กระบือสื่อรัก บทที่ 1 : ในวันที่พ่อไม่อยู่

กระบือสื่อรัก บทที่ 1 : ในวันที่พ่อไม่อยู่

โดย : พรรณสิริ

กระบือสื่อรัก นวนิยายรางวัลชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 4 โดย พรรณสิริ ที่อ่านได้ในเพจอ่านเอาและ anowl.co เรื่องราวของเอื้อมดาวที่ต้องกลายมาเป็นหัวหน้าครอบครัว เธอต้องทิ้งใบปริญญามาเป็นสาวโรงงาน ต้องขายควายเพื่อใช้หนี้ แล้วบททดสอบของชีวิตก็ทำให้รู้ว่าตัวเองแกร่งกว่าที่คิดและชีวิตไม่ต้องขึ้นอยู่กับใบปริญญาเสมอไป

เมฆก้อนดำลอยต่ำคล้ายจะมีมรสุมหลงฤดูส่งให้อากาศยามใกล้สนธยาร้อนอบอ้าว หญิงสาวในชุดไว้ทุกข์รวบผมหางม้า นั่งมองภาพถ่ายที่ตั้งอยู่หน้าโลงศพด้วยนัยน์ตาเศร้าโศกจากความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต

“เอื้อม ใกล้ห้าโมงแล้ว ลุกขึ้นมาเตรียมตัวรับแขกเถอะ” นางสอางค์เดินมาสะกิดเรียกหลานสาวให้ออกจากภวังค์

ดวงหน้าที่เคยมีน้ำมีนวลแห้งผาก เจ้าตัวผินหน้ามองมารดาซึ่งนั่งเหม่อมองออกไปยังนอกศาลาอยู่อีกมุมหนึ่ง ก่อนจะหันมาสบตาป้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ

“เฮ้อ นี่ก็คืนที่สามแล้ว ลุกขึ้นมากินข้าวกินปลาเสียทีเถอะ นังอิ้งเอ๊ย ร้องไห้จนตายผัวก็ไม่ลุกขึ้นจากโลงหรอก ขืนทรุดไปอีกคนลูกเต้าก็จะยิ่งลำบาก” หญิงวัยกลางคนเท้าสะเอว ส่ายหัวอย่างไม่สบอารมณ์

ปกติเอื้อมดาวไม่ค่อยชอบเสียงดังโผงผางสไตล์แม่ค้าสักเท่าไร แต่ต้องยอมรับว่าเสียงของป้าช่วยเรียกสติที่ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวในช่วงสองสามวันนี้ให้กลับมาได้เรื่อยๆ

เจ้าตัวใช้ฝ่ามือลูบหน้าแรงๆ ย้ำซ้ำๆ ว่าไม่ได้ฝันไป

ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เธอเพิ่งสอบเสร็จและท่องเที่ยวฉลองกับเพื่อนมหาวิทยาลัยไกลถึงจังหวัดเชียงใหม่ จู่ๆ ลูกพี่ลูกน้องโทรศัพท์มาบอกให้รีบกลับบ้านด่วน เนื่องจากบิดาถูกรถชนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ตั๋วเครื่องบินแพงเป็นสองเท่าจากราคาปกติเนื่องจากซื้อก่อนเครื่องออกไม่ถึงสองชั่วโมง เธอรูดบัตรเดบิตที่บิดาทำไว้ให้ใช้จ่ายอย่างไม่เสียดาย หวังจะถึงบ้านเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

รุ่งอรุณ บุตรสาวของนางสอางค์เป็นคนมารับที่สนามบินพร้อมข่าวไม่สู้ดียิ่งกว่า

‘น้ายอดยังอยู่ไอซียู หมอบอกโอกาสรอดห้าสิบห้าสิบ’

‘พ่อถูกรถชนได้ยังไง’

‘แกลงไปไล่ต้อนควาย มันเตลิดข้ามถนน ควายรอดแต่แกถูกรถกระบะชนกระเด็นไปกระแทกเสาไฟ’

