จากฮันกังถึงเจ้าพระยา บทที่ 3 : หมอต้องมีใจเมตตาธรรม

จากฮันกังถึงเจ้าพระยา บทที่ 3 : หมอต้องมีใจเมตตาธรรม

โดย : นาคเหรา

จากฮันกังถึงเจ้าพระยา นวนิยายรางวัลชนะเลิศจากโครงการช่องวันอ่านเอา โดย นาคเหรา เมื่อชะตากรรมพาให้ฮันแจกังมาสู่อยุธยา ดินแดนอันสงบร่มเย็นที่ปกครองโดยพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อบททดสอบใหม่เปิดฉากขึ้นทันทีที่พม่าบุกกรุง ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร อ่านออนไลน์ได้ใน anowl.co

**************************

 

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ว่าด้วยบทเรียนของหมอที่แจคังต้องเรียนในแต่ละวัน เริ่มตั้งแต่เช้ามืดของทุกวัน เขาได้รับการฝึกฝนโดยตรงจากปู่ทั้งเรื่องตำรายา การฝังเข็ม ตำราแพทย์ของโชซอนและจีนสมัยโบราณ แม้จะเป็นตำราเก่าบางเล่มมีอายุนับร้อยปี แต่การวินิจฉัยโรคของหมอต้องอาศัยประสบการณ์และการสังเกตอาการผู้ป่วย ความรู้ด้านการแพทย์แต่ละสมัยที่ได้อ่านมานั้น ก็ทำให้แจคังรู้จักเปรียบเทียบทั้งการรักษาและสรรพคุณทางยาที่มี ตำราทงอึยโบกัมของโชซอนเองก็เช่นกัน แม้แกนหลักไม่ว่าจะเป็นการรักษา ฝังเข็ม รมยา ล้วนมีข้อดีแตกต่างกันไป จำเป็นต้องเรียนรู้ให้มาก เพื่อนำมาพิจารณาในผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป

“สรรพคุณของดอกบัวหลวงทั้งต้นใช้แก้พิษ รากและเหง้า ห้ามเลือด รักษาแผลพุพอง ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ ฝักของบัวหลวงสมานแผลในมดลูก แก้ไอและเป็นยาชูกำลังขอรับท่านปู่”

“แล้วดีบัวล่ะ มีสรรพคุณอย่างไร”

“สรรพคุณของดีบัวมีหลายอย่างขอรับ อย่างแรกเลยคือช่วยบำรุงครรภ์ของสตรี ช่วยแก้อาการถ่ายท้อง ช่วยบำรุงถุงน้ำดี ช่วยแก้อาการอาเจียนเป็นเลือด ช่วยรักษาแผลในช่องปากขอรับ ท่านปู่”

แจคังตอบ นั่นทำให้ผู้เป็นปู่ถึงกับยิ้มออกมาอย่างภาคภูมิใจ แสดงว่าตำรายาที่ให้ไปหลานชายสนใจท่องจำจนหมดสิ้น การที่แจคังมีความจำดีกว่าเด็กวัยเดียวกันนับว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะนั่นทำให้เรียนรู้อะไรได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเรียนรู้ได้เร็วแล้ว เขาก็ให้หลานเดินตามหลังเวลาออกตรวจคนป่วยในเรือนที่พักด้วย

ภาพเด็กชายวัยเก้าขวบที่เข้ามาในหอวินิจฉัยโรคกับปู่ พร้อมด้วยกระดาษจดบันทึก ถือเป็นเรื่องชินตาของเหล่าผู้ป่วยทั้งหลาย ฮันแฮซูผู้เป็นปู่ได้ให้บทเรียนกับหลานชายคนเล็ก ด้วยเห็นในสิ่งที่คนอื่นไม่มีนั่นคือปัญญาอันปราดเปรื่อง การเรียนในแต่ละวันจึงมีมากกว่าหลานคนโตห้าเท่า นั่นทำให้แจคังมีฝีมือก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว

“สมุนไพรที่เห็นมีสรรพคุณแตกต่างกัน ใช้ถูกโรคก็เป็นยา แต่ถ้าใช้ไม่ถูกโรคก็เป็นยาพิษ สมุนไพรใช่ว่าจะมีคุณประโยชน์อย่างเดียว ใช้ผิดคนหรือใช้ยาผิดขนานก็อาจจะทำให้คนตายได้เช่นกัน การใช้ยาต้องคำนึงถึงอาการแสดงออกของผู้ป่วยก่อนอันดับแรก ก่อนที่เราจะวินิจฉัยโรคเจ้าต้องรู้จักสังเกตลักษณะของผู้ป่วยก่อนว่า เขามีท่าทางอาการเช่นใด หากคนป่วยนั้นมีความกังวล จงใช้สองตาของเจ้าปลอบโยนให้เขาวางใจ เมื่อแตะชีพจรให้ดูลักษณะลมหายใจเข้าออก แล้วจึงถามไถ่อาการเจ็บปวดของเขาด้วย”

ฮันแฮซูสอนหลานในขณะที่ตรวจคนไข้วัยชราผู้หนึ่ง แจคังมองท่าทางของปู่ด้วยความรู้สึกชื่นชม เขายิ้มน้อยๆ เลียนแบบท่าทางสุขุมเยือกเย็นของท่าน แววตาของปู่ที่ทอดไปยังผู้ป่วยที่นอนอยู่นั้น มีแต่แววอาทร ชายชราที่ป่วยเป็นโรคโซกัลพยอง (1) จับมือผู้เป็นหมอไว้มั่น

“ท่านหมอ ข้าทรมานเหลือเกิน วันๆ หิวกระหายบ่อย กินมากเท่าไรกลับไม่มีแรงจะเดินเอาเสียเลย แถมแขนขาก็เป็นเหน็บชา ทำงานช่วยลูกเมียไม่ได้เลยขอรับท่านหมอใหญ่”

“สมุนไพรที่ข้าให้ไป หากเจ้าต้มกินทุกวันอาการจะดีขึ้นแต่ไม่หายขาด โรคนี้สำคัญที่การกินอาหารตามใจปากไม่ได้ ต้องกินให้เหมาะสม ออกกำลังบ้างแต่อย่าให้เหนื่อยเกินไป ทุกเช้าเมื่อตื่นนอนยามห้าถึงยามเจ็ดให้ใช้มยองวอลโซ่ (2) เคี้ยวก่อนกินข้าวสองถึงห้าใบ และทำแบบเดียวกันในเวลาเข้านอน แต่ต้องสังเกตความอ่อนล้าในกายด้วย ที่สำคัญคือสังเกตว่าปัสสาวะของเจ้ามีรสหวานจนมดมาไต่ตอมหรือไม่ หากไม่แน่ใจข้าแนะนำให้ลองชิมดู”

ฮันแฮซูเอ่ยพลางเอามือแตะชีพจรตรวจอีกครั้ง

“ต้องชิมปัสสาวะหรือขอรับท่านหมอ”

คนป่วยถามด้วยท่าทางตกใจ แจคังฟังที่ปู่เล่าอย่างตั้งใจ ฮันแฮซูพยักหน้าน้อยๆ บอกคนป่วยต่อไปว่า

“ใช่ บางทีต้องลองชิมเพื่อวินิจฉัยโรค รู้หรือไม่ปัสสาวะสามารถบอกโรคได้ โรคอย่างโรคเบาหวานเป็นเพราะระบบการทำงานของตับอ่อน การรักษาด้วยยาหรือสมุนไพรอย่างที่บอกเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ที่สำคัญต้องดูตัวเองให้ดีด้วย โรคเบาหวานเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าร่างกายของเจ้าไม่ได้ปกติอีกต่อไป ระบบการทำงานของกระแสเลือดและไตต่อจากนี้จะมีปัญหา อาหารก็ควรควบคุมให้มาก กินอะไรก็อย่าตามใจปากนัก อย่าเผ็ดไป อย่าเค็มไป ออกกำลังกายบ้าง แต่อย่าหักโหมมาก เท่านี้เจ้าก็สามารถควบคุมโรคได้แล้ว”

“ข้าจะไม่ตายง่ายๆ ใช่ไหมท่านหมอ”

“เจ้าจะอยู่ได้นานเท่าที่เจ้าดูแลตัวเองดี เอาละ จะอยู่ได้นานเท่าไรขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของเจ้าแล้วนะ”

