ก่อนฟ้าสาง บทที่ 21 : ที่ยืนของคนดี…มีไหม

ก่อนฟ้าสาง บทที่ 21 : ที่ยืนของคนดี…มีไหม

โดย : ม.มธุการี

ก่อนฟ้าสาง นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวโดย ม.มธุการี เมื่อ ‘เจียง’ เลือกพาครอบครัวหนีความเดือดร้อนมาพักพิงยังแผ่นดินไทย แต่แผ่นดินแห่งนี้จะเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัยให้กับเขาได้จริงๆ หรือ เจียงยังจะต้องฝ่าฟันอะไรอีกมากมาย อาจจะมีเพียง ‘ใกล้รุ่ง’ หญิงสาวผู้อ่อนโยนคนนั้นที่เป็นความหวังของเขา

ขับรถเวียนไปดูแถวหน้าบ้านฝ่ายนั้นก็ไม่เห็นใครเลย  ไม่วี่วี่แววว่าจะมีใครอยู่

ทุกครั้งที่ผ่านมาเขาเคยเห็นมีผู้หญิงแก่ๆเก็บกวาดบริเวณบ้าน  บางทีก็มีเด็กหนุ่มวัยรุ่นอีกคนที่นั่น  วันนี้ทุกหนแห่งเงียบสงัด…

ขับรถเข้าตลาด  ไม่มีรถกระบะสีน้ำเงินจอดที่ใดเลย  ตัดสินใจแวะเข้าไปหาเสี่ยที่ร้าน  ซึ่งพอเห็นหน้าเขาฝ่ายนั้นก็ร้องถาม

“อ้าว  ครู  เป็นไงๆ  เชิญนั่งก่อน  ผมได้ข่าวนะ“

ทรุดตัวนั่งตามคำเชิญของอีกฝ่าย  มองใบหน้าอวบอูมที่ส่อแววตื่นเต้นเห็นได้ชัด

“ลือกันทั้งตลาด  โชคดีครูไม่เป็นอะไร“ อีกฝ่ายพูดต่อ “แล้วมันเกิดอะไรขึ้น  ลือกันว่า นักเลงมันซัดกันเอง  เอากันถึงตายเลยหรือ“

ประชานิ่ง  สีหน้าของอีกฝ่ายดูใสซื่อไม่บอกว่าจะรู้ถึงตื้นลึกหนาบางอะไรสักนิด

“ผมไม่เห็นคนขับรถเสี่ย…”เอ่ยออกไปลอยๆ

“ไม่ได้มาทำงานตอนนี้   ทำไม  ครูมีอะไรกับเด็กของผม“ มองหน้าเขานิ่ง

ประชาถอนใจลึก  ตัดสินใจบอกความจริงไปทั้งหมด  ตบท้ายว่า

“ระหว่างเสี่ยกับผมนะ  ผมว่าเด็กของเสี่ยตอนนี้ไปประกาศสงครามกับพวกแก๊ง นรกนี่แล้ว“

เสี่ยนิ่ง  นั่งจมลึกกว่าเดิมบนเก้าอี้ตัวหนา

“ผมเตือนเขาแล้ว…”

“ผมว่าเสี่ยรู้อะไรที่ผมไม่รู้  เขาเป็นใครกันนายคนนี้  ผมพอจะรู้ข่าวมาบ้าง  แต่อยากฟังจากปากเสี่ยมากกว่า“

