูริซา’ (Emir Kusturica) ผู้กำกับภาพยนตร์ขวัญใจชาวเซิร์บ เจ้าของไอเดียและงบประมาณส่วนใหญ่ในการสร้างเมืองหินแห่งนี้นิยมชมชอบอีกหลายท่าน หนึ่งในนั้นคือ ‘ฟรานซ์ คาฟกา’ (Franz Kafka) ยอดนักเขียนชาวเช็ก ซึ่งประเทศเช็กในสมัยที่ยังเป็นเช็กโกสโลวาเกีย ‘คูซตูริซา’ เคยไปร่ำเรียนวิชาภาพยนตร์ในมหาวิทยาลัยที่นั่น ได้อ่านและซึมซับผลงานของ ‘คาฟกา’ มาไม่น้อย

สะพาน แม่น้ำ ขุนเขา และเมืองวิเชกราด

เป็นที่น่าเสียดายว่าหนังสือในร้านแทบทั้งหมดพิมพ์เป็นภาษาเซอร์เบียน แต่สำหรับ The Bridge on the Drina (สะพานข้ามแม่น้ำดรีนา) บทประพันธ์ชิ้นเอกของ ดร.อันดริช มีฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย ผมสอบถามราคากับพนักงานสาวตาคม เธอตอบว่า 17 ยูโร หรือหากจะจ่ายเป็นสกุลเงินท้องถิ่นก็เท่ากับ 34 บอสเนียนมาร์ค คิดเป็นเงินไทยประมาณ 700 บาท ผมเลือกจ่ายเป็นเงินบอสเนียนมาร์คเพราะเพิ่งกดออกมาจากตู้เอทีเอ็ม

ราคา 700 บาทสำหรับหนังสือหนึ่งเล่ม หากโดยทั่วไปต้องยอมรับว่าค่อนข้างแพง แต่เมื่อพิจารณาถึงงานเขียนรางวัลโนเบลชิ้นนี้ที่หนังสือหนาประมาณ 400 หน้า พิมพ์เย็บกี่และใช้ปกแข็งอย่างดี จำนวนเล่มในการพิมพ์ครั้งนี้เพียงแค่ 500 เล่มเท่านั้น และมีตราประทับของ Andricgrad อยู่ในหน้าแรกด้วย จึงถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผล อีกทั้งจะหาฉบับแปลตามท้องตลาดในประเทศอื่นนอกจากเซอร์เบียและบอสเนียฯ ในส่วนที่เป็นการปกครองของ ‘สาธารณรัฐเซิร์ปสกา’ นั้นก็ยากเต็มที แม้ว่าจะได้รับการแปลเป็นหลายภาษาก็ตาม (แต่ยังไม่มีภาษาไทย) ก่อนนี้ผมได้ดาวน์โหลดภาษาอังกฤษจากเว็บไซต์ขององค์กรที่พิจารณารางวัลโนเบล และพรินต์ออกมาอ่านในกระดาษเอ 4 รู้สึกว่าเทอะทะเหลือเกิน

รูปปั้น “นิโกลา เทสลา” ในเมืองหิน “อันดริชกราด”

นอกจากหนังสือแล้ว ในร้านนี้ยังมีไวน์ขายอีกด้วย โดยเฉพาะไวน์จากฝั่งเฮอร์เซโกวีนาที่ขึ้นชื่อไม่เบา โกรันเดินเข้ามาในร้านหลังจากเอาของไปเก็บในห้องพัก เห็นว่าฝนยังไม่หยุดเสียทีจึงถือโอกาสเลือกซื้อไวน์เพื่อนำไปฝากเมียรักที่สาธารณรัฐเช็ก ส่วนผมก็เล่นกับแมวอ้วนขนปุยของพนักงานสาวตาคม เธอบอกว่านางอายุได้ 4 ขวบแล้ว

เราติดฝนกันอยู่ประมาณ 20 นาที เมื่อเห็นว่าซาลงหน่อยก็ตัดสินใจเดินออกจากร้าน มุ่งหน้าสู่สะพาน ‘เมเหม็ด พาซา โซโคโลวิช’ (Mehmed PašaSokolović) หรือสะพานแห่งแม่น้ำ ‘ดรีนา’ (Drina) ประจำเมือง ‘วิเชกราด’ (Višegrad)

สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยหินจากภูเขาในละแวกไม่ห่างจากเมืองวิเชกราด เริ่มสร้างในปี ค.ศ. 1571 แล้วเสร็จและเปิดใช้ในปี ค.ศ. 1577 ประกอบด้วยเสาหินโค้งแบบออตโตมันรับน้ำหนักสะพาน 11 ต้น มีความลาดชันจากปลายทั้งสองฝั่งไปยังจุดกึ่งกลางที่เสาหลักต้นที่ 6 เพียงเล็กน้อย หากมองจากระยะไกลดูเกือบจะเป็นเส้นตรง ความยาวทั้งหมด 179.5 เมตร กว้าง 6.30 เมตร อยู่เหนือระดับน้ำปกติประมาณ 15 เมตร ได้รับการบรรจุเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อ ค.ศ. 2007 ด้วยเหตุผลที่ระบุว่า “…ความสมสัดส่วนที่งดงามอย่างมีเอกลักษณ์และความเป็นอนุสรณ์รำลึกของโบราณสถาน คือประจักษ์พยานแห่งความยิ่งใหญ่ของสถาปัตยกรรมรูปแบบนี้”

คาเปียฝั่งโซฟาของสะพานหินออตโตมัน

เนื่องจากสภาพอากาศไม่ค่อยเป็นใจแก่นักท่องเที่ยวทั่วไป แต่สำหรับเราแล้วถือว่ามาถึงในเวลาเหมาะเหม็ง เพราะบนสะพานนั้นโล่ง ไร้ผู้คน แม้ท้องฟ้าจะครึ้มๆ มัวๆ แต่ก็ดูขรึมขลังและมีเสน่ห์แบบแปลกๆ เราหยุดที่ส่วนกึ่งกลางสะพาน ซึ่งเรียกว่า ‘คาเปีย’ (Kapia) มีลักษณะเป็นเฉลียงยื่นออกไปจากแนวปกติของสะพาน ความกว้างที่ยื่นออกไปทั้งสองฝั่งซ้ายขวาทำให้สะพานส่วนนี้มีความกว้างกว่าปกติ 2 เท่า เฉลียงด้านขวามีคนเรียกว่า ‘โซฟา’ เพราะมีลักษณะเป็นที่นั่งมีพนักพิง 3 ด้าน ยกขึ้นจากระดับพื้นและกำแพงสะพาน ส่วนเฉลียงด้านซ้ายมีลักษณะเป็นแผ่นกำแพงยกขึ้นสูงจากระดับของขอบสะพานขึ้นไป 6 ฟุต (ตามที่ดร.อันดริชระบุในหนังสือ) สลักอักษรอาหรับ

แผ่นศิลาด้านบนเขียนว่า “เมเหม็ด พาชา ผู้ยิ่งใหญ่และสูงส่ง ได้ใช้ทรัพย์สินและจิตใจอันน่าเคารพนับถือของท่านเพื่อบูชาพระอัลเลาะห์ในการสร้างสะพานเหนือแม่น้ำดรีนาแห่งนี้ ไม่มีใครกล่าวได้ว่าเงินทองที่ใช้เพื่อสร้างสิ่งดีๆ นั้นเป็นการใช้อย่างสิ้นเปลือง มหาเสนาบดีเมเหม็ด พาชา ยังได้ก่อตั้งองค์กรการกุศลด้วยตระหนักดีว่าจะเป็นประโยชน์แก่ทุกคน ในดินแดนบอสเนียเหนือแม่น้ำดรีนาท่านได้สร้างสะพานขึ้นโดยที่ไม่มีใครคิดสร้างมาก่อนเพื่อข้ามแม่น้ำที่ลึกและเชี่ยวกราก เมเหม็ด พาชา ประสบผลสัมฤทธิ์ในการสวมมงกุฎให้แก่บ้านเกิดของท่านด้วยความกรุณาเกื้อกูลยิ่ง ท่านได้สร้างสะพานนี้ขึ้นโดยไม่เหมือนสะพานอื่นใดในโลก ขอองค์อัลเลาะห์ประทานพรแก่สะพานที่แสนงดงาม มหัศจรรย์ และยิ่งใหญ่แห่งนี้ ฮิจเราะห์ศักราช 979, คริสต์ศักราช 1571/72” ส่วนข้อความบนแผ่นศิลาชิ้นล่างก็มีความหมายใกล้เคียงกัน