ฮันแฮซูเอ่ยพลางยิ้ม มือสองข้างแตะที่มือคนไข้ ดวงตาที่กำลังสิ้นหวังนั้นมีน้ำคลอ แจคังเห็นท่าทางอ่อนโยนของปู่ก็คิดว่า หากวันใดตนเองสามารถเป็นหมอรักษาคนไข้ได้เต็มตัวแล้ว ความมีเมตตาธรรมในหัวใจหมอเป็นอย่างหนึ่งที่เขาจะเลียนแบบและทำตามให้ได้

“แต่ข้าจะไม่มีวันหายจากโรคนี้ใช่หรือไม่ขอรับ ท่านหมอ” ฮันแฮซูพยักหน้าแต่ดวงตาของเขามิได้ละจากใบหน้าคนไข้เลยแม้แต่นิดเดียว

“จะสนใจทำไมว่าเราจะตายเมื่อไร ชีวิตคนบางคนไม่ต้องมีโรคภัยประจำตัวหรอก เมื่อถึงที่ตายก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้นไม่ว่าเจ้าหรือข้า บางทีเจ้าที่ป่วยมีโรคอาจจะตายช้ากว่าข้าก็ได้ อย่ากังวลอะไรเลยนะ”

ผู้เป็นหมอยิ้มและพูดให้คนป่วยสบายใจขึ้น แต่สำหรับแจคังแล้ว ถ้อยคำปลอบประโลมของปู่แตกต่างไปจากเดิมนัก คำพูดนั้นเหมือนแฝงความนัยอะไรเอาไว้ เขาไม่ชอบเลยที่ปู่พูดแบบนี้ คล้ายเป็นลางไม่ดีอย่างไรไม่รู้ หากอยู่กันตามลำพังเขาคงบอกท่านปู่ว่า อย่าได้พูดแบบนี้เลยถึงจะเป็นคำพูดทีเล่นทีจริงก็เถิด เด็กชายได้แต่จับจ้องใบหน้าอันเปี่ยมเมตตาของท่านนิ่งๆ อยากพูดแต่ก็พูดไม่ออก จนกระทั่งผู้เป็นปู่หันมาก่อน

“มยองวอลโซ่รักษาโรคเบาหวานได้ และยังรักษาอะไรได้อีก…แจคัง” แจคังก้มลงให้ปู่ก่อนจะเอ่ย

“สมุนไพรชนิดนี้สามารถรักษาได้หลายโรคขอรับ นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการของโรคเบาหวานอย่างท่านตาคนนี้แล้ว คนที่เป็นแผลไม่ว่าจะแผลสดหรือถูกน้ำร้อนลวก เราสามารถนำส่วนของรากก้านใบมาใช้เป็นยาแก้ฟกช้ำได้ ช่วยลดอาการแน่นจุกเสียดไล่ลมในกระเพาะได้ ใช้ได้หลายอย่างและหลายโรค ทั้งรากก้านใบจะต้มผสมน้ำ ตากแห้งบดเป็นผงก็ได้ แต่สำหรับโรคเบาหวาน จะได้ผลดีเมื่อเคี้ยวสดๆ สักสามถึงห้าใบในเวลาเช้าก่อนอาหาร และก่อนนอนอีกในจำนวนเท่ากัน มยองวอลโซ่มีฤทธิ์ช่วยลดความหวานในปัสสาวะ ทำให้ธาตุในกายทำงานเป็นปกติขึ้น แต่การทำงานฤทธิ์ยาจะดีขึ้น เมื่อควบคุมอาหารและออกกำลังขอรับท่านปู่”

“ดีมาก เมื่อเจ้าแตกฉานเรื่องสรรพคุณยาแล้ว ต่อไปปู่จะสอนเรื่องการฝังเข็มให้ วันนี้มีผู้ป่วยโรคโรคเบาหวานในเรือนพยาบาลอยู่ห้าคน ปู่จะให้เจ้าดูแลเขา สอบถามอาการที่เขาเป็นอย่างละเอียด และควบคุมเวลากินยาของเขาให้ดี เอาละ…คนต่อไปเป็นยังไงบ้างล่ะ เช้าวันนี้”

