โคมรัตติกาล บทที่ 2 : นาวาชีพวาย

โคมรัตติกาล บทที่ 2 : นาวาชีพวาย

โดย : น้ำน่าน

โคมรัตติกาล นวนิยายแนวพีเรียดแฟนตาซีล้านนา โดย น้ำน่าน เล่าถึงเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าที่จำต้องเดินทางไปเป็นบรรณาการยังเวียงนาวา หากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับขบวนเรือของเธอ ทำให้เดินทางไปไม่ถึงจุดหมาย นี่คือเหตุบังเอิญหรือแผนการร้ายของใครบางคน หาคำตอบได้จากนวนิยายออนไลน์เรื่องนี้ เพราะนิยายฟรี อ่านสนุก #มีให้อ่านที่อ่านเอา

“นวลจันทร์ลูกแม่!”

เสียงกรีดร้องอย่างเสียอาการของเจ้านางหลวงเดือนเต็มดวงดังก้อง มิต่างจากเจ้าหลวงวงศ์ตะวันที่ตื่นตะลึง คาดไม่ถึงว่าจักเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ครั้นพอได้สติ เจ้ามหาชีวิตแห่งเวียงทองจึงกู่ตะโกนไปทั่วคุ้งน้ำ หมายใจให้เหล่าทหารหาญ ช่วยชีวิตเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าผู้เป็นบุตรสาวโดยไว

ราชองครักษ์หลายสิบนาย กระโดดผลุงลงไปในสายน้ำอันเชี่ยวกราก มุ่งมั่นควานหาร่างของธิดาเจ้านครเวียงทองอย่างตั้งใจ ผ่านไปครู่ใหญ่ ฝีพายว่ายน้ำแข็งก็ช่วยจันทร์ดีกับสีคำนางข้าไทคนสนิทของเจ้านางผู้เป็นนายขึ้นมาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย

แต่กลับไร้วี่แววของเจ้านวลจันทร์ส่องหล้า…

เจ้าหลวงวงศ์ตะวันเห็นท่าไม่ดี จึงสั่งให้ฝีพายทุกลำเบนหัวเรือเปลี่ยนเส้นทางล่องตามแม่น้ำของเข้าเทียบท่าหน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ แลปักหลักบัญชาการค้นหาเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าอยู่ที่นั่น เพลาผ่านไปพักใหญ่ เหล่าทหารองครักษ์ ช่วยชีวิตนางข้าไท ฝีพาย นายท้ายเรือได้จนครบ

เหลือก็แต่เจ้านวลจันทร์ส่องหล้า ที่ควานหาอย่างไรก็ไม่พบ

แต่แล้วจู่ๆ ฝนที่เทหนักลงมาราวกับฟ้ารั่วก็หยุดลงเม็ดไปเสียอย่างนั้น สายตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของเจ้าพันแสงตะวัน จดจ้องไปที่กลางลำน้ำไม่วางตา เห็นหมอกสีขี้เถ้าอมเขียวค่อยเคลื่อนตัวเข้ามาคลี่คลุมบริเวณวังน้ำวนอย่างอ้อยอิ่ง ก็รับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากล

เจ้าชายหนุ่มขมวดคิ้วเข้ม ไม่ผิดแน่ เรือเจ้านางน้องล่มครั้งนี้ เป็นฝีมือคน!

 

อารามของความเป็นห่วงน้องสาวฝาแฝด เจ้าพันแสงตะวันยกมือขึ้นพนมเหนือหน้าอก เรียงใจให้สติตั้งมั่น กระทั่งจิตนิ่ง จึงเปิดปากบริกรรมคาถา เสกซัด ‘มนตร์แหวกนาวา’ ออกไปกลางอากาศ หมายใจให้เห็นตำแหน่งที่เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าจมหายลงไปในน้ำ

ภาพที่เห็นตรงหน้า คือเมฆหมอกมืดดำคลี่คลุ่มทั่วผืนน้ำ แม้ว่าจักพยายามตั้งสมาธิเพ่งจิตส่องลงไปเช่นไร ก็มองมิเห็นอันใดสักอย่าง ความมืดสนิทคลี่คลุมทุกอย่าง มิต่างจากคืนเดือนดับ ราวกับว่ามีมนต์ดำมาบังตาไว้ เจ้าพันแสงตะวันเพียรเพ่งสมาธิอยู่นาน แต่ก็ไม่เป็นผล

ครั้นลูกชายลืมตา เจ้านางหลวงรีบถลาเข้าหา “เป็นอย่างใดพ่องลูก เห็นน้องนวลจันทร์ก่อ”

เจ้าพันแสงตะวันถอนหายใจยาว หันไปมองหน้าพระมารดาด้วยสายตาเป็นกังวล ทว่าสุดท้ายก็จำต้องบอกความจริง “ขอสูมาอภัยเตอะเจ้าแม่ ลูกพยายามเพ่งจิตส่องกระแสใจไปแล้ว แต่มองบ่หันอันใดสักอย่าง ลูกจนปัญญาแต๊ๆ กระแสน้ำกลืนกินน้องนวลจันทร์ไปเสียแล้ว”

“ไม่จริง เป็นไปบ่ได้ ไม่…”

เจ้าเดือนเต็มดวงกรีดร้องเสียงหลง นางร้องไห้ราวกับคนเสียสติ แล้วเป็นลมล้มพับไปในทันที ในจังหวะที่นางข้าไทกรูกันเข้าไปถวายยาหอมเรียกสติให้เจ้านางหลวงอยู่นั่นเอง เจ้าเด่นดวงดาราแอบหันไปสบตาเจ้าดารารัตน์ เจ้านางทั้งสองลอบส่งยิ้มมุมปากให้แก่กัน…อย่างผู้ชนะ

“อีนวลจันทร์มารชีวิตของกู ขอหื้อมึงตายอืดเป็นผีอยู่ใต้เมืองบาดาล อย่าได้ผุดขึ้นมาเป็นคน”

 

