ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 28 : สิ่งที่แอบซ่อน

ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 28 : สิ่งที่แอบซ่อน

โดย : อวิ๋นหลง

ชื่นกลิ่นกุสุมา เรื่องราวของโม่เหลียนฮวา หญิงสาวที่โชคชะตาก็ทำให้เธอกลายมาเป็นพระชายาของบุตรชายปาเสียนอ๋อง ตำแหน่งที่มาพร้อมความยุ่งเหยิงในชีวิต แต่นางก็แสนจะเต็มใจ นิยายจีนของ อวิ๋นหลง นักเขียนสาวผู้มีผลงานมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้คือนิยายจีนเรื่องแรกของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ 

****************************

– 28 –

“บอกข้ามาโม่เหลียนฮวา”

สุรเสียงขององค์หวงตี้ทำให้ข้าสะดุ้ง ในใจกลัวและกังวลว่าปิ่นนี้เกี่ยวข้องอะไรกับฝ่าบาท พระหัตถ์ที่ถือปิ่นกุสุมาไหวสั่น ข้าไม่มีโอกาสได้มองหน้าท่านพี่เลย เมื่อสายพระเนตรขององค์หวงตี้คาดคั้นให้ข้าตอบคำถาม

“ปิ่นนี้เป็นของป้าท่านหนึ่งเพคะ นางเป็นแม่ค้าขายหมั่นโถวในตลาดเอ้อหลาง ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ในเมืองหลวง นางใช้ชีวิตในเพิงเล็ก ๆ ที่เจ้าอาวาสวัดเมตตาให้นางกับลูกอาศัยเพคะ…ฝ่าบาท” องค์หวงตี้มองข้าเหมือนไม่อยากเชื่อ แต่นั่นแหละข้าไม่มีอะไรจะทูลพระองค์นอกจากความจริง

“ปิ่นอันนี้ท่านป้าหลี่ให้หม่อมฉันยืมมาเพคะ ตอนแรกนางคะยั้นคะยอจะมอบปิ่นให้ แต่หม่อมฉันเห็นว่าเป็นของสูงค่านัก จึงคิดขอยืมมาเพื่อไม่ให้นางเสียน้ำใจ คิดว่าเมื่อจบงานในวันนี้แล้วจะนำไปคืนนางเพคะ”

ข้าพูดออกไปท่าทางของหวงตี้ดูเป็นกังวลมาก แม้แต่ฮองเฮาหลิวก็มีทีท่าตกใจมากเหมือนกัน ตอนนี้สายพระเนตรของพระนางจับจ้องมาที่ปิ่นที่ตอนนี้หวงตี้ทรงถืออยู่

“นี่มันปิ่นกุสุมา” หวงตี้ทรงตรัสออกมาด้วยพระสุรเสียงสั่นเครือ ข้าเริ่มใจไม่ดี ได้แต่คิดว่าจากท่าทางของท่านป้าหลี่ ท่านไม่น่าจะเป็นขโมยแล้วปิ่นของนางเกี่ยวอะไรกับหวงตี้ ท่านพี่เริ่มใจไม่ดีเมื่อเห็นอาการยืนไม่มั่นคงขององค์หวงตี้ เขารีบปราดเข้าไปประคองพระวรกายด้วยเกรงว่าพระองค์จะล้มลง

“เสด็จลุงทำไมรึพระเจ้าค่ะ”

ท่านพี่ถามพลางจ้องพระพักตร์ของท่านลุงนิ่ง แต่ข้ารู้สึกว่าพระองค์ตกใจมากเมื่อได้เห็นปิ่นชัด ๆ แสงที่ต้องเพชรยอดปิ่นวาววับจนแยงตาผู้มอง ข้าเพิ่งรู้ว่าปิ่นกุสุมาที่เคยเสียบบนช้องผมยามต้องแสงไฟจะงดงามถึงเพียงนี้ องค์หวงตี้มองหน้าข้ากับท่านพี่ราวกับตั้งคำถาม ในขณะที่เหล่าขุนนางที่อยู่บริเวณนั้นลุกขึ้นแล้วคุกเข่าลงกับพื้นหินที่เย็นเยียบ

“ฝ่าบาท…โปรดถนอมพระวรกาย”

“นางยังไม่ตายรึนี่ ข้านึกว่านางจะตายเสียแล้ว”

