กระบือสื่อรัก บทที่ 2 : ขายให้หมดแล้วเริ่มต้นใหม่

กระบือสื่อรัก บทที่ 2 : ขายให้หมดแล้วเริ่มต้นใหม่

โดย : พรรณสิริ

กระบือสื่อรัก นวนิยายรางวัลชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 4 โดย พรรณสิริ ที่อ่านได้ในเพจอ่านเอาและ anowl.co เรื่องราวของเอื้อมดาวที่ต้องกลายมาเป็นหัวหน้าครอบครัว เธอต้องทิ้งใบปริญญามาเป็นสาวโรงงาน ต้องขายควายเพื่อใช้หนี้ แล้วบททดสอบของชีวิตก็ทำให้รู้ว่าตัวเองแกร่งกว่าที่คิดและชีวิตไม่ต้องขึ้นอยู่กับใบปริญญาเสมอไป

ภาพควายสองแม่ลูกถูกฉุดกระชากลากจูงขึ้นรถหกล้อ บาดตาบาดใจคนที่ยืนดูอยู่ยิ่งนัก พวกมันประสานเสียงกันคล้ายจะขอความช่วยเหลือด้วยความสิ้นหวัง

“เราเก็บหอมเงินกับหอมทองไว้ไม่ได้จริงๆ เหรอ ขายให้คนอื่นก็เท่ากับส่งพวกมันไปตาย” โอบบุญเสียงเครือ แทบจะทรุดลงไปคุกเข่าขอร้องพี่สาว

ในบรรดาพี่น้อง โอบบุญผูกพันกับพวกมันมากที่สุด เขาเลี้ยงดูหอมเงินและต่อยอดมาสู่หอมทอง ลูกควายตัวน้อยที่ยังไม่หย่านมแม่

“โอบเอ๊ย กูรับรองว่าไม่ได้เอาพวกมันไปเชือด นางสองแม่ลูกมันลักษณะดี ฟาร์มเขาจะเก็บไว้เป็นแม่พันธุ์” ผู้ใหญ่เดชรับปากหนักแน่น

“ลุงอย่ามาหลอกกัน ฉันไม่เชื่อ” โอบบุญยังคงฟูมฟาย

“เฮ้ย ไอ้โอบ พ่อกูเป็นผู้ใหญ่บ้าน แก่จนหัวหงอกแล้ว ไม่พูดมั่วๆ ขอไปทีหรอก” ชายหนุ่มในเสื้อฮาวายสีสดบาดตา ปักหลักช่วยดึงควายอยู่บนรถหกล้อ ตะโกนสวนลงมา

“ไอ้เด็กเปรต เดี๋ยวกูปีนขึ้นไปเขกกะโหลกสักที มาหาว่ากูแก่ กูหัวหงอกก็จริงแต่ยังไม่แก่โว้ย” ผู้ใหญ่เดชสวนบุตรชายกลับ เรียกเสียงหัวเราะครืนให้กับคนบนรถ ทำให้บรรยากาศอึมครึมผ่อนคลายลงได้บ้าง

ดินแดนถูกบิดาตามให้มาช่วยขนควายไปส่งยังฟาร์มที่อยู่จังหวัดติดกัน ชายหนุ่มสนใจควายสวยงามมาตั้งแต่เริ่มเข้าศึกษาระดับ ปวช. ด้านเกษตรในวิทยาลัยอาชีวะ หลังจากอาจารย์พาไปเบิกเนตรในงานประกวดกระบือสวยงามระดับชาติ ใจจริงอยากให้พ่อรับซื้อควายสองแม่ลูกไว้ แต่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่เพิ่งผ่านไปไม่นานทำให้ผลผลิตในนาเสียหาย พ่อเขาเองถึงกับต้องทำเรื่องขอพักชำระหนี้เงินกู้ ธกส.ชั่วคราว เขาจึงไม่กล้าเอ่ยปาก

เอื้อมดาวตบไหล่น้องชายเบาๆ “โอบต้องเข้าใจ เราเก็บพวกมันไว้ไม่ได้ ที่แปลงนี้ก็ต้องถูกขายเพื่อรวบรวมเงินมาใช้หนี้ด้วยเหมือนกัน”

