ปราการแสงจันทร์ บทที่ 16 : เปิดอก

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 16 : เปิดอก

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

จิลลาไม่รู้จะมองหน้านิชฌานยังไง หญิงสาวนิ่งเงียบ ไม่พูดไม่ตอบแม้จะได้ยินตุลธรเคาะประตูห้องเป็นรอบที่สามแล้ว และตอนนี้ก็เกือบบ่ายสองโมง

“แจ้ว พี่ขอไขเข้าห้องนะ”

จิลลาได้ยิน แต่ตัดสินใจนอนหลับตานิ่ง กระทั่งได้ยินเสียงไขประตูห้อง รับรู้ว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้ ได้ยินเสียงนิชฌาน

“ไม่สบายหรือเปล่า”

มือใครสักคนแตะแขนเธอ คงเป็นตุลธร เพราะเขาเป็นคนพูด

“ตัวไม่ร้อนนะ สงสัยจะทำงานเพลินเลยนอนเช้าหรือเปล่า ตอนตีห้าพี่ออกมายังเห็นไฟห้องแจ้วเปิดอยู่เลย”

“ปลุกมากินอะไรก่อนดีไหม แล้วค่อยนอนต่อก็ได้”

“อีกสักชั่วโมงแล้วกัน”

ต่อให้อีกสิบชั่วโมงจิลลาก็ยังไม่รู้จะมองหน้านิชฌานยังไงไม่ให้ตัวเองร้องไห้…

“งั้นเดี๋ยวพี่ไปหาพ่อก่อน อีกสักชั่วโมงจะกลับมา”

ประโยคนั้นของตุลธรค่อยๆ เงียบลง ตามด้วยเสียงประตูปิด จิลลาลืมตาขึ้น… นอนพลิกตัวไปมาอยู่อีกพักก็ลุกขึ้นนั่ง ความจริงคือเธอยังไม่ได้นอน ข้อมูลที่แขดรุณให้มายังคงวิ่งวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนเธอดูหนังซ้ำไปซ้ำมาและหาวิธีปิดมันไม่เจอ หญิงสาวถอนใจยาว เธอจะเลี่ยงนิชฌานได้นานแค่ไหนกัน ถ้ามันต้องเกิดก็ไม่จำเป็นต้องถ่วงเวลา ทำให้จบๆ ไปตอนนี้น่าจะดีกว่า

จิลลาลุกขึ้นยืน เปิดประตูออกจากห้อง เห็นนิชฌานหันขวับมามองก็หลุบตาลงพื้น ได้ยินเสียงเขาเอ่ยถาม

“หิวหรือเปล่า”

แต่ไม่สามารถตอบได้ ได้แต่เดินไปนั่งลงข้างๆ เขาบนโซฟาตัวยาวอย่างเงียบงัน… ใช่ ยังคงก้มหน้ามองพื้น ไม่สามารถมองหน้าเขาได้อยู่ดี ครู่ใหญ่นิชฌานก็ถามมาอีก

“เป็นอะไรไหม”

จิลลาไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอะไรอยู่ ตอนค่อยๆ ขยับมือตัวเองไปจับมือเขา นิชฌานคล้ายจะชักมือออกในแวบแรกอย่างคนตกใจและไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นมากกว่าจะหวงตัวหรือรังเกียจจิลลา แต่สุดท้ายเขาก็นิ่ง ยอมให้จิลลาจับมือแต่โดยดี จิลลาบีบมือเขาเบาๆ แล้วถอนใจยืดยาว

“มีอะไรไม่สบายใจ… อยากไปหาป้าเหรอ”

น้ำเสียงเขาอ่อนโยน คำถามเขาแสดงความอาทร หากนั่นยิ่งทำให้จิลลาห้ามน้ำตาได้ยาก ก่อนหน้านี้เธอโกรธเกลียดเขา ตั้งใจว่าจะทำร้ายเขาทุกทางให้สาสมกับสิ่งที่เขาทำกับเธอ แต่พอรู้ว่าเขาเจอเรื่องเลวร้ายอะไรมา แล้วพบว่าเขายังพยายามทำเพื่อทิวาอยู่ เขายังเหลือความใส่ใจให้มนุษย์คนอื่นบนโลกจิลลากลับรู้สึกว่านิชฌานเป็นคนที่ไม่ควรต้องพบเจอเรื่องเลวร้ายใดอีกต่อไปแล้ว

ตอนนี้นิชฌานเป็นฝ่ายกุมมือเธอไว้แทนแล้ว เขาหันหน้าเข้าหา โน้มหน้าเข้าใกล้อีกนิด พูดเสียงเบาอย่างปลอบประโลม

“ร้องไห้ทำไม มีอะไรคุยกับผมได้นะ… คิดถึงคุณวันใหม่หรือเปล่า”

จิลลาส่ายหน้า ตัดสินใจหันไปสบตากับนิชฌานเป็นครั้งแรก ปากอ้าคล้ายจะพูดแต่กลับชะงัก ถ้าเขารู้ว่าเธอรู้เขาจะเสียใจและเจ็บปวดมากน้อยแค่ไหน เธอไม่อยากทำร้ายความรู้สึกเขาอีกแล้ว

“คุณแจ้ว คุณพูดกับผมได้ทุกเรื่อง… จริงๆ”