‘แล้วจับตัวคนชนได้ไหม’

ลูกพี่ลูกน้องสาวส่ายหัว ‘ตำรวจบอกว่าแถวนั้นมืดมาก แต่จะลองไล่กล้องวงจรปิดสถานที่ใกล้เคียง อย่าเพิ่งซักไซ้ให้มากความ รีบไปดูน้ายอดก่อน’

หลังจากนั่งเฝ้าหน้าห้องฉุกเฉินอยู่หลายชั่วโมง หมดหวังถึงขั้นต้องบนบานศาลกล่าวเจ้าที่เจ้าทางของโรงพยาบาล แต่ในที่สุดก็ไม่อาจยื้อชีวิตบิดาไว้ได้

ความเศร้าผสมปนเปกับความโกรธจนแยกไม่ออก เอื้อมดาวไม่มีโอกาสแม้แต่เอ่ยคำร่ำลา โลกนี้ไม่ยุติธรรมเสียเลย ทำไมพ่อของเธอต้องมาสละชีวิตแทนควายด้วย

‘ฮือๆๆ พี่ยอด จู่ๆ มาทิ้งกันไปง่ายๆ แล้วฉันจะอยู่ต่อไปยังไง’ นางสะอิ้งฟูมฟาย เกลือกกลิ้งใบหน้ากับร่างไร้ลมหายใจที่ถูกเข็นออกมาจากห้องผ่าตัด

นับจากนั้นถ้าไม่ได้นางสอางค์และรุ่งอรุณ เอื้อมดาวก็ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก ไหนจะต้องเดินเรื่องนำร่างของบิดาออกจากโรงพยาบาลและติดตามเรื่องคดีความกับตำรวจซึ่งยังตามหาตัวคนชนไม่เจอ เธอซึ่งเป็นลูกสาวคนโตของบ้านกลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดพิธีศพแทนมารดาที่เป็นลมล้มทั้งยืนในพิธีรดน้ำศพและยังไม่มีท่าทีว่าจะเรียกสติกลับคืนมาได้

ก่อนออกไปรับแขก เธอเดินเข้าไปตรวจดูความเรียบร้อยในครัวด้านหลังศาลาสวดศพ ปรึกษาหารือกับแม่ครัวถึงเมนูอาหารในคืนถัดไป ไม่มีอะไรยุ่งยาก แค่จ่ายเงิน แม่ครัวที่นางสอางค์จัดหามาก็ช่วยจัดการให้เสร็จสรรพ

ค่าใช้จ่ายประดังประเดเข้ามา ไหนจะค่าโรงพยาบาล ค่าโลงศพ ค่าจัดดอกไม้ รวมถึงเงินใส่ซองพระ เอื้อมดาวควักจ่ายมือเป็นระวิง เคราะห์ดีที่ทรัพย์สินติดตัวพ่อยังอยู่ครบ เธอจึงได้บัตรเอทีเอ็มพร้อมรหัสในกระเป๋าสตางค์กดเงินสดใช้จ่ายให้ผ่านไปแต่ละวันได้ แต่นับจากคืนนี้ เธอจำเป็นต้องแกะซองเงินช่วยงานออกมาใช้เพราะเงินในบัญชีของพ่อร่อยหรอลงเหลืออยู่ไม่ถึงหลักพันบาท

ออกจากครัวมาคุยกับมัคนายกเรื่องงานวันฌาปนกิจศพ เธอสั่งของชำร่วยไปแล้ว ร้านค้ารับปากว่าจะมาส่งวันพรุ่งนี้ หลังจากนั้นจึงโทร.ไปคุยกับเจ้าของร้านดอกไม้ สั่งดอกไม้ประดับเมรุเพิ่ม

“เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพี่เข้าไปดูให้อีกทีนะ ถ้าใช้ดอกไม้เก่าได้ก็ใช้เถอะ จะได้ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มโดยใช่เหตุ” เจ้าของร้านแย้ง