“ฉันจะออกจากโรงเรียน ทำงานหาเงินมาช่วยใช้หนี้ อย่าขายพวกมันเลยนะพี่เอื้อม ฉันขอร้อง” โอบบุญอ้อนวอนพี่สาว

“อย่าพูดพล่อยๆ เลิกคิดไปเลยเรื่องที่จะเลิกเรียนหนังสือ หัวเด็ดตีนขาดพี่ไม่ยอม” เอื้อมดาวเริ่มเสียงแข็ง หลังคุยกับน้องชายไม่รู้เรื่อง

ปีนี้โอบบุญขึ้นชั้น ม.หกแล้ว กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย แม้จะเกิดความสูญเสียอย่างไม่คาดฝัน ครอบครัวถึงขั้นแทบสิ้นเนื้อประดาตัว แต่เอื้อมดาวซึ่งเห็นความสำคัญของการศึกษาเป็นอันดับหนึ่ง ตั้งปณิธานไว้ว่าจะไม่ยอมให้การเรียนของน้องๆ ต้องสะดุดลง

“ไอ้โอบ รถเขาจะไปแล้ว มาบอกลาควายของมึงเถอะ” ดินแดนกระโดดลงจากท้ายรถ มองเพื่อนที่กำลังต่อรองกับพี่สาวใจหินด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ

ในฐานะเพื่อนสนิท เขาเข้าใจความรู้สึกโอบบุญเป็นอย่างดี วัวควายเป็นสัตว์ใหญ่รู้ความ พอได้เลี้ยงก็ย่อมรักและผูกพันเป็นธรรมดา แต่ในขณะเดียวกันก็เห็นใจหญิงสาวตรงหน้าไม่ใช่น้อย จากคำบอกเล่าของบิดา นางสะอิ้งไม่สามารถเป็นเสาหลักให้ครอบครัวได้ ภาระทุกอย่างจึงตกลงบนบ่าเอื้อมดาวซึ่งมีอายุไล่เลี่ยกับเขาและแก่กว่าโอบบุญแค่สองปี

คำพูดของพ่อขณะล้อมวงกินข้าวยังก้องอยู่ในหู

‘เอื้อมมันจะไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถึงจะขายที่ขายทางใช้หนี้จนหมด แล้วต่อจากนั้นล่ะ สามคนพี่น้องยังเรียนหนังสือไม่จบสักคน สะอิ้งมันทำงานทำการเป็นเสียที่ไหน น่ากลัวจะต้องออกจากมหาวิทยาลัยมาทำงานส่งเสียน้องเรียนแน่ๆ’

เด็กหนุ่มผู้สิ้นหวังเดินไปเกาะลูกกรงเหล็กข้างรถ ยื่นมือขึ้นไปลูบหัวลูกควายตัวน้อยที่พยายามดุนจมูกกับมือคนเลี้ยง พลางส่งเสียงร้องเรียกไม่หยุด

“อยู่กันดีๆ นะหอมเงินหอมทอง แล้วพี่จะแวะไปเยี่ยม” โอบบุญไม่อาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายสายตาใคร

ดินแดนเดินเข้ามาตบไหล่เพื่อน “เดี๋ยวกูไปเป็นเพื่อน ฟาร์มที่รับไปกูพอรู้จักอยู่ เขาเลี้ยงควายสวยงามส่งประกวด มึงสบายใจได้ เขาเลี้ยงอย่างกับเทวดา เผลอๆ จะกินดีอยู่ดีกว่าอยู่กับมึงอีก”

โอบบุญกวาดสายตาไปยังพี่สาวและบิดาของเพื่อนที่ยืนนับเงินห่างออกไป ก่อนจะหันกลับมาสบตาเพื่อนสนิท “มึงไม่ได้พูดให้กูดีใจนะ กูไม่เชื่อพ่อมึง ไม่เชื่อพี่กูด้วย แต่กูเชื่อมึง”

“เออ กูรับรอง ถ้าเขาจะเอามันไปเชือด กูจะไถ่กลับมาให้มึงเอง”

สายตาปวดร้าวของเพื่อนทำให้ดินแดนเอ่ยปากออกไปเช่นนั้น ทั้งที่รู้ว่าไม่ง่าย ลำพังตัวเขาเองก็เพิ่งเริ่มตั้งไข่กับคอกควายเล็กๆ ที่ขอเจียดที่นาของพ่อมาทดลองเลี้ยงควายสวยงามเช่นกัน