นั่นทำให้เธอตัดสินใจได้… เธอจะบอก จิลลาสูดลมหายใจเข้าปอดอีกครั้งก่อนพูด “ฉัน… รู้หมดแล้ว”

นิชฌานนิ่วหน้า สีหน้ายังบอกว่าไม่เข้าใจ “รู้… รู้อะไร”

“เรื่องคุณ… กับคุณแคลร์”

นิชฌานยังนิ่งคล้ายยังประมวลผลไม่ได้ว่าเรื่องนั้นคือเรื่องอะไร ทว่าพอมองหน้าจิลลานานเข้า แววตาที่เขาอ่านมันออกอยู่เสมอกลับช่วยเฉลยความจริง นิชฌานปล่อยมือจิลลา ดึงมือตัวเองมากำไว้ตรงหน้าตักตน ถามเสียงสั่น “ยังไง”

“ที่คุณเคยถามว่าคุณแคลร์มีงานอื่นให้ฉันทำอีกไหม… มันมี”

“แล้ว…”

“คุณแคลร์อยากให้ฉันเป็นคนเขียนหนังสืองานศพให้ คุณแคลร์ให้ตู้เซฟเล็กๆ ฉัน มันถูกเก็บในรถ วันที่ฉันไปเจอวันใหม่ ฉันได้รหัสเซฟจากคุณป้อง แล้วก็ไปเจอวันใหม่ไปเอาของในเซฟ ของในเซฟเป็นรหัสเข้าคลาวด์สโตเรจ คุณแคลร์เก็บข้อมูลไว้ในนั้น”

นิชฌานพยักหน้ารับช้าๆ คล้ายกับเขาเองก็ยังไม่มีสตินัก “แล้ว… แคลร์เล่าเรื่องผมเหรอ”

“คุณแคลร์เล่าเรื่องที่คุณแคลร์เจอ แล้วก็… วิธีที่คุณแคลร์จัดการเรื่องนั้น”

คราวนี้เป็นนิชฌานบ้างที่สูดลมหายใจเข้าปอดสุดลม ถามด้วยน้ำเสียงไม่แน่ใจ “ผม… ขอดูข้อมูลพวกนั้นได้ไหม”

จิลลานิ่งคิด แล้วเลือกตอบทางที่ตนคิดว่าดีที่สุด “ฉันจะตัดเฉพาะส่วนที่เป็นของคุณให้ดู”

นิชฌานส่ายหน้าไปมา รู้ว่าเจ้าหล่อนกังวลเรื่องใด “ผมรู้ทุกเรื่องที่แคลร์ทำ เวลามีข่าวเพื่อนในกลุ่มตาย ผมจะคุยกับแคลร์ทุกครั้ง แคลร์เล่าให้ผมฟังหมด ผมแค่อยากรู้ว่าคุณรู้อะไรบ้าง”

กระนั้นเพื่อความแน่ใจ จิลลาก็ต้องถาม “คุณ… เคยเห็นคลิป… บ้างไหม”

นิชฌานพยักหน้า สีหน้าแววตาที่มองจิลลานั้นค่อนไปทางเป็นห่วง “แคลร์ให้คุณดูเหรอ”

จิลลาพยักหน้า เพิ่งรู้ตัวว่าน้ำตายังไม่หยุดไหล “คุณแคลร์อยากให้ฉันเข้าใจคุณแคลร์ที่สุด”

“คุณเป็นยังไงบ้าง”

คำถามนั้นทำให้จิลลารู้สึกเหมือนโดนสะกิดบอกให้รู้ตัวว่าค่ำคืนที่ผ่านมาเธอพานพบเข้ากับอะไร น่าแปลกที่คำถามนั้นทำเธอดิ่งจมไปกับห้วงอารมณ์ที่ดึงดูดให้ใจเธอค่อยๆ ตกลงสู่ก้นเหว มืดมิดและหนาวเย็นขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งมีสัมผัสอบอุ่นเกิดตรงต้นแขน… นิชฌานจับมันไว้

“คุณแจ้ว คุณไม่จำเป็นต้องรับมันไว้ คิดซะว่าดูหนังแย่ๆ สักเรื่องได้ไหม ดูแล้วปล่อยมันผ่านไป”

เธอจะทำได้ยังไง… จิลลาไม่ต่อความเรื่องนั้น เปลี่ยนเป็นบอกเขาแทน “ฉันจะไปเอามาให้ดู”

บอกแล้วลุกไปหยิบคอมพิวเตอร์มาส่งให้นิชฌาน นิชฌานเองเหมือนแค่เลื่อนดูผ่านๆ แต่ก็เปิดดูตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้าย ก่อนส่งคอมพิวเตอร์กลับมาให้พร้อมยืนยัน

“คลิปทั้งหมดผมเคยเห็นแล้ว…” นิชฌานบอกแล้วทำท่าเหมือนจะพูดอะไรต่อทว่าพูดไม่ออก เหมือนหลายร้อยล้านถ้อยคำพากันมาอออยู่ที่ริมฝีปากจนไม่อาจเรียบเรียงได้ ที่สุดก็ก้มหน้าลงซบฝ่ามือตัวเอง พึมพำแผ่วเบา “ไม่น่าเป็นแบบนี้เลย”

“เป็นยังไง”

นิชฌานถอนใจยาว บอกไปไม่ปะติดปะต่อนักแสดงออกว่ายังสับสน “แคลร์ไม่ควร… ผมไม่ควร… คุณไม่ควร”

