กระบือสื่อรัก บทที่ 3 : ตัดใจง่ายๆ ก็ไม่ใช่ควายของผม

กระบือสื่อรัก บทที่ 3 : ตัดใจง่ายๆ ก็ไม่ใช่ควายของผม

โดย : พรรณสิริ

Loading

กระบือสื่อรัก นวนิยายรางวัลชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 4 โดย พรรณสิริ ที่อ่านได้ในเพจอ่านเอาและ anowl.co เรื่องราวของเอื้อมดาวที่ต้องกลายมาเป็นหัวหน้าครอบครัว เธอต้องทิ้งใบปริญญามาเป็นสาวโรงงาน ต้องขายควายเพื่อใช้หนี้ แล้วบททดสอบของชีวิตก็ทำให้รู้ว่าตัวเองแกร่งกว่าที่คิดและชีวิตไม่ต้องขึ้นอยู่กับใบปริญญาเสมอไป

สถานีขนส่งประจำจังหวัดคลาคล่ำไปด้วยผู้คนซึ่งกำลังมุ่งสู่จุดหมายปลายทาง เว้นแต่เด็กหนุ่มในเครื่องแบบนักเรียนชั้นมัธยมปลายที่ยืนหันรีหันขวาง แหงนมองป้ายระบุหมายเลขรถอย่างไม่แน่ใจ

“ไอ้น้องจะไปไหน”

พนักงานขับรถโดยสารรุ่นพ่อซึ่งเดินผ่านเห็นเข้าหยุดถามไถ่อย่างมีน้ำใจ

“ผมจะไปโชคเจริญสุขฟาร์มที่อุทัยต้องนั่งคันไหน” โอบบุญบอกจุดหมายปลายทางด้วยน้ำเสียงที่ไม่มั่นใจนัก

วันนี้โรงเรียนจัดงานกีฬาสีจึงงดการเรียนการสอน ประตูเปิดให้เข้าออกตลอดทั้งวัน เขาจึงถือโอกาสนี้หลบออกมา อยากไปดูให้เห็นกับตาว่าควายสองแม่ลูกอยู่ดีมีสุขอย่างที่ผู้ใหญ่เดชรับปากไว้

โอบบุญอยากชวนดินแดนมาด้วย แต่เห็นเพื่อนกำลังยุ่งอยู่กับการปรับปรุงคอกควายจึงเงียบเสีย เขาสะท้อนใจ หากคอกควายของเพื่อนจะเป็นรูปเป็นร่างเร็วกว่านี้ หอมเงินกับหอมทองก็คงไม่ต้องระเห็จไปอยู่ที่อื่น

“รีบไปซื้อตั๋วที่ช่องสิบสองก่อน แล้วกลับมาขึ้นรถตรงนี้ อีกสิบนาทีจะออกแล้ว เร็วๆ เลย”

โอบบุญละล้าละลัง มองไปยังทิศทางที่พนักงานขับรถโดยสารชี้

“ไอ้จืด เอ็งพาน้องเขาไปซื้อตั๋วหน่อยไป” สารถีตะโกนเรียกเด็กประจำรถซึ่งเพิ่งขนกล่องพัสดุฝากส่งข้ามจังหวัดใส่ใต้ท้องรถเสร็จ

“ตามมาๆ ทางนี้” ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง กวาดสายตามองนักเรียน ม.ปลายตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะพาเดินหลบหลีกผู้คนลัดเลาะไปยังช่องขายตั๋วอย่างคนที่คุ้นเคยกับสถานที่เป็นอย่างดี

“ขอบคุณมากพี่” ได้ตั๋วโดยสารมาอยู่ในมือแล้ว โอบบุญหันมาขอบคุณเด็กรถ

“จากนี่ไปอุทัยชั่วโมงครึ่ง รถใกล้จะออกแล้ว ถ้ากลัวหิว ซื้ออะไรติดไม้ติดมือขึ้นไปกินบนรถแล้วกัน”

โอบบุญตื่นเต้นไม่น้อยเพราะไม่เคยเดินทางข้ามจังหวัดด้วยรถโดยสารประจำทางตามลำพังมาก่อน เมื่อได้ของรองท้องจากร้านสะดวกซื้อก็รีบรุดกลับไปยังช่องจอดเดิม ยื่นตั๋วพร้อมขวดเครื่องดื่มบำรุงกำลังให้คนที่พาไปซื้อตั๋ว