“เสด็จพ่อเป็นอะไรรึพระเจ้าค่ะ” องค์รัชทายาทตรัสพลางมองมาที่ข้าอย่างตัวปัญหา ข้าเผลอจ้องมองตอบเช่นกัน ช่วงเวลานั้นพระหัตถ์ของหวงตี้ทรงกำแน่น พระองค์ลุกขึ้นและไม่ทอดพระเนตรการแสดงที่เป็นของพระชายารัชทายาทอีกเลย ท่านทรงพระดำเนินได้สองสามก้าวก็ล้มลงเหมือนคนหมดแรง

“ฝ่าบาท!”

“ทหารควบคุมตัวเด็กคนนี้ไว้” หลิวฮองเฮาตรัสน้ำเสียงเด็ดขาด ก่อนที่ราชองครักษ์เสื้อแพรจะกรูเข้ามาจับตัวข้า ท่านพี่ก็เข้ามาขวางไว้ มือข้างหนึ่งกุมมือข้าไว้แน่น ในตอนนั้นข้ากลัวจนแทบจะลืมหายใจเลยทีเดียว

“ห้ามใครหน้าไหนมาแตะต้องภรรยาของข้า!!”

“เจินเอ๋อร์” เสียงของพระชายาตี้ดังขึ้นได้เท่านั้นก็เงียบลง พอข้าหันไปเห็นเหล่านางกำนัลกรูเข้าไปพยุงร่างของพระองค์ไว้ ด้านท่านอ๋องแปดมองมาที่พวกเราอย่างตื่นตระหนก

“ขอฮองเฮาทรงโปรดอย่าได้ทำอะไรพวกเขาเลย”

“นี่เป็นของกบฏ ใครครอบครองสมควรโดนลงโทษ” หลิวฮองเฮาตรัส เมื่อได้ยินข้ายิ่งแปลกใจ ปิ่นนี่งดงามก็จริง แต่เกี่ยวข้องอะไรกับป้าหลี่และฝ่าบาทเล่า ข้าสับสนยิ่งนัก ท่านพี่มองข้าราวกับจะบอกให้คลายวิตก เขาไม่ยอมปล่อยมือของข้ามิหนำซ้ำยังกำแน่นกว่าเก่า ข้าบีบมือเขาตอบมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยหัวใจเต้นรัว

“ไม่มีเหตุผลเพียงพอ ใครก็จับภรรยาข้าไปไม่ได้” เขาพูดด้วยใบหน้าเขาดุดัน ทำให้หลิวฮองเฮามองมาที่ข้าอย่างโกรธเคือง

“เจ้าคิดจะกบฏรึจ้าวเจิน”

“ไม่คิด..และไม่เคยคิดด้วยซ้ำ หากจับภรรยาของกระหม่อมโดยไม่สืบสวนทุกอย่างให้กระจ่าง กระหม่อมผู้เป็นสามีมิอาจทนได้ทั้งด้วยหน้าที่และหัวใจ” นี่เขาคิดจะทำอะไร ท่านพี่มองเหล่าองครักษ์ที่กำลังจะมาจับตัวข้าตามคำสั่งของหลิวฮองเฮา ท่าทางดูจะไม่ยอมเหมือนกัน

“ลูกสาม…อย่าลูก” ท่านอ๋องแปดมีท่าทางตกใจไม่ต่างกัน ข้ามองไปรอบ ๆ เหล่าราชองรักษ์ต่างจ้องมองมาที่ข้าและสามี ทุกคนเตรียมพร้อมที่จะทำตามคำสั่งขององค์ฮองเฮาเสมอหากมีคำสั่ง

“เจ้าคิดจะขัดขืนรึ”

“ไม่ได้ขัดขืนพระเจ้าค่ะ แต่สามีต้องปกป้องภรรยา กระหม่อมสัญญากับครอบครัวนางไว้แล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกระหม่อมจะไม่ทอดทิ้งนาง” ในตอนนั้นข้ารู้สึกมีน้ำเย็นหลั่งรดหัวใจที่แห้งแล้งของข้า เป็นครั้งแรกที่ข้าพูดไม่ออกทั้งที่เป็นคนพูดเก่งเถียงคนเก่ง ข้าได้แต่จับมือท่านพี่แน่นราวคนไร้ที่พึ่ง ในตอนนั้นท่านอ๋องแปดเดินกึ่งวิ่งอย่างรีบ ๆ เข้ามาหาข้าและท่านพี่ ข้าเกรงว่าท่านจะล้มลงไปแต่ยังถึงตำแหน่งที่ข้ายืนอยู่องครักษ์เสื้อแพรสองคนมาขวางทางท่านอ๋องไว้

