ปราการแสงจันทร์ บทที่ 19 : เปิดเผยตัวตน

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 19 : เปิดเผยตัวตน

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

“ฝากเล่นน้ำเป็นเพื่อนฌานหน่อยนะ”

จิลลาหันไปมองตุลธรที่คราวนี้เป็นผู้นั่งบนเบาะหลัง เขาเลือกพูดตอนนิชฌานยังไม่ขึ้นรถบอกให้รู้ว่าไม่ต้องการให้นิชฌานรู้เรื่องนี้ จิลลาพยักหน้ารับ พอดีกับที่นิชฌานขึ้นรถประจำตำแหน่งคนขับพอดี

“ไปเลยนะ”

ตุลธรส่งเสียงตอบรับนิชฌาน รถออกไปสักพักแล้วจึงพูดขึ้น “ไม่ชินเลย”

นิชฌานหัวเราะหึ ถามย้อนไป “จะมาขับก่อนไหมล่ะ”

“ไม่ชินไม่ได้แปลว่าไม่ชอบ ขอนั่งสบายๆ บ้างเหอะน่า… นี่ถึงสนามบินแล้วไม่รู้จะไปอยู่ไหนเลย”

จิลลานิ่วหน้า หันไปถาม “อ้าว ไม่เข้าบ้านเลยเหรอ เห็นไปแต่เช้า”

ตุลธรส่ายหน้า “มันมีแค่เที่ยวเช้า แต่พี่อยากเข้าบ้านมืดๆ เลย ให้คนอื่นเลิกงานกันให้หมดก่อน”

ทันทีทันใดนั้นเององค์กามเทพก็ลงจิลลา หญิงสาวบอกไป “ถ้างั้นฝากพี่ตุลไปเอาของที่ยัยวันใหม่ให้แจ้วได้ไหม”

“อะไร ที่สูบลมไฟฟ้าเหรอ”

หลังเสียงหัวเราะแผ่วลงไปแล้ว จิลลาจึงบอกไป “คอมฯ แจ้ว”

“มีใหม่แล้วนี่” นิชฌานท้วงไปเหมือนกลัวจิลลาจะลืมเรื่องนั้น แต่สายตาที่เหลือบมองทำให้จิลลารู้ว่าเขาแค่อยากป่วน คงรู้ทันว่าเธอหาทางทำให้ตุลธรได้เจอกับวรรณวลี จิลลาเลยบอกไป “คอมฯ ใหม่ไม่มีข้อมูลที่อยู่ในเครื่องแจ้ว”

“ไม่ได้เก็บไว้บนคลาวด์เหรอ”

สายตานั่น รอยยิ้มนั่น… กวนประสาททท จิลลาตาโต มือน่ะกำแน่นแล้ว ทว่าเห็นตุลธรมองอยู่เลยได้แค่ขู่ “อย่านะ เทวดาพ่อทูนหัวจะไม่อยู่ด้วยแล้วนะ”

นั่นทำให้นิชฌานเงียบไป แต่ใบหน้ายังมีรอยยิ้มขบขัน ส่วนตุลธรก็บอกเพื่อให้ทั้งสองคนเลิกโต้เถียงกัน

“พี่ไปให้ได้ ดีเหมือนกัน จะได้มีอะไรทำ”

“ที่ออฟฟิศแจ้วมีห้องสมุด ไปสิงอยู่ได้เลย แล้วอาหารที่แคนทีนก็อร่อยมากด้วย ให้ยัยวันใหม่พากินได้”

“เออ ดีเลย ออฟฟิศแจ้วเลิกงานกี่โมง”

“ปกติก็หกโมงเย็น แต่วันใหม่น่ะชอบเลิกช้า บางทีก็ทุ่มสองทุ่มนั่นแหละ”

“เพอร์เฟ็กต์ พี่จะได้ออกจากออฟฟิศแจ้วสักทุ่มนึง”

จิลลาส่งเสียงตอบรับ และหลังจากตุลธรลงจากรถเข้าสนามบินไปแล้วก็ขู่เข็ญเอาโทรศัพท์มือถือของนิชฌานมาเพิ่มวรรณวลีเป็นเพื่อนในโปรแกรมสนทนาออนไลน์ ชื่อบัญชีของวรรณวลีนั้นจำง่าย one new day mai เธอชอบแซวเพื่อนบ่อยๆ ว่าน่าจะเมาตอนตั้งชื่อบัญชี พอเพิ่มเพื่อนได้แล้ว ทักเพื่อนไปและเพื่อนทักกลับมาอย่างสุภาพแล้วจึงโทรหาทันที

“ค่ะคุณฌาน”

จิลลาหัวเราะ “ฉันเอง แก ฉันส่งพี่ตุลให้แกแล้วนะ เขาจะอยู่กับแกทั้งวัน พาเขากินข้าวที่แคนทีนออฟฟิศเราด้วยล่ะ”

“ฮะ… ยังไงนะ”

จิลลาเลยอธิบายเรื่องราวทั้งหมด ก่อนถาม “แกยังเก็บโน้ตบุ๊กฉันไว้ใช่ไหม”