“ใจเย็นๆ” จิลลาต้องเตือนสติเขา ไม่อย่างนั้นเห็นท่าจะคุยกันไม่รู้เรื่องขณะเดียวกันก็บอกตัวเองไปด้วยในตัว ดูท่าแล้วเรื่องนี้ถ้าเธอฟูมฟายก็จะยิ่งทำให้นิชฌานโทษตัวเอง จิลลาไม่ได้อยากคุยเรื่องนี้เพื่อทำให้เขารู้สึกแย่ ดังนั้นถ้าอยากพยุงใจเขาเธอก็ต้องใจเย็นและเข้มแข็งกว่า คิดดังนั้นจิลลาก็มีสติพอจะบอก “ฉันเป็นห่วงคุณ”

นิชฌานถึงกับนิ่งอึ้งไปหลายวินาทีกับถ้อยคำนั้น แล้วไหนมันจะออกมาจากปากคนที่… ต่อให้จิลลาซ้ำเติม หัวเราะเยาะ หรือสมน้ำหน้า นิชฌานก็จะไม่โกรธ สิ่งที่เขาทำกับจิลลามันเลวร้าย อาจไม่แตกต่างจากที่แขดรุณทำกับเขาเลย แขดรุณทำลายตัวตนเขาทางจิตใจ ส่วนเขาก็ทำลายตัวตนของจิลลาทางร่างกาย เขาไม่มีค่าพอให้จิลลาเป็นห่วง เนิ่นนานกว่านิชฌานจะพูดได้อีก “ผมไม่ควรทำให้คุณเจอเรื่องนี้เลย”

“เรื่องไหน” จิลลาถามทันที “ถ้าเรื่องข้อมูลพวกนี้มันไม่ใช่เพราะคุณ ไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องได้เห็นมัน”

“ผมไม่ควรทำให้คุณเป็นแบบนี้… ผมไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งคุณจะได้รู้เรื่องพวกนี้”

จิลลาถามไปตามตรง “คุณคิดว่าพอฉันรู้ว่าคุณแคลร์โหดร้ายแค่ไหนแล้วฉันจะรู้สึกแย่มากขึ้นเหรอ”

“เป็นแบบนั้นไหม”

จิลลาส่ายหน้า “ไม่ ฉันไม่ใช่คุณแคลร์ ต่อให้คุณแคลร์ทำเรื่องแย่กว่านี้ฉันก็ไม่ได้รู้สึกแย่ลง ต่อให้คุณแคลร์เป็นคนแสนดีฉันก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้น ไม่ต้องเป็นห่วงฉันจนโทษตัวเองทุกเรื่อง ตอนนี้ฉันรู้สึกแย่มากที่เห็นคลิปพวกนั้น แต่สักสองสามวันฉันจะดีขึ้น ฉันเป็นคนนอก ไม่ใช่คนทำและไม่ใช่คนที่ถูกกระทำ” จิลลาจ้องลึกลงไปในแววตาของนิชฌาน ก่อนจะพูดย้ำคำเดิม “ฉันเป็นห่วงคุณ”

คล้ายจะมีน้ำคละคลอดวงตาของนิชฌานชั่วแวบหนึ่ง และมันจะหายไปพร้อมรอยยิ้มแสนโศกปรากฏบนใบหน้านิชฌาน “ขอบคุณนะ ผมไม่เป็นไร”

สีหน้าของคนที่บอกว่าตัวเองไม่เป็นไรไม่ใช่แบบนั้นเลย จิลลายังเห็นรอยแตกร้าวของจิตใจชัดเจน จึงเอ่ยถามต่อ “คุณอยากคุยไหม”

นิชฌานนิ่งไปครูใหญ่ ก่อนยิ้มมุมปาก เป็นยิ้มที่ดูหายเศร้าน้อยลงหน่อย ถามย้อนกลับ “อยากสัมภาษณ์ผมไหม”

เป็นจิลลาที่นิ่งไปบ้าง สุดท้ายก็เอนหลังลงพิงพนักของโซฟา ยกเข่าขึ้นมากอดขณะแหงนหน้ามองเพดาน “โอ้โห ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนเลย”

“เริ่มจากกินข้าวก่อนเลย”

นั่นสินะ… พอเขาพูดจิลลาก็หิวขึ้นมาติดหมัด เห็นนิชฌานบุ้ยใบ้ไปทางครัวจึงลุกไปดูว่ามีอะไรให้ตนกินบ้าง ระหว่างกำลังสาละวันตักข้าวปลาอาหารปรนเปรอตัวเองจิลลาไม่รู้ตัวเลยว่านิชฌานยังมองมาอยู่ตลอด

นิชฌานพินิจจิลลาโดยพยายามมองข้ามใบหน้าของแขดรุณที่ตนเกลียดชัง จิลลาเป็นห่วงเขาจริงๆ ใช่ไหมหลังจากเขาทำลายตัวตนโดยไม่ถามความสมัครใจ จิลลาให้อภัยเขาได้จริงๆ หรือกับความผิดที่เขาก่อ จิลลาไม่ได้กำลังทำให้เขาตายใจเพื่อจะได้แก้แค้นให้เขาเจ็บปวดที่สุดใช่ไหม