กำแพงหินยกสูง มีแผ่นศิลาจารึกอักษรอาหรับยกย่องเชิดชู “เมเหม็ด
พาชา โซโคโลวิช” มหาเสนาบดีผู้ออกทุนสร้างสะพานหิน

บริเวณ ‘คาเปีย’ แห่งนี้ ดร.อันดริชบรรยายในลักษณะว่าคาเปียคือหัวใจของสะพาน ซึ่งไม่ต่างจากการเป็นหัวใจของเมืองวิเชกราด ตลอดระยะเวลาที่สะพานดำรงอยู่ เรื่องราวของคนและเมืองได้ถูกถักทอโดยมักมีสะพานแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งเสมอ เด็กชายวิ่งเล่น คนหนุ่มนัดพบ ดื่ม ‘รัคเคีย’ หรือบรั่นดีพลัมกันบนคาเปียแห่งนี้ ร้านกาแฟต้มและชงบนฝั่งที่มีแผ่นหินสูงแล้วนำไปเสิร์ฟให้กับลูกค้าที่นั่งรอบนโซฟาฝั่งตรงข้าม ชายหนุ่มหลายคนพบรักเป็นครั้งแรกกับหญิงสาวที่เดินผ่านคาเปีย พวกเขาครวญเพลงส่งไปให้คนรักจากบนคาเปีย และเมื่อรักไม่สมหวังก็มานั่งทอดอารมณ์เศร้าสร้อยอยู่เหนือแม่น้ำสีเขียวมรกตเบื้องล่าง งานแต่งทุกงานเมื่อขบวนผ่านมาถึงคาเปียก็ต้องหยุดเต้นรำเฉลิมฉลองเสียหน่อยหนึ่ง เช่นเดียวกับงานศพ คนแบกโลงในขบวนแห่ศพก็มักจะวางร่างไร้วิญญาณตรงบริเวณนี้สำหรับพักเหนื่อยและเพื่อผู้ตายจะได้อยู่บนคาเปียที่ซึ่งเขาผ่านช่วงเวลาทั้งดีและร้ายมาในชีวิตนี้เป็นครั้งสุดท้าย

“…คาเปียตั้งอยู่ระหว่างสายน้ำ ท้องฟ้า และขุนเขา ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าได้เรียนรู้ที่จะไม่โศกเศร้าเสียใจจนเกินไปเพราะอุปสรรคและช่วงเวลาเลวร้ายในที่สุดก็จะผ่านพ้น มันกลายเป็นปรัชญาของเมืองไปอย่างไม่รู้ตัวว่าชีวิตคือสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะมันถูกใช้อย่างคุ้มค่าและบ้างก็เลื่อนลอยเปล่าดายไม่รู้จบสิ้น แต่อย่างน้อยมันก็ผ่านมาได้และยืนยงคงทน เหมือนดั่งสะพานข้ามแม่น้ำดรีนา”

เสาโค้งที่เรียกว่า Arch ซึ่งเป็นเหมือนตอม่อ
คือส่วนสำคัญที่ทำให้สะพานแห่งนี้มีเอกลักษณ์และมากเสน่ห์

เราเดินข้ามไปอีกฝั่งของสะพานซึ่งมีทางลาดออกไปด้านขวาเพื่อความสะดวกในการใช้สะพาน มีเสาหินโค้งรับน้ำหนักแบบเดียวกันซึ่งสร้างขึ้นภายหลังอีก 4 เสา ติดกันคือถนนที่จะนำทางไปยังกรุงซาราเยโวถูกสร้างเลียบไปกับแม่น้ำ เราตั้งใจจะเดินไปยัง ‘พิพิธภัณฑ์ อิโว อันดริช’ แต่ฝนได้ตกลงมาอีก จึงรีบวิ่งกลับฝั่งตัวเมืองวิเชกราด