“คนไม่เต็ม รถออกแล้วถ้าอยากย้ายที่นั่งก็ตามสะดวกเลยนะ ชื่ออะไรล่ะเรา”

“ผมชื่อโอบ”

เด็กรถพยักหน้ารับรู้ แล้วเดินไล่นับจำนวนผู้โดยสารให้ตรงกับจำนวนตั๋วเป็นรอบสุดท้ายก่อนปิดประตู

รถโดยสารประจำทางเคลื่อนตัวออกจากสถานี ทิ้งความวุ่นวายของตัวเมืองไว้เบื้องหลัง

ขณะจัดการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เริ่มอืดพร้อมไส้กรอกอีกหนึ่งห่อ เด็กรถเดินเวียนมาตรวจตราความเรียบร้อย โอบบุญยื่นถุงไส้กรอกส่งให้ “กินไหมพี่”

“ไม่ได้เว้ย อยู่ในเวลางาน” เจ้าตัวหัวเราะ

“พี่ ผมไม่เข้าไปถึงขนส่ง จะลงก่อนตรงปากทางเข้าโชคเจริญสุขฟาร์ม พี่ช่วยบอกให้คนขับจอดหน่อยนะ”

“เด็กมอปลายจะไปทำอะไรที่ฟาร์มเลี้ยงควายวะ”

“เขาซื้อควายผมไป เลยอยากมาดูให้เห็นกับตาว่าพวกมันอยู่สุขสบายดีไหม”

เด็กรถพยักหน้า “ฟาร์มนี้กำลังดัง เพิ่งส่งควายประกวดได้รางวัลใหญ่กลับมา เป็นหน้าเป็นตาให้จังหวัด ตัวที่ชนะมีคนมาขอซื้อต่อสองล้าน เจ้าของไม่ขาย”

“ควายผมตัวเมียยังไม่หย่านม เขาเลยซื้อไปทั้งแม่และลูก ก็ไม่อยากขายหรอกนะ แต่จำเป็น”

เห็นดวงหน้าอ่อนเยาว์หมองลง เด็กรถจึงตบไหล่เขาเบาๆ “ต้องนั่งไปอีกพักใหญ่ เดี๋ยวถึงแล้วพี่เรียก”

“ขอบคุณมากพี่ แต่ไม่เอาไส้กรอกจริงๆ เหรอ อร่อยนะ”

“เออ เอ็งเก็บไว้กินเองเถอะ กำลังโตยังต้องการโปรตีนอีกเยอะ” คนถูกยัดเยียดไส้กรอกให้ขำจนตัวโยน นานๆ จะเจอเด็ก ม.ปลายใสซื่อ มีน้ำใจกับคนที่แทบไร้ตัวตนอย่างเขา จึงรู้สึกถูกชะตาและประทับใจไม่น้อย

หลังท้องอิ่มหนังตาก็เริ่มตก ไอเย็นในรถทำให้โอบบุญเผลองีบหลับไปโดยไม่รู้ตัว

“เฮ้ย ไอ้น้องตื่นๆ พ้นไฟแดงนี้ไปก็ถึงปากทางเข้าฟาร์มแล้ว”

โอบบุญสะลึมสะลือหยีตาสู้แดดบ่ายที่สะท้อนผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามา เหยียดแขนขาขับไล่ความเมื่อยขบก่อนลุกขึ้นนั่ง พอตั้งสติได้ก็รุดไปด้านหน้ารถ

ประตูรถเปิดออก พัดพาอากาศร้อนระอุเข้ามาพร้อมกับฝุ่นดิน

“ขอบคุณมากพี่ที่ปลุก ผมไปแล้วนะ” โอบบุญหันมาโบกไม้โบกมือราวกับร่ำลาญาติสนิท เรียกรอยยิ้มให้เด็กรถอีกรอบ

“อย่าเถลไถลล่ะ เผื่อเวลากลับไปขึ้นรถที่สถานีด้วย เที่ยวสุดท้ายออกตอนสองทุ่มนะ” เสียงตะโกนไล่หลังก่อนประตูรถจะปิดลง

โอบบุญหันมาโบกมืออีกรอบ รู้สึกโชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือมาตลอดทาง

จากถนนใหญ่สู่ถนนลาดยางมะตอย ป้ายโชคเจริญสุขฟาร์มติดหราอยู่ข้างเพิงมอเตอร์ไซค์รับจ้างร้างผู้คน โอบบุญยืนรออยู่ร่วมสิบนาที ลองกดโทรศัพท์เช็กเส้นทางออกจะไกลระยะเดินไปสักนิด แต่ไม่อยากรออีกต่อไป ตัดสินใจออกเดิน หวังว่าจะเจอรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างสักคันสวนมาระหว่างทาง

ท่ามกลางไอแดดร้อนระอุ แต่ละก้าวเหมือนจะไกลออกไป หลังเดินมาได้เกือบครึ่งทางแต่ยังไม่เจอมอเตอร์ไซค์รับจ้างสักคัน เด็กหนุ่มตัดสินใจหยุดพักที่เพิงเล็กๆ ขายขนมขบเคี้ยวและน้ำอัดลมใต้โคนต้นไม้ใหญ่ เลือกดึงขนมจากแผงที่แขวนซ้อนกันอยู่ออกมา

“จะเดินไปไหน เหงื่อซ่กเชียว ไอ้หนุ่ม” ป้าเจ้าของร้านถามไถ่ด้วยไมตรี

“จะไปโชคเจริญสุขฟาร์ม แต่ปากทางไม่มีมอเตอร์ไซค์สักคัน ฉันเลยเดินเข้ามา” โอบบุญดูดน้ำอัดลมจากถุงพลาสติกอึกใหญ่ๆ ดับกระหาย

“โอ๊ย วันนี้วันหวยออก วินหายหัวไปลุ้นหวยกันหมดนั่นแหละ”

“ไม่เป็นไรป้า เดินมาครึ่งทางแล้ว อีกแป๊บเดียวก็ถึง” ปากบอกไหวแต่ใจแอบหวั่นๆ ถ้าขากลับไม่มีรถออกไปปากทาง ดูท่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่

“อ้าว ตาติ๊กมาพอดี ไอ้หนุ่มโชคดีแล้ว เดี๋ยวติดรถตาติ๊กไปก็ได้ ไร่แกติดกับฟาร์มของเสี่ยอั๋น”

โอบบุญเพิ่งได้รู้ชื่อเจ้าของโชคเจริญสุขฟาร์มก็วันนี้

รถกระบะบุโรทั่งเบรกพรืดหน้าเพิงขายน้ำเมื่อถูกโบก “ตาติ๊ก ให้เด็กติดรถไปฟาร์มเสี่ยอั๋นด้วยคน”

“มาสมัครเป็นเด็กเลี้ยงควายหรือไง” ชายชราหรี่ตา ประเมินหน่วยก้านเด็กหนุ่มในเครื่องแบบนักเรียน

“เปล่าครับ มาดูควายเฉยๆ”

“กระโดดขึ้นท้ายมาเลย” ชายชรากวักมือเป็นสัญญาณ

“ขอบคุณครับป้า” โอบบุญยกมือไหว้เจ้าของร้านน้ำ รู้สึกเหมือนถูกหวยทั้งที่ไม่ได้ซื้อ วันนี้เขาได้รับความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้าอย่างต่อเนื่อง

ใช้เวลาไม่กี่นาที รถกระบะก็วิ่งฉิวมาถึงอาณาเขตกว้างที่ถูกล้อมด้วยรั้วลวดหนามยาวเป็นแนว คนขับกระแทกเท้าเหยียบเบรกหน้าประตูรั้วเหล็กโปร่ง ก่อนตะโกนบอกเด็กหนุ่มท้ายรถ

“ลงตรงนี้แหละ เดินเข้าไปอีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว”

“ขอบคุณมากครับ” โอบบุญยกมือไหว้อีกรอบ ก่อนสาวเท้าผ่านประตูรั้วเข้าไปอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก

ชายชราหมุนพวงมาลัยตีวงกลับรถ ขับออกไปบนถนนลูกรังเส้นเดิมที่วิ่งเข้ามา

 

โชคเจริญสุขฟาร์มเป็นฟาร์มเลี้ยงควายสวยงาม เจ้าของคือเสี่ยอั๋นซึ่งเป็นผู้กว้างขวางในจังหวัด เคยเลี้ยงควายเนื้อมาก่อนที่จะเปลี่ยนมาลงทุนเพาะพันธุ์ควายสวยงามตามกระแสตลาดที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด

โรงเรือนกว้างขวางใหญ่โตปรากฏขึ้นตรงหน้า แบ่งออกเป็นสัดส่วนเพื่อให้ควายอยู่สบายไม่แออัด ผืนดินส่วนหนึ่งขณะเดินผ่านเข้ามาปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ มีบ่อน้ำกว้างที่ขุดไว้ใช้สอยในฟาร์มแบบครบวงจร

ประตูสำนักงานปิดอยู่ โอบบุญจึงถือวิสาสะเดินผ่านเข้าไปเจอคนงานที่กำลังเข็นรถบรรทุกหญ้าออกมาพร้อมสุนัขส่งเสียงเห่าขรม

“รออยู่ตรงนี้ก่อน ปกติถ้าจะแวะเข้ามาดูควายต้องโทรนัดล่วงหน้า” คนงานพูดเสียงห้วน

ยืนรอไม่นาน ชายรูปร่างท้วมเดินออกมา จำได้ทันทีว่าคือคนที่ไปรับควายในวันนั้น

“พี่ พี่จำผมได้ไหม เจ้าของหอมเงินหอมทอง” โอบบุญปรี่เข้าหา ดีใจที่ได้เจอคนรู้จัก

“เออ เพื่อนไอ้ดิน ร้องไห้ขี้มูกโป่งเสียดายควายขนาดนั้น ทำไมจะจำไม่ได้ แวะมาเยี่ยมควายละสิ”

ขวัญชัยเป็นผู้จัดการฟาร์ม รู้จักสนิทสนมกับผู้ใหญ่เดชเป็นอย่างดีจึงไปดูควายตามคำชักชวน ควายสองแม่ลูกลักษณะค่อนข้างดีโดยเฉพาะตัวลูก แม้จะยังไม่หย่านมแต่ตัวใหญ่เกือบเท่าแม่ โตขึ้นมาน่าจะเป็นแม่พันธุ์ที่ใช้งานได้หรือถ้าขายต่อก็สามารถบวกราคาจากตอนซื้อได้อีกโข เขาจึงบอกให้เจ้าของฟาร์มรับซื้อไว้ ถือว่าช่วยเพื่อนฝูงอีกทาง

‘มันรักของมันมาก เลี้ยงมากับมือ แต่ครอบครัวร้อนเงินเลยตัดใจขาย’

ผู้จัดการฟาร์มออกเดินนำพานักเรียน ม.ปลายลัดเลาะผ่านโรงเรือน ย่ำไปตามคันดินจนมาถึงบ่อน้ำใต้โคนต้นไม้ใหญ่ที่ดูร่มรื่น

ควายฝูงใหญ่นับร่วมยี่สิบตัวกำลังแช่น้ำอย่างสบายอารมณ์ บ้างดำผุดดำว่าย บ้างโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำแค่ลูกตา ดูเผินๆ ไม่ต่างจากฮิปโปโปเตมัสแต่มีเขา

“ลองเรียกดู มันจะยอมขึ้นมาไหม กำลังเพลินเชียว” ขวัญชัยชี้ไม้ชี้มือไปยังจุดดำๆ สองจุดที่อยู่ในระยะสายตา

“หอมเงิน หอมทอง” โอบบุญตะโกนเรียกอยู่สองสามรอบ ควายสองตัวก็โผล่หน้าขึ้นมา ใบหูกวัดแกว่งดวงตาสุกใสเป็นประกายบ่งบอกว่าจำเสียงคนเรียกได้ ตะกุยขึ้นจากริมตลิ่ง

โอบบุญสะบัดรองเท้านักเรียนและถุงเท้าออก ก้าวยาวๆ ย่ำลงไปริมตลิ่ง ปรี่เข้าไปหาควายตัวโตที่มีลูกเกาะแจ

เขาลูบเนื้อลูบตัวมันซึ่งเปียกชุ่มโชกอย่างรักใคร่ เจ้าควายน้อยเองก็ตอบรับด้วยการดุนจมูกเข้าหา สะบัดปลายหางบ่งบอกถึงความสนิทชิดเชื้อที่มีต่อเจ้าของเก่า

“เลิกเรียนหนังสือแล้วมาเลี้ยงควายดีไหม” ขวัญชัยซึ่งยืนดูเด็กหนุ่มแสดงความรักลึกซึ้งกับควายถึงกับหัวเราะร่วน