“เก็บสิ อยู่ในลิ้นชักโต๊ะทำงานฉันเนี่ย เดี๋ยวฉันเอาใส่กระเป๋าเตรียมไว้ให้ แล้ว… พี่ตุลจะมากี่โมงเหรอ”

“แกว่างไปรับเขาที่สนามบินไหม”

“ก็… ไม่แน่ใจว่าง ขอเช็กว่างตารางงานว่างก่อนนะว่าง”

นั่นทำให้ทั้งจิลลาและนิชฌานที่ได้ยินเสียงลอดออกมาจากโทรศัพท์ด้วยพากันหัวเราะกับการพูดของวรรณวลีที่เหมือนจะสงวนท่าทีแต่ก็บอกว่างแบบไม่ยั้งไปด้วย

“เดี๋ยวแก… ทำไมฉันได้ยินเหมือนเสียงคนอื่นหัวเราะ”

“ก็นี่มันโทรศัพท์คุณฌาน เขาก็อยู่ข้างๆ ฉันเนี่ย”

“แก๊…”

เสียงตะโกนยาวเหยียดของวรรณวลีทำให้จิลลาต้องบอกไป “เอาน่า คุณฌานเขาเชียร์แกอยู่หรอก ฉันขอแนะนำให้แกรีบโทรไปนัดกับพี่ตุลว่าจะไปรับก่อนพี่ตุลจะขึ้นเครื่อง ไม่งั้น…”

ไม่ทันที่จิลลาจะได้พูดให้จบว่าไม่งั้นจะติดต่อกันไม่ได้ ปลายสายก็ตัดไปแล้ว จิลลาได้แต่ทำหน้าเหม็นเบื่อเพื่อนอยู่อีกฟาก ขณะนิชฌานบอกกลั้วหัวเราะ

“เป็นคนคิดเร็วทำเร็วดีนะ”

จิลลาหัวเราะเบาๆ ยื่นโทรศัพท์ส่งคืนนิชฌาน ซึ่งอีกฝ่ายก็รับไปแล้วเอ่ยอนุญาต

“ถ้าผมอยู่ แจ้วจะเอาเครื่องไปคุยไลน์กับคุณวันใหม่ก็ได้นะ”

จิลลาพยักหน้า “ถ้าอยากคุยจะบอก… มีร้านเค้กไหม อยากกินเค้ก”

นิชฌานขับรถต่อไปเงียบๆ คล้ายไม่ได้ยินคำบอกนั้น จนจิลลาย้ำมาอีก

“นี่ อยากกินเค้ก”

“อยากเที่ยวมากกว่า… เบื่อเหรอ”

จิลลาเลยเซ็งที่โดนรู้ทัน แต่ไหนๆ เขาก็รู้ทันแล้ว ไม่ท่ามากแล้วก็ได้ “อื้อ คุณตุลไม่อยู่ด้วย หนีเที่ยวกัน”

นิชฌานหัวเราะ “ไม่ ผมไม่อยากถูกโกรธ ถ้าแจ้วอยากเที่ยวผมแนะนำให้บอกตอนพี่ตุลอยู่”

จิลลาไม่พูดอะไร แต่ถอนใจดังเฮือก “งั้นแวะร้านหนังสือหน่อยได้ไหม ในห้องอ่านหมดแล้ว”

“มีหนังสืออีกเยอะในบ้าน ห้องนอนเล็กอีกห้องเป็นห้องสมุดด้วย”

“อยากกินเค้ก”

นิชฌานหัวเราะ ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ “ไม่ได้… ไปเดอะเคฟแล้วกัน วันนี้น่าจะมีเค้กฟักทองสังขยา”

“ก็ดีกว่ากลับบ้านเลย”

แม้น้ำเสียงจะยังไม่พอใจหากก็ถือว่ายินยอม นิชฌานจึงไม่พูดอะไร พารถไปจนถึงเดอะซีเคร็ตเคฟ พาจิลลาไปนั่งที่ส่วนคาเฟ่ที่เคยนั่งคุยกัน พอเห็นว่ามีคนเฝ้าเครื่องทำกาแฟจึงหันไปบอกจิลลา

“มืออาชีพอยู่ น่าจะอร่อยกว่าผมทำวันก่อน”

จิลลานึกๆ แล้วก็บอกไป “วันนั้นก็ไม่ได้แย่”

นิชฌานถึงกับหัวเราะ “แต่ก็ไม่อร่อยใช่ไหม… วันนี้กินอะไรดี หรืออยากลองสโลว์บาร์ไหม มีดริปกับไซฟ่อน”

พูดจบเป็นจังหวะเดียวกับที่เดินถึงเคาน์เตอร์พอดี คนที่เฝ้าเคาน์เตอร์อยู่จึงเงยหน้าจากโทรศัพท์มือถือมามอง พอเห็นว่าเป็นนิชฌานก็ร้องอ้าว แล้วสวัสดี พร้อมกับนำเสนอ

“มีเมล็ดเข้าใหม่สามตัว พี่ฌานลองไหม”

จากนั้นจิลลาก็ยืนงง ฟังเขาพูดกันเรื่องโพรเซสกาแฟแบบไหน เมล็ดจากที่ไหน โพรไฟล์เป็นยังไงแบบไม่รู้เรื่องใดๆ ทั้งสิ้น แต่พอรู้ว่านิชฌานให้บาริสต้าเป็นคนแนะนำว่าเมล็ดตัวไหนควรกินแบบไหนดีและตกลงกินตามนั้น อดทักไม่ได้ “สามแก้วเลยเหรอ”