ล่วงเข้าสู่วันใหม่

เหล่าทหารหาญเวียงทอง ยังคงมุ่งมั่นในการค้นหาอย่างหนักหน่วง ทั่วทั้งเกาะแก่งโตรกหินกลางลำน้ำของ จุดจอดเรือเทียบท่าหน้าหมู่บ้านริมน้ำ ไม่เว้นแม้แต่ในข่ายดักปลาของชาวบ้าน แต่ก็ยังคว้าน้ำเหลว มิมีผู้ใดพบร่างของเจ้านวลจันทร์ส่องหล้า

ตราบใดที่ยังไม่พบศพ ทั้งเจ้าหลวงแลเจ้านางหลวงแห่งนครเวียงทองก็ยังมีความหวังว่าธิดาแห่งตนยังมีชีวิตอยู่ เจ้าพันแสงตะวันเองก็เชื่อเช่นนั้น จึงมุ่งมั่นในการออกตามหาน้องสาวฝาแฝดอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย

ทว่าก่อนออกเดินทาง เจ้านางหลวงเดือนเต็มดวงผู้ซึ่งยามนี้กริ่งเกรงกับการสูญเสียยิ่งนัก กลับไม่ยอมให้ลูกชายออกไปตามหาลูกสาว “อยู่ฟังข่าวกับแม่ที่นี่เตอะพันแสง บ่ต้องไป”

เจ้านางหลวงรับรู้ได้ถึงความไม่ชอบมาพากลในเหตุการณ์เรือล่มครั้งนี้ เอ่ยปากทัดทานแกมขอร้องเจ้าพันแสงตะวัน หากลูกชายเป็นอะไรไปอีกคน นางคงอกแตกตายเป็นแน่แท้ เจ้าพันแสงตะวันตั้งท่าจักปฏิเสธ ครั้นเมื่อเห็นอาการเสียใจแกมหวาดวิตกของพระมารดาแล้วจึงยอมทำตาม

“ลูกจักอยู่กับเจ้าแม่ที่นี่ บ่ไปไหน อย่างน้อยก็ในเพลานี้”

เจ้าพันแสงตะวันยืนยันหนักแน่น ขณะขยับเข้าใกล้พระมารดา หน้าที่การออกตามหาเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าจึงตกไปเป็นของเจ้าหลวงวงศ์ตะวันที่มุ่งมั่นรวบรวมไพร่พลปูพรมออกตามหาธิดาแห่งตน แลรับสั่งอย่างเฉียบขาดว่า

“หาให้พบ เอาลูกของข้าปิ๊กคืนมาหื้อได้”

 

ข่าวร้ายเรื่องเจ้านวลจันทร์ส่องหล้า ธิดาเจ้าหลวงวงศ์ตะวันเรือล่มจมน้ำหายไป เป็นตายไม่ทราบชะตากรรม แพร่สะพัดราวไฟไหม้ป่าหน้าแล้ง ผู้คนทั่วทั้งพาราต่างหวาดหวั่นแกมวิตก เฝ้าแต่ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง ช่วยคุ้มครองเจ้านางของตนให้อยู่รอดปลอดภัย

จิตใจของชาวเวียงทองจดจ่ออยู่กับการติดตามค้นหาเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าจนไม่เป็นอันทำการทำงาน คลื่นแห่งความกังวลคลี่คลุ่มทั่วพระนคร เว้นก็แต่ในคุ้มเจ้าดารารัตน์ สองแม่ลูกรู้สึกอิ่มเอมใจอย่างมิเคยเป็น โดยเฉพาะเจ้าเด่นดวงดาราที่ยามนี้นั่งจิบชาดอกปีบอย่างสบายใจ

เพราะ ‘เสี้ยนหนาม’ ในชีวิตของนางถูกกำจัดออกไปให้พ้นทาง

“ข้าเจ้าเพิ่งเคยเห็นกับตา มนตร์นิลกาฬปิดโลกาของปู่เจ้าเคราแดง อิทธิฤทธิ์ร้ายแรงแต๊ๆ ขนาดคนเก่งกล้าอาคมอย่างเจ้าพันแสง เสกมนตร์แหวกนาวาเข้าใส่ หมายใจส่องให้เห็นร่างของเจ้านวลจันทร์ ยังผ่อบ่หันอันใดสักอย่าง” เจ้านางเด่นดวงดาราเจื้อยแจ้วอารมณ์ดี

“ปู่เจ้าเคราแดงทำงานได้ถูกใจข้าเจ้าขนาด เจ้าแม่จักว่าอย่างใด ถ้าข้าเจ้าจักตบรางวัลให้มันนักๆ”

“รอหื้อได้หันศพเจ้านวลจันทร์ก่อนดีกว่าเตอะลูก แม่มั่นใจว่าบ่เกินเจ็ดวัน ร่างอืดตัวบวมของเจ้านางบุญน้อยผู้นั้นต้องลอยไปติดข่ายดักปลาที่ไหนสักแห่งเป็นแน่แท้” พระสนมเอกแห่งเวียงทองบอกธิดาคนงาม แววตาหมายมาดยินดีมิผิดกัน “ถึงเพลานั้น ลูกอยากจักปันสร้อยแหวนเงินคำอันใดหื้อตาเฒ่าเคราแดง แม่จักบ่ทัดทานห้ามปรามอันใดสักคำ”

“ถ้าเกิดว่าบุญมันมีหลาย มันบ่ตายลอเจ้าแม่ เราจักทำอันใดต่อไป” จู่ๆ เจ้าเด่นดวงดาราก็นึกหวั่นใจ

“ยามนี้เป็นฤดูน้ำหลาก แม่น้ำของกว้างใหญ่ไหลเชี่ยวยิ่งนัก มิหนำซ้ำกลางน้ำยังเต็มไปด้วยโตรกธารเกาะแก่ง แลตัวเจ้านวลจันทร์เองก็เป็นแม่หญิงนุ่งซิ่น ว่ายน้ำบ่แข็ง ที่สำคัญนางบ่ได้มีมนต์คาถาแกร่งกล้าอันใดเหมือนเจ้าพันแสงอ้ายบ่าวของนาง”

“เชื่อแม่เตอะ ต่อหื้อนางทำบุญมาหลาย ก็คงบ่มีใครช่วยอะหยังนางได้ มีแต่ตายกับตายเท่านั้น”

