จากฮันกังถึงเจ้าพระยา บทที่ 1 : เรือนหมอใกล้แม่น้ำฮัน

จากฮันกังถึงเจ้าพระยา บทที่ 1 : เรือนหมอใกล้แม่น้ำฮัน

โดย : นาคเหรา

จากฮันกังถึงเจ้าพระยา นวนิยายรางวัลชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอา โดย นาคเหรา เมื่อชะตากรรมพาให้ฮันแจกังมาสู่อยุธยา ดินแดนอันสงบร่มเย็นที่ปกครองโดยพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อบททดสอบใหม่เปิดฉากขึ้นทันทีที่พม่าบุกกรุง ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร อ่านออนไลน์ได้ใน anowl.co

**************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ปี พ.ศ.2295 รัชสมัยกษัตริย์ยองโจแห่งโชซอน

ณ เรือนพยาบาลคังชินวอน ริมฝั่งแม่น้ำฮัน

สายลมเย็นเยียบพัดเอากลีบดอกมู่หลานร่วงหล่นลงจากต้น จนพื้นดินในเวลานี้ขาวโพลนเพราะกลีบของดอกไม้ เรือนหลังใหญ่ที่แบ่งออกเป็นสามส่วน มีผู้คนเดินไปมามากกว่าบ้านเรือนของคนทั่วไป หากสังเกตให้ดีก็จะเห็นหลายคนมีท่าทางเซื่องซึมดูท่าว่าจะเจ็บป่วย บรรดาหมอหญิงกำลังสอบถามอาการผู้ป่วยเบื้องต้น เป็นภาพซ้ำๆ ในทุกวันจนคนทั่วไปเห็นเป็นเรื่องชินตา

ว่าด้วยตัวเรือนหลังใหญ่ที่เรียกว่าคังชินวอนนั้น ส่วนแรกเป็นเรือนของผู้ชายเรียกว่าเรือนนอก ที่นี่มีห้องหนังสือที่เอาไว้เก็บตำรายามากมาย เรือนที่สองเรียกว่าเรือนในมีกำแพงหินกั้นแยกส่วน ผู้หญิงอยู่เรือนนี้แต่เพราะว่าเจ้าของเรือนไม่ได้มีลูกหรือหลานผู้หญิงเลย ทำให้เรือนนี้เป็นที่อยู่ของลูกสะใภ้และบ่าวไพร่ที่เป็นหญิงแทน

ส่วนเรือนที่สามเป็นส่วนที่กว้างที่สุดของบ้านเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นเรือนพยาบาลรักษาผู้ป่วย เรือนต้มยา เรือนสมุนไพร และหอวินิจฉัยโรค จึงมีคนมากมายทั้งหมอใหญ่ผู้เป็นประมุขของบ้านสกุลฮันแห่งแฮยาง หมอฮันผู้ลูกหรือที่คนทั่วไปจะเรียกว่าหมอชิน และหมอฝึกหัดจำนวนหนึ่งที่ตั้งใจมาศึกษาที่นี่ราวยี่สิบคน นอกนั้นก็จะเป็นคนต้มยา หมอหญิง และคนเก็บยา คนหาบน้ำ รวมแล้วมากกว่าห้าสิบคน

ก่อนที่สถานพยาบาลจะเปิดทำการรักษา ผู้เป็นหมอต้องตื่นมาเตรียมตัวก่อนหนึ่งชั่วยามเป็นอย่างน้อย ทั้งเตรียมเครื่องมือฝังเข็ม ดูแลโรงต้มยา การเตรียมสถานที่เพื่อรองรับคนป่วยจึงเป็นหน้าที่ของหมอชินผู้เป็นบุตรชายของท่านหมอใหญ่ทุกวัน