เสียงของฮันแฮซูสดใสขึ้น เมื่อสายตาเบี่ยงไปหาคนป่วยที่อยู่เตียงถัดไป แจคังมองภาพนั้นด้วยความชื่นชม

‘เป็นหมอต้องมีเมตตาธรรม ท่าทางการแสดงออกของหมอ น้ำเสียงคำพูดคำปลอบประโลมสามารถรักษาหัวใจคนป่วยได้’

เด็กหนุ่มได้แต่ท่องและจดจำไว้ในใจ ท่าทางดังกล่าวทำให้บิดาและมารดาที่แอบมองอยู่ ได้แต่ลอบยิ้มเมื่อเห็นท่าทางของบุตรชาย

“ฝีมือของแจคังรุดหน้าไปมาก เมื่อท่านพ่อได้เป็นผู้สอนสั่ง ต่อไปคังชินวอนจะมีหมอที่อายุน้อยที่สุดออกตรวจโรคบ้างละ” ฮันยองชินพูดพลางเอามือลูบเคราไปมา ฝ่ายภรรยาเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่หันมามองเขาด้วยท่าทางแปลกใจ

“ท่านพี่ไม่อยากให้ลูกสอบเข้าที่สำนักหมอหลวงบ้างรึเจ้าคะ”

ยูฮวาเอ่ยเพราะเห็นว่าลูกควรไปได้ไกลกว่านี้ ในความเป็นจริงนางรู้สึกเสียดายนิดๆ ที่สามีไม่ไปสอบเข้าสำนักหมอหลวง เพราะในสังคมโชซอนนับหน้าถือตาคนที่เป็นขุนนาง บ้านนี้ทั้งบ้านเป็นหมอแต่เกียรติและศักดิ์ศรีนั้นเทียบกับขุนนางที่มียศศักดิ์ไม่ได้เลย ไม่ว่าจะไปไหนก็มีคนนับหน้าถือตา แถมยังได้รับความเกรงใจจากคนรอบด้าน

“อยู่ที่นี่ก็เป็นหมอได้นี่”

“เมื่อแจคังมีความสามารถมากขนาดนี้ เขาก็น่าจะได้เป็นหมอของพระราชาที่สามารถสร้างชื่อเสียงได้มากกว่าเป็นหมอในเรือนหมอ รักษาคนป่วยผู้ยากไร้แบบนี้เจ้าค่ะท่านพี่” ยูฮวาเอ่ย

คำพูดของภรรยาทำให้ฮันยองชินนิ่งเงียบหยุดคิด เขาไม่ขัดหากลูกอยากจะสอบเข้าสำนักหมอหลวงจริงๆ แต่หากเป็นหมออยู่ที่ไหนก็ไม่สำคัญหรอก ขอแค่ได้ทำหน้าที่รักษาคนไข้ก็ถือว่าไม่ขาดตกบกพร่องต่อความเป็นหมอแล้ว เสียงถอนหายใจออกมาจากอกแล้วฮันยองชินจึงพูดต่อ

“ถ้าลูกอยากไปสอบเพื่อเป็นหมอหลวง พี่จะไม่ขัดและไม่ขวางทางก้าวหน้าของเขาด้วย แต่สำคัญที่สุดต้องเป็นหมอด้วยหัวใจก่อน ถึงจะสามารถรักษาคนป่วยได้จริงๆ ไม่ว่าจะเป็นหมอของชาวบ้านหรือหมอของพระราชา หน้าที่คือรักษาคนไข้ ไม่สำคัญหรอกว่าต้องเป็นหมอของผู้ใด”

ฮันยองชินเอ่ย เขาเข้าใจความปรารถนาของภรรยาดี แต่นางกลับไม่เข้าใจคำว่าหน้าที่ของหมออย่างถ่องแท้ แม้จะแต่งงานอยู่กินกันมาหลายปี นางก็ยังอยากให้ลูกหนึ่งในสองคนที่มีสอบเข้ารับราชการเป็นหมอหลวงให้ได้สักคน