รอบนี้เสี่ยถอนใจยาว  จุดบุหรี่สูบและลุกเดินไปมา  พูดแผ่วเบาเหมือนเสียงกระซิบ

“ที่ผมรู้มานี่ผมอยากให้ครูเก็บเป็นความลับด้วย  ความจริงผมรู้ข่าวมาซักระยะหนึ่งได้แล้ว  เรื่องที่มีพระเส้าหลินหนีข้ามแดนมาจากเมืองจีน  ถูกทางการไล่ล่าด้วยข้อหากบฎจากการซ่องสุมผู้คน  ที่มาเจอกันครั้งแรกเขามาที่ร้าน  ผมรู้ทันทีว่าต้องเป็นคนนี้ เลยอยากให้ความช่วยเหลือ  แค่ให้ที่ทำงานและมีเงินเลี้ยงครอบครัวไปได้  ใครคิดล่ะว่า มันจะบานปลายขนาดนี้  ขนาดไปมีเรื่องมีราวกับไอ้แก๊งเดนนรกแก๊งนี้  ครูก็รู้ว่ามันเลวชาติขนาดไหนและมีใครที่อยู่เบื้องหลัง จนไอ้ลูกผู้การจะตายห่าขึ้นมามันถึงเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตขนาดนี้ไง“

“นี่เกิดถ้าผู้การรู้เข้าคงสั่งคนออกล่าแน่“

“รึว่าป่านนี้อาจจะหนีไปแล้ว“ เสี่ยถอนใจ

“เขาพยายามช่วยเหลือลูกผม  มันถึงเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา“

“คนดี  ผมอยากช่วยเหลือคนดี  ก็ยังคิดว่าเขาจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่  อุตส่าห์หาให้หมดบัตรประชาชนใหม่  แถมใบขับขี่  หาที่ทางให้อยู่ใหม่  รึว่าป่านนี้เขาจะหนีไปแล้ว  อาจจะรู้ตัวก็ได้ว่าจะถูกไล่ล่า  คนดีแท้ๆ“

เหมือนโลกจะไม่มีที่ยืนสำหรับคนดีที่ว่าอีกต่อไปแล้ว  และการสู้กลับก็คือการถูกทำลายล้าง  บุรุษนั้นคงจะอยู่ได้อย่างสบายทีเดียวถ้าไม่ไปตั้งตัวเป็นอริกับไอ้พวกเดนนรกนั่น…

กลับบ้านและเล่าให้ภรรยาฟังถึงเรื่องราวความเป็นจริงทั้งหมด  ตบท้ายว่า

“นับแต่นี้ไปชุมชนของเราคงต้องอยู่กันแบบก้มหน้า  ใครอยากทำอะไรก็ทำไป ปล้นจี้ฆ่าข่มขืน  เอากันให้ครบทุกรูปแบบ  นี่ชาวบ้านถูกเผาบ้านตายยกครัว  จับมือใครดมก็ไม่ได้แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าแก๊งไหนมันทำ“

“ฉันอยากให้พระเส้าหลินคนนี้เขาอยู่ช่วยเราจริงๆ“

“ขนาดนั้นเขายังถูกลอบยิงกับเสี่ย“

“แต่พวกมันก็ยังทำอะไรเขาไม่ได้เลย  แสดงว่าเขาต้องมีวิชาแก่กล้านะคุณ“

มันเป็นกิตติศัพท์ที่ประชาได้ยินมาเนิ่นนานนักหนาแล้วถึงความเก่งกล้าของพระที่มาจากสำนักนี้  วิชากำลังภายใน  วิชาการอำพรางตัวเองจากศัตรู  วิชาเบาตัวดุจขนนก   บางคนมีวิชาขมังเวทย์ไม่ต่างอะไรกับเกจิอาจารย์เก่งๆที่เคยได้ยินได้ฟังกันมา

“ถ้าเขาจะอยู่ปราบไอ้พวกนั้น“ รำพึงกับตัวเองแผ่วเบา

“ฉันว่าเขาอาจจะยังอยู่“

“ผ่านไปดูที่บ้านไม่มีใครอยู่  เขาน่าจะไปแล้ว“ ประชาสรุปง่ายๆเพียงนั้น…

 

ทะนงโมโหเดือดเป็นฟืนเป็นไฟเมื่อรู้ว่าลูกน้องคู่ใจโดนมือมืดเก็บไปหลายศพ  ตำรวจอ้างว่ามีเรื่องถูกลอบทำร้ายจากนักเลงต่างถิ่น  แต่เขารู้ว่ามันไม่ใช่