 

“กลับมากันแล้ว ไปล้างไม้ล้างมือแล้วมากินข้าวเร็ว” นางสะอิ้งกำลังจัดสำรับเมื่อบุตรสาวคนโตและบุตรชายคนรองกลับถึงบ้าน

เมื่อสมาชิกครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า นางก็รีบกุลีกุจอตักข้าวให้ ปรนนิบัติพัดวีลูกๆ คืองานที่นางถนัดและเต็มใจทำเป็นที่สุด

“วันนี้มีมัสมั่นไก่ของโปรดโอบด้วย” ผู้เป็นแม่ตักเนื้ออกไก่ชิ้นโตใส่ลงในจานข้าวบุตรชายหัวแก้วหัวแหวน

โอบบุญเขี่ยอกไก่ไปไว้ที่ขอบจาน เงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยสายตาตัดพ้อ “พี่เอื้อมบอกว่า เราต้องขายทุกอย่างเพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ แล้วทองที่ข้อมือ ไหนจะที่คอแม่อีก รวมๆ กันน่าจะหลายบาท ทำไมไม่ขาย ทำไมต้องขายแต่ควายของฉัน”

เอื้อมดาวซึ่งกำลังจะตักข้าวเข้าปาก อ่อนอกอ่อนใจถึงกับต้องวางช้อนลง

ในตอนแรก เธอเข้าใจว่ามารดาจะยอมขายทองเพื่อเก็บควายสองแม่ลูกไว้ แต่นางสะอิ้งกลับยืนกรานว่าต้องเก็บเครื่องประดับที่เป็นของแทนใจบิดาผู้ล่วงลับ เอื้อมดาวก็ขัดไม่ได้

‘จะให้แม่ไปวัดทั้งที่คอแขนโล่งได้ยังไง อายเขาตาย’

เมื่อมารดาอ้ำอึ้ง เธอจึงต้องกลายเป็นพี่สาวใจร้ายในสายตาของน้องชายโดยปริยาย

“นาก็ขายไปแล้ว โอบจะเอาควายไปกินหญ้าที่ไหน ช่วงไหนไม่มีหญ้าสดก็ต้องซื้อฟางแห้งให้กิน เป็นเงินเป็นทองทั้งนั้น โอบต้องเข้าใจนะ ตอนนี้ครอบครัวไม่มีรายได้ เงินเก็บก็ไม่มี เราต้องประหยัดทุกทางที่ทำได้” เอื้อมดาวพยายามคุยกับน้องชายด้วยเหตุผล

ทุกคนรับรู้สถานการณ์ที่ครอบครัวกำลังเผชิญอยู่ แต่ยังทำใจไม่ได้ ทั้งแม่ที่ไม่ยอมขายทอง น้องชายที่ไม่ยอมขายควาย

เสียงประตูเปิดเข้ามาขัดจังหวะการสนทนา อรลดาเดินถือถุงกระดาษสีน้ำตาลพร้อมน้ำอัดลมแก้วโตมานั่งแหมะลงบนเก้าอี้ตัวที่ว่างอยู่ ควักแฮมเบอร์เกอร์และมันฝรั่งทอดออกจากถุง

ศีรษะเอื้อมดาวหมุนติ้ว เธอเพิ่งควักเงินจากซองช่วยงานศพให้แม่เป็นค่ากับข้าวเมื่อเช้าไปหยกๆ แทนที่น้องสาวจะกินข้าวบ้าน กลับเสียเงินไปกับอาหารขยะราคาแพง หากเป็นเมื่อก่อน เธอจะไม่บ่นเลยสักคำ       “อร ต่อไปห้ามสั่งฟาสต์ฟูดมากินอีกนะ มื้อหนึ่งสองสามร้อย ซื้อของสดมาทำกับข้าวกินกันทั้งบ้านได้สองสามวันแล้ว”

“ก็อรไม่ชอบมัสมั่นไก่” น้องสาวคนสุดท้องกวาดตามองกับข้าวที่วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ ปกติมื้อไหนถ้ากับข้าวไม่ถูกปาก อรลดาก็จะสั่งของที่อยากกินผ่านแอปลิเคชันส่งอาหารชั้นนำ นางสะอิ้งก็ตามใจเสมอไม่เคยขัด