เขาอยากเชื่อจิลลาเหลือเกินทว่าก็ไม่อาจโกหกตัวเองได้ว่าเขายังแข็งแรงพอจะรับความผิดหวังได้อีก เขาผิดหวังกับตัวเองที่ไว้ใจคนผิด เชื่อใจคนผิด ให้ใจคนผิดไม่ได้อีกแล้ว… ไม่ได้จริงๆ

 

“คุณตุลรู้เรื่องทั้งหมดหรือเปล่า” นั่นเป็นประโยคแรกที่จิลลาเอ่ยถาม หลังกินข้าวเสร็จแล้วกลับมานั่งข้างๆ นิชฌานอยู่ครู่ใหญ่เพื่อเรียบเรียงสิ่งที่ตนอยากรู้ แล้วยังต้องคิดทบทวนอีกหลายตลบว่าถ้าถามออกไปนิชฌานจะรู้สึกแย่ไหม มันจะเป็นประโยชน์กับเขาหรือเพียงแค่สนองความอยากรู้ของเธออย่างเดียว แต่คำถามเรื่องตุลธรเธอต้องถามเพราะอย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าเวลามีตุลธรอยู่ด้วยเธอควรวางตัวอย่างไร ซึ่งคำตอบจากปากนิชฌานก็ไม่ได้ทำให้จิลลาแปลกใจนัก

“รู้ พี่ตุลรู้ทุกเรื่อง ถ้าแคลร์ลงกับผมมากไปพี่ตุลคอยกันให้ตลอด”

จิลลาไม่สงสัยในความสัมพันธ์ของสองคนนี้แล้วว่าทำไมถึงดูลึกซึ้งนัก เป็นมากกว่าเพื่อนอย่างที่ตุลธรคอยบอกเธอจริงๆ เหมือนพี่น้อง เหมือนพ่อลูก พ่อ… ถ้าอย่างนั้น “พ่อคุณตุลรู้เรื่องด้วยเหรอ”

นิชฌานส่ายหน้า “ไม่ พ่อรู้แค่ผมไม่เต็มใจแต่งงาน พ่อรู้ว่าผมกับแคลร์ไม่ได้รักกันแบบคนรักเลยคิดว่าแคลร์บังคับผมเพราะอยากเอาใจปู่ พ่อโกรธแคลร์ที่เห็นแก่ตัว”

“ถ้าพ่อคุณตุลรู้ ทำไมคุณทิวาจะไม่รู้”

นิชฌานถอนใจยืดยาว สารภาพไป “เพราะผมยืนยันกับปู่เอง ตอนนั้นผม… ต้องทำทุกอย่างให้ได้แต่งงานกับแคลร์”

“เพื่อปกป้องคุณมาธวีใช่ไหม”

นิชฌานพยักหน้า ก่อนนิ่งงันไปเลยเมื่อจิลลาพูดประโยคหนึ่ง

“คุณแคลร์บอกว่ายังรักคุณเหมือนน้องชายอยู่เหมือนเดิม” บอกไปแล้วรออยู่นาน พอนิชฌานไม่ตอบรับเสียทีจึงถามไป “ฉันทำให้คุณรู้สึกแย่หรือเปล่า”

นิชฌานรีบส่ายหน้า ย้อนถามจิลลา “คุณคิดยังไงถ้าดูจากสิ่งที่แคลร์ทำกับผม”

จิลลาถอนใจยืดยาว พยายามเรียบเรียงคำพูดตน “ฉันรู้สึกเหมือน… เพื่อนๆ กลุ่มนั้นสร้างเปลือกห่อหุ้มคุณแคลร์ไว้ ตอนแรกเปลือกนั่นมีหนามอยู่ด้านใน มันทิ่มแทงคุณแคลร์จนถึงจุดที่คุณแคลร์ทนไม่ไหวก็เลย… กลับด้านเปลือกเอาหนามออก หนามมันเลยทิ่มแทงทุกคนที่อยู่ใกล้ ทุกคนแม้แต่คนที่คุณแคลร์บอกว่ารัก ฉันคิดว่าคุณแคลร์รักคุณเหมือนเดิมจริงๆ”

จิลลาหันไปทางนิชฌาน “แล้วคุณล่ะคิดยังไง”

นิชฌานส่ายหน้า “สำหรับผมแคลร์ไม่รู้จักความรักอีกแล้ว…ก่อนหน้านี้แคลร์เป็นคนแบบที่คุณเจอนั่นแหละ น่ารัก ใส่ใจทุกคน ใครก็อยากอยู่ใกล้ ซึ่งผมเข้าใจที่แคลร์เปลี่ยน”

ใช่ เธอก็เข้าใจ เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นอาจทำให้แขดรุณเจ็บน้อยกว่านี้ถ้าคนทำจะไม่ใช่เพื่อนรักและคนรักของตน จิลลาไม่รู้จริงๆ ว่าในตอนนั้นทุกคนคิดอย่างไรกับการรวมหัวทำร้ายแขดรุณ อาจเพราะยังเด็ก อาจเข้าใจคำว่าล้อเล่นผิดไป หรืออาจตีความคำว่าเรื่องขบขันผิดจนทุกอย่างมันเพี้ยนไปหมด ไม่มีใครสักคนเอะใจเลยหรือว่าไม่ควรทำแบบนี้กับเพื่อน กับคนรัก หรือพากันมองข้ามไปหมดเพราะได้ในสิ่งที่อยากได้ ทั้งข้าวของเงินทอง มีใครสักคนฉุกใจคิดไหมว่าสิ่งที่ตนทำนั้นเป็นอาชญากรรม