“ถึงอย่างนั้นก็เตอะเจ้าแม่ ข้าเจ้าก็ยังหวั่นใจ”

เจ้าเด่นดวงดารายังมิวายเป็นกังวล ด้วยรู้ดีว่า เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าน้องสาวต่างมารดาของตน มีบุญบารมีหนุนนำตั้งแต่เกิดมาเป็นคนแล้ว ในวัยละอ่อนนางผู้นี้เคยป่วยบ่อยด้วยโรคสารพัด อาการสาหัสใกล้ไปเฝ้ายมบาลก็หลายครั้ง แต่สุดท้ายมันก็ยังรอดตาย มาเป็นหนามทิ่มตำเธอได้จนถึงวันนี้

“ข้าเจ้ากลัวว่า ถ้ามันรอดขึ้นมา…”

“ปาฏิหาริย์อาจมีแต๊ แต่ใช้บ่ได้กับครั้งนี้…” เจ้าดารารัตน์เชิดหน้า เอื้อนเอ่ยว่าจาบอกลูกสาวด้วยความมั่นใจ “ต่อหื้อนางดวงดีบารมีคุ้มหัว รอดพ้นเงื้อมือของพญามัจจุราชจากเหตุการณ์เรือล่ม แต่สุดท้าย นางก็ตายอยู่ดี เพราะยามนี้แม่ได้เตรียมแผนสำรองไว้หมดแล้ว”

เจ้าเด่นดวงดาราหูผึ่ง “แผนอะหยังกาเจ้าแม่”

“เพลานี้ คนของแม่กระจายกำลังรออยู่แล้วที่ริมน้ำของฝั่งโน้น รอหื้อเจ้านางนวลจันทร์ปรากฏตัวเท่านั้น ก็จัดการฆ่าปาดคอนางได้เลยอย่างทันท่วงที” พระสนมเอกแห่งนครเวียงทองเผยอยิ้มเหี้ยมเกรียม แววตาของนางเต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้น แลมั่นใจเหลือเกินว่า ครั้งนี้ชัยชำนะต้องเป็นของตน

นางอาจเคยแพ้ที่ถูกเจ้านางหลวงเดือนเต็มดวงแย่งชิงคนรักไป แต่วันนี้ ลูกสาวของนางจักไม่มีวันแพ้

นับตั้งแต่ถูกอวยยศ ‘ลดบทบาท’ ให้กินตำแหน่งแค่พระสนมเอกของเจ้าผู้ครองนครเวียงทอง เจ้าดารารัตน์เฝ้าเก็บความเคียดแค้นชิงชังไว้ในใจ แลปฏิญาณตนเอาไว้อย่างมุ่งมั่นว่า จักทวงคืนทุกอย่างที่ควรเป็นของตนกลับคืนมาให้จงได้ บัดนี้เพลาที่นางรอคอยได้เดินทางมาถึงแล้ว

ใช่แต่นักฆ่าฝีมือดีที่พร้อมจักทำตามคำสั่งของนางเท่านั้น แต่ในเวียงหวายแห่งนี้ ยังมีคนของเจ้าดารารัตน์แทรกซึมอยู่ในตำแหน่งสำคัญอีกมากมาย พระสนมเอกวางไส้ศึกไว้ คอยช่วยเป็นตีนเป็นมือให้นางได้กระทำการทวงคืนทุกอย่างที่คิดว่าตนพึงได้ไว้อย่างลับๆ ที่แม้แต่เจ้าหลวงวงศ์ตะวันก็คาดไม่ถึง

“ลูกลืมไปเสียสนิทว่า เวียงหวายคือบ้านเกิดของเจ้าแม่”

เจ้าเด่นดวงดาราตาเป็นประกายสว่างวาบ นึกขึ้นได้ในบัดนั้นว่า ก่อนที่จักถูกส่งตัวมาเป็นพระสนมของเจ้าพ่อวงศ์ตะวัน มารดาของตนเป็นธิดาองค์กลางของเจ้าผู้ครองนครเวียงหวาย นามว่าเจ้าหลวงประกายกล้า ผู้มีศักย์เป็นตาของนาง เหนือสิ่งอื่นใด เวียงหวายอยู่คนละฝั่งน้ำกับเวียงทอง

“ถ้าเป็นเช่นนี้ลูกก็เบาใจ คงบ่มีปาฏิหาริย์อันใดเกิดขึ้นแก่มันแหมแล้ว”

“เลิกกังวลเตอะลูก บ่เกินเจ็ดวัน เจ้านวลจันทร์เหลือแต่ชื่อแน่”

“ลูกฮักเจ้าแม่ ดีใจแต๊ๆ ที่เจ้าแม่เข้าใจแลอยู่ข้างลูกเสมอมา” เจ้าเด่นดวงดาราหันไปยิ้มประจบเจ้าดารารัตน์ ครั้นเห็นเจ้าแสงฟ้าขวัญหาญน้องชายเดินหน้านิ่งพร้อมคันธนูคู่ใจเข้ามาหาพระมารดา จึงรีบเอ่ยทัก “ใกล้เพลากินข้าวงาย (1) แล้วนาแสงฟ้า สูจักไปไหน”

“ช่วงเพลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ข้ากินอะหยังบ่ลงดอก” เจ้าแสงฟ้าขวัญหาญบอกพี่สาว หันไปทางพระมารดาใบหน้าเป็นกังวล “นี่ก็ตั้งใจจักมาบอกเจ้าแม่ว่า ข้าจักบ่ได้มาหาสักสองสามวันเน้อ จักไปช่วยเจ้าพ่อ ตวยหาเจ้าเอื้อยนวลจันทร์”

“ไปยะหยัง พี่สาวตัวเก่าก็บ่แม่น” เจ้าเด่นดวงดาราได้ยินแล้วโกรธจนตัวสั่น

“ใครบอกว่าบ่แม่น เจ้าเอื้อยนวลจันทร์ก็เป็นพี่สาวของข้าเหมือนกัน” เจ้าชายหนุ่มน้อยสวนขึ้น สายตาอันเด็ดเดี่ยวสบตาพี่สาวผู้ชอบเอาแต่ใจตนไม่ลดละ แล้วย้อนเข้าให้อย่างไม่กลัวเกรง “เจ้าเอื้อยลืมไปแล้วกาว่า หมู่เฮาสี่พี่น้อง มีพ่อคนเดียวกัน”