ตะวันเริ่มคล้อยต่ำ เด็กเลี้ยงควายไล่ต้อนฝูงควายขึ้นจากน้ำ โอบบุญจูงหอมเงินรั้งท้ายขบวนโดยมีหอมทองเดินเกาะเกี่ยวกับแม่ไม่ห่าง

“ถ้าหอมทองหย่านม เจ้าของเขาจะขายมันหรือแม่มันออกไปไหม” เด็กหนุ่มหันไปถามผู้จัดการฟาร์มด้วยสีหน้ากังวล

“เอ…น่าจะยังนะ อย่างน้อยก็ต้องเลี้ยงอีกเป็นปีกว่าจะผสมได้ ถึงตอนนั้นถ้ามีคนมาเสนอราคา เสี่ยเขาก็อาจจะขายหอมทองก็ได้”

“เอ่อ…ผมจะขอแวะมาเยี่ยมพวกมันอีกได้ไหม”

คนผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนมองด้วยความเห็นใจ “มาสมัครเป็นเด็กเลี้ยงควายไหม ตอนนี้ฟาร์มรับคนเพิ่ม คนเก่าถูกจับได้ว่าเล่นยาเลยถูกไล่ออกไป”

“ผมยังต้องเรียนหนังสือครับ” พูดจบก็ก้มหน้าก้มตาจูงควายเดินต่อไปเงียบๆ

เห็นหน้าตาหมองๆ ของเด็กหนุ่ม ขวัญชัยจึงออกปาก “เอาอย่างนี้ไหม ลองมาช่วยแค่เสาร์-อาทิตย์ก่อน วัยนี้ยังไงการเรียนก็ต้องสำคัญที่สุด”

ด้วยเหตุนี้โอบบุญจึงยิ้มออกมาได้ในที่สุด

 

รถกระบะของโชคเจริญสุขฟาร์มเลี้ยวเข้าจอดหน้าสถานีขนส่งประจำจังหวัดในเวลาสองทุ่มตรงไม่ขาดไม่เกิน ตัวอาคารด้านหน้ายังสว่างไสว รถรับจ้างรอรับผู้โดยสารประปราย ทำให้บรรยากาศโดยรวมค่อนข้างเงียบเหงา

“ขอบคุณพี่ขวัญชัยที่มาส่ง เดี๋ยวอาทิตย์หน้าผมมาใหม่นะครับ”

“เออ รีบไปเถอะ เดี๋ยวไม่ทันรถเที่ยวสุดท้าย” ผู้จัดการฟาร์มโบกไม้โบกมือไล่

โอบบุญขลุกอยู่กับหอมเงินและหอมทองอีกพักใหญ่ พาพวกมันขึ้นจากน้ำกลับเข้าคอก ช่วยป้อนหญ้าและอาหารข้นซึ่งตอนที่พวกมันอยู่กับเขาไม่เคยได้กินมาก่อน

ผ่านไปจนโพล้เพล้ เด็กหนุ่มเพลิดเพลินจนลืมเวลา

‘ฟาร์มจะปิดแล้ว เอ็งจะกลับยังไง’ ขวัญชัยซึ่งกลับเข้ามาตรวจตราความเรียบร้อยอีกรอบเอ่ยถาม

‘ผมต้องไปขึ้นรถที่ขนส่งเที่ยวสุดท้ายตอนสองทุ่ม’

‘อ้าว ถ้าอย่างนั้นต้องรีบแล้ว วันหวยออก มอเตอร์ไซค์ถูกหวยไปฉลองที่ร้านคาราโอเกะกันหมด เดี๋ยวข้าไปส่งแล้วกัน’

โอบบุญใช้โชคในวันนี้หมดแล้ว เขาไปถึงช่องขายตั๋วขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเก็บสัมภาระเตรียมตัวกลับบ้าน

“ไม่ทันแล้วน้องชาย รถเที่ยวสุดท้ายเพิ่งออกไปจ้ะ”

เด็กหนุ่มเตร่ออกมาที่ลานจอดรถ คิดไม่ตกว่าควรทำอย่างไร เขาไม่ได้ขอให้ขวัญชัยรอแถมโทรศัพท์ก็แบตหมดไปตั้งแต่เย็น ป่านนี้ที่บ้านคงวิ่งตามหากันให้วุ่น