แน่ใจด้วยว่า นี่คือการตามล้างแค้นของเสี่ยกิจ หลังจากที่เสี่ยกับคนขับรถถูกกระหน่ำด้วยอาวุธสงครามไปวันนั้น  เสี่ยจะไม่รู้ทีเดียวหรือว่าเป็นการสั่งการของเขา  เสี่ยกิจมีเงินทองที่จะจ้างนักเลงที่ไหนก็ได้มาเล่นงานเขา…

ระดมลูกน้องมาเฝ้าบ้านช่วงที่พ่อไม่อยู่  เพื่อรักษาความปลอดภัยให้ตัวเขาเอง  เขาอาจจะถูกตามเก็บเมื่อไรก็ได้  มือปืนรับจ้างมีอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง  การเล่นลูกน้องของเขาอาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้น

พ่อโทรมาถามในทันทีที่รู้ข่าวและเขาก็รีบรายงานไป

“ไม่ใช่ใครนอกจากไอ้เสี่ยมันจะเอาคืน  มันรู้ว่าเป็นผม  ลำพังไอ้เกรียงมันคงไม่มีปัญญาไปจ้างมือปืนมาเก็บเตี่ย“

“นับแต่นี้ไปแกจะต้องระวังตัวให้มากที่สุด  ฉันมีลูกแค่สองคนอีกคนก็ยังนอนเดี้ยง ไม่รู้วันรู้คืน  ฝีมือไอ้คนขับรถของเสี่ยแน่  จนป่านนี้ยังทำไรมันไม่ได้เลย  ขนาดเจออาวุธสงคราม“

“ผมจะหาทางจัดการกับมันเอง  ตอนนี้สืบรู้แล้วว่ามันย้ายไปอยู่ที่ไหน  จัดการเผาบ้านให้มันตายกันทั้งโคตรไปเลย“

“แล้วที่อยู่ไอ้เกรียง“

ทะนงให้ที่อยู่ใหม่ของเพื่อน  อดถามไม่ได้ว่า

“พ่อจะเอาไปทำไม“

“เออน่า  ไม่ต้องถาม“

สำหรับผู้การพิสุทเขาแน่ใจว่ากำลังเจอศึกหนักหลายด้าน  ทั้งจากมือมืดที่มองไม่เห็นที่ไม่มีทีท่าว่าจะเกรงกลัวกฏหมาย  กับลูกชายเสี่ยกิจที่กำความลับเกี่ยวกับลูกชาย ของเขา  เจ้านั่นจะสารภาพแน่ถ้าตำรวจยื่นมือไปถึงเสียก่อน…

เรียกสารวัตรวิชัยมานั่งคุยด้วย  อยากรู้การทำงานของเจ้าหน้าที่ว่าไปถึงไหนแล้วเกี่ยวกับคดีที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตายของลูกน้องทะนงถึงห้าคน

“ถือว่าตายกันปริศนามาก  เพราะทุกคนไม่มีบาดแผลอะไรเลย  มีแค่จุดเขียวบริเวณต้นคอแค่จุดเดียว“

“สารวัตรคิดยังไง“ ถามอย่างสงสัย

“ผมเคยเห็นการตายแบบเดียวกันนี่จากเวทีมวยการต่อสู้  มันเป็นจุดตายที่ส่วนใหญ่แล้วจะรู้กันเฉพาะพวกเป็นกังฟู  เป็นจุดหนึ่งในอีกหลายๆจุด  ใครเจอเข้ามักจะไม่รอด  ถึงรอดก็จะโคม่าไปอีกนาน  บางคนถึงขั้นอัมพาต“

ผู้การพิสุทเงียบกริบ  อาการเจ็บหนักเจียนตายของบุตรชายคนเล็กช่างเข้าล็อก

ไอ้นั่นคือคนต่างด้าวที่มีวิชากังฟู  อาจจะหลบหนีข้ามแดนเข้ามา…ช่างตรงกับข่าวลับเรื่อง การหนีข้ามแดนมาจากเมืองจีนของพระเส้าหลินรูปหนึ่งด้วยข้อหากบฎ  แท้จริงมันคนเดียว กันนี่เอง…