นิชฌานพยักหน้า “ไม่เป็นไร แบ่งกันกินกับแจ้วไง แจ้วไม่ต้องสั่งเครื่องดื่มอื่นแล้วกันนะ”

หืม… ยังไงนะ คือเขาถามว่าวันนี้จะกินอะไรแต่ไม่ต้องการคำตอบจากเธออย่างนั้นสินะ จิลลายังไม่ทันคิดว่าควรตอบรับกับเรื่องนี้อย่างไรดี นิชฌานก็บอกอีก

“รอนี่นะ เดี๋ยวไปดูว่ามีอะไรกิน”

แล้วเขาก็เดินไปเลย ทิ้งให้จิลลาอยู่กับคนชงเครื่องดื่มที่ตอนนี้ไปง่วนกับการชั่งน้ำหนักเมล็ดกาแฟ และ…

“อ้าว คุณแคลร์”

จิลลาต้องใช้เวลาหลายวินาทีกว่าจะนึกได้ว่านั่นคือตัวเอง พอหันไปเห็นเป็นแดนก็ยกมือสวัสดี ไม่แปลกใจแล้วที่ผู้อาวุโสมีสีหน้าประหลาด แต่แปลกใจที่ทำไมไม่เลิกทำหน้าประหลาดเสียที เจอทีไรเธอก็ยกมือไหว้ตลอดนั่นแหละ

“มาคนเดียวเหรอครับ”

เธอไม่ได้เป็นคนตอบคำถามแดน เพราะน้องบาริสต้าช่วยตอบให้

“พี่ฌานไปครัวลุง… นี่… คุณแคลร์เหรอครับ เมื่อกี้เหมือนได้ยินพี่ฌานเรียกชื่ออื่น”

ตบปากๆๆ ตบปากนิชฌานสามที เขาลืมเรื่องนี้ได้ยังไง จิลลายิ้มเจื่อนให้บาริสต้า บอกไป “เรียกกันหลายชื่ออยู่”

ดีที่บาริสต้าหัวเราะแล้วตอบกลับมาอย่างคนเข้าใจอะไรง่าย

“แบบเรียกฉายากันเหรอครับ งั้นสวัสดีครับคุณแคลร์ ได้ยินแต่ชื่อมานาน กว่าพี่ฌานจะพาตัวจริงมาเจอเนอะ”

จิลลายิ้มเจื่อนให้อีกครั้ง ก่อนหันไปสนใจแดนที่บอกกับบาริสต้า

“เดี๋ยวไปช่วยลุงยกกาแฟหน่อย อยู่หลังรถแน่ะ เสาร์อาทิตย์นี้จะมีคนมารับ”

“ได้ลุง ขอทำกาแฟให้พี่ฌานแป๊บ ลุงกินด้วยกันเลยสิ พี่ฌานสั่งสามแก้วแน่ะ แบ่งกับคุณแคลร์ด้วยจะได้เป็นคนละแก้วพอดี”

จบคำบอกนั้นแดนก็ดูนาฬิกา แต่คนที่ตั้งหน้าตั้งตาตวงเมล็ดกาแฟอยู่ไม่เห็น จิลลาเห็นดังนั้นจึงเสนอตัว

“หนักมากไหมคะ เดี๋ยวแคลร์ไปช่วยยก”

นั่น… หันมาทำหน้าประหลาดใส่เธออีกแล้ว จิลลาตัดปัญหาเลยลุกจากเก้าอี้เดินเข้าไปหาแดน ซึ่งก็เหมือนจะได้สติจึงตอบมา

“ลังละห้าโล แต่หลายลังอยู่”

“แคลร์ทยอยขนเท่าที่ไหวแล้วกันค่ะ”

แดนไม่พูดอะไร แต่เดินนำออกไปด้านนอกคาเฟ่ พออยู่กันสองคนแล้วแดนจึงหันมาถาม

“สำรวจกิจการเหรอคุณแคลร์”

จากน้ำเสียง สีหน้า สายตา จิลลาพอดูออกว่าแดนกังวลเรื่องอะไร จึงบอกไปให้เรื่องจบ “ไม่ยุ่งหรอกค่ะ แคลร์ไม่ถนัด”

“ดีแล้ว ฌานเขามีความสุขกับตรงนี้ คุณแคลร์ไม่ยุ่งแหละดี”

จิลลาอยากกลอกตาแต่ก็พยายามบังคับลูกตาตัวเองไว้ ก่อนได้รู้ข้อมูลอีก

“กำไรตรงนี้มันไม่ได้เยอะหรอก ฌานเขาจะไม่เอาด้วยซ้ำ ต้องบอกไปว่าถ้าไม่เอาลุงก็ไม่ทำ”

จิลลาตอบรับเสียงเบา ลองยกสองลังดูปรากฏว่าไหวอยู่จึงยกพร้อมกันทีเดียวสองลัง

“ถ้าคุณแคลร์รู้ว่าฌานจัดการตรงนี้ยังไงหลายคนจะลำบากเปล่าๆ”