“อรก็รู้ ตอนนี้เราต้องรัดเข็มขัด จะสุรุ่ยสุร่ายเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ แล้วกับข้าวก็มีตั้งหลายอย่าง ถ้าไม่ชอบมัสมั่นไก่ เลือกกินอย่างอื่นก็ได้”

แม้จะปากเปียกปากแฉะว่าให้ประหยัด แต่มารดาก็ยังทำกับข้าวเต็มพิกัดไม่ต่างจากตอนที่บิดายังมีชีวิตอยู่ ไม่ว่าจะเป็นมัสมั่นไก่ น้ำพริกกะปิ ไก่ทอดน้ำปลา ผัดผักรวมมิตร ไม่ต้องพูดถึงมื้อต่อไป บ้านนี้ไม่เคยเก็บกับข้าวแช่ตู้เย็นไว้กินข้ามคืน ทุกอย่างต้องปรุงสดใหม่วันต่อวันเท่านั้น

“พี่เอื้อมไม่ใช่แม่นะ แม่ยังไม่ว่าสักคำ เงินแค่ไม่กี่ร้อยทำไมต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย” น้องสาวคนเล็กรวบถุงแฮมเบอร์เกอร์ สะบัดก้นลุกหนีออกจากโต๊ะ

นางสะอิ้งตำหนิบุตรสาวคนโตด้วยสายตา “จริงอย่างที่น้องพูด อย่าตึงเกินไปนักเลย เรามีหนี้สินก็จริงแต่ยังไม่ลำบากถึงขั้นไม่มีจะกินใช่ไหม”

“ใครไม่มีจะกิน พูดเรื่องอะไรกันอยู่” เสียงดังมาจากประตูบ้าน ขัดจังหวะบทสนทนาบนโต๊ะอาหาร

รุ่งอรุณหิ้วถุงอาหารโผล่เข้ามา “อิ่มกันหรือยัง ฉันมาทันไหม แม่ให้เอาต้มจับฉ่ายมาให้”

นางสอางค์ขายข้าวแกงอยู่ในโรงอาหารของโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด จึงมักมีกับข้าวมาเผื่อแผ่ให้บ้านน้องสาวเสมอ

รุ่งอรุณแกะหนังยาง เทต้มจับฉ่ายใส่ชาม “ป้าเขาตักหมูสามชั้นมาให้เพียบเลย รู้ว่าโอบชอบ”

“ผมอิ่มแล้ว เอาไว้มื้อหน้านะ” โอบบุญรวบช้อน ลุกออกจากโต๊ะ เดินก้มหน้างุดขึ้นบันไดตามน้องสาวไปอีกคน

นางสะอิ้งเองก็รวบช้อน ลุกหายเข้าไปในครัวก่อนกลับมาพร้อมกับจานข้าว “รุ่งกินข้าวเป็นเพื่อนเอื้อมแล้วกัน น้าไม่ค่อยหิว เพลียๆ จะขึ้นไปนอนพักเสียหน่อย”

รุ่งอรุณเหลียวซ้ายแลขวา มองลูกพี่ลูกน้องที่นั่งเคี้ยวข้าวเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวอย่างงงๆ “เกิดอะไรขึ้น เห็นหน้าฉันแล้วถึงกับกินข้าวไม่ลง ลุกหนีกันหมด”

“ไม่ใช่หรอก เหม็นหน้าฉันละไม่ว่า โอบมันปีนเกลียวที่ฉันขายควายไป คุยกันไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะทำยังไงดี” เอื้อมดาวแสลงใจเสียจนไม่อยากเอ่ยชื่อพวกมัน

ตอนตัดสินใจขาย อารมณ์ยังปนเปด้วยความโกรธที่พวกมันเป็นต้นเหตุให้บิดาเสียชีวิต แต่พอเห็นน้ำตาน้องชายวันนี้ เอื้อมดาวกลับรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูกและสำนึกได้ว่าทำพลาดอย่างมหันต์