“ลูกสาม”

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ ใครสั่งให้พวกเจ้าล่วงเกินหลานชายข้า”

“แต่ฝ่าบาทเพคะ ปิ่นกุสุมาเป็นของ…นางยังมีชีวิตอยู่” เสียงของหลิวฮองเฮาดังก้อง

“นางจะอยู่หรือตายไม่เกี่ยวกับท่าน ข้ามีสิทธิ์ที่จะโศกเศร้าเสียใจ แต่ไม่ยอมให้ท่านมาก้าวก่ายความรู้สึกของข้า”

“ฝ่าบาทเพคะ!!”

“ท่านไม่มีสิทธิ์! ถึงจะเป็นฮองเฮาก็ตาม”

องค์หวงตี้ทรงตรัสเช่นนั่นทำให้หลิวฮองเฮาก้มหน้าลงและไม่พูดอะไรอีก ในตอนนี้ข้าถึงกล้าหายใจลงปอดได้บ้าง ฝ่าบาทสั่งให้ราชองครักษ์เก็บกระบี่ในมือ พระองค์หันมาทางท่านอ๋องแปดที่ยืนอยู่ไม่ห่างกันนัก

“น้องพี่…วันนี้เรามีเรื่องต้องคุยกัน เจินเอ๋อร์พาภรรยาเจ้าไปรอที่ห้องตะวันออกด้วย”

“พระเจ้าค่ะเสด็จลุง”

ท่านพี่รับคำองค์หวงตี้ ก่อนฉวยมือข้าให้เดินไปด้วยกัน การเดินไปห้องตะวันออกเป็นเรื่องที่ข้ากังวลใจมาก ข้าไม่รู้ว่าปิ่นของท่านป้าหลี่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฝ่าบาท ในขณะที่ท่านพี่มีท่าทางครุ่นคิดตลอดเวลา เมื่อมาถึงห้องอุ่นตะวันออก ห้องนี้เป็นห้องใหญ่และอุ่นสมชื่อจริง ๆ เพราะพอข้าเข้ามาในห้องนี้ก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมากกว่าอยู่ข้างนอก ข้าวของในห้องเป็นของแปลกตาที่ข้าไม่เคยเห็น มีบทกวีภาพวาดสูงค่ามากมาย แต่ข้ากลับไม่มีอารมณ์อ่าน ซึ่งช่างผิดวิสัยของตัวเองนัก ทั้งในในห้องช่างดูเงียบงันในความรู้สึกของข้า

ในขณะที่ข้างนอกมีเสียงชาวเมืองจุดดอกไม้ไฟอื้ออึง เพราะไม่รู้ความเป็นไปของคนที่อยู่ในกำแพงวัง  ข้าได้นั่งนิ่งในหัวเฝ้าคิดแต่เรื่องที่เกิดขึ้น พูดตามตรงข้าไม่ได้กลัวเพราะไม่ได้ทำความผิดอะไร แต่สงสัยเรื่องท่านป้าหลี่ เมื่อหันมามองท่านพี่ที่มีสีหน้ากังวลอยู่ก็ตัดสินใจถามคำถามออกไป

“ท่านพี่เจ้าขา ข้าทำเรื่องยุ่งยากให้ท่านรึไม่” ข้าถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ท่านพี่กลับกุมมือข้าแน่นและพูดปลอบใจ

“เจ้าไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ปิ่นของท่านป้าหลี่ทำให้ข้าคิดถึงเรื่องอดีต…ที่เลือนราง”

“อะไรรึเจ้าคะ” ท่านพี่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ข้ารู้สึกถึงความหนักใจที่เขามี พูดตามตรงท่านป้าหลี่กับฝ่าบาทแทบจะเรียกได้ว่าคนละทางด้วยซ้ำ แต่ทำไมฝ่าบาทเห็นปิ่นนั่นถึงมีท่าทางเหมือนกับไม่สบายพระทัยเอาเสียเลย และยิ่งตอนนี้สามีของข้ากลับมีท่าทีกลุ้มใจจนเห็นได้ชัด