จิลลาชะงัก เอาอีกแล้ว นิสัยอยากรู้อยากเห็นนี่… “ยังไงคะ”

พอแดนไม่พูดไม่บอกจิลลาก็ต้องให้คำมั่น “แคลร์สัญญาว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงอะไรค่ะ แค่อยากรู้”

“ถามฌานเองแล้วกัน”

แหม… จิลลาอยากแกล้งทำลังในมือหล่นแล้วไม่เก็บ หากที่ทำก็เพียงข่มใจไว้ ไม่กลอกตา ไม่ส่ายหัว เดินตามแดนไปเงียบๆ ตอนจะถึงคาเฟ่ก็เห็นว่านิชฌานรีบวิ่งมาหา เขาทำท่าจะรับลังจากเธอทว่าจิลลาก็รีบบอก

“ไปเอาที่รถ อย่ามากินแรง เดินจะถึงร้านอยู่แล้ว”

นิชฌานหัวเราะแล้วเดินเลยไป จิลลาไม่คิดอะไรแต่มาชะงักก็ตอนเห็นว่าแดนยืนคาประตูอยู่ จ้องมาด้วยสีหน้าประหลาดอีกแล้ว

“เมื่อกี้… ฌานหัวเราะเหรอ”

จิลลาหนัก! “ก็ไม่เห็นว่าร้องไห้นะคะ ของวางตรงไหนดีคะ จะหล่นแล้วค่ะ”

นั่นแหละแดนถึงรีบเปิดประตูออกกว้างเดินนำไปชี้พื้นที่หลังเคาน์เตอร์ จิลลาวางเรียบร้อยแล้วหันมาอีกทีก็เห็นนิชฌานหอบมาอีกหลายลัง พอวางแล้วเขาก็เดินย้อนกลับไปเอา จิลลาเห็นว่ามีทั้งแดนและนิชฌานช่วยกันแล้วจึงตัดสินใจไม่ออกไปอีกกลัวจะระคายตาแดนมากไปกว่านี้ เดินไปหยิบขนมที่เดาว่านิชฌานเอามาแล้วเดินนั่งโต๊ะที่ไกลจากบาริสต้า ครู่เดียวนิชฌานก็เดินกลับมานั่งด้วย แต่ก่อนจะมานั่งจิลลาก็เห็นเขาเดินไปดมผงกาแฟที่บดแล้ว ยืนคุยกับบาริสต้าอยู่อีกพักหนึ่งนั่นแหละกว่าจะผละมาหาเธอ

เปิดโอกาสให้จิลลาถาม “คุณจัดการตรงนี้ยังไง”

นิชฌานถึงกับตอบไม่ถูก ด้วยไม่รู้ว่าจิลลาถามถึงอะไร ดีว่าอีกฝ่ายอธิบายมา

“เมื่อกี้พ่อพี่ตุลบอกว่าถ้าคุณแคลร์รู้ว่าคุณจัดการตรงนี้ยังไง จะมีหลายคนเดือดร้อน แจ้วเลยอยากรู้ว่าคุณจัดการตรงนี้ยังไง… เบาๆ ด้วย เมื่อกี้น้องเขาได้ยินคุณเรียกชื่อแจ้ว แล้วพ่อพี่ตุลมาบอกว่าแจ้วคือคุณแคลร์ ความจะแตกเอา”

นิชฌานพยักหน้า ไม่ได้บอกจิลลาว่าถึงไม่มีประเด็นนั้นแต่ความก็อาจจะแตกได้ แดนบอกกับเขาตอนอยู่ด้วยกันสองคนว่าแขดรุณคนนี้ไม่เหมือนแขดรุณคนเดิมเลย ซึ่งมันก็แน่อยู่แล้ว แถมบอกอีกด้วยว่าเขาเองยังดูเปลี่ยนไปตอนอยู่กับแขดรุณ นิชฌานได้แต่อ้างว่าเพราะแขดรุณจำอะไรไม่ได้ และอ้างว่าเป็นเพราะเขามีความสุขกับที่นี่แดนจึงดูเข้าใจมากขึ้น

“ตกลงยังไง”

นั่นทำให้นิชฌานบอกไปตามตรง “ผมทำเหมือนคนทำงานเป็นผู้ร่วมลงทุน เราแบ่งกำไรสุทธิกันหกสิบสี่สิบ ส่วนครัวก็เหมือนกัน ขายอาหารได้เท่าไรแบ่งกำไรสุทธิกันหกสิบสี่สิบ”

จิลลาพอเดาสาเหตุที่ทำให้นักธุรกิจเต็มตัวอย่างแขดรุณไม่พอใจได้ “แต่คุณลงทุนทั้งหมดใช่ไหม สถานที่หนึ่งแล้ว พวกข้าวของเครื่องใช้สอง แล้วก็พวกวัตถุดิบ”

“ใช่”

“แล้ว… ค่าแรงล่ะ”

“ก็อยู่ในส่วนของต้นทุน”