โกรันตั้งใจจะเข้าไปนั่งร้านอาหารริมน้ำที่ติดกับหัวสะพานเพื่อดื่มเบียร์แต่ดูเหมือนร้านยังไม่เปิด เพราะไม่มีพนักงานออกมาต้อนรับเลย จึงเดินกลับออกมา ขณะเดินไปบนถนนเส้นหลักของเมือง เห็นชื่อตรอก ซอกซอย โรงแรม ร้านอาหาร และสถานที่ต่างๆ ในเมืองนี้ตั้งชื่อว่า ‘อันดริช’ เสียเกือบครึ่ง เป็นสิ่งยืนยันว่าบุรุษผู้นี้มีความสำคัญและได้รับการยกย่องอย่างสูงส่งแค่ไหน

ผมเจอหมาน้อยสีดำเข้าอีกแล้ว คราวนี้เป็นตัวเล็กจิ๋ววิ่งตากฝนเข้ามาหา ดูน่ารักน่าเอ็นดู เมื่อผมเล่นด้วยมันก็เดินตามมาทันที โกรันบอกว่ามันคงหาบ้านอยู่

หมาน้อยเดินตามผมมาได้ประมาณหนึ่งร้อยเมตร มีผู้หญิงในชุดทำงานออฟฟิศเดินสวนมาทำให้หมาน้อยหยุดพิจารณาเหมือนอยากจะเดินตามผู้หญิงคนนั้นไป แต่หญิงสาวไม่ค่อยเล่นด้วย มันจึงลังเล จะเดินหน้าหรือถอยหลังดี เมื่อเห็นว่าเราเดินห่างออกไปพอสมควรแล้ว มันจึงตัดสินใจหันหลังวิ่งตามผู้หญิงคนนั้นไป

แม่น้ำดรีน่าไหลมาจากทิศใต้ก่อนถึงสะพาน “เมเหม็ด พาชา โซโคโลวิช”

ด้านขวามือก่อนเราจะข้ามแม่น้ำ ‘รซาฟ’ (Rzav) ซึ่งไหลไปสมทบกับแม่น้ำดรีนาที่ปลายแหลมของเมืองหิน ‘อันดริชกราด’ มีมัสยิดตั้งอยู่ เนื่องจากในเมืองยังมีชาวมุสลิมอยู่อาศัย ซึ่งในอดีตเมื่อครั้งที่จักรวรรดิออตโตมันรุ่งเรืองและเข้ายึดครองดินแดนบอลข่าน มีชาวเติร์กเดินทางมาตั้งรกรากและชาวเมืองบางส่วนก็เปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลามด้วย แต่ในปัจจุบันโบสถ์คริสต์แบบเซอร์เบียนออร์โธดอกซ์นั้นมีจำนวนมากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

ขณะเดินไปบนสะพานข้ามแม่น้ำรซาฟ ผมหันไปเห็นบาร์เบียร์ริมน้ำด้านขวามือ ชื่อ Napoleon มีคนโบกไม้โบกมือเหมือนชวนให้เราไปนั่ง โกรันยังเดินตรงไป และเหมือนตั้งใจจะตรงไปยังสะพานใหญ่ที่สร้างไว้สำหรับรถยนต์ใช้ข้ามแม่น้ำดรีนา เมื่อถึงอาคารศูนย์วัฒนธรรมของเมืองซึ่งมีหัวรถจักรไอน้ำโบราณจอดแสดงอยู่ด้านหน้าฝนก็ตกลงมาอีกครั้ง คราวนี้เรียกได้ว่าห่าใหญ่เลยทีเดียว จึงวิ่งเข้าไปหลบฝนในอาคารศูนย์วัฒนธรรม ฝนตกหนักอยู่นานราวครึ่งชั่วโมง โกรันว่าถ้าแวะร้านเบียร์นั่นเสียก็ดี