“แต่ผมก็ยังเกลียดแคลร์”

นั่นจิลลาก็เข้าใจ เขามีสิทธิ์เต็มที่กับความรู้สึกนั้น

“แล้วก็ผิดหวังกับมา”

จิลลามองหน้านิชฌาน สีหน้าเขาเจ็บปวดไม่แตกต่างจากน้ำเสียงที่ใช้เลย

“คุณรู้เรื่องอีเมลที่มาสารภาพกับผมใช่ไหม” พอเห็นจิลลาพยักหน้ารับ นิชฌานก็พูดต่อ “ก่อนหน้านั้นผมไม่รู้ ผมคิดมาตลอดว่ามาไม่มีทางทำร้ายแคลร์ แต่คงขัดเพื่อนไม่ได้ ผมเข้าข้างมามาตลอด แล้วก็คิดไปด้วยว่าที่แคลร์เล่นงานผมหนักอาจเป็นเหตุผลเดียวกับพี่คริสกับพี่อลิซ พอโตขึ้นแคลร์อาจให้ค่ากับมรดกมากกว่ามิตรภาพ”

จิลลาอดถามไม่ได้ “คุณเคยคิดบ้างไหมว่าอีเมลนั้นอาจไม่ใช่เรื่องจริง คำสารภาพนั้นอาจจะเป็นเรื่องโกหกก็ได้”

นิชฌานพยักหน้ารับ “ผมไปคุยกับพลอย… พอหทัย” นิชฌานอธิบายเพิ่มเมื่อเห็นจิลลาดูงงกับชื่อพลอย พอหญิงสาวเข้าใจแล้วก็เงียบไปเพื่อระลึกเหตุการณ์อยู่ครู่ แล้วพูดต่อ “ในงานศพมา ผมดึงพลอยมาคุยด้วย ผมยังไม่ได้พูดเรื่องมาเป็นคนเริ่ม แต่พลอยพูดออกมาเองว่ามาเป็นคนเริ่มเรื่องแบล็กเมล พลอยไม่รู้เรื่องที่แคลร์ทำ ยังคิดว่ามาเป็นซึมเศร้าเพราะรู้สึกผิดกับแคลร์”

“แล้ว… คุณรู้สึกยังไง”

“เสียใจ” นิชฌานตอบได้ทันที “เหมือนผมไม่เคยรู้จักมามาก่อนเลย มาทำกับเพื่อนรักที่รักตัวเองขนาดนั้นได้ยังไง ผมรู้ว่าแคลร์รักมามากกว่าเพื่อนคนไหน รักชนิดที่… ต่อให้แคลร์รักผมจริงแคลร์ก็จะยอมให้มา ผมเสียใจที่มาไม่รู้จักผมเลย ผมไม่ได้รักแคลร์ในแง่นั้นแต่ก็ยังรักแคลร์เหมือนน้อง พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับแคลร์ผมก็เสียใจ เสียใจมากที่คนทำเป็นมา… ผมถึงได้บอกว่าผมเข้าใจแคลร์ ในแง่มุมหนึ่งเราถูกมาทำร้ายทางความรู้สึกเหมือนกัน แต่แคลร์เป็นคนโดนกระทำโดยตรง”

จิลลารับฟังเงียบๆ ปล่อยให้นิชฌานพูดไปเรื่อยๆ ทว่าจับตามองนิชฌานตลอด เธอยังเห็นรอยร้าวที่รุนแรงที่สุดอยู่ในแววตา รอยที่เธอยังค้นไม่เจอว่าความรู้สึกใดในตัวเขาที่ทำให้มันเกิด กระทั่งเขาพูดประโยคหนึ่งออกมา

“ผมมันคนน่าสมเพช”

“ไม่” จิลลาขัดทันที “อย่าว่าตัวเองแบบนั้น”

หากนิชฌานกลับส่ายหน้า บอกเหตุผลที่ทำให้เขาว่าตัวเองแบบนั้นได้ออกมา “ผมทำอะไรไม่ได้เลย ช่วยแคลร์ไม่ได้ ช่วยมาไม่ได้… แค่เอาตัวเองให้รอดยังยาก ไร้ค่าสุดๆ”

จิลลาเอื้อมมือไปจับแขนนิชฌาน บีบเบาๆ อย่างจะเรียกสติให้ “คุณยังมีคนที่รักคุณนะ คุณตุล พ่อคุณตุลล คุณทิวา หรือต่อให้ไม่มีใครรัก แต่ถ้าคุณรักตัวเองคุณไม่มีทางไร้ค่า”

“ไม่… ผมเกลียดตัวเอง… เกลียดมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ทำแบบนี้กับคุณ”

จิลลาสงสารเขา บางทีถ้าเขาทำร้ายเธอเพื่อตัวเองมันคงไม่น่าสงสารเท่านี้ แต่จิลลาเห็นมานานแล้วว่าเขาทำเพื่อทิวา และคงไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียวด้วย “คุณทำเพื่อคุณทิวา… ก่อนคุณมาจะเสียคุณทนอยู่กับคุณแคลร์เพื่อปกป้องคุณมา หลังคุณมาเสียคุณก็ต้องทนอยู่กับคุณแคลร์ต่อเพื่อคุณทิวา… ฉันเข้าใจถูกใช่ไหม”