“จำเรื่องตอนที่พี่ไปที่หอจันทร์เสี้ยวได้ไหม เรื่องนี้น่าจะเกี่ยวพันกับหมั่นโถวเผือกงาดำ”

“จะเกี่ยวกันได้อย่างไรเจ้าคะ” ข้าถามราวคนโง่ ยอมรับว่าไม่รู้จริง ๆ ท่านพี่มองหน้าอย่างอ่อนโยนเขาเอามือแตะแก้มข้าพลางเอ่ย

“หนาวไหม แล้วหิวรึไม่”

“โถ ท่านพี่เจ้าขา ข้ากำลังลุ้นว่าท่านจะพูดอะไรต่ออย่าเปลี่ยนเรื่องคุยได้รึไม่เจ้าคะ”

“อ้าว ก็พี่ห่วงเจ้านี่ คิดว่าเจ้าคงหิว ใครอยู่ข้างนอกบ้าง เกี๊ยวที่พระชายาทำยังเหลือไหม ยกมาให้สักจานเถิด”

“ยังไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ รอคุยธุระกับฝ่าบาทก่อน ถึงยกมาตอนนี้ข้าก็กินไม่ลง ท่านพี่บอกข้ามาเถิดว่าหมั่นโถวเผือกเกี่ยวอะไรกับท่านป้าหลี่และฝ่าบาท” ข้าเร่งเร้าหวังจะให้สามีพูดเรื่องที่อยู่ในใจเขาออกมา บางทีข้าอาจจะคิดหาทางแก้ไขก็ได้

“กับท่านป้าหลี่พี่ไม่รู้หรอก แต่เรื่องหมั่นโถวพี่พอรู้ มันเป็นเรื่องที่รู้ด้วยความบังเอิญ…บังเอิญจริง ๆ” ข้าทำท่าจะถามต่อแต่ขันทีประจำตำหนักเดินเข้ามาบอก

“บัดนี้ฝ่าบาทได้เสด็จมาถึงที่นี่แล้ว” ข้าเริ่มทำตัวไม่ถูกกลัวจนตัวสั่นได้แต่ยืนขึ้นเพื่อรอรับเสด็จ ขันทีคนหนึ่งถือเสื้อคลุมที่เป็นของท่านพี่มาด้วย ท่านพี่เลยใช้คลุมร่างให้ข้า

“ฝ่าบาทเสด็จแล้ว” ไม่นานนัก ฝ่าบาทและท่านอ๋องแปดก็ก้าวเข้าในห้องด้วยสีพระพักตร์เคร่งเครียด

“ถวายพระพรฝ่าบาท” ข้าเอ่ย เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าท่านอ๋องแปดและฝ่าบาทได้เสด็จมายืนตรงหน้าข้าแล้ว ในพระหัตถ์ของฝ่าบาทยังกำปิ่นของท่านป้าหลี่แน่น

“หลี่ซู่อิงนางยังไม่ตาย” องค์หวงตี้ทรงตรัสและไม่ได้สนใจข้าเลย ท่านอ๋องแปดเองก็มีท่าทางไม่สบายใจ แต่ดูเหมือนว่าองค์หวงตี้จะได้พระสติจึงตรัสออกมาก่อน

“เอาล่ะ ตอบคำถามของข้ามาเจินเอ๋อร์…หลานสะใภ้ พวกเจ้าได้ปิ่นกุสุมามาจากไหน”

“ปิ่นนี้เป็นของที่หลานได้มาจากท่านป้าตาบอดคนหนึ่ง นางเป็นแม่ค้าขายหมั่นโถวในตลาดพระเจ้าค่ะเสด็จลุง”

“หมั่นโถวรึ…” สุรเสียงแผ่วเบาแต่พระเนตรยังคงเลื่อนลอย ท่านอ๋องแปดจึงทูลอีกว่า

“ไม่ผิดแน่พระเจ้าค่ะ พระสนมหลี่นางยังไม่ตาย”