“แต่ข้ายังอยากให้ลูกเป็นขุนนางแพทย์สักคน แจยุนก็เป็นหมอแล้วแต่ไม่ยอมไปสอบเข้าสำนักหมอหลวง” ยูฮวาเอ่ยถึงบุตรชายคนโตพลางถอนใจออกมาบ้าง ฮันยองชินได้ยินเช่นนั้นจึงพูดออกมาว่า

“พี่จะไม่บังคับลูกหรอกนะ แจคังยังต้องเรียนรู้อีกมากกว่าจะเป็นหมอรักษาคนได้ แต่ไม่ว่าเขาจะเป็นอะไร พี่เชื่อว่าเขาจะทำหน้าที่ได้ดีดั่งที่เราหวัง อย่างน้อยท่านพ่อก็เลือกแล้วว่าวิชาฝังเข็มของตระกูลฮัน ใครจะเป็นผู้สืบทอด”

ฮันยองชินมองตามลูกชายด้วยความชื่นชม เขารู้ดีว่าบิดาได้ตั้งใจสอนวิชาการฝังเข็มของตระกูลให้ใคร เพราะปกติท่านจะสนใจการตรวจรักษาคนป่วยมากกว่า แต่พอแจคังโตขึ้นและฉายแววบางอย่างให้เห็น ท่านก็เป็นคนเลือกหนังสือให้หลานอ่านเอง นอกจากนั้นยังสอนให้แจคังไปฝังเข็มและถามเกี่ยวกับแนวทางรักษา และเมื่อบอกว่าจะสอนวิชาฝังเข็มให้ นั่นหมายถึงการสอนวิชาที่เป็นความลับของตระกูลที่สืบทอดรุ่นต่อรุ่น ซึ่งไม่ได้ถ่ายทอดให้กับทุกคนแต่จะเลือกเฉพาะคนที่มีพรสวรรค์เท่านั้น

“ลองดูว่าแจคังจะฝังเข็มได้ดีและแม่นยำไหม บางทีวิชาฝังเข็มของตระกูลฮันอาจจะสร้างหมอที่มีเข็มเล่มเดียวรักษาได้ทุกโรคอีกคนก็ได้นะ หึๆ”

เสียงหัวเราะดังแว่ว และไม่ไกลจากตรงนั้น เด็กหนุ่มผู้ทำหน้าที่คัดแยกสมุนไพรอยู่ตรงนั้นก็ได้ยินเข้าพอดี

“วิชาฝังเข็มของตระกูลฮันรึ ถ้าเช่นนั้นก็ต้องมีเคล็ดลับการฝังเข็มสิ แต่ตำราหรือบันทึกที่ว่าอยู่ที่ไหนล่ะ”

บ่าวรับใช้ที่ชื่อดงกอนพูดเสียงแผ่วเบาราวปรารถนาจะพูดกับตัวเองเท่านั้น เขารู้สึกอิจฉาเด็กชายคนที่ได้เดินตามท่านหมอใหญ่นัก เขาเองก็ต้องการเป็นหมอเหมือนกัน ถึงได้มาทำงานในเรือนพยาบาลแห่งนี้

ตลอดหลายปีจากคนงานหาบน้ำได้เลื่อนมาเก็บยาและต้มยา แม้รุดหน้าแต่ก็ยังไม่เพียงพอ ผิดกับแจคังแทบจะไม่เคยตักน้ำหรือเดินเป็นวันๆ เพื่อหาสมุนไพรอย่างเขา นายน้อยของบ้านกลับก้าวหน้าและจะได้เรียนวิชาฝังเข็มกับฮันแฮซูผู้ได้รับสมญานามว่าหมอเทวดาแห่งโชซอน

แล้วเขาล่ะ ถ้าจะเรียนวิชาแพทย์ต้องใช้เวลากี่ปี ถึงจะได้เป็นหมอรักษาโรคพื้นๆ บางทีกว่าฮันแจคังจะกลายเป็นหมอหลวงข้างวรกายพระราชา ตัวเขาได้เป็นแค่หมอรักษาชาวบ้านมันก็ช้าเกินไปเสียแล้ว

“เราต้องทำอะไรสักอย่าง…และคงช้าไม่ได้”

ดงกอนเอ่ยกับตัวเอง

 

เชิงอรรถ :

(1) โรคเบาหวาน

(2) จักรนารายณ์หรือแปะตำปึง

 

Don`t copy text!