“ถึงแม้ว่าจักเป็นลูกคนละแม่ แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกเจ้าพ่อเหมือนกัน” เจ้าแสงฟ้าขวัญหาญย้ำ

“บ่ต้องเอาเอื้อยเข้าไปร่วมวงศา แต่ไหนแต่ไรมา เอื้อยบ่เคยนับญาติกับมัน”

“นั่นมันเรื่องของเจ้าเอื้อย บ่ใช่เรื่องของข้า” เจ้าแสงฟ้าขวัญหาญยักไหล่ เผยวาจาทะลุกลางปล้องออกไปหมายใจให้พี่สาวได้สติ “ใจของเจ้าเอื้อยคับแคบ มืดมัวแต่ในโทสจริต มองบ่หันไผ ระวังไว้หื้อดีเน้อ บ่เอาพี่เอาน้องแบบนี้ สักวันจักบ่มีไผนับถือเป็นญาติ”

“หยุดเดี๋ยวนี้เน้อแสงฟ้า! ลืมไปแล้วกาว่า เอื้อยเป็นพี่สาวแท้ๆ ของสู มาอู้จาว่ากล่าวเช่นนี้กับเอื้อยได้อย่างใด” เจ้าเด่นดวงดาราแผดเสียงดังลั่น ตัวสั่นงันงกด้วยฤทธิ์โทสะ “ในฐานะที่เฮาสองพี่น้องเป็นลูกเจ้าแม่ คลานตามกันออกมา สู้ต้องฮักแลเข้าข้างเอื้อยคนนี้ บ่ใช่ไปทุ่มใจให้สองพี่น้องนั่น เข้าใจก่อ”

“บ่ ข้าทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว” เจ้าแสงฟ้าขวัญหาญปฏิเสธ ยืนกรานความถูกต้อง แลตั้งหน้าจักเดินหนี

ความที่อยากเอาชนะ เจ้าเด่นดวงดารารีบหันไปทางมารดา “ห้ามแสงฟ้ากาเจ้าแม่ อย่าหื้อมันไป”

“ถ้าข้าปักใจแล้วว่าจักไป ไผก็ห้ามข้าบ่ได้ เจ้าเอื้อยใหญ่แล้ว บ่ควรทำให้เจ้าแม่ลำบากใจ บ่ดีทำนิสัยเหมือนละอ่อนที่ยังบ่ปิดนม” ขณะว่าพี่สาวตรงๆ เจ้าแสงฟ้าขวัญหาญถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย หันไปบอกพระมารดา กระชับคันธนูในมือมั่น

“ข้าไปช่วยเจ้าอ้ายพันแสงตวยหาเจ้าเอื้อยนวลจันทร์ก่อนเน้อเจ้าแม่ เสร็จการแล้วจักรีบปิ๊กมา”

เจ้าแสงฟ้าขวัญหาญ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนพร้อมสีวงค์องครักษ์คู่ใจ ก้าวขาอย่างมั่นคงเดินออกจากคุ้มไปแล้ว พระสนมเอกแห่งเวียงทองจึงค่อยหันมาใส่ใจกับเจ้าเด่นดวงดาราบุตรสาวคนโต ที่ยามนี้หน้าตาแดงก่ำด้วยความไม่พอใจ เพราะถูกน้องชายหักหน้า

“บ่ต้องไปใส่ใจกับคำพูดของน้องดอกลูก แสงฟ้ายังเป็นละอ่อน พูดจาอันใดบ่ทันได้คิด”

เจ้าเด่นดวงดาราหันขวับ “ในสายตาของเจ้าแม่ แสงฟ้าทำอันใดบ่เคยผิด เจ้าแม่เข้าข้างน้อง”

“มันก็บ่ได้ขนาดนั้นดอกลูก แม้รู้ บางอย่างแสงฟ้าก็ทำบ่ถูก” โดนลูกสาวกล่าวหาซึ่งๆ หน้า เจ้าดารารัตน์อ้อมแอ้มตอบไม่เต็มเสียง “เชื่อแม่เตอะ หน้าที่ของลูกในยามนี้ คือการเลิกใส่ใจกับสิ่งที่บ่ทำหื้อเกิดประโยชน์อันใดกับเรา ลูกดาราของแม่ควรตั้งสติ แลเตรียมตัวหื้อพร้อม”

“เตรียมพร้อมอันใดกาเจ้าแม่” เจ้าเด่นดวงดารายังไม่เข้าใจ

“พร้อมเดินทางแทนเจ้านวลจันทร์ส่องหล้า ไปเป็นเจ้านางหลวงเวียงนาวา”

 

“ขอเจ้าหลวงโปรดบอกกล่าวข่าวดีแก่ข้าเจ้า ยามนี้พบเจอลูกสาวของเฮาแล้วแม่นก่อเจ้า”

ผ่านไปอีกหนึ่งราตรี กับข่าวคราวของเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าที่เพลานี้ยังไม่ทราบชะตากรรม ครั้นเมื่อได้พบหน้าเจ้าหลวงวงศ์ตะวันเดินเข้ามาในคุ้ม เจ้านางหลวงจึงรีบเอ่ยถาม โดยมิได้สังเกตใบหน้าอันอิดโรยแกมกังวลราวกับคนอดนอนของพระสวามี

ยามนี้จิตใจของนาง จดจ่ออยู่แต่เพียงเรื่องของธิดาที่เรือล่มจมน้ำหายไปเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

“นายทหารกำลังช่วยกันเสาะตามหาอยู่” เจ้าหลวงตอบมิตรงคำถาม ขณะนั่งลงข้างๆ ภรรยา

“แปลว่ายังหาบ่เจอ” เจ้านางหลวงเสียงสั่น โศกาอาดูรเหลือประมาณ ใบหน้าอันอมทุกข์นั้นยิ่งหม่นหมองลงไปอีกหลายเท่า น้ำตาของนางรินไหลอย่างยากที่จักอดกลั้น พร่ำแต่โทษตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า “เป็นเพราะข้าเจ้าแต๊ๆ ที่ดึงดันจักพาลูกไปไหว้พระธาตุหื้อได้”