“โอบมันเลี้ยงของมันมา ให้เวลาน้องทำใจหน่อย” รุ่งอรุณปลอบ

“มันไม่ใช่แค่เรื่องควายหรอกพี่รุ่ง” เอื้อมดาวถอยหลังพิงพนักเก้าอี้ ย่นตัวลงอย่างท้อแท้ “ทั้งนา ควาย รถบรรทุกก็ขายไปแล้ว จะใช้หนี้หมดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ไหนยังต้องคิดว่าจะกินจะใช้ต่อไปยังไงอีก”

“อย่าเพิ่งตีโพยตีพายไปล่วงหน้านักเลย น้าสะอิ้งมีฝีมือทำกับข้าวพอตัว ไปช่วยแม่พี่ขายของที่โรงอาหารก็ได้”

“แม่ฉันไม่เหมือนแม่พี่ ตั้งแต่จำความได้ ฉันไม่เคยเห็นแม่หยิบจับอะไรนอกบ้าน อีกอย่างเขาหน้าบางจะตาย เรื่องค้าขายลืมไปได้เลย”

“แต่ถ้าไม่มีทางเลือกจริงๆ น้าสะอิ้งก็ต้องลุกขึ้นมาหาอะไรทำ จะมัวมางอมืองอเท้าอยู่ไม่ได้หรอก ส่วนเอื้อมกับโอบก็ต้องทำงานพาร์ตไทม์ช่วยอีกแรง ยายอรยังเด็ก รออีกสักปีดีกว่าค่อยเริ่มหางานเล็กๆ น้อยๆ ทำ” ลูกพี่ลูกน้องวิเคราะห์

รุ่งอรุณเห็นแม่สู้ชีวิตมาตั้งแต่จำความได้ พอโตมาหยิบจับอะไรเป็นก็ช่วยนางสอางค์ขายของมาตลอด จึงมีภูมิคุ้มกันความลำบากสูงกว่าบรรดาลูกๆ ของน้าที่ถูกประคบประหงมราวกับไข่ในหิน

“เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แล้วจะเอาเวลาที่ไหนทำการบ้านท่องหนังสือ โอบต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย พี่ลองมาเป็นฉันดูแล้วจะเข้าใจ” เอื้อมดาวประท้วงเสียงเครียด

“แต่ถ้าไม่มีอะไรจะกิน ก็ต้องหยุดเรียน ออกมาหาเงินก่อนแล้วค่อยกลับไปเรียนทีหลัง ไม่เห็นต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลย” รุ่งอรุณเอ่ยเสียงเครียด “ตอนนี้แกอาจจะรู้สึกว่าชีวิตมันยากมากๆ แต่ลองมองไปรอบๆ ตัวดูสิ จะเห็นว่ามีคนอีกมากที่ลำบากกว่าเราไม่รู้กี่เท่า ตั้งสติก่อน ปัญหาหนี้สินก็ค่อยๆ แก้ไขไป ส่วนแม่กับน้องๆ ก็ให้เวลาเขาทำใจหน่อยเถอะ อย่าเร่งรัดนัก ไม่ใช่กดปุ่มปุ๊บแล้วจะเปลี่ยนวิถีชีวิตได้ทันที ส่วนเอื้อมก็ต้องให้เวลาตัวเองเหมือนกัน ตั้งแต่น้ายอดตาย พี่ยังไม่เห็นน้ำตาแกสักหยด มันจำเป็นต้องเข้มแข็งขนาดนั้นไหม ถ้าไม่ไหวก็พูดออกมาว่าไม่ไหวก็ได้นะ”

ถูกลูกพี่ลูกน้องกระทุ้งเข้า เอื้อมดาวถึงกับรวบช้อน รู้สึกเหมือนมีก้อนสะอื้นไปจุกอยู่แถวๆ ลิ้นปี่ กลืนข้าวไม่ลงเอาดื้อๆ

 

อากาศยามบ่ายเดือนเมษายนร้อนระอุ รถกระบะคันขาวฝ่าเปลวแดดเคลื่อนเข้ามาจอดที่หน้ารั้วบ้าน ชายหนุ่มในเสื้อฮาวายสีสด สวมกางเกงขาสามส่วน ใบหน้าขาววอกเพราะพอกแป้งดินสอพองจนเหลือแค่ลูกนัยน์ตา กระโดดลงจากรถ

“โอบโว้ย กูมารับแล้ว”