นิชฌานคล้ายกับไร้เรี่ยวแรงจะตอบ เขาเงียบอยู่ราวสองอึดใจจนที่สุดก็พยักหน้า “ใช่”

“คุณควรทำเพื่อตัวเองบ้าง”

นิชฌานนิ่งคิดอยู่ครู่ก็ส่ายหน้า “ผมไม่มีอะไรให้ทำ ไม่ได้อยากได้อะไรแล้ว”

คนฟังถึงกับถอนใจสั้นๆ “อย่างน้อยก็หาความสุขให้ตัวเอง”

คนสองคนมองหน้ากันอยู่อย่างนั้น ก่อนหันไปมองทางประตูพร้อมกันเมื่อมันถูกเปิดออก เห็นตุลธรชะงักมองสลับจิลลากับนิชฌานอยู่สองรอบ คงรู้สึกถึงบรรยากาศที่ไม่ปกติ ก่อนเอ่ยถาม

“นี่… มีอะไรหรือเปล่า”

นิชฌานส่ายหน้าและพยายามส่งยิ้มให้ตุลธร ทว่าคนอยู่ด้วยกันมานานมีหรือจะไม่รู้ว่าความรู้สึกจริงๆ ของนิชฌานเป็นอย่างไร รีบเดินเข้ามาใกล้ ถามด้วยน้ำเสียงร้อนใจขึ้นอีกนิด

“เกิดอะไรขึ้น” ถามแล้วหันไปมองจิลลาด้วย ซึ่งการที่อีกฝ่ายหลบตาไปเฉยๆ ไม่ได้โต้ตอบกลับมายิ่งทำให้ตุลธรรู้สึกผิดปกติ กระทั่งนิชฌานบอกให้รู้

“คุณแจ้วรู้เรื่องหมดแล้ว”

หากตุลธรยังงง รู้เรื่อง… เรื่องอะไร

“เรื่องทั้งหมดที่แคลร์ทำกับคนในกลุ่ม… กับผม”

ตุลธรอ้าปากค้าง หันขวับมองจิลลาซึ่งก็สารภาพตามตรง

“ไฟล์ที่โหลดเมื่อวานคือไฟล์ที่คุณแคลร์ทำไว้ให้”

“ไฟล์อะไร… ทำไว้ให้ทำไม”

นิชฌานเป็นฝ่ายตอบให้แทน “ไฟล์ประวัติแคลร์ แคลร์อยากให้คุณแจ้วเขียนหนังสืองานศพให้ ที่เราเคยสงสัยกันว่าทำไมแคลร์ต้องสืบประวัติคุณแจ้ว”

ตุลธรนิ่งอึ้งไปคล้ายยังไม่รู้จะพูดอะไรดี ก่อนหันไปสนใจจิลลาที่พูดกับนิชฌาน

“ไม่ต้องคุณก็ได้”

และยิ่งเหวอไปใหญ่ตอนเห็นนิชฌานหันไปถามจิลลาด้วยท่าทางคล้ายจะหยอกอยู่ในที

“ตกลงสนิทกันแล้วเหรอ”

จิลลาค้อนนิชฌาน ตอบกลับทันควันว่า “ก็แล้วแต่จะเลือก” แล้วลุกขึ้นยืน บอกให้ได้ยินกันครบก่อนเดินเข้าห้องตน “นอนก่อนนะ เมื่อคืนไม่ได้นอนเลย”

จิลลาปิดประตูห้องลงไปแล้วพักใหญ่ ตุลธรกับนิชฌานก็ยังคงมองหน้าแลกความเงียบใส่กันอยู่อย่างนั้น กระทั่งนิชฌานส่งยิ้มให้ ตุลธรจึงเดินลงมานั่งข้างๆ นิชฌานแทนที่จิลลา เอ่ยถาม “โอเคใช่ไหม”

นิชฌานพยักหน้า “โอเค แปลกใจเหมือนกัน… แต่ก็โอเค ไม่แปลกใจที่แคลร์เลือกเขามาทำงานให้”

ตุลธรยังไม่รู้หรอกว่าทำไมนิชฌานถึงไม่แปลกใจ แต่ก็ตอบกลับด้วยสิ่งที่ตนรู้อยู่แล้ว “แคลร์มองคนเก่งอยู่นะ”

“เท่าที่คุยกันเหมือนเขาไม่ตัดสินใคร มองทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล เขาเข้าใจทุกคน เข้าใจแคลร์… เข้าใจผม”

ตุลธรรู้สึกถึงความผ่อนคลายของนิชฌาน เหมือนนิชฌานได้ปลดปล่อยบางอย่างออกไปและมันทำให้ข้างในจิตใจของนิชฌานเบาสบายมากขึ้น ไม่ว่าช่วงที่เขาไม่อยู่จะเกิดอะไรขึ้น แต่เรื่องที่เกิดส่งผลดีกับนิชฌานพอสมควรทีเดียว อย่างน้อย… “แจ้วก็น่าจะใจร้ายกับฌานน้อยลงแหละนะ”

นิชฌานกลับหัวเราะ บอกไปอย่างคนปลงตก “ผมไม่หวังขนาดนั้น”

ตุลธรหัวเราะหึ ไม่ได้พูดออกไปว่าเขาหวังขนาดนั้น… และหวังมากกว่านั้นด้วย!