“เอื้อมว่ามันดูโหรงเหรงไปหน่อย อยากได้ดอกไม้ประดับบันไดทางขึ้นเมรุเพิ่ม” หญิงสาวยังยืนยันความตั้งใจเดิม

“น้องเอื้อมมีงบประมาณในใจไหมคะ พี่จะได้จัดให้ถูก”

“สักสองหมื่นพอไหมพี่” หญิงสาวโพล่งตัวเลขในใจออกไป ถ้าป้าสอางค์มาได้ยินเข้าคงตบอกผาง เพราะจ่ายค่าดอกไม้ประดับโลงศพไปแล้วเป็นเงินก้อนใหญ่พอสมควร

‘เอื้อมเอ้ย พ่อเอ็งตายไปแล้ว จัดดอกไม้สวยแค่ไหนเขาก็มองไม่เห็นหรอก เก็บเงินเก็บทองเอาไว้ดีกว่า’

แต่เอื้อมดาวอยากให้ภาพจำสุดท้ายของพ่อสวยงามที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตลอดชีวิตตั้งแต่จำความได้ฐานะครอบครัวห่างไกลจากคำว่าขัดสน แน่ใจว่าพ่อยังมีเงินอยู่ในบัญชีอื่นๆ ที่ไม่ผูกกับบัตรเอทีเอ็มอย่างแน่นอน

ตกลงกับร้านดอกไม้เสร็จก็ได้เวลาทำหน้าที่เจ้าภาพต้อนรับแขกที่ด้านหน้าของศาลา

รถกระบะสองประตูสีขาวรูปทรงโฉบเฉี่ยววิ่งเข้ามาเสียบจอดพรืดในช่องจอดที่ทางวัดกันไว้ให้เจ้าภาพ

รุ่งอรุณเปิดประตูรถฝั่งคนขับลงมาพร้อมกับอรลดาน้องสาวคนเล็กของเอื้อมดาว ในขณะที่โอบบุญน้องชายคนรองกระโดดลงมาจากท้ายกระบะ

“ไปเถลไถลอยู่ที่ไหน แทนที่จะมาไวๆ มาอยู่เป็นเพื่อนเอื้อม” นางสอางค์ดุบุตรสาวเสียงเขียว

“ไม่ได้เถลไถลที่ไหนหรอก ก็ไปรับยายอรที่บ้าน แล้วก็ไปตามเจ้าโอบในทุ่งโน่นแหละ ต้องต้อนควายกลับเข้าคอกให้เรียบร้อยก่อนถึงออกมาได้” รุ่งอรุณบ่นกระปอดกระแปด

ดวงตาเอื้อมดาววาวขึ้น รู้สึกขุ่นมัวอย่างปิดไม่มิด จ้องน้องชายที่ก้มหน้างุดไม่พูดไม่จา

“จะห่วงพวกมันไปทำไม ถ้าไม่ใช่เพราะออกไปช่วยควาย พ่อก็ไม่ตายหรอก” อรลดาชิงโพล่งออกมาก่อนด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว เธออายุน้อยสุดจึงไม่อาจข่มความรู้สึกคับข้องใจเอาไว้ได้

เอื้อมดาวเองรู้สึกไม่ต่างจากน้องสาวคนเล็ก ทำไมมัจจุราชถึงได้พรากชีวิตบิดาไปแทนที่จะเป็นชีวิตควายสักตัว ครอบครัวของเธอคงไม่ต้องสูญเสียมากขนาดนี้

“เอาเถอะๆ กินอะไรมากันแล้วหรือยัง รองท้องหน่อยไหม เดี๋ยวแขกมาถึงก็จะยุ่ง กว่าจะได้นั่งอีกทีคงดึก ไปๆ นั่งกับแม่เขา เดี๋ยวป้าสั่งในครัวยกข้าวไปให้” นางสอางค์ตัดบท พลางไล่ต้อนลูกหลานให้ไปสมทบกับน้องสาวที่มุมหนึ่งของศาลา