ที่นี่เป็นทั้งเรือนพยาบาล และเป็นบ้านของหมอใหญ่ฮันหรือฮันแฮซู หมอหลวงที่เคยได้รับการยกย่องว่ารักษาโรคเก่งที่สุดในแผ่นดินโชซอน หลังจากที่สิ้นรัชกาลพระราชาคยองจง (1) แล้ว เพราะความสามารถในการรักษาได้หลายโรค ทำให้ไม่ถูกลงโทษแม้จะรักษาอดีตพระราชาไม่ได้ ต่างกับหมอหลวงคนอื่นที่รักษาพระราชาไม่ได้แล้วต้องถูกลากไปจองจำที่เกาะนักโทษห่างไกลเมืองหลวง แต่ฮันแฮซูผู้นี้ได้รับพระเมตตาจากพระราชายองโจ (2) ให้เป็นผู้ถวายงานต่อ แต่เขาก็ไม่อาจจะทำงานในสำนักหมอหลวงต่อไปได้ ด้วยไม่สามารถเหนี่ยวรั้งลมหายใจของพระราชาคยองจงผู้เป็นนาย

ด้วยเหตุนี้ฮันแฮซูจึงขอทูลลาออกจากสำนักหมอหลวง เพื่อมารักษาชาวบ้านที่ยากไร้แทน การลาออกของเขาไม่ได้รับการยินยอมจากพระราชาองค์ปัจจุบัน เพราะตอนที่องค์ชายรัชทายาททรงพระประชวรหนัก หมอหลวงฮันแฮซูผู้นี้ก็รักษาองค์รัชทายาทจนหายดี จึงมักถูกเรียกให้ไปถวายการรักษาในราชสำนักอยู่เนืองๆ โชคดีข้อหนึ่งที่พระราชายองโจทรงเข้าใจสิ่งฮันแฮซูมุ่งหวัง พระองค์จึงทรงอนุญาตให้เขาทำตามที่ต้องการได้ นั่นก็คือการเป็นหมอที่รักษาประชาชนทุกคนโดยไม่แบ่งแยกชนชั้นและวรรณะใดๆ

“เราขอประกาศให้ฮันแฮซูเป็นหมอหลวงอันดับหนึ่งแห่งโชซอน”

พระราชดำรัสแห่งองค์พระราชา จากนั้นไม่นานชุดหมอหลวงสีแดงก็ถูกส่งมาจากสำนักพระราชวัง เป็นเหตุให้คนทั่วทั้งเมืองนับหน้าถือตาคนตระกูลฮันที่เป็นหมอกันทุกคน

สายลมพัดดอกมู่หลานร่วงลงพื้นอีกแล้ว ที่เรือนพยาบาลคังชินวอนมีดอกไม้มากมายหลายสายพันธุ์นัก ถัดจากเรือนพยาบาลเป็นเรือนส่วนหน้าที่ถือเป็นที่อยู่ของทุกคน แต่ถึงดอกไม้จะเยอะมากเพียงใดเรือนหลังนี้กลับไม่มีกลิ่นหอมของดอกไม้เลย กลิ่นที่ทุกคนคุ้นชินก็คือกลิ่นของยาต้มหลายขนานแทน

“จับมันให้ได้ เร็วๆ สิ!”

“โถ…คุณชายน้อย เดี๋ยวนายท่านผู้เฒ่าก็ดุเอาหรอกขอรับ วิ่งอย่างนี้หากฝุ่นฟุ้งปลิวไปที่เรือนคนป่วยจะทำอย่างไรกันเล่า”

คนเป็นบ่าวที่สูงวัยกว่านายเอ่ยอย่างกังวล เพราะเรื่องนี้นายท่านผู้เฒ่ากำชับนักหนาว่าให้ระวัง เนื่องจากคนป่วยที่มานอนในเรือนพักจำเป็นต้องได้อาหาร น้ำ และอากาศที่สะอาด ถึงจะทำให้โรคที่เป็นนั้นหายและทุเลาลงไปได้ แต่สำหรับฮันแจคังแล้วไม่ได้เกรงว่าจะโดนดุหรือไม่ เขาสนใจเพียงแต่ว่าจะจับไก่ได้หรือเปล่าก็เท่านั้น

“ไม่เป็นไรหรอก ท่านปู่รักข้า ท่านปู่คงไม่ดุข้าหรอก ทางที่ดีไปจับไก่มาให้ข้าดีกว่า อย่าเรื่องมากเลยนะ”