 

จิลลาดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลที่ตนเก็บไว้ แล้วเริ่มเขียนงานในแบบที่ตนตั้งใจไว้ พยายามวางทุกความนึกคิดที่เกิดขึ้นกับแขดรุณหลังได้รับรู้เรื่องโหดร้ายทั้งที่แขดรุณเป็นฝ่ายถูกกระทำและกระทำต่อผู้อื่น ทุ่มสมาธิให้กับกิจการของทีจีแอล แนวคิดในการทำงานของแขดรุณ แรงบันดาลใจที่มาจากนิชฌาน… จิลลาถอนใจยาว เธอไม่รู้สึกเลยว่าการชื่นชมนิชฌานของแขดรุณเป็นเรื่องหลอกลวงหรือเป็นการกระทำเพื่อสร้างภาพคู่รัก มันเป็นความคิดของนิชฌานจริงๆ และแขดรุณก็นำมันไปต่อยอดได้จริงๆ

‘แกสัมภาษณ์คุณฌานเพิ่มดีไหม ไหนๆ ก็ใกล้ขนาดนั้นแล้ว’

ข้อความจากวรรณวลีเด้งมาอย่างนั้น หลังเธอสรุปคร่าวๆ ให้เพื่อนฟังว่าจะเขียนบทความไปในแนวทางไหน จิลลาถอนใจยาว เธอไม่ได้เล่าอะไรให้วรรณวลีฟังเลยด้วยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของแขดรุณและนิชฌาน เธอไม่มีสิทธิ์แพร่งพรายมันไม่ว่ากับใคร จิลลาพยายามดึงความสนใจของเพื่อน ‘ฉันอยากสัมภาษณ์คุณทิวาเพิ่มเติมมากกว่า’

‘ทำได้เหรอ ตอนนี้แกเป็นหลานเขา’

‘ได้แหละ ถ้ามีโอกาสฉันจะถามรวบรวมข้อมูลไว้ แล้วค่อยบอกว่าขอเอาไปให้แกเขียนลงบทความ’

‘โอเค… แกยังโอเคอยู่นะ’

‘โอเค แค่คิดถึงแก’

‘คิดถึงเหมือนกัน เออ ฉันเห็นด้วยกับคุณฌานเรื่องวอยซ์กับลายเซ็นแกนะ ถ้าแกกลับมาเขียน อย่างน้อยก็คนในเดอะคอนเทนิกนี่แหละที่ต้องมีผิดสังเกตบ้าง ต่อให้บอกว่าเป็นฟรีแลนซ์คนใหม่ก็เถอะ’

และถ้าแบบนั้นคนที่จะลำบากที่สุดคือวรรณวลี ‘แล้วแกมองยังไง’

‘เรื่องทีจีแอล ถ้าแกอยากเขียนก็เขียนเลย แต่ฉันจะเป็นคนอีดิทให้แก อาจต้องแก้ไขปรับเปลี่ยนเอกลักษณ์แกออกบ้าง ถ้าแกโอเค แต่คิดให้ดีนะเพราะคนอื่นจะไม่รู้ว่านี่เป็นผลงานแก’

นั่นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ฟังเป็นทางออกที่ดีด้วยซ้ำ จิลลาแค่อยากทำงานนี้ให้จบ ใครจะรู้หรือไม่รู้จิลลาไม่สนใจ หากเป็นปกติเธอคงไม่ยอมหรอก แต่ตอนนี้เธออยู่ในฐานะที่แสดงตัวไม่ได้อยู่แล้ว

‘แต่ถ้าแกไม่โอเค แกหยุดแค่นี้ ฉันจะเป็นคนเขียนบทความนี้เอง ถ้ามีอะไรเพิ่มเติมแกก็ส่งข้อมูลมาได้ในฐานะแหล่งข้อมูล’

‘ฉันโอเค ฉันจะทำงานนี้ให้จบแล้วส่งต่อให้แกอีดิท แล้วก็ว่างงานไปเรื่อยๆ’

เพื่อนเงียบหายไปจนจิลลานึกได้ว่าประโยคนั้นอาจทำให้วรรณวลีเป็นห่วง กำลังจะพิมพ์กลับไปว่าไม่ต้องคิดมากทว่าเพื่อนกลับส่งข้อความกลับมาก่อน

‘แกอยากเขียนนิยายไม่ใช่เหรอ’

นั่นทำให้จิลลาเพิ่งนึกได้เหมือนกัน ใช่ เธอเคยอยากเขียนนิยาย เพราะเรื่องจริงบางเรื่องที่เธอรับรู้ บางครั้งมันก็ส่งผลต่อความรู้สึกและอารมณ์ส่วนตัวของเธอเกินกว่าจะยอมให้มันปรากฏในบทความซึ่งเป็นพื้นที่ที่เธอต้องเคารพอารมณ์และความรู้สึกของแหล่งข่าวมากกว่า ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่นเรื่องของแขดรุณกับนิชฌานนี่แหละ ถ้าให้เขียนบทความจิลลาอาจสมองตื้อไปเลย แต่ถ้าเป็นนิยายอะไรๆ คงง่ายขึ้น เขียนความจริงแล้วใช้คำว่าเรื่องแต่งเป็นฉากหน้า น่าจะปลอดภัยจากทุกฝ่ายมากกว่า จิลลาพิมพ์ตอบกลับไป ‘ลืมไปเลย’