ขณะเอื้อมดาวขึ้นชั้นมัธยมต้น บิดารับซื้อที่นาแปลงหนึ่งจากเพื่อนบ้านซึ่งกำลังร้อนเงิน เจ้าของที่แถมลูกควายให้ด้วยหนึ่งตัว พ่อจึงยกให้โอบบุญดูแล น้องชายของเธอตั้งชื่อให้มันว่า ‘หอมเงิน’

เอื้อมดาวเคยปรามาสไว้ สักพักน้องชายก็คงเบื่อ กลายเป็นว่าโอบบุญดูแลหอมเงินเป็นอย่างดี เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์ พ่อก็พามันไปผสมกับพ่อพันธุ์จากฟาร์มชื่อดังในจังหวัดใกล้เคียง หอมเงินตกลูกออกมาเป็นตัวเมียได้ชื่อว่า ‘หอมทอง’ คล้องจองไปกับชื่อแม่

ครั้งล่าสุดที่กลับมาเยี่ยมบ้าน บิดาเปิดเผยความตั้งใจเกี่ยวกับที่ดินผืนนี้และควายทั้งสองตัวให้เธอได้รับรู้

‘โอบรักหอมเงินหอมทองมาก พ่อก็เลยตั้งใจว่าจะเลี้ยงพวกมันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะตายจากกันไปข้างหนึ่งนั่นแหละ อีกอย่างที่แปลงนี้ พ่อจะเก็บไว้ทำไร่นาสวนผสม ต้นไม้โตเต็มที่เมื่อไหร่ก็เปิดให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวทดลองทำนาปลูกข้าวแล้วก็ขี่ควายถ่ายรูปดีไหม เอื้อมเรียนจบจะได้กลับมาเป็นผู้จัดการไร่ดีไหมล่ะ’

แต่ฝันอันแสนสวยงามของบิดากลับถูกทิ้งร้างกลางคัน

ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่า ควายเตลิดออกจากคอกเพราะเสียงพลุฉลองงานแต่งงาน ลูกควายตัวน้อยที่ยังไม่หย่านมละล้าละลัง จะข้ามถนนตามแม่ไป นายยอดตามมาเจอ พยายามดึงมันกลับเข้าข้างทางแต่ไม่ทันเสียแล้ว รถกระบะซึ่งขับมาด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าชนจนร่างกระเด็นไปกระแทกเสาไฟฟ้า ส่วนลูกควายซึ่งกำลังตื่นกลัว ถลาข้ามถนนพ้นไปอย่างหวุดหวิด

เจ้าหอมทองรอดตาย แต่เจ้าของกลับต้องมาสังเวยชีวิต ทุกครั้งที่ได้ยินใครเอ่ยถึงควายสองแม่ลูก เหมือนมีมีดกรีดลงบนแผลในหัวใจที่ยังสดใหม่

 

ผู้คนในชุดดำทยอยขึ้นไปวางดอกไม้จันทน์บนเมรุที่ประดับประดาด้วยดอกไม้สด เป็นสัญญาณบอกว่าร่างที่ไร้ลมหายใจของคนในโลงกำลังจะลาจากโลกนี้อย่างสมบูรณ์

นับตั้งแต่บิดาหมดลมหายใจจวบจนวันนี้ เป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพียงแค่ชั่วพริบตา เอื้อมดาวยุ่งวุ่นวายกับงานศพ ไม่มีแม้โอกาสได้หลั่งน้ำตากับการสูญเสีย

นางสะอิ้งถูกบุตรสาวคนเล็กประคองลงจากเมรุ แขกกลุ่มหนึ่งที่พอจะคุ้นหน้าค่าตากัน ค่อยๆ เลียบเคียง ล้อมวงเข้ามาคุย แต่ถึงกับส่ายหัวดิก เพราะภรรยาผู้ตายยังตกอยู่ในอาการโศกเศร้าเกินกว่าจะพูดคุยรู้เรื่อง