เด็กชายเอ่ย ก่อนจะชี้นิ้วตามไก่ตัวหนึ่งที่กำลังวิ่งหนีไป ผู้เป็นบ่าวไม่ค่อยอยากจะทำตามนัก แต่ก็ขัดไม่ได้ เพราะว่าในบ้านนี้หากนายน้อยไม่ถือหาง เขาคงอดกินของหวานเหลือๆ หรือมีขนมต็อกไปฝากแม่ ฉะนั้นไม่ว่าเด็กอายุเก้าขวบคนนี้จะสั่งอะไร เขาก็ต้องทำตามเพราะต้องการของกำนัลในระยะยาว แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี อย่างไรเสียก็ต้องขัดไว้บ้าง

“แต่คุณชายน้อยขอรับ ไก่จะหมดเล้าแล้วนะขอรับ อีกอย่างป้าจองบ่นมาว่าสำรับของนายท่านมีไก่ตุ๋นโสมได้ทุกวัน ถ้าขืนคุณชายจับมันมาอีก ท่านพ่อของคุณชายต้องถามแน่ ว่ามีใครทำอะไรกับไก่ที่ท่านเลี้ยงไว้ ถ้ายังไงได้โปรดละเว้นเจ้าดำขาลีบ ปล่อยให้มันโตเถิดขอรับ”

“อ้าว ก็เพราะมันขาลีบน่ะสิ ข้าถึงจะจับมันมาฝังเข็ม มันจะได้หายเร็วๆ ยังไงเล่า” นายน้อยเถียงดวงตาคมยาวรีมองตามไก่ที่ยังวิ่งไปอย่างเสียศูนย์อยู่ เมื่อมองบ่าวที่ทำหน้าไม่อยากทำตามคำสั่ง เด็กชายก็ได้แต่มองบนแล้วถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย

“บอกให้จับก็จับมาเหอะน่า พูดมาก น่ารำคาญ!”

แจคังบ่นกับบ่าวคนสนิท เขาสวมเสื้อผ้าไหมสีน้ำเงินเนื้อดี ใบหน้าบึ้งตึง และคิดว่ายอนจะขัดใจอะไรเขานักหนา การมีไก่กินทุกวันน่าจะดีไม่ใช่เหรอ แล้วตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำเสียหน่อย มีอะไรก็แบ่งปันบ่าวคนนี้เสมอ ไม่เว้นแม้แต่อาหารร่วมสำรับ นี่อะไรกัน…แค่บอกให้ไปจับไก่ที่ชื่อเจ้าดำขาลีบมาให้ ก็น่าจะทำตามแต่โดยดี

“ไปเอาเจ้าดำขาลีบมา!”

เมื่อนายน้อยมีท่าทีไม่ยินยอม ยอนจึงวิ่งไปรอบๆ บ้านแล้วหาเป้าหมายก็คือเจ้าดำขาลีบ เขาวิ่งไปมาหลายรอบแต่เจ้าไก่ตัวนั้นมันกลับหนีไปได้ทุกครั้ง ยอนได้แต่คิดในใจว่าแท้จริงแล้วเจ้าไก่ตัวนี้มันขาลีบจริงๆ หรือแกล้งขาลีบกันแน่ เพราะขนาดเขาขาดีทั้งสองข้างยังวิ่งตามมันไม่ทันเลย ไล่จับกันอยู่นานก็ไม่สำเร็จ ชายหนุ่มจึงนั่งลงเอาเสียดื้อๆ

“บ่าวไม่เอาแล้ว ต่อให้คุณชายจะโกรธบ่าวอย่างไรก็ช่าง บ่าวจะไม่มีวันจับไก่ตัวนี้อีกแน่ๆ”

“เจ้าโง่เอ๊ย!”

เด็กชายสบถออกมาอย่างเหลืออด เขาถลึงตาใส่บ่าวที่ไหว้วานใช้สอยอะไรกลับไม่ได้ดังใจเอาเสียเลย พอเขาเริ่มด่าอีก ยอนก็ฉีกยิ้มเมื่อเห็นว่ามีใครบางคนกำลังเดินมาทางนี้

“ใช้อะไรไม่เคยได้ดังใจเลย ทีเวลาอยากกินอะไรละก็สะกิดข้ายิกๆ จำไว้นะแค่นี้ก็ใช้ไม่ได้ ต่อไปแม้แต่คอไก่ เจ้าก็อย่าหวังจะได้กินอีก” นายน้อยเอ่ยอย่างฉุนเฉียว

“นี่เจ้ากำลังพูดถึงเรื่องคอไก่หรือเรื่องอะไรกันแน่ แจคัง”