“สารวัตรคิดยังไง“

“มันมีข่าวเกี่ยวกับพระเส้าหลิน…”

“สารวัตรคิดตรงกับผม“ ผู้การขัดขึ้นก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบประโยค

“ผมว่าคนๆนี้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ของเราแล้ว  และเป็นคนเดียวกับที่ทำร้ายลูกชายผู้การ  ก็คนขับรถของเสี่ยนั่นแหละ  ตอนนี้ผมสั่งลูกน้องปิดข่าว  เพราะกลัวว่าจะไหวทันหลบหนีไปเสียก่อน“

“เราจะทำอะไรได้มั่งในตอนนี้“

“ผมว่าเราต้องขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่สากลให้ช่วยตามสืบและล้อมจับ เรามีเบาะแสให้ช่วยกันแกะรอย  ผมว่าไม่ยากหรอกถ้าเราร่วมมือกัน“

จากไอ้คนขับรถตัวเล็กๆที่เขาไล่ล่ามันกลายเป็นเรื่องระหว่างประเทศไปได้อย่างไรกัน  แถมเป็นเจ้าสำนักที่อาจจะมีวิชาอาคมถึงขนาดจับมันไม่ได้ง่ายๆ  เพราะถ้าง่ายมีหรือจะยืดเยื้อมานานขนาดนี้  จ้างมือปืนฉบับพระกาฬมาไล่ล่ายังรอดไปได้

รีบเรียกลูกชายคนโตมาเตือนเป็นการด่วน  กำชับด้วยว่า

“ตอนนี้ให้เจ้าหน้าที่เขาจัดการกัน  แกอย่าเข้าไปยุ่งเป็นอันขาดทีเดียว  ดูน้องแกเป็นตัวอย่าง  เพราะไอ้นี่มันร้ายมาก“

“ยิ่งรู้อย่างนี้ผมยิ่งอยากจะล่ามันเองเลยนะ  เป็นพระวัดเส้าหลินมานี่เองฤทธิ์เดช มันถึงเยอะนัก“

“น้องแกน่ะไม่ตายก็บุญนักหนาแล้ว“

“มันต้องหลบเข้ามานานพอดู  แถมมีคนให้ความช่วยเหลือด้วย  นั่นคือเสี่ยกิจกับครูประชา  ผมไม่เชื่อที่ครูบอกไม่รู้จัก  ไม่รู้ไม่เห็น  ทั้งสองคนนี่แอบให้ที่พักพิงแน่  ผมจะตามสืบเองพ่อไม่ต้องห่วง“

“จะทำอะไรให้ระวังตัวมากที่สุด  ไอ้คนนี้มันไม่ธรรมดา“

ผู้การเตือนบุตรชายคนโตเป็นครั้งสุดท้าย  เขาเกือบจะต้องเสียลูกชายคนเล็กไปก็เพราะมัน…

 

วัดจีนแห่งนั้นอยู่บนยอดดอยสูงและเคยเป็นที่พักพิงช่วงที่เขาลี้ภัยเข้้ามาใหม่ๆ  แม่บ่นอยากแวะไปเยี่ยมเยียน  และเจียงก็ถือโอกาสพาแม่กับน้องหลบมาที่นี่สักพักหลังเกิดเรื่อง  อย่างน้อยเขาก็อยากจะแน่ใจว่าทุกคนต้องปลอดภัย

ป่านนี้พวกมันอาจจะรู้แล้วก็ได้เรื่องที่เขาบุกจู่โจมเล่นงานมันวันนั้น  เขาได้ประกาศสงครามกับพวกมันไปแล้วแม้จะพยายามหลีกเลี่ยงจนถึงที่สุด  มันอาจจะเป็นวิบากกรรมที่เขาเลี่ยงไม่ได้ ทางสองแพร่งที่เขาต้องเลือกเดินไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  ซึ่งเขาก็ได้เลือกแล้ว…