“ทั้งๆ ที่โหรหลวงก็บอกแล้วว่า หื้อพึงระวังไว้ ลูกนวลจันทร์จักมีเคราะห์ใหญ่ตอนอายุสิบแปดปีบริบูรณ์ แม้แต่ตัวเจ้าหลวง ก็เคยเอ่ยปากทัดทานว่าปีนี้น้ำหลากไหลแรง รอหื้อน้ำลดลงก่อนค่อยไป แต่ข้าเจ้ากลับบ่เชื่อ ยังดื้อดึงจักไปหื้อได้ สุดท้าย เรื่องราวจึงบานปลายกลายเป็นอย่างนี้”

“ถ้าข้าเจ้าเชื่อเจ้าหลวง ลูกนวลจันทร์ก็คงบ่ได้เจ็บได้ไหม้ หายไปอย่างนี้”

“อย่าเฝ้าแต่ก่นโทษตัวเก่าเจ้านางหลวง ระวังจักกลายเป็นบาปติดใจไปบ่จบบ่สิ้น” เจ้าหลวงวงศ์ตะวันให้สติภรรยา “ตราบใดที่ยังบ่หันกับตาว่าลูกสาวของเฮาจิตดับตกตายไปกับสายน้ำ เฮาจักบ่ปักใจเชื่ออันใดทั้งสิ้น แลหมายใจว่าจักเสาะตวยหาลูกนวลจันทร์ ปิ๊กมาเวียงทองหื้อได้”

เจ้านางหลวงพยายามกลั้นสะอื้น นิ่งคิดสะระตะอยู่ชั่วครู่ ในยามที่หัวใจไร้สิ้นซึ่งความหวังเช่นนี้ เห็นทีจักมีแต่สิ่ง ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นกระมัง ที่พอจักทำให้ใจได้บรรเทาความเศร้าโศกแลมีความหวังขึ้นมาได้อีกครั้ง ว่าแล้วนางจึงพนมมือสองข้างขึ้นจรดหน้าผาก

“ข้าแต่องค์พระธาตุหญ้าม่อน พระเจ้าล้านตื้อองค์ใหญ่ แลสัจจะบารมีของท่านสาตุเจ้าครูบาถาตาทิพย์ที่ลูกผูกจิตเลื่อมใสศรัทธามาตลอดชีวิต ไปจนถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดทั้งมวลที่คอยปกปักรักษาเวียงทองเขตคุ้มแห่งนี้ ขอจงได้โปรดเมตตาช่วยลูกสาวของข้าเจ้าด้วยเตอะ”

“ขอหื้อนางอยู่รอดปลอดภัย หากแม้นนางหมดเคราะห์หมดโศก ได้ปิ๊กมาเวียงทอง ข้าเจ้ายินดีจัก…”

“เดียวก่อนเจ้าแม่ อย่าเพิ่งออกปากติดสินบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ” เจ้าพันแสงตะวันที่กำลังเดินตรงเข้ามาในคุ้มพร้อมเจ้าแสงฟ้าขวัญหาญ แลจันทร์มากับอินปันนายทหารคนสนิท รีบเอ่ยปากห้ามพระมารดา “เจ้าพ่อกับเจ้าแม่ทำใจดีๆ ไว้เน้อ แสงฟ้าน้องของลูกมีข่าวสำคัญจักมาแจ้ง”

“ข่าวของนวลจันทร์แม่นก่อ” น้ำเสียงของเจ้านางหลวงเปี่ยมความหวัง

เจ้าแสงฟ้าขวัญหาญพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ลูกกึ๊ดว่า เจ้าเอื้อยนวลจันทร์ยังบ่ตาย”

เจ้าดารารัตน์ตาเป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง “แต๊กาลูกแสงฟ้า”

“แม่นแล้วเจ้าแม่” เจ้าชายน้อยแสงฟ้าขวัญหาญยกมือไหว้เจ้าเดือนเต็มดวงที่ตนเคารพรักมิต่างจากมารดาแท้ๆ แล้วหันไปให้สัญญาณกับสีวงค์ที่ยืนรออยู่แล้ว ให้นำห่อผ้าสีเปลือกไม้ที่ถือติดมือมา ไปแกะวางไว้ตรงหน้าพระบิดาแลเจ้านางหลวง

“ทหารของลูก ได้สิ่งนี้มาจากแก่งอาบนาง กลางแม่น้ำของ”

“นี่มันชุดที่นวลจันทร์ใส่ตอนเรือล่มบ่ใช่กา แม่จำได้” เจ้านางหลวงเพ่งพินิจสิ่งที่อยู่ในห่อผ้า แล้วยกมือขึ้นทาบอก ผ้าสไบสีกลีบบัวอุบลย้อมจากเปลือกงิ้วผา แลผ้าซิ่นตีนจกไหมคำสีเลือดนกสุกปลั่งที่อยู่ตรงหน้า เป็นของลูกสาวนางมิผิดแน่

“แสงฟ้า ช่วยบอกแม่กำเตอะ ตอนนี้เจ้าเอื้อยนวลจันทร์ของลูกอยู่ที่ใด”

“ลูกรู้แค่ว่า มีคนช่วยเจ้าเอื้อยขึ้นมาจากแม่น้ำของ” เจ้าแสงฟ้าขวัญหาญบอกอ้อมแอ้ม หันไปทางพี่ชายเป็นเชิงขอคำปรึกษา ครั้นเจ้าพันแสงตะวันพยักหน้า จึงยอมเปิดปากเล่าให้ฟังโดยดี “แต่ด้วยความสัตย์จริง ยามนี้ลูกบ่ฮู้แต๊ๆ ว่าเจ้าเอื้อยนวลจันทร์อยู่ที่ไหน”

“หมายความว่าอย่างใด แม่บ่เข้าใจ”