ก็คือคนทำงานได้ค่าแรงตามปกติด้วย แล้วยังได้ส่วนแบ่งกำไรอีกด้วย

“ที่นี่หลักๆ ผมได้เงินจากค่าที่พักเป็นหลักอยู่แล้ว คาเฟ่ตรงนี้ทำเพราะเอาไว้เป็นจุดกระจายกาแฟจากไร่ด้วย ถ้าไม่มีน้องมาทำก็ไม่มีคนทำ แล้วน้องเขารักกาแฟจริง ผมได้ความรู้จากน้องเขาเยอะเลย”

เขาไม่มีความเป็นนักธุรกิจจริงๆ นั่นแหละ… “กับครัวก็เหมือนกันเหรอ”

“ใช่ ป้าเขาเก่งนะ ทำอาหารไทย ขนมไทยได้เยอะมาก อร่อยมากด้วย เพื่อนผมชอบกันทุกคน”

“แต่พวกวัตถุดิบคุณก็ลงทุนเองใช่ไหม”

“ใช่ แต่เรามีผักที่ปลูกเองอยู่แล้ว ผลไม้ก็มี”

“จริงๆ คุณจ่ายแค่ค่าแรงหรือไม่ก็เงินเดือนก็ได้”

“แต่คนทำงานก็จะไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของใช่ไหมล่ะ ผมว่าการแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้มันทำให้เขาทุ่มเทแล้วก็ใส่ใจกับงานมากขึ้น”

“ไม่ต้องเยอะขนาดนั้นก็ได้ สิบเปอร์เซ็นต์ก็เหลือแหล่แล้ว”

“ตอนแรกผมจะให้ห้าสิบห้าสิบ แต่พ่อไม่ยอม”

ห้าสิบห้าสิบ… ครึ่งๆ เลยเนี่ยนะ จิลลาถึงกับตาโต ว่าเขาไปว่า ‘พ่อคนดี’ ทางสายตา ปากก็บอก “เกินไป”

นิชฌานยักไหล่ “เงินจากตรงนี้ไม่ได้ทำให้ผมรวยขึ้นหรือจนลงหรอก แต่มันทำให้ชีวิตน้องกับป้าเขาดีขึ้นเยอะมาก อย่างน้อยก็ทำให้น้องส่งตัวเองเรียนมหา’ลัยได้โดยไม่ต้องกวนที่บ้าน หลานป้าสี่คนก็ได้เข้าโรงเรียนครบหมด”

จิลลาเลยส่งสายตา ‘พ่อคนดี’ ไปให้เขาพร้อมความหมั่นไส้ ก่อนนิ่งเงียบเมื่อกาแฟแก้วแรกมาเสิร์ฟ นิชฌานเป็นคนเทแบ่งใส่แก้วเล็กให้ จิลลาลองจิบก็พบว่ามันหอมอ่อนๆ หอมแปลกกว่ากาแฟทั่วไปที่เคยกิน ลองจิบแล้วอดบอกไม่ได้ “เหมือนชา”

นิชฌานหัวเราะ “นั่นถือเป็นคำชมนะ”

จากนั้นจิลลาก็นั่งฟังนิชฌานคุยกับบาริสต้าว่ากาแฟตัวนี้เป็นอย่างไรบ้าง รสชาติเหมือนอะไร กลิ่นเหมือนอะไร พอครบสามตัวแล้วนิชฌานก็หันมาถาม

“ยังเบื่ออยู่ไหม”

จิลลาทบทวนความรู้สึกตัวเองแล้วส่งยิ้มให้เขา “ดีขึ้น จะกลับบ้านก็ได้”

“อยากดูสตูดิโอผมไหม”

สตูดิโอ… จริงสินะ เขาวาดรูป แน่ละ จิลลาอยากรู้อยากเห็นทุกอย่างอยู่แล้ว “เอาสิ”

นิชฌานจึงลุกขึ้นยืน เดินไปจ่ายเงินค่ากาแฟแล้วหันมาพยักหน้ากับจิลลา พากันเดินลัดเลาะไปตามทางในสวนที่ปูไว้ด้วยหินแผ่นใหญ่ จนมาถึงบ้านหลังหนึ่ง นิชฌานเอามือแตะแผงตัวล็อกประตูจนปรากฏตัวเลขแล้วกดรหัสปลดล็อก พอเข้าไปภายในได้จิลลาก็ต้องแปลกใจ มันเป็นอาคารชั้นครึ่งโล่งๆ โดยมีบันไดขึ้นชั้นสองติดผนังด้านหนึ่ง และคล้ายจะแบ่งชั้นด้วยทางเดินเล็กๆ ซึ่งวนรอบตัวอาคาร ช่องที่เว้นไว้สำหรับบันไดติดภาพขนาดใหญ่ที่เธอแน่ใจว่าเป็นฝีแปรงของนิชฌานเอาไว้ ที่เหลือเป็นภาพเล็กๆ หลากหลายขนาดติดโดยรอบคล้ายกับเป็นส่วนแสดงผลงานด้วย ส่วนชั้นล่างมีผนังกระจกอยู่หนึ่งแถบ มองออกไปเห็นเป็นธารน้ำเล็กๆ เต็มไปด้วยต้นไม้ดอกไม้ดูสดชื่นสบายตา ตรงมุมใกล้ผนังกระจกเธอเห็นมีขาตั้งและมีเฟรมผ้าใบวางอยู่บนนั้น ดูออกว่าคงเป็นมุมทำงานของเขา ผนังอีกทางเธอเห็นตู้กระจกเต็มพื้นที่ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ในนั้นมีขวดสีวางเรียงราย ส่วนผนังอีกด้านมีชั้นหนังสือและมีโซฟาเบดตัวใหญ่วางอยู่ ประตูห้องอีกทางนั่นคงเป็นห้องน้ำ