เขามองหาโทรศัพท์สาธารณะแต่ไม่เห็น

“อ้าว ไอ้น้อง ตกรถละสิ ก็บอกแล้วให้รีบมาก่อนสองทุ่ม” เด็กประจำรถคนเดิมที่เจอกันตอนกลางวันเตร่เข้ามา เขาเพิ่งทำความสะอาดรถเสร็จและกำลังจะกลับบ้านพอดี

“ผมต้องกลับบ้าน แถวนี้มีแท็กซี่ไหมพี่”

“โอ้โห เหมาแท็กซี่กลับตอนนี้ น่าจะเป็นพัน มีสตางค์หรือเปล่า”

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวถึงบ้าน ผมขอเงินแม่มาจ่ายได้”

โอบบุญนึกถึงดวงหน้าเคร่งเครียดของพี่สาวแล้วใจฝ่อ เงินค่าขนมไปโรงเรียนที่เคยได้หายไปครึ่งหนึ่งอยากจะใช้เงินเติมเกมก็ไม่พอเพราะเขาต้องอยู่ให้ได้ด้วยเงินหนึ่งพันบาทในหนึ่งสัปดาห์

“พี่ แถวนี้พอมีห้องพักถูกๆ ให้เช่าค้างคืนไหม”

เด็กรถมองอย่างชั่งใจ “เอาอย่างนี้ มานอนบ้านพี่ไหม อยู่หลังสถานีแค่นี้เอง แล้วพรุ่งนี้ค่อยนั่งรถเที่ยวแรกตอนหกโมงเช้ากลับ น่าจะไปโรงเรียนทันแหละ”

“ผมขอยืมมือถือโทรบอกที่บ้านหน่อยได้ไหม”

เด็กรถควักโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงยื่นส่งให้ โอบบุญรีบกดหานางสะอิ้งซึ่งกำลังนั่งไม่ติดอย่างที่คิดไว้จริงๆ

“โอบอยู่ไหนลูก ทำไมป่านนี้ยังไม่กลับบ้าน”

“อยู่บ้านเพื่อน วันนี้โรงเรียนมีกีฬาสี ห้องโอบแข่งบอลชนะเลยมาเลี้ยงฉลองกันอยู่”

“นี่มันจะสามทุ่มแล้ว โอบจะกลับกี่โมง”

“คืนนี้โอบค้างบ้านเพื่อนนะ ร้านที่มานั่งค่อนข้างไกล โอบเกรงใจไม่อยากให้พ่อเขาต้องขับรถย้อนมาส่งที่บ้าน พรุ่งนี้จะไปโรงเรียนพร้อมเขาเลย”

นางสะอิ้งไม่เคยขัดใจลูกอยู่แล้ว ลูกว่าอย่างไรก็ว่าตามกัน

“ถ้าอย่างนั้นแม่ขอเบอร์เพื่อนโอบไว้หน่อย”

“มือถือโอบแบตหมด เดี๋ยวชาร์จแบตแล้วโอบส่งไลน์เพื่อนให้นะ”

พอวางสายจากมารดา เด็กหนุ่มก็โทร.ไปกำชับเพื่อนร่วมชั้น ทีมฟุตบอลสีที่เขาสังกัดอยู่ชนะการแข่งขัน มีการเลี้ยงฉลองกันจริงๆ จึงไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงเพื่อนที่จะช่วยโกหก

“ขอบคุณมาก พี่” เด็กหนุ่มส่งโทรศัพท์คืนเจ้าของ

“เรียบร้อยนะ กินข้าวเย็นหรือยัง เดี๋ยวจะพาไปกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าอร่อย เขาขายอยู่ริมฟุตบาทแค่ช่วงกลางคืน ต้องคนตกรถเท่านั้นถึงจะได้กิน”

“คุยกันมาตั้งแต่เช้า ผมยังไม่รู้ชื่อพี่เลย”

“พี่ชื่อบรรจบ แต่คนเรียกติดปากว่าจืด ดูหน้าสิ” เจ้าตัวควักบุหรี่ออกมาจุดขึ้นสูบ

โอบบุญอมยิ้ม ภายใต้แสงโคมไฟ เครื่องเคราบนใบหน้าของบรรจบเรียบเสมอกันไปหมด เป็นดวงหน้าธรรมดาที่ดูไม่มีอะไรสะดุดตา

วันหวยออก โอบบุญรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหมือนถูกหวยตลอดทั้งวันจริงๆ



Don`t copy text!