“เจ้าน้องแสงฟ้ากำลังจักบอกเจ้าแม่ว่า คนกลุ่มที่ช่วยเจ้าน้องนวลจันทร์ขึ้นจากน้ำ อาจเอานางใส่เรือล่องแม่น้ำของไปที่ไหนสักแห่ง” เจ้าพันแสงตะวัน พยายามอธิบายให้มารดาฟังอย่างใจเย็น “หรือไม่ก็อาจจักมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่อยากได้ตัวเจ้าน้องเหมือนกัน ชิงตัวเจ้าน้องไปอีกทอดหนึ่ง”

“ชิงตัวไปอย่างนั้นกาพันแสง” เจ้าหลวงวงศ์ตะวันมองหน้าบุตรชาย

“แม่นแล้วเจ้าพ่อ” เจ้าแสงฟ้าขวัญหาญเป็นฝ่ายตอบเสียเอง “ตอนที่ข้านำทหารขึ้นไปลาดตระเวรที่แก่งอาบนาง ข้าเห็นร่องรอยการต่อสู้ของคนบ่ต่ำกว่าสิบคน มีทั้งรอยเท้า แลรอยเลือดเต็มหาดทรายไปหมด น่าเสียดายที่เฮาบ่เจอคนตายแม้แต่ศพเดียว ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องประหลาด บ่น่าเป็นไปได้ เพราะถ้าเราเห็นศพ เห็นเสื้อผ้าที่เขาใส่ หรืออย่างน้อยที่สุดหันสภาพคนตาย เราคงรู้ไปแล้วว่า ใครเป็นคนทำ”

“เอาเตอะ อย่างน้อยเราก็ยังพออุ่นใจว่า นวลจันทร์อาจยังมีชีวิตอยู่” เจ้าหลวงวงศ์ตะวันบอกทุกคน แววตามุ่งมั่นไม่เปลี่ยน “พันแสงนำคำสั่งพ่อไปบอกทหารทุกนายหื้อระดมกำลังออกตามหาแหมรอบ คราวนี้เอาหื้อละเอียดถี่ถ้วน อย่าให้หลงหูหลงตา เฮาต้องช่วยกันพานวลจันทร์ปิ๊กมาเวียงทองหื้อได้”

“ขะไจ๋เร็วๆ ก็ดีเน้อเจ้าอ้าย หากช้าเมินไปนักกว่านี้ ข้าเกรงว่าอาจจักบ่ทันการ เพราะตอนนี้เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าเอื้อย อยู่ที่ไหน” คำสั่งของพระบิดา ส่งผลให้เจ้าแสงฟ้าขวัญหาญเร่งพี่ชาย เผยความในใจไม่ปิดบัง “ข้ามีลางสังหรณ์ว่า เจ้าเอื้อย กำลังตกอยู่ในอันตราย”

เจ้านางหลวงเดือนเต็มดวงได้ยินเช่นนั้นก็เป็นลมล้มพับไปในทันใด

 

เพียงมินาน ข่าวเรื่องทหารของเจ้าแสงฟ้าขวัญหาญ พบเบาะแสที่ชวนให้เชื่อได้ว่าเจ้านวลจันทร์ส่องหล้ายังมีชีวิตอยู่ ก็เป็นที่โจษจันขานกล่าวไปทั่ว สร้างความหวังให้ชาวประชานครเวียงทองขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าเมื่อ ‘ข่าวดี’ เดินทางตามนางข้าไทมาถึงคุ้มเจ้าดารารัตน์

พระสนมเอกได้ยินแล้วถึงกับพูดอันใดไม่ออก

“อีนวลจันทร์มันยังบ่ตาย ได้ยินก่อเจ้าแม่ มันยังบ่ตาย…” เจ้าเด่นดวงดาราโวยวายย้ำคำใส่ผู้เป็นแม่ หงุดหงิดที่มารความสุขของนางอย่างเจ้านวลจันทร์ส่องหล้ายังไม่ถึงแก่อาสัญ จึงขัดอกขัดใจไปเสียทุกสิ่ง “ลูกอยากรู้แต๊ๆ มันมีดีอันใด จมลงไปในน้ำไหลเชี่ยวขนาดนั้น มันก็ยังรอดมาได้”

“คนมันบ่ถึงที่ตายลูก ทำอย่างไรก็บ่ตาย”

เจ้าดารารัตน์บอกลูกสาว นางเองก็เป็นกังวลไม่แพ้กัน แผนการทั้งหมดที่วางไว้กลับไม่เป็นดังใจหมายมาด จากคำบอกเล่าของนางข้าไท พระสนมเอกมั่นใจ เมื่อรู้ว่าหลังเรือล่มเจ้านวลจันทร์ส่องหล้ายังไม่ตาย คนของนางคงจัดการทำตามแผน นั่นคือมุ่งตรงไปที่แก่งอาบนาง หมายใจจักฆ่าซ้ำ!

แล้วคนกลุ่มใดกันที่แสดงตนเข้าช่วยชีวิตเจ้านวลจันทร์ส่องหล้า หนำซ้ำยังพานางหนีไป

“เจ้าแม่จักอู้แบบนี้บ่ได้ อีนวลจันทร์จักต้องตายสถานเดียวเท่านั้น” เจ้าเด่นดวงดารามิสนคำพูดของมารดาแม้แต่น้อย ใจของนางยามนี้ร้อนรุ่ม กลัวเหลือเกินว่าเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าจักรอดชีวิตกลับมาเปิดโปงความผิดของตน “ถ้ามันบ่ตาย มันจักต้องพยายาม ทำทุกวิถีทางเพื่อปิ๊กมาเวียงทอง หวังฟ้องเจ้าพ่อว่าเฮาหมายใจฆ่าปาดคอมัน ถึงตอนนั้น เฮาสองแม่ลูกคงมีแต่ความวิบัติฉิบหาย”

“ใจเย็นๆ ก่อนลูก” เจ้าดารารัตน์ออกปากปรามลูกสาว หาเหตุผลมาอธิบายให้ฟังอย่างใจเย็น “แม่กำลังกึ๊ดว่า บางทีคนที่ช่วยชีวิตเจ้านวลจันทร์ อาจบ่ใช่คนดีก็ได้ เพราะถ้าพวกมันเป็นคนดีมีจิตเป็นกุศล แลตั้งใจจักช่วยเจ้านวลจันทร์แต๊ๆ เพลานี้หมู่มันต้องพานางมาส่งถึงคุ้มเจ้าหลวงแล้ว”