“เบาๆ หน่อยดิน น้าสะอิ้งงีบอยู่ เดี๋ยวตื่นกันพอดี” รุ่งอรุณเอ็ด

เธอแวะรับหนุ่มรุ่นน้องที่บ้านผู้ใหญ่เดชให้ร่วมขบวนไปเล่นน้ำสงกรานต์ในตัวเมืองด้วยกัน ถือคติคนยิ่งเยอะยิ่งสนุก

รุ่งอรุณคะยั้นคะยอเอื้อมดาวให้ไปด้วยกัน แต่อีกฝ่ายยังอิดออด

“ไม่เอา ร้อนจะตายไป ไม่เห็นน่าสนุกเลย”

เธอไม่อยากเห็นลูกพี่ลูกน้องจมอยู่กับความเครียด เมื่อเอื้อมดาวปฏิเสธ จึงเปลี่ยนกลยุทธ์ หันไปชวนโอบบุญและอรลดาแทน ถ้าทั้งคู่ตกลง พี่สาวซึ่งทำตัวเป็นแม่แก่ ต้องตามไปคุมน้องๆ แน่นอน

โอบบุญและอรลดาในเสื้อผ้าทะมัดทะแมงพร้อมเปียกน้ำ เดินออกมาด้วยหน้าตาพร้อมสนุกเต็มที่

“เอื้อมล่ะ อย่าบอกนะว่าไม่ไป” รุ่งอรุณขมวดคิ้ว เมื่อไม่เห็นคนที่ตั้งใจมารับ

“โอ้โห สาวมุสลิมที่ไหนหลงมาเดินแถวนี้” ดินแดนเป่าปากเมื่อเห็นพี่สาวเพื่อนในชุดกีฬาปิดมิดชิดตั้งแต่หัวจรดเท้า สวมหมวกสาน ใส่แว่นตาดำ โผล่ตามหลังมาห่างๆ

รุ่งอรุณถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ถ้ากลัวแดดเสียขนาดนี้ พกร่มไปด้วยก็ได้นะ เหมือนนางสงกรานต์นั่งรถแห่ทีเดียว”

“ฉันขอนั่งหน้าข้างคนขับนะ ไม่อยากเปียก” เอื้อมดาวยังไม่วายต่อรอง

“ไม่ได้ๆ พี่ขอแรงลูกน้องแม่มาช่วยขับรถให้ แกก็ต้องไปนั่งท้ายกระบะด้วยกันสิ ไปๆ โอบ อร ขึ้นรถเลย” รุ่งอรุณไล่ต้อนทุกคนไปด้านหลังกระบะ

เอื้อมดาวขัดไม่ได้ จำต้องยอมปีนขึ้นท้ายกระบะตามน้องชายและน้องสาว

ดินแดนซึ่งกระโดดขึ้นไปรอล่วงหน้าช่วยฉุดอรลดาขึ้นไปก่อน มองท่าทีเก้ๆ กังๆ ของคนรั้งท้ายอย่างขำ

“ไหวไหม เจ๊”

เอื้อมดาวเงยหน้าค้อนขวับเข้าให้ รู้สึกขัดหูอย่างบอกไม่ถูกเมื่อถูกเรียกว่าเจ๊ แต่ก็ยอมให้เขาช่วยฉุดขึ้นไปบนท้ายกระบะ

เธอรู้จักดินแดนเพียงผิวเผิน เคยเจอกันนับครั้งได้ รู้เพียงแต่ว่าเขาเลือกที่จะเรียนสายอาชีพและจบแค่ชั้น ปวช. จำได้ดีว่าโอบบุญพยายามต่อรองกับพ่อ ขอสอบเข้าเรียนอาชีวะตามเพื่อน แต่ถูกเธอค้านหัวชนฝา

‘เรียนเทคนิค เผลอๆ ได้ตายก่อนเรียนจบ เอะอะก็ยกพวกตีกัน โอบอยากเข้าวิทยาลัยอาชีวะเพราะติดเพื่อน ไม่ได้อยากเรียนจริงๆ หรอก’

บิดาอาศัยความเห็นของเธอประกอบการตัดสินใจ ทำให้โอบบุญต้องเรียนต่อชั้น ม.ปลายทั้งที่ไม่เต็มใจนัก