“น้องแปดถึงเวลาที่เจ้าจะพูดความจริงกับข้าได้แล้วใช่ไหม” ท่าทางของท่านอ๋องแปดดูอึดอัด ในตอนนั้นท่านพี่มองหน้าพระบิดานิ่ง ข้าเองก็ยิ่งงงหนักเมื่อได้ยินคำว่าพระสนม…ท่านป้าหลี่ ข้านึกถึงท่านป้าที่ขายหมั่นโถวและลูกสาวของนางไม่น่าเชื่อว่าจะมีความเกี่ยวข้องกันได้

“น้องแปด” สุรเสียงนั้นกดดันพระอนุชา ท่านอ๋องแปดทรงถอนพระอัสสาสะออกมา ก่อนตอบออกไปในที่สุด

“กระหม่อมไม่มีอะไรจะพูดพระเจ้าค่ะฝ่าบาท ความจริงที่เกิดขึ้นจะนำพาความผิดมาสู่ทุกคน ตระกูลหลิวเป็นตระกูลที่มีอำนาจมาก กระหม่อมเกรงว่า…” ท่าทางนั้นทำให้องค์หวงตี้ไม่พอพระทัยยิ่งขึ้น พระองค์ก้าวเข้าหาท่านอ๋องแปดทันที

“ตระกูลหลิวมีอำนาจมากกว่าตระกูลจ้าวที่เป็นตระกูลของเรารึ” องค์หวงตี้ตรัสเสียงดัง ข้าได้แต่ก้มหน้าไม่กล้าสบตากับใคร เสียงของเจ้าแห่งแผ่นดินดังก้อง ข้ายอมรับว่ากลัว คำว่านักโทษกับความจริง มันทำให้ข้าคิดไปต่าง ๆ นานา ในตอนนั้นท่านพี่ก็พูดออกมาว่า

“ความจริงคืออะไรขอรับท่านพ่อ” ท่านอ๋องแปดทรงส่ายหน้าไปมาช้า ๆ

“พ่อสาบานไว้ว่าจะไม่บอกผู้ใดคงบอกเจ้าไม่ได้ ฝ่าบาท…พระอาญาไม่พ้นเกล้า ถ้าน้องพูดออกมาก็ขอตายเพื่อรักษาสายเลือดของราชวงศ์”

“ถอนคำสาบานเสีย นี่คือราชโองการ!” ตอนนั้นข้าเงยหน้าขึ้นเพื่อมองเหตุการณ์ทั้งหมด ในหัวกำลังคิดหาหนทางที่จะช่วยคลี่คลายเหตุการณ์ หากข้าพูดอะไรไปนอกจากไม่รับปากข้ายังไม่สามารถรักษาชีวิตของตัวเองและสามีได้ ท่านอ๋องแปดดูสับสนพระองค์คุกเข่าลง นั่นทำให้ข้าและสามีไม่อาจยืนอยู่ได้เช่นกัน

“เสด็จพี่ทรงทำให้กระหม่อมลำบากใจ”

“แล้วเจ้าจะเก็บความลับนี้ไว้ทำไม ข้าทนทุกข์มายี่สิบกว่าปี เจ้าคิดว่าทำแบบนี้ถูกแล้วรึ หากเจ้าและน้องสะใภ้ลำบากใจ แล้วข้าล่ะ…ความยุติธรรมที่สนมหลี่และลูกของเรา ใครทวงคืนให้ได้บ้าง”

“เสด็จลุงทรงตรัสถึงเรื่องอะไรพระเจ้าค่ะ” ท่านพี่ถามออกมาอย่างสงสัย แต่ท่านอ๋องแปดเงยหน้ามองท่านชายเจินและองค์หวงตี้ท่าทางเจ็บปวด ในตอนนั้นฝ่าบาทตรัสขึ้นมาว่า

เฉินหลินเอย เฉินหลิน…

ถือกล่องใส่ผลไม้มงคล

เดินข้ามสะพานนทีทอง  

ท่ามกลางความเงียบงันนั้น

ไม่มีใครรู้ว่า…

ในตะกร้าหาได้มีผลไม้มงคลไม่

กลับกลายเป็น สายเลือดแห่งมังกร

“ฝ่าบาท พระอาญาไม่พ้นเกล้า”

ท่านอ๋องแปดตรัสในตอนนั้นขันทีส่งสารเอ่ยขึ้นมาก่อน

“ฝ่าบาทนักโทษมาแล้วพระเจ้าค่ะ”

Don`t copy text!