“แต่ตอนนี้กลับตรงกันข้าม นอกจากพวกมันจักบ่เอามาส่ง ยังพาเจ้านางหนีหายไปไหนก็บ่ฮู้” พระสนมเอกบอกลูกสาว แววตาของนางฉายชัดถึงรังสีอัมหิต ครุ่นคิดเข้าข้างตัวเอง “เจ้านวลจันทร์รอดตายก็จริง แต่แม่กลับมองบ่เห็นความยินดีปรีดาอันใดสักอย่าง”

“ดีบ่ดี การรอดชีวิตของมันคราวนี้ บ่ต่างจากการหนีเสือปะจระเข้”

“เจ้าแม่หมายความว่าอย่างใด”

“ก็หมายความว่า บ่ใช่มีแต่เราเท่านั้นที่อยากกำจัดเจ้านวลจันทร์ แต่อาจยังมีผู้คนอีกมากมายที่เห็นนางเป็นศัตรูเหมือนเรา พวกเขาเหล่านั้นจึงวางแผนชิงตัวนางไป แลจงใจทิ้งเสื้อผ้าไว้หื้อชาวเวียงทองได้ดูต่างหน้า”

เจ้าดารารัตน์มองหน้าบุตรสาว “บ่แน่ ตอนนี้คนกลุ่มนั้นอาจฆ่าปาดคอมันตายไปแล้วก็ได้”

“ลูกบ่เชื่อไผทั้งนั้น จนกว่าจักได้หันศพมันกับตาของลูก”

“ลูกได้หันแน่” พระสนมเอกบอกกล่าวอย่างเชื่อมั่น “แม่สงสัยอยู่น้อยเดียวเท่านั้น พวกมันเป็นไผ”

“จักเป็นไผก็ช่างมันเตอะเจ้าแม่ ขอแค่เป็นคนที่ยะหื้อมันตาย ลูกบ่ต้องการอันใดแหมแล้ว” เจ้าเด่นดวงดาราเชิดหน้า “เพราะถ้ามันรอด ปิ๊กมาเวียงทอง พร้อมนำความมาเพ็จทูลเจ้าพ่อว่า เฮาสองคนแม่ลูกเป็นคนวางแผนล่มเรือ หมายใจจักฆ่ามันหื้อตาย เจ้าพ่อบ่มีทางเอาเฮาสองคนไว้แน่”

“ถ้าเช่นนั้น เราต้องจัดการขั้นเด็ดขาด”

“เจ้าแม่จักทำอย่างใด ในเมื่อยามนี้ เราบ่รู้ด้วยซ้ำว่ามันอยู่ที่ไหน”

“ทำใจหื้อสบายเตอะ ยกเรื่องนี้หื้อเป็นหน้าที่ของแม่” พระสนมเอกบอกลูกสาว ยังเชื่อมั่นในกองกำลังลับของตนที่ฝึกฝนมาอย่างดีว่าจักสามารถจัดการเสี้ยนหนามได้สำเร็จ “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว บ่ว่ามันจักตายเป็นผี กาว่ายังเป็นคนมีลมหายใจอยู่ แม่จักพลิกแผ่นดินเสาะหามันหื้อได้”

“เฮาถอยบ่ได้แล้วลูก เพราะถ้ามันบ่ตาย เราก็ตาย”

 

ฝนกลางฤดูยังคงลงเม็ดหนาหนัก

บนหาดทรายเนียนละเอียดริมตลิ่งอีกฟากของลำน้ำของ อันเป็นพื้นที่ชายแดนรอยต่อระหว่างเวียงกาหลงกับเวียงหวาย มีกลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธครบมือ ยืนปักหลักคุ้มกันสตรีนางเดียวที่พวกเขาเพิ่งช่วยชีวิตขึ้นมาจากในแม่น้ำ ยามนี้นางยังนอนนิ่งไม่ติงไหวอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

หนานถา ชายอาวุโสที่สุดของกลุ่ม ผู้เก่งกาจทางด้านมนต์คาถา แลมีสายตาแหลมคมดังพญาเหยี่ยว มองผ่านม่านฝนออกไปยังสายน้ำสีขุ่นที่ไหลเอื่อยอยู่ไม่ไกล เมื่อมั่นใจแน่แล้วว่ามิมีผู้ใดติดตามมา จึงค่อยถอนหายใจ คลายความกังวล

“ข้าขอถามแต๊ๆ เตอะ ลุงหนาน” เสียงสดใสระคนใคร่รู้ของใครคนหนึ่งทำลายความเงียบขึ้น ราวกับรอจังหวะนี้มานาน “ลุงเป่ามนต์อันใดใส่เจ้านางคนงามผู้นี้กา จนตอนนี้ผ่านมาหลายชั่วยามแล้ว นางก็ยังหลับลึกนอนยาวราวกับคนตาย บ่ติงไหวอันใดสักอย่าง”

“อาจารย์ของข้าเรียกมนต์บทนี้ว่า ‘คาถาลิงหลับ’ ข่ามขลังถึงขนาดเสกหื้อลิงทั้งฝูงหลับเป็นตายได้” หนานถาบอกเด็กหนุ่มขี้สงสัยวัยคราวลูก คุยต่ออย่างผู้ทรงภูมิ “อย่าว่าแต่ลิงเลย ช้างทั้งโขลงลงดอยมากินข้าวไร่ ข้าก็เคยเป่ามนต์บทนี้ใส่หื้อล้มตึงหลับใหลมาแล้ว”

“ข่าม (2) แต๊ๆ เลยลุงหนาน” หนุ่มน้อยคำเรืองเห็นกับตาจึงนึกทึ่ง “สอนข้าได้ก่อ”

“เรียนคาถามีข้อห้ามมากมาย สูจักเรียนไปทำอันใดคำเรือง”