‘ฉันว่าตอนนี้ก็เหมาะดีนะถ้าแกจะลองเริ่มดู จำโพรเจ็กต์แพลตฟอร์มนิยายออนไลน์ได้ไหม’

‘อื้อ จำได้’

‘ฉันกำลังจะทำแล้ว เริ่มติดต่อนักเขียนตอนนี้น่าจะเกือบสิบคนแล้ว ถ้าแกเขียนแกต้องเอามาลงกับฉันนะ’

ก็ต้องแบบนั้นแหละ ถ้าเธอเขียนนิยายจริงๆ จะไม่เอาไปลงที่แพลตฟอร์มของเพื่อนได้อย่างไร ‘ลงแน่ ได้ชื่อเว็บหรือยัง’

‘The contefic’

เท่านั้นจิลลาก็รู้ทันที เธอรู้อยู่แล้วว่าชื่อเดอะคอนเทนิกมาจาก Content ผสมกับ Iconic สำหรับชื่อนี้ก็ต้องมาจาก Content ผสม Fiction สินะ

‘ตอนแรกอยากใช้ Confic สั้นๆ แต่ป๊าบอกมันคล้ายกับคำว่า Conflict เกินไป แกก็รู้จักป๊า’

แหงสิ พ่อของวรรณวลีค่อนข้างถือเคล็ดถือโชค คำว่าคอนฟลิกต์มีความหมายไปในเชิงลบก็คงไม่อยากให้ใช้ชื่อนั้น ‘เข้าใจป๊า contefic ก็เท่ดีนะ’

‘อื้อ ป๊าค้านชื่อ confic แล้วเสนอชื่อนั้นมา ฉันก็ชอบเลยใช้เลย’

นั่นก็เป็นลักษณะของวิวรณ์อีกเช่นกัน ไม่เคยคัดค้านอะไรเฉยๆ ไม่เคยสักแต่ว่าไม่เห็นด้วย แต่มักเสนอแนวทางที่ตนคิดว่าดีกว่าให้เป็นทางเลือกเสมอ อย่างน้อยก็เพื่อให้คนทำงานเอาไปต่อยอดได้ ไม่มืดแปดด้าน

‘เออ อาทิตย์หน้ามีวันหยุดยาวสามวัน ฉันไปหาแกได้นะ ถ้าแกสะดวก’

จิลลาสะดวกอยู่แล้ว แล้วพอเพื่อนพูดแบบนี้ยิ่งทำให้อยากเจอเพื่อนมากๆ ด้วย… แต่ที่นี่เป็นบ้านของนิชฌาน เป็นสถานที่ที่แม้แต่ทิวายังไม่รู้จัก ต่อให้ยังเกลียดเขาอยู่เหมือนก่อนหน้านี้เธอก็ต้องเคารพ ‘ขอฉันถามเขาก่อนนะว่าสะดวกไหม ว่าแต่… นี่อยากมาเจอฉันหรืออยากมาเจอผู้’

‘บ้าาาา’

จิลลาแทบจะเห็นภาพวรรณวลีกรีดร้องพร้อมยกสองมือขึ้นกดแก้มตัวเองเลยทีเดียว และการนึกภาพนั้นทำให้จิลลาหัวเราะได้ อ่านที่เพื่อนพิมพ์มาต่อด้วยรอยยิ้ม

‘คนอย่างฉันเหรอจะอยากเจอผู้ชายมากกว่าเพื่อน แกมันคนเพ้อเจ้อ’

‘งั้นฉันบอกให้คุณตุลไปอยู่ที่อื่นช่วงที่แกมานี่ก็ได้ใช่ไหม’

‘ฉันฆ่าแกแน่นังเพื่อนทรยศ’

เท่านั้นจิลลาก็ระเบิดหัวเราะแบบไม่กลัวว่าจะมีใครได้ยิน เพราะรู้ว่าทั้งนิชฌานทั้งตุลธรอยู่ที่ท่าน้ำกันหมด หญิงสาวหันไปมองทางนั้นก่อนลุกไปเปิดม่านดูเพื่อความแน่ใจ เห็นว่าตุลธรยังนั่งอยู่บนท่าน้ำแสดงว่านิชฌานยังไม่ขึ้นจากบ่อ แล้วพอคิดอะไรได้จิลลาก็รีบวิ่งไปพิมพ์ข้อความหาเพื่อน ‘แก ถ้าแกมาได้ ฉันฝากแกซื้อของอย่างหนึ่งมาให้ฉันได้ไหม’

‘อะไร ว่ามาเลย’

จิลลาค้นหาสิ่งที่ตนอยากได้ทางอินเทอร์เน็ต พอเจอกับรูปแบบและขนาดที่ตนอยากได้แล้วจึงส่งลิงก์ไปให้วรรณวลีดู ยิ้มกว้างอย่างดีใจเมื่อเพื่อนตอบกลับมา

‘สั่งแล้วเรียบร้อย ต่อให้ฉันไปหาแกไม่ได้ฉันก็ส่งของไปให้แกได้นะ’

‘ไม่ต้องมาพูดดี ฉันรู้แกอยากเอามาให้ด้วยตัวเอง’

‘ก็ฉันรักแก’

‘แกอยากมาเจอผู้ต่างหาก’

แล้วจิลลาก็หัวเราะลั่น แน่ใจว่าวรรณวลีเองก็เช่นกัน!



Don`t copy text!