ฝนซาเม็ดลงหน่อย โกรันยังจะเดินไปยังสะพานใหญ่นั้นอยู่ ผมถามว่า “จะไปไหน ?” เขาตอบว่า “กลับเมืองหินอันดริชกราด” ผมจึงบอกว่า “ไม่เห็นหรือไง อันดริชกราดอยู่ตรงนั้น ใกล้ๆ” พอชี้ให้ดูเขาก็ร้องอ๋อออกมา จึงเข้าใจแล้วว่าโกรันหลงทางนั่นเอง เราเดินย้อนข้ามสะพานแม่น้ำรซาฟกลับไปแล้วเลี้ยวขวา มีซอยเล็กๆ ทะลุไปยังลานจอดรถของอันดริชกราด เดินผ่านประตูหินเข้าไปถึงห้องพักราวสองทุ่ม เปลี่ยนเสื้อผ้าและรองเท้าที่เปียกปอน แล้วออกไปยังไวน์บาร์ของเมืองหินอันดริชกราด

เมืองวิเชกราดในวันฝนตก

เบื้องต้นเราสั่งไวน์แดงจากเฮอร์เซโกวีนามาคนละแก้ว เมื่อรู้สึกว่ารสชาติดีจึงสั่งมาหนึ่งขวด แล้วเปลี่ยนยี่ห้อกลับไปสั่งแบบแก้วอีกพร้อมกับแกล้มจานใหญ่ มีชีส, แฮมชิ้นใหญ่ยักษ์, มะกอกดอง, ถั่วสองสามชนิด จึงเป็นอันว่าไม่จำเป็นต้องสั่งอาหารมื้อค่ำอีกแล้ว ในร้านมีลูกค้าอยู่แค่ 2 โต๊ะ เวลาประมาณเที่ยงคืนเราก็เรียกเก็บเงิน ทั้งหมดนี้ราคาไม่ถึง 20 ยูโร ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ

เมื่อกลับถึงห้องโกรันบ่นขึ้นว่าเขาไปถามบริกรหนุ่มเรื่องเส้นทางไปอนุสรณ์สถานไม้กางเขนบนเนินเขาที่กองกำลังคอมมิวนิสต์จากรัสเซียมาช่วยรบกับชาวมุสลิมในช่วงสงครามกลางเมืองของบอสเนีย บริกรหนุ่มตอบแบบไม่อยากตอบ แล้วบอกว่าตัวเขาเป็นมุสลิม โกรันคิดไม่ถึงว่าอันดริชกราด ซึ่งเจ้าของคือ ‘คูซตูริชา’ ที่ชาวมุสลิมในบอสเนียออกจะรังเกียจ จะรับมุสลิมเข้าทำงาน เขาว่า “ไม่น่าไปถามอย่างนั้นเลย สร้างบรรยากาศไม่ดีขึ้นมา” ผมบอก “ใครจะไปรู้ได้ ลืมเสียเถอะ”

โกรันชวนเปิดไวน์ดื่มอีกขวดซึ่งเขาเพิ่งซื้อมาก่อนหน้านี้เพื่อฝากเมีย ผมเกือบจะเออออด้วยแล้ว แต่เพราะง่วงมากจึงคิดว่าทำเฉยเสียดีกว่า

ตื่นเช้ามาเขายังหัวเสียไม่หายเรื่องที่ไปสะกิดต่อมความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์กับบริกรหนุ่มมุสลิม ผมถามว่า “ที่ซาราเยโวจะมีชาวคริสต์ออร์โธดอกซ์ทำงานในร้านของชาวมุสลิมไหม?” เขาตอบว่า “เป็นไปได้ยากมาก ถึงขั้นไม่มีทาง”

เหตุการณ์นองเลือดในสงครามบอสเนียฯ เมื่อราว 30 ปีก่อน ระหว่างกองกำลังเซิร์บกับฝ่ายมุสลิมบอสนีแอกและพันธมิตร ที่เกิดขึ้นในกรุงซาราเยโวนั้นรุนแรงและโหดร้ายกว่าที่เกิดขึ้นในเมืองวิเชกราดหลายเท่า

วันนี้เราจะเดินทางไปยังกรุงซาราเยโว นี่คงเป็นสาเหตุให้โกรันวิตกกังวล

 

Don`t copy text!