“เอื้อมมานั่งคุยกับลุงตรงนี้หน่อย” คนที่อาวุโสสูงสุดตัดสินใจกวักมือเรียกบุตรสาวคนโตของผู้ตายที่ดูจะครองสติได้ดีกว่าใครเพื่อนมานั่งจับเข่าคุยแทน

“อย่าหาว่าศพยังเผาไม่เสร็จก็รีบมาคุยเรื่องเงินๆ ทองๆ เลยนะ ลุงในฐานะคนกลางเห็นว่าควรเกริ่นเสียแต่ตอนนี้ ให้เอื้อมกับแม่ได้มีเวลาคิดว่าจะจัดการกับหนี้สินของพ่อเรายังไง”

ผู้ใหญ่เดชจำเป็นต้องรีบ ขืนเนิ่นช้า เกรงหนี้ของคนตายจะกลายเป็นดินพอกหางหมู แต่พอเกริ่นกับนางสะอิ้งก็ถึงกับมึนตึ้บ นางเอาแต่นั่งน้ำตาร่วงเผาะๆ ทำเอาเจ้าหนี้กลายเป็นยักษ์มารบีบคั้นลูกหนี้จนตรอก ทั้งที่มาทวงสิทธิ์ของตนเอง

“หนี้สิน? ลุงผู้ใหญ่หมายความว่ายังไง” เอื้อมดาวเบิกตากว้าง แทบไม่อยากเชื่อหู สีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม

หนึ่งในเจ้าหนี้รีบควักเอกสารยื่นมาตรงหน้า แม้จะดูอึ้งๆ ไป แต่ดวงตาวาวนั้นบ่งบอกว่าหญิงสาวน่าจะคุยรู้เรื่องกว่าคนเป็นแม่

“สามสี่ปีมานี้ กิจการรถบรรทุกของพ่อเอื้อมไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คู่แข่งเยอะแถมคนขับยังเอารถไปเสยเสาไฟฟ้าล้ม ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้การไฟฟ้าหลักล้าน โชคร้ายประกันมาขาดพอดี เคลมไม่ได้ พ่อเราก็ไปหยิบยืมคนรู้จักกันที่นั่งอยู่ตรงนี้ไปจ่ายค่าเสียหาย” เดชชี้ไม้ชี้มือไปยังคนที่รายล้อมอยู่

เอื้อมดาวย้อนนึกถึงเหตุการณ์ในอดีต อุบัติเหตุในครานั้น บิดาบอกครอบครัวเพียงสั้นๆ ว่าประกันจ่ายค่าเสียหายให้ทั้งหมด จึงไม่มีใครสนใจ ปล่อยให้เรื่องผ่านไป

“ลองเอาเอกสารไปดูก่อน สัญญาพวกนี้พ่อเราเขาต้องมีคู่ฉบับ กลับบ้านไปหาให้เจอหรือถ้าแม่เราตั้งสติได้แล้วก็ลองถามไถ่กันดู แต่ลุงอยากให้รีบจัดการ ขืนปล่อยไปจะกลายเป็นดินพอกหางหมู ครอบครัวจะยิ่งลำบาก”

หญิงสาวตัวชาเมื่อเห็นตัวเลขในกระดาษ พ่อมีหนี้สินเจ็ดหลักแต่ไม่เคยปริปากให้ครอบครัวรู้ ปล่อยให้ลูกเมียกินอิ่มนอนหลับ ทั้งที่ตัวเองต้องก่ายหน้าผากหาเงินจ่ายหนี้ทุกเดือน

เอื้อมดาวยอกแสยงในอกเมื่อนึกถึงสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ บิดาซื้อให้เธอตอนขึ้นปีสอง เกมคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุดของโอบบุญ และตั๋วคอนเสิร์ตศิลปินเกาหลีของอรลดา ลูกๆ อยากได้อะไร พ่อตามใจไม่เคยขัด