เมื่อผู้ร่วมขบวนการพร้อม รถกระบะบรรจุถังน้ำมันขนาดสองร้อยลิตรจำนวนสี่ถังเติมน้ำสะอาดไว้เต็มเคลื่อนตัวออกสู่ถนนใหญ่ โอบบุญปักหลักอยู่ท้ายกระบะกับเพื่อนสนิท ในขณะที่รุ่งอรุณและเอื้อมดาวนั่งด้านข้าง

อรลดามีสีหน้าตื่นเต้นเมื่อเห็นคนสาดน้ำอยู่ข้างถนนเป็นระยะ รถกระบะค่อยๆ ลดความเร็วลงเมื่อเริ่มเข้าสู่เขตชุมชน คนที่อยู่ด้านล่างสาดน้ำขึ้นมาพอได้เปียกประปราย

“อย่าเพิ่งรีบสาดตอบ เราต้องสำรองน้ำไว้ก่อน สมรภูมิจริงอยู่ข้างหน้าโน่น” รุ่งอรุณซึ่งเล่นน้ำสงกรานต์ทุกปีแนะนำ

สองหนุ่มท้ายกระบะผุดลุกขึ้นด้วยสีหน้าตื่นเต้นเมื่อรถเคลื่อนเข้าสู่จุดที่จัดไว้ให้เล่นน้ำโดยเฉพาะ การจราจรติดขัด รถเคลื่อนไปข้างหน้าช้าๆ ราวกับเต่าคลาน วัยรุ่นที่อยากเล่นน้ำจนตัวสั่นกระโดดลงจากรถพร้อมอุปกรณ์ เดินหน้าลุยหาคนที่พร้อมจะสาดน้ำกลับ

รุ่งอรุณและอรลดาสนุกสนาน สาดน้ำใส่คนบนรถกระบะที่ขับมาเทียบด้านข้าง เอื้อมดาวเองเห็นคนรอบตัวสนุกก็ลืมตัวไปชั่วขณะ ความกังวลใจทั้งหมดทั้งมวลเหมือนจะถูกชะล้างไปพร้อมสายน้ำเย็นที่สาดเข้าใส่

น้ำที่บรรทุกมาร่อยหรอเหลือแค่ถังเดียว จู่ๆ ท้ายรถกระบะยวบลงเมื่อวัยรุ่นสองสามคนกระโจนขึ้นมา ตั้งใจจะประแป้งสาวๆ

“เฮ้ย เบาๆ หน่อย อย่าล้ำเส้น นั่นพี่สาวกู” โอบบุญปรี่เข้าไปขวาง

“ไม่เป็นไรๆ ใครอยากประแป้งมาทางนี้เลยจ้ะ” รุ่งอรุณยื่นหน้าออกไปอย่างไม่ถือสา ดึงอรลดาให้ถอยหลบไปอยู่ข้างหลัง

เห็นรุ่งอรุณมีท่าทีเป็นมิตร วัยรุ่นอีกคนจึงพุ่งเข้าประชิดตัวเอื้อมดาวบ้าง หญิงสาวไม่ทันตั้งตัวผงะหงายหลัง เคราะห์ดีที่ดินแดนเคลื่อนเข้ามาประคองไว้ได้ทัน หันสีข้างบังตัวเธอไว้ ยกมือขึ้นกันไม่ให้มือไม้ของคนแปลกหน้ารุ่มร่ามเอาได้

“สาดแค่น้ำก็พอ เขาไม่ให้เล่นแป้ง” ดินแดนปรามเสียงห้วน ทำเอาสองวัยรุ่นชะงักมือไป

“ประแป้งเสร็จแล้ว ก็ขอเชิญลงจากรถนะจ๊ะ” รุ่งอรุณเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ด้วยการควักแป้งจากถังของวัยรุ่นตบเบาๆ ลงไปบนใบหน้า แล้วดันหนึ่งในนั้นลงจากรถ

เธอเป็นคนชวนน้องๆ ออกมาเล่นน้ำ ถ้าเกิดเหตุทะเลาะวิวาทขึ้นมา พี่ใหญ่สุดต้องเป็นคนรับผิดชอบ