“ผมได้เงินจากการขายภาพมากกว่าเปอร์เซ็นต์จากคาเฟ่กับร้านอาหารอีก ขนาดแบ่งเปอร์เซ็นต์กับญาติที่อังกฤษแล้ว”

น้ำเสียงนั้นบอกเป็นข้อมูลเท่านั้น หากจิลลาก็เบ้ปากแล้วพูดคล้ายจะแซว “นี่อวดเหรอ”

นิชฌานหัวเราะหึ “แล้วแต่เลย”

“ว่าแต่ญาติที่อังกฤษนี่คือ… เขาขายภาพให้คุณเหรอ”

“ใช่ เขาทำให้หลายคน เปิดเว็บไซต์ไว้โชว์ภาพ จัดแสดง ขาย ทำให้เสร็จสรรพ ผมก็วาดรูปแล้วรอรับเงิน”

“อ้อ… แล้วคุณจะมาวาดรูปที่นี่เท่านั้นเหรอ”

นิชฌานส่ายหน้า “ที่บ้านก็มีอุปกรณ์ ถ้าอยากปลีกวิเวกจริงๆ ถึงจะมาที่นี่”

“มันช่วยใช่ไหม…” จิลลาถาม… ถามอย่างที่คิดว่าเธอระมัดระวังแล้ว “มันช่วยไม่ให้คุณสักสามเหลี่ยมเพิ่มใช่ไหม”

นิชฌานนิ่งงัน ยกสองมือกอดอก สีหน้าราวกับกำลังจมดิ่งสู่ห้วงอารมณ์บางอย่าง จิลลาจึงรีบบอก

“ไม่ต้องตอบก็ได้”

“ช่วยบ้างไม่ช่วยบ้าง”

เขาตอบ… จิลลาส่งยิ้มให้ ไม่นานนิชฌานก็บอกอีก

“บางครั้งถ้าผมเครียดจนไม่อยากทำอะไรเลย ไม่คิดถึงการวาดรูป ไม่คิดถึงใคร ถ้าแบบนี้ส่วนใหญ่จะลงเอยด้วยการสัก แต่บางครั้งพอเครียดแล้วอยากวาดรูปก็วาด หายเครียด ไม่ต้องสัก”

“แล้วใครที่ทำให้คุณไม่ไปสักได้”

นิชฌานเม้มปาก มองหน้าจิลลาแล้วตอบไป “ก่อนหน้ามาจะเสีย… ผมคิดถึงมา ผมคิดว่าควรจะมีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องมา แต่พอมาเสีย แล้วผมได้รู้ความจริงเรื่องที่มาทำ… หลายๆ ครั้งที่การคิดถึงมาทำให้ผมไปสัก”

จิลลาไม่กล้าบอกว่าตนเข้าใจเขา เธอรู้ว่าเขาต้องเจ็บปวดแต่จินตนาการไม่ออกจริงๆ ว่าเขาต้องเจ็บปวดมากแค่ไหน แล้วพอคิดว่ามีใครอีกบ้างที่น่าจะเป็นแรงรั้งนิชฌานได้อีก ก็เอ่ยถาม “คุณตุลล่ะ”

นิชฌานหัวเราะ “พี่ตุลช่วยผมหลายครั้ง พยายามดึงผมไปทำนั่นทำนี่ ถ้าเห็นว่าผมแย่จริงๆ พี่ตุลจะหาข้ออ้างพาผมกลับบ้านนี้ทุกครั้ง จริงๆ ผมว่าปู่กับพี่ตุลอยู่ในเคสเดียวกัน อาจไม่ใช่คนที่ผมคิดถึงแล้วเป็นแรงจูงใจให้อยู่ต่อ แต่ผมก็ไม่เคยคิดอยากลงมือฆ่าตัวตายจริงๆ เพราะไม่อยากให้สองคนนี้เสียใจ”

จิลลาพยักหน้า มองหน้าเขาแล้วเอ่ยขอ “ต่อไปให้เป็นแจ้วนะ”

นิชฌานเลิกคิ้ว… ไม่แน่ใจว่าจิลลาร้องขออะไร

“ต่อไปถ้าอยากตายให้นึกถึงแจ้ว ให้นึกว่าถ้าคุณเป็นอะไรไปแจ้วจะลำบากแค่ไหน คุณทำให้แจ้วมาอยู่ตรงนี้ เราตกลงแล้วว่าจะอยู่ตรงนี้ด้วยกัน แจ้วตกลงกับคุณว่าแจ้วจะอยู่ตรงนี้ แต่ถ้าไม่มีคุณ… จุดที่แจ้วยืนจะหายไป ถ้าไม่มีคุณ แจ้วจะเป็นคุณแคลร์ไม่ได้ จะกลับไปเป็นแจ้วเองก็ไม่ได้ ถ้าคุณตาย ก็เหมือนแจ้วตายด้วย”