“ขอเวลาตั้งเนื้อตั้งตัวหน่อย เสร็จงานแล้วจะรีบติดต่อไปนะคะ”

เมื่อทายาทผู้ตายรับปาก กองทัพเจ้าหนี้จึงยกขบวนกลับได้ สบายใจไปเปลาะหนึ่ง

ส่งแขกชุดสุดท้ายเสร็จ เอื้อมดาวเดินกลับไปหามารดาและน้องๆ ที่ยืนรออยู่

“ลุงเดชพูดเรื่องอะไรก็ไม่รู้ แม่ฟังแล้วปวดหัว” นางสะอิ้งมีสีหน้าสับสน คิ้วขมวดย่นเข้าหากัน ทุกข์ร้อนราวกับแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า

เอื้อมดาวสะท้อนใจอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของสมาชิกในครอบครัว ได้แต่เอ่ยตัดบทเพียงสั้นๆ “ไม่เป็นไรแม่ เดี๋ยวฉันจัดการเอง เหนื่อยกันมาตั้งแต่เช้า เอารูปพ่อกลับบ้านก่อนเถอะ”

เจ้าตัวควักซองซึ่งรวบรวมเงินช่วยงานศพออกมา หยิบธนบัตรสีเทายื่นใส่มือน้องชาย “พี่ต้องอยู่เคลียร์ค่าใช้จ่ายกับวัดก่อน หาซื้ออะไรกินกันเองนะ ท่าทางแม่ทำกับข้าวไม่ไหวหรอก”

โอบบุญรับเงินจากพี่สาวมากำไว้ น้ำตาคลอเอ่อเต็มนัยน์ตา

“กลับถึงบ้าน เอารูปพ่อขึ้นไปไว้หลังตู้เสื้อผ้าในห้องนอนแล้วจุดธูปหนึ่งดอกเรียกเข้าบ้านนะ” นางสอางค์กำชับหลานชายก่อนหันไปสั่งบุตรสาว “ขับดีๆ ล่ะ เอารูปเข้าบ้านก่อน ค่อยออกมาหาอะไรกิน ทางนี้แม่จะอยู่เป็นเพื่อนเอื้อมเอง”

“ไปๆ กลับบ้าน เดี๋ยวไปหาอะไรอร่อยๆ แถวตลาดโต้รุ่งกินกัน” รุ่งอรุณแกว่งกุญแจรถพลางรุนหลังอรลดาด้วยท่าทางกระตือรือร้น ไม่อยากเห็นลูกพี่ลูกน้องเศร้าโศกไปมากกว่านี้

“แม่จะกินอะไรก็บอกพี่รุ่ง วันนี้ไม่ต้องทำกับข้าวหรอก กลับไปนอนพักเถอะ”

นางสะอิ้งเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มควันที่เริ่มลอยออกจากปล่องเมรุ หากตายตามสามีได้ นางคงตายไปแล้ว ยี่สิบกว่าปีที่ไม่เคยต้องลำบากตรากตรำแม้เพียงปลายก้อย เมื่อเปรียบเทียบกับผู้เป็นพี่สาวที่ต้องปากกัดตีนถีบเลี้ยงดูรุ่งอรุณมาตามลำพัง หลังสามีเสียชีวิตไปตั้งแต่รุ่งอรุณยังแบเบาะ

นางคิดเสมอว่าตัวเองโชคดี จบแค่ชั้นมัธยมปลายออกมาช่วยที่บ้านขายอาหารตามสั่งเล็กๆ น้อยๆ ในตลาด ไม่นานก็ถูกตาต้องใจกับยอดและแต่งงานกัน เพียงปีเดียวก็ตั้งท้องเอื้อมดาว ได้โอกาสเลิกขายของไปโดยปริยาย กลายเป็นแม่บ้านเต็มตัว เลี้ยงดูลูกมาจนถึงบัดนี้ โดยมีเงินทองใช้สอยไม่ขาดมือ