รถกระบะเคลื่อนตัวได้อีกครั้ง รุ่งอรุณชะโงกหน้าไปเคาะกระจกฝั่งคนขับให้ออกจากจุดเล่นน้ำ เมื่อถนนหนทางเริ่มโล่ง รถกระบะก็กลับมาทำความเร็วได้อีกครั้ง

“ขอบใจนะที่ช่วย” เอื้อมดาวหันไปขอบคุณเพื่อนน้องชายด้วยสีหน้าเก้อๆ

รอยแป้งบนหน้าดินแดนหลุดลอกหมดแล้ว ผิวเข้มดูแดงก่ำเพราะตากแดดอยู่นาน เสื้อฮาวายเปียกน้ำลีบติดตัวทำให้เห็นแผงอกกว้าง แม้ไม่ถึงกับบึกบึนแต่ก็ดูแข็งแรง แตกต่างจากโอบบุญที่สะโอดสะองราวกับจะปลิวลม

ดินแดนไม่พูดไม่จา แค่พยักหน้ารับรู้ ถอยกลับไปนั่งเหยียดยาวอยู่ท้ายกระบะ

‘เด็กเทคนิคใช้ได้ก็มี ใช่ว่าจะกะโหลกกะลาไปเสียทั้งหมด’ เอื้อมดาวมองน้องชายซึ่งกำลังหัวเราะเล่นหัวกับเพื่อนอย่างคนถูกคอกัน

นับตั้งแต่บิดาเสียชีวิต เธอเพิ่งเคยเห็นสีหน้าแช่มชื่นของน้องชายเป็นครั้งแรก

เอื้อมดาวรู้สึกเพลียนิดๆ หลังตากแดดอยู่บนท้ายรถกระบะร่วมสองชั่วโมง ตัวเปียกโชกแต่ก็สนุก รู้สึกโชคดีที่ไม่ปฏิเสธคำชวนของรุ่งอรุณ การได้ออกมาทำอะไรสนุกๆ บ้างทำให้หัวสมองโล่งขึ้น

เธอเหม่อมองทิวทัศน์ที่รถวิ่งผ่าน ถอดหมวกออกปล่อยให้ลมตีลูกผมที่ปรกลงบนใบหน้าจนยุ่งเหยิง สูดลมหายใจเข้าด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งอย่างแท้จริง

หลายวันก่อน ผู้ใหญ่เดชขับรถมาส่งข่าวถึงบ้านว่าช่วยเจรจาให้บรรดาเจ้าหนี้รับชำระเงินกู้เป็นที่นาและรถบรรทุกไปผ่อนต่อเองเพื่อให้ดอกเบี้ยหยุดเดิน

‘เขาเป็นคนดี สมัยมั่งมีก็เคยช่วยเหลือเพื่อนฝูงเอาไว้ไม่น้อย ลุงเลยขอให้ช่วยๆ กัน พ่อเราจะได้นอนตายตาหลับ’

ปัญหาหนี้สินได้รับการแก้ไขไปเปลาะหนึ่งแต่แทบจะไม่มีเงินสดเหลือติดบ้าน หลังนอนคิดอยู่หลายคืน แม้เสียดายชีวิตในมหาวิทยาลัยแค่ไหน เอื้อมดาวตัดสินใจว่าจะไม่กลับไปเรียนต่อ แต่จะโอนย้ายหน่วยกิตมาเรียนภาคพิเศษเสาร์-อาทิตย์ที่สถาบันในตัวจังหวัดแทน ส่วนวันธรรมดาเธอจะหางานทำ เป็นกำลังสำคัญดูแลครอบครัว ส่งเสียน้องๆ เรียนหนังสือ

กว่าจะจบปริญญาตรี เธออาจจะต้องใช้เวลานานกว่าเพื่อนฝูงรุ่นราวคราวเดียวกันแต่ก็ไม่เป็นไร

โอบบุญกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในขณะที่อรลดาก็กำลังจะขึ้นชั้น ม.ปลาย เอื้อมดาวไม่อยากให้การศึกษาของน้องๆ ต้องสะดุดลง

เมื่อคิดตก ความคับข้องใจก็บรรเทาลง เจ้าตัวเผลอยิ้มบางๆ รับสายลมที่พัดมาปะทะดวงหน้า

ดินแดนจ้องมองภาพรอยยิ้มของ ‘แม่แก่’ อย่างไม่วางตา

 



Don`t copy text!