นิชฌานส่ายหน้า แววตาและสีหน้าเจ็บปวดกับสิ่งที่ตนได้ฟังจนจิลลาเข้าไปจับแขนเขาไว้

“แจ้วไม่โทษคุณเรื่องนี้แล้ว แจ้วบอกแล้วว่ามันเป็นข้อตกลงของเรา เราจะอยู่จุดนี้ด้วยกัน ห้ามทิ้งแจ้วเอาตัวรอดไปคนเดียวเด็ดขาด”

นิชฌานยิ้มขำทั้งที่มีน้ำคลอตา ขนาดจะหลอกล่อไม่ให้เขาคิดสั้นก็ยังใช้วิธีขู่เข็ญ ทว่ามือเล็กที่บีบแขนเขาอยู่กลับทำให้รู้สึกอบอุ่น ดวงตาที่จ้องเป๋งมาทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความห่วงใย “ขู่ขนาดนี้ ไม่กล้าไปไหนหรอก”

จิลลายิ้มกว้าง ปล่อยมือจากแขนเขาแล้วยื่นอีกหนึ่งเงื่อนไข “จะออกไปว่ายน้ำที่บ่อต้องชวนแจ้วด้วย”

นิชฌานหัวเราะหึ “ก่อนหน้านี้ไม่ได้ชวนก็เห็นออกมา”

จิลลาทำเสียงจึ้กจั้ก จนนิชฌานต้องรีบบอก “โอเค ชวนก็ชวน”

“ดีมาก”

หลังคำชมนั้นทั้งคู่ก็จ้องหน้ากันอยู่อีกพัก ที่สุดนิชฌานก็พูด “ถ้าผมเป็นอะไรไปก่อนแจ้ว ของของผมจะเป็นของแจ้วครึ่งหนึ่ง”

จิลลาแน่ใจทันที “อีกครึ่งหนึ่งเป็นของคุณตุล”

นิชฌานพยักหน้า “ใช่”

จิลลาเลยแบมือไปตรงหน้านิชฌาน “ขอยืมมือถือ”

นิชฌานถึงกับขมวดคิ้ว หยิบมือถือตนออกจากกระเป๋ากางเกง ยังไม่ได้ส่งให้จิลลาตอนเอ่ยถามอย่างงงๆ “จะทำอะไร”

“หาวิธีฆาตกรรมที่ทำให้ดูเหมือนอุบัติเหตุ แจ้วไม่ชอบแบ่งของกับใคร”

วินาทีเดียวเท่านั้นที่นิชฌานนิ่งงัน ต่อจากนั้นก็ประสานเสียงหัวเราะกับจิลลาอยู่เป็นพักพอรู้ว่าจิลลาวางแผนจะฆาตกรรมผู้ร่วมรับมรดกเสียแล้ว ก่อนสะดุ้งเพราะอยู่ๆ มือถือที่ถืออยู่ก็ส่งเสียงดัง พอเห็นว่าเป็นแดนโทรมาจึงรีบกดรับ “ครับพ่อ”

“ฌาน… พ่อย้อนกลับไปที่คาเฟ่ เด็กบอกว่าฌานพาคุณแคลร์ไปสตูดิโอเหรอ”

นิชฌานเงียบไปหลายวินาที รู้ว่าทำไมแดนถึงทำเสียงตื่นตกใจปานนั้น ในมุมมองของแดน การพาแขดรุณมารู้จักกับที่นี่ดูเหลือเชื่อมากแล้ว แต่การพามาถึงสตูดิโอที่แม้แต่แดนยังไม่เคยก้าวเข้ามาถึงด้านในคงทำให้แดนรู้สึกเหมือนเห็นแมวบินได้ นิชฌานเดินแยกห่างจากจิลลาเพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายได้ยินบทสนทนา ตัดสินใจตอบตามความจริง “ครับ เราอยู่สตูดิโอ พ่อมีอะไรหรือเปล่าครับ”

“เปล่า มีถุงกาแฟตกอยู่หลังรถพ่อเลยวนรถเอากลับไปให้… ฌาน”

“ครับ”

คราวนี้เป็นทางแดนบ้างที่เงียบไปนาน ก่อนพูด “ความจริง… ถ้าฌานเข้าใจกับคุณแคลร์ พ่อว่าก็ดีนะ”

“พ่อ… แคลร์จำอะไรไม่ได้”

“พ่อรู้ๆ คุณแคลร์จำอะไรไม่ได้ฌานเลยต้องดูแล แต่จำอะไรไม่ได้ก็เหมือนเป็นคนใหม่ใช่ไหม ถ้าคุณแคลร์คนใหม่ทำฌานยิ้มได้ หัวเราะได้ พ่อว่านี่ดีกับฌาน”

ขณะนิชฌานยังพูดอะไรไม่ออก แดนก็พูดต่อ

“ถ้าคุณแคลร์คนนี้ทำให้ฌานมีความสุข พ่ออาจกลับไปเห็นคุณแคลร์เป็นลูกเป็นหลานได้เหมือนเดิม”

“ถ้าพ่อทำแบบนั้นได้จะดีกับพ่อกับปู่มากเลยนะครับ อย่างน้อยพ่อจะได้เจอปู่บ่อยขึ้นได้”