“นายท่านหมอใหญ่ มานานแล้วหรือขอรับ”

ยอนแกล้งพูดเสียงดัง ในใจก็คิดว่าเป็นเรื่องดีนักที่นายท่านผู้เฒ่ามาในเวลานี้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องวิ่งไล่จับเจ้าดำขาลีบอีก การมาของฮันแฮซูอาจจะทำให้บ่าวดีใจ แต่หลานชายคนเล็กของเขากลับมีความรู้สึกต่างไป เพราะอาจจะทำให้เขาไม่ได้เล่นสนุกอีก

“หา…ท่านปู่มา แว้ก!!…”

“แจคัง หยุด!”

เขาทำท่าจะวิ่งหนีแต่ผู้เป็นปู่กลับเรียกเอาไว้เสียก่อน เด็กชายหยุดอยู่กับที่ เขาไม่กล้าหันไปเมื่อรู้ว่าท่านปู่เห็นว่าเขากำลังจะทำอะไร ผู้สูงวัยมองหลานชายคนเล็กแล้วเรียกให้หันมาเจรจา

“หยุดอยู่ตรงนั้น แล้วหันมา”

“ท่านปู่…มานานแล้วรึขอรับ”

“ก็นานพอจะเห็นว่าเจ้ามองตามไก่ตัวนั้น และยังรู้อีกว่าเจ้าจะจับมันมาทำอะไร”

“ท่านปู่ล่วงรู้ถึงหัวใจหลานด้วยรึขอรับ ท่านปู่น่าจะทำนายทายทักเก่งพอๆ กับการรักษาคนป่วย ที่จริงก็น่าจะรับเป็นหมอดูอีกอาชีพ”

“หึ อย่าว่าแต่รู้ใจเลย เสียงเรอเจ้า เสียงผายลม เสียงฝีเท้าของคนดื้อรั้นอย่างเจ้า นี่ปู่จำได้ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่นเลยละ”

ฮันแฮซูพูดพลางลอบยิ้ม หลานคนนี้แตกต่างจากลูกชายของเขานัก ฮันแจคังเป็นเด็กฉลาดสนใจที่จะหาคำตอบกับสิ่งรอบตัว อ่านเขียนได้ตั้งแต่อายุยังน้อย อายุสี่ขวบก็เรียนรู้อักษรพันคำ ห้าขวบก็อ่านเขียนคล่อง สนใจตำราแพทย์ทงอึยโบกัม (3) ของปรมาจารย์ฮอ แถมยังชอบคิดค้นการรักษาแบบแปลกๆ ซึ่งลูกชายของเขาได้แต่ส่ายหน้ากับความคิดนั้น

“ท่านพ่อ...แจคังคิดไม่เหมือนใครเลยขอรับ เขาชอบเอาซากสัตว์มาผ่าดูเครื่องใน ไม่ก็ไปหาจับปลิงมาดูดหนองอ้างว่าจะดูดฝี แล้วต่อไปวันข้างหน้าจะเป็นหมอที่ดีได้เช่นใด”

“แจคังเป็นเด็กฉลาดและมีเหตุผล เจ้าเป็นพ่อเป็นแม่ควรอบรมให้เข้าใจ ไม่ใช่มาบ่นเรื่องนี้ให้พ่อฟัง”

“แต่ท่านพ่อเจ้าคะ คนอย่างแจคังถ้าไม่เรียนวิชาแพทย์ให้หัวใจโอบอ้อมอารีต่อเพื่อนมนุษย์ เขาอาจจะโหดร้ายจนกลายเป็นฆาตกรฆ่าคนก็ได้”

“เจ้าคิดมากไปแล้ว ลูกเจ้าเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ เพียงแต่เขายังไม่รู้ตัวเท่านั้น”

 

เชิงอรรถ : 

(1) พระราชาคยองจง รัชกาลที่ 20 แห่งราชวงศ์โชซอน

(2) พระเจ้ายองโจ พระราชาองค์ที่ 21 แห่งโชซอน

(3) ทงอึยโบกึม ตำราแพทย์แผนตะวันออกของหมอฮอจุน เขียนในสมัยรัชสมัยควางแฮกุน รัชกาลที่ 15

 

Don`t copy text!