หลวงจีนจูเว่ยเป็นเซียนผมยาวอายุกว่าเก้าสิบและฝ่ายนั้นก็ดูจะจดจำเขาได้เป็นอย่างดี  วัดเคยเป็นแหล่งพบปะของบรรดาพรรคพวกของเขาในครั้งหนึ่ง  ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปเพื่อความปลอดภัย  ที่นี่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจค้นเป็นประจำและไม่ปลอดภัยที่ใคร จะมาพักพิงอยู่นานๆ…

“ไม่นานมานี่เหลียงเขามาถามถึง“ ผู้สูงวัยเอ่ยไปถึงเพื่อนของเขาคนหนึ่งที่หลบหนีมาด้วยกัน

“ผมเข้าไปอยู่ในเมือง  หาที่อยู่ให้แม่กับน้อง  ได้งานที่บริษัทก่อสร้าง  เจ้าของเขาให้ความช่วยเหลือ“

“เธอเองต้องระวังตัว  เจ้าหน้าที่กำลังตรวจเข้มทุกแห่ง“ ตาฝ้าฟางมองเขาอย่างห่วงใย  เสื้อคลุมสีทองเก่าๆข่มร่างบอบบางที่เหมือนท่อนไม้ผอมแห้ง

“อย่าพยายามไปมีเรื่องมีราวอะไรกับใคร  เธอจะลำบาก“

เจียงถอนใจลึก  นั่นคือคำเตือนที่เขาได้ยินจนชินหู  จนมันไม่ได้มีความหมายอะไร สำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว

“ผมต้องต่อสู้เพื่อความถูกต้อง…”

“เท่ากับว่าเธอยังมีวิบากกรรม  ทุกคนและทุกสิ่งมันเป็นแค่ความว่างเปล่า  มันเป็นภาพลวงตา…ไปยึดถือกับมันทำไม”

“แต่ก็เป็นภาพที่ผมเห็น“

“เธอเห็นอะไรบ้าง“

“ผมเห็นความมืดและความสว่าง  ผมเห็นแต่ความดีและความเลว“

“มันก็คือบ่วงกรรมของวัฏสังสาร  สิ่งที่เธอจะต้องชดใช้มัน  บางครั้งอาจจะด้วยสันติสุขในหัวใจ  หรือแม้กระทั่งชีวิตของเธอเองเลยนะ“

บวชมาสามส่วนสี่ของชีวิต  ตั้งแต่วัยเจ็ดขวบจนหนุ่มฉกรรจ์  ถูกพร่ำสอนให้รักษาศีลและคุณธรรมความดี  แต่ต้องถูกไล่ล่าจนชีวิตมีแต่คำว่าหนีและหนี  มันไม่ใช่วิสัย และธรรมชาติของเขาอีกต่อไปแล้วที่จะต้องเป็นฝ่ายหนี  นับแต่นี้ไปเขาจะสู้กลับ…

 

ประชาสะดุ้งตื่นกลางดึกเมื่อได้ยินเสียงภรรยาร้องเรียกและเขย่าตัว

“คุณ  ตื่นเร็ว  ไฟไหม้“

ประชาพรวดพราดลุกขึ้นจากเตียง  กลิ่นควันไฟลอยเข้ามาทางหน้าต่าง  รุนแรงจนเดาได้ว่าจุดไหม้คงอยู่ใกล้ๆนี่เอง  รีบเปิดหน้าต่างกว้างและมองออกไป

เปลวเพลิงรุกโชติช่วงมาจากบ้านพักของเจียงนั่นเอง  ทั้งไฟและควันอบอวลไป ทั่วบริเวณ

รีบเรียกพลให้ตื่นเพื่อไปช่วยกันดับไฟ  ตัวเขาโทรเรียกหน่วยดับเพลิงก่อนจะลงไปสมทบกับลูกในสวน  สายยางไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก  และกว่าหน่วยดับเพลิงจะมาบ้านเล็กๆหลังนั้นก็วอดไปทั้งหลัง