ยามนี้เสาหลักของครอบครัวหักโค่นลง สะอิ้งขวัญเสีย สติกระเจิดกระเจิง ไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ไม่มั่นใจเอาเสียเลยว่าจะดูแลลูกทั้งสามคนตามลำพังได้

ควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้าทำเอานางรู้สึกหนาวจับขั้วหัวใจกับเส้นทางชีวิตที่รออยู่เบื้องหน้า

 

“แม่รู้เรื่องที่พ่อเป็นหนี้เพื่อนลุงเดชไหม ที่เขามาทวงวันเผา

งานฌาปนกิจศพผ่านไปร่วมสัปดาห์ หลังโปรยเถ้ากระดูกบิดาลงแม่น้ำ เอื้อมดาวรวบรวมความกล้าคุยกับมารดาเป็นครั้งแรก ไม่อาจวิ่งหนีปัญหาได้อีกต่อไป

นางสะอิ้งส่ายศีรษะ สีหน้ายุ่งยากใจ ยื่นกุญแจให้ “ฉันไม่รู้อะไรทั้งนั้น พ่อแกไม่เคยปริปากสักคำ แกเอากุญแจไปไขลิ้นชักโต๊ะทำงานดูแล้วกัน เอกสารทั้งหมดน่าจะเก็บไว้ในนั้น ฉันจะไปทำกับข้าวแล้ว”

เอื้อมดาวถอนหายใจออกมา ดูท่าแล้วคงพึ่งแม่ไม่ได้ ตัดสินใจคว้าลูกกุญแจ ลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องทำงาน ไล่ไขลิ้นชักโต๊ะทำงานของบิดาไปทีละชั้น เจอเอกสารหลายฉบับทั้งโฉนดที่ดิน สมุดบัญชีเงินฝาก สมุดเช็ค รวมถึงสัญญาเช่าซื้อรถบรรทุกที่ยังผ่อนไม่หมด

ในฐานะนักศึกษาเอกบัญชี เธอจมอยู่กับตัวเลขในสมุดที่ค้นเจอ ไล่ดูไปทีละเดือนก็ยิ่งตกใจ ถ้าไม่เสมอตัวก็ติดลบเสียเป็นส่วนใหญ่ ตัวเลขไม่หลอกลวง บิดาพยายามประคับประคองกิจการไปพร้อมๆ กับดูแลครอบครัว เงินที่นำมาใช้สอยไม่ใช่กำไรจากรายได้ แต่หยิบยืมมาจากรายชื่อที่เขียนต่อท้ายเอาไว้

ถ้าบิดาจะบอกกล่าวกันสักนิด เธอคงไม่เอ่ยปากขอโทรศัพท์เครื่องใหม่ทั้งที่เครื่องเดิมก็ยังใช้งานได้ดีอยู่เพียงแต่ตกรุ่นไปแล้วก็เท่านั้น

เอื้อมดาวเจอสัญญากู้เงินหลายฉบับที่รวมไว้ในซองเดียวกัน บิดาจงใจซุกซ่อนไว้ให้ลึกที่สุด เหมือนกลัวใครมาเจอ นั่งนับได้ห้าฉบับ กดเครื่องคิดเลขบวกลบคูณหารดูแล้วทำเอามือไม้เย็นเฉียบ ขนหัวลุก

หลังจากนั่งตั้งสติอีกพักใหญ่ ตัดสินใจเดินออกไปคุยกับมารดาที่กำลังเตรียมอาหารเย็นอยู่ในครัว

หม้อแกงเขียวหวานเดือดปุดๆ หญิงสาวปิดเตาแก๊ส ดึงแขนมารดาที่มีท่าทางเหม่อลอยมานั่งลงที่โต๊ะอาหาร