“พ่อก็คงเจอปู่เท่าเดิมนั่นแหละ บางทีถ้าพ่อเข้ากรุงเทพฯ ก็ไปเจอปู่โดยไม่ได้บอกฌานหรือตุล เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพ่อหรือปู่เลย พ่อแค่อยากเห็นฌานมีความสุข”

นิชฌานยิ้มอยู่ในใบหน้า รู้สึกดีทุกครั้งที่รู้ว่าตนเป็นที่รักของใคร ความรักของคนรอบตัวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขายังพอมองเห็นความสวยงามของโลกใบนี้อยู่ “ครับพ่อ ขอบคุณมากครับ”

ผู้อาวุโสบอกลาแล้ววางสายไป นิชฌานวางโทรศัพท์ลงแล้วยังยืนนิ่งอยู่อีกพักใหญ่ จนได้ยินเสียงจิลลาจากทางด้านหลัง

“พ่อคุณตุลไม่โอเคใช่ไหม ที่รู้ว่าแจ้วอยู่กับคุณสองคน”

นิชฌานส่งยิ้มให้จิลลา ส่ายหน้าปฏิเสธ “พ่อบอกว่าจะมองแจ้วใหม่ เพราะแจ้วเป็นแคลร์คนใหม่”

จิลลาเลิกคิ้ว นึกถึงบทสนทนาของตนกับแดนในทุกครั้งที่เจอกันแล้วบอก “ก็ดีนะ แจ้วไม่ใช่คนอดทนเก่งหรอก ตอนนี้พ่อคุณตุลเกลียดแจ้วเพราะเป็นคุณแคลร์ แต่อีกพักพ่อคุณตุลจะเกลียดแจ้วเพราะตัวแจ้วเองนี่แหละ”

นิชฌานหัวเราะหึ พูดหน้าตาเฉย “ก็มีสิทธิ์จะเกลียดอยู่”

จิลลาฟาดแขนนิชฌานไปเบาๆ เห็นอีกฝ่ายแค่ชักหลบก็ฟาดไปอีกรอบ “บอกแล้วนะ เทวดาพ่อทูนหัวไม่อยู่ จะพูดอะไรคิดเยอะๆ หน่อย”

พอโดนฟาดไปอีกสองที ถึงไม่เจ็บและออกจะขำเสียมากกว่า นิชฌานก็ต้องปัดมือจิลลาออกแล้วบอกไป “คิดเยอะๆ หน่อยที่เคยพูดว่าตัวเองเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ”

พอโดนเขาปัดมือออกจิลลาก็เอาอีกมือตีเขา ปัดกันไปมาอยู่อย่างนั้นจนนิชฌานต้องพูดทั้งที่ยังไม่หยุดหัวเราะ

“นี่ ถ้าผมฟาดแจ้วกลับบ้างอย่าหาว่ารังแกนะ”

“ทำไม แจ้วจะหาประโยชน์จากสังคมปิตาธิปไตยบ้างไม่ได้เหรอ แจ้วตีคุณนี่เรียกล้อเล่น คุณตีแจ้วเมื่อไรเป็นไวโอเลนซ์ทันทีเลยนะ”

หลังปัดมือกันไปมาอยู่สามสี่รอบ นิชฌานก็วางมือลงบนหน้าผากจิลลาแล้วผลักออกเบาๆ แค่พอให้อีกฝ่ายหน้าหงาย “คงหายเบื่อแล้วใช่ไหม กลับบ้านได้แล้ว”

จิลลาที่หน้าหงายถอยห่างจากเขาไปสองก้าวหัวเราะร่วน เดินตามนิชฌานที่เดินออกจากสตูดิโอ ก่อนชะงักเมื่อนิชฌานเองก็ชะงัก แล้วหันมามองเธอด้วยสีหน้าจริงจัง อดถามอย่างหวั่นใจไม่ได้ “อะไร”

“ที่ปู่จะมา…”

จิลลาจ้องหน้านิชฌาน ทำท่าตั้งใจฟังเต็มที่

“แจ้วต้องย้ายมานอนห้องผมนะ”

จิลลาเบิกตากว้าง ลืมคิดถึงข้อนี้ไปสนิท จริงอยู่ว่าเธอเคยนอนห้องเดียวกับนิชฌานมาก่อน แต่สถานการณ์มันแตกต่างออกไปมากเพราะห้องเขาในตอนนี้น่าจะไม่มีห้องเล็กห้องน้อยให้เธอหลบไปนอนได้เหมือนห้องที่บ้านกัญจน์ธรา… หรือมี “ห้องคุณมีห้องเล็กให้แจ้วนอนได้ไหม”

นิชฌานส่ายหน้า ให้ข้อมูล “แต่มีโซฟาเบดเหมือนในห้องที่แจ้วนอนตอนนี้… ผมนอนโซฟาได้”

อ้อ เขาจะนอนโซฟา… ปัญหามันอยู่แค่ตรงนั้น และการที่เขานอนโซฟาก็เท่ากับหมดปัญหาทุกอย่างสินะ

ทำไมจิลลาไม่รู้สึกสบายใจขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว!



Don`t copy text!