ใกล้รุ่งยืนกอดกันกับแม่ดูไฟที่โหมกระหน่ำจนดับวอดไปในที่สุดด้วยฝีมือของหน่วยดับเพลิง  พ่อบอกว่าเจียงกับครอบครัวไม่อยู่บ้านหลายวันแล้ว  อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเขาอยู่ที่นั่นด้วย  แล้วไฟไหม้ขึ้นมาได้อย่างไรกัน  มันลุกโหมอย่างรวดเร็วเหมือนไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ…

เจ้าหน้าที่มาสำรวจที่เกิดเหตุและบอกได้ทันทีว่าบ้านถูกลอบวางเพลิง  มีถังน้ำมันหลายถังที่นั่น  สาเหตุที่ทำให้เพลิงไหม้อย่างรวดเร็ว  มีคนจ้องจะทำร้ายเขา  เขาเองก็คงจะรู้ล่วงหน้าเพราะหลบหนีไปก่อน  แล้วใครกันที่คิดร้ายกับเขาถึงขนาดนั้น…

ประชาเองต้องมาตอบคำถามสารวัตรวิชัยที่มาดูเหตุการณ์ด้วยตนเอง

“คือครูไม่รู้แน่หรือว่าตอนนี้นายคนนี้หายไปไหน“

“ผมไม่รู้  มันก็หลายวันแล้ว  อีกอย่างผมกับเขาก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกัน  เขาแค่มาเฝ้าไร่ให้เสี่ย“

ประชาปฏิเสธเสียงแข็ง  ไม่ชอบแววตาขุดค้นของอีกฝ่ายสักนิด  เป็นที่รู้กันว่าสารวัตรกับผู้การฯพิสุทเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาแต่ไหนแต่ไร

“เอาละ  แล้วผมจะไปสอบปากคำเสี่ยอีกที  ครูอยู่ทางนี้ก็ช่วยส่งข่าวให้ผมรู้ด้วยละกัน  หมายถึงว่าถ้าเขากลับมานะ“

นี่คือขบวนการไล่ล่าเจียงโดยตรง  โดยมีผู้การฯอยู่เบื้องหลัง  ฝ่ายนั้นจะไม่รู้ทีเดียวหรือถึงความเป็นมาของเจียง  ยิ่งเจียงมีค่าหัวสูงไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตาย…

รีบไปส่งข่าวให้เสี่ยกิจรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

“มันนึกว่าเจียงอยู่ที่นั่น  เลยกะจะเผายกครัว  แต่ผมไม่รู้หรอกว่าเขาไปอยู่ที่ไหน  ติดต่อโทรศัพท์ก็ไม่ได้มาหลายวัน  นึกห่วงอยู่เหมือนกัน“

“หรือว่าเขาจะไม่กลับมาอีก“ ประชาสงสัย

“เขาต้องมา  เพราะที่ดินนั่นผมยกให้เขาไปแล้ว  ที่ตรงนั้นเป็นของเขานะครู  เขาเคยบอกผมถึงการอยากตั้งรกรากใหม่  ผมก็เลยซื้อที่ให้เขา“

ประชาอึ้งไป  มองหน้าเสี่ยกิจอย่างไม่คาดฝัน

“เถ้าแก่ช่วยเขาถึงขนาดนั้น….”

“บอกแล้วไงว่าผมชอบเขา  เขาเป็นคนดี  คนที่ผมไว้วางใจยิ่งกว่าลูกเสียอีก“

ประชาไม่สงสัยอีกแล้วถึงความผูกพันอันแน่นแฟ้นของคนทั้งคู่  โชคดีที่เจียงได้เจอคนดีเช่นกัน  เสี่ยกับเจียงถึงขนาดเคยร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกัน…



Don`t copy text!