“ฉันหาสัญญาเจอแล้ว พ่อเป็นหนี้จริงๆ เป็นล้านเลย เอายังไงดีล่ะแม่ เราจะหาเงินจากไหนมาใช้หนี้เขา”

ดวงหน้าซูบตอบของนางสะอิ้งยิ่งซีดเซียวหนัก สบตาบุตรสาวอย่างสิ้นหวังไม่แพ้กัน “สมบัติที่มี ถ้าจำเป็นก็ต้องขายใช้หนี้เขาไป”

แม้จะยังจับต้นชนปลายไม่ค่อยถูก แต่สมองของนักศึกษาบัญชีพยายามประมวลตัวเลขคร่าวๆ สมบัติพัสถานนอกจากบ้านที่อยู่อาศัย ยังมีอะไรอีกบ้างที่พอจะแปรเป็นเงินนำมาใช้หนี้ได้ สมุดธนาคารทุกเล่มของพ่อต่อให้ถอนเงินจนหมดบัญชีก็ไม่รู้ว่าจะต่อชีวิตได้อีกกี่เดือน ทั้งค่าใช้จ่ายประจำวันภายในบ้าน ไหนจะค่าเล่าเรียนของเธอกับน้องๆ ในภาคการศึกษาถัดไปที่ใกล้ถึงกำหนดจ่ายในอีกไม่กี่วันข้างหน้าอีก

“มันมีแต่ของชิ้นใหญ่ๆ ทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าจะขายได้ทันทีเสียเมื่อไหร่”

“พูดแบบนี้จะเอาทองที่พ่อแกซื้อไว้ให้ฉันไปขายละสิ ไม่ได้นะ ขืนขายกินหมด ฉันจะเอาที่ไหนใส่ไปทำบุญที่วัดกัน คอแขนโล่งอายชาวบ้านเขา” นางสะอิ้งเผลอกุมสร้อยคอทองคำของตัวเองแน่นด้วยความหวงแหน

“ถ้ามันไม่มีจะกินขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องขาย” เธอทิ้งท้ายกับมารดา หอบเอกสารสัญญากลับเข้าไปในห้องนอนที่เคยใช้ร่วมกับน้องสาวคนเล็ก

หลังจากไปเรียนต่อชั้นมัธยมปลายและมหาวิทยาลัยไกลบ้าน อรลดาก็แทบจะครอบครองพื้นที่ทุกตารางนิ้วของห้องนอนนี้ตามลำพัง

เธอขึ้นไปนั่งชันเข่าบนเตียง มองน้องสาวซึ่งนอนคว่ำหน้าชันคางอยู่บนเตียงอีกฝั่ง จดจ่ออยู่กับคลิปวิดีโอศิลปินคนโปรดในสมาร์ตโฟน ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองพี่สาว

หลังเสร็จงานศพ เสียงร้องไห้ของน้องสาวคนเล็กซึ่งนอนหันหน้าเข้าหาผนังห้องค่อยๆ เงียบลง อรลดาเหมือนจะตัดขาดจากโลกภายนอกเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัว ใช้ศิลปินเกาหลีที่ชื่นชอบเยียวยาความสูญเสียฉับพลันที่ไม่ทันได้ตั้งตัว

เอื้อมดาวห่างบ้านไปหลายปี จึงห่างเหินกับน้องสาวซึ่งกำลังเป็นวัยรุ่นเต็มตัวไปโดยปริยาย เธอเองไม่รู้วิธีปลอบโยน ทำได้เพียงแค่ปล่อยอรลดาไว้อย่างนั้นและเข้าสู่ภวังค์ความคิดของตัวเอง

หญิงสาวไม่มีเวลามานั่งฟูมฟาย หนี้สินที่รอการชดใช้เข้ามาจ่ออยู่ตรงหน้า ความอยู่รอดของครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญและต้องมาก่อนเป็นอันดับหนึ่ง



Don`t copy text!