“ข้าหมายใจจักเอามนต์ลิงหลับของลุงหนานไปเป่าใส่งูอี่หล้าคางเหลือง (3) หื้อมันหลับ ข้าจักลักไข่มันมาต้มกิน” คำเรืองเจื้อยแจ้ว แววตาของเด็กหนุ่มเป็นประกายขณะขยับเข้าใกล้หนานถา มั่นใจเหลือเกินว่าคาถาบทนี้ จักทำให้เขาสามารถเข้าไปขโมยไข่งูที่ขึ้นชื่อว่าหวงไข่กว่างูชนิดใดในป่า มาทำอาหารได้

“ถ้าสูอยากเรียนแต๊ๆ หลังออกพรรษา ยกขันครูมาหาข้าที่บ้าน” ผู้อาวุโสบอกอย่างเอ็นดู

“ข้าดีใจแต๊ๆ ที่ลุงหนานจักรับข้าเป็นลูกศิษย์” คำเรืองยิ้มแฉ่งจนเห็นฟันขาว

หนานถาหัวเราะหึๆ หันไปทางหญิงสาวที่นอนหลับยาวอยู่ไม่ไกล อธิบายให้ทุกคนฟังอย่างใจเย็น “คาถาลิงหลับ จักทำหื้อนางนอนนาน หลับบ่ฝันไปเช่นนี้อีกหลายราตรี ตราบใดที่ข้ายังบ่ได้เป่าคาถาคลายมนต์ให้ เจ้านางหน้างามผู้นี้จักหลับลึกนอนยาวไปถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน”

“ข้าว่าพอก่อนเตอะลุงหนาน เจ้านางนอนนานเกินไปแล้ว” คำเรืองคนช่างคุยบอกชายอาวุโส ตายังจับจ้องไปที่สตรีร่างบางที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ใต้โคนต้นไม้ใหญ่ กลัวเหลือเกินว่า หากหญิงสาว ‘เมามนต์’ ไม่ยอมฟื้นตื่นขึ้นมา หายนะจักมาเยือนทุกคนเป็นแน่แท้

“เป่าคาถาคลายมนต์ปลุกเจ้านางตื่นเหียเตอะลุงหนาน ปล่อยหื้อนอนข้ามวันข้ามคืนเป็นงูเหลือมลักกินไก่ หนีไปไหนก็บ่ ได้อย่างนี้ ข้าว่าบ่ดีแน่ๆ อีกอย่างหมู่เฮาก็อยู่ที่นี่กันตั้งห้าคน บ่มีไผมาทำอันตรายเจ้านางได้ดอก” คำเรืองชักเริ่มเป็นห่วงหญิงสาว

“หื้อนางนอนอย่างนี้แลดีแล้ว เผื่อคนหมู่นั้นที่อาจจักแอบซุ่มอยู่ตามกอหญ้าป่าแขมบุกเข้ามา หมู่เฮาจักได้พาเจ้านางหนีโดยสะดวก” คำแสงบิดาของคำเรืองแทรกขึ้น พวกเขาบุกป่าฝ่าดงมาที่นี่ เพื่อทำ ‘ภารกิจสำคัญ’ แลในช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ จักประมาทอันใดมิได้โดยเด็ดขาด

“ทุกคนก็รู้ ตั้งแต่เมื่อวานมาแล้ว เจ้านางเอาแต่นอน หนำซ้ำยังบ่มีของกินได้อันใดตกใส่ท้องของนางเลยสักอย่าง” หนุ่มน้อยคำเรืองบอกเสียงอ่อย แววตาซุกคนแกมใสซื่อนั้นหันไปมองหน้าคนโน้นทีคนนี้ที ใช่แล้ว…เสียงนั้นมิผิดแน่ เมื่อครู่ เขาได้ยินเสียงท้องเจ้านางร้อง

“ข้ากลัวว่า เจ้านางจักหิว ไขอยากกินข้าว”

“เจ้านางหลับ บ่ได้ออกบ่าออกแรงอันใด คงบ่อยากกินข้าวกินปลาตอนนี้ดอกคำเรือง” ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งห่างออกไปได้โอกาสพูดบ้าง อินทาเป็นหนุ่มรุ่นพี่ อายุมากกว่าคำเรืองสามปี แลได้รับเลือกให้มาร่วมภารกิจครั้งนี้กับทุกคนด้วย “แหมอย่าง เจ้านางบ่แม่นคนเห็นแก่กินอย่างสู”

“พอเลยอ้ายอินทา บ่ต้องมาหลอกด่าข้าว่าตะกละ” คำเรืองทำหน้าง้ำ “ข้าเป็นห่วงเจ้านางแต๊ๆ”

หนานถาคิดตามคำพูดของคำเรืองแล้วเริ่มเห็นด้วย เจ้านางผู้นี้เป็นคน หาใช่แมวป่าจักนอนวันละไม่ต่ำกว่าสิบสองชั่วยามตามวิสัย ผู้อาวุโสสุดของกลุ่มหันไปหาชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มรูปร่างสูงใหญ่ที่ยามนี้กำลังนั่งฟังทุกคนคุยกันอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ไม่ไกลจากหญิงสาวเท่าไรนัก

ท่าทีของหนานถาบ่งชัดถึงการให้เกียรติชายหนุ่มผู้อ่อนอาวุโสกว่าอย่างไม่ปิดบัง

“เอาอย่างใดดีพ่อเลี้ยง” ชายอาวุโสถาม

‘พ่อเลี้ยง’ มิได้ตอบคำถามของหนานถา ทว่าขยับกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามอันแน่นตึงสมชายชาตรีเข้าไปใกล้หญิงสาว เพ่งพินิจใบหน้าอันสวยหวานของสตรีสูงศักดิ์ที่นอนหลับตาพริ้มอยู่ตรงหน้า แล้วชื่นชมในใจ สมแล้วที่เป็นลูกสาวของเจ้าผู้ครองนครเวียงทอง

เจ้านางหน้างามผู้นี้ สวยตรึงใจไร้ที่ติดั่งคำร่ำลือมิผิดเพี้ยน

ในจังหวะที่ลมอ่อนๆ พัดพาละอองฝนบางเบาโชยไอเย็นเข้ามาใต้ต้นไม้ใหญ่ หนุ่มหน้าเข้มตัดสินใจเป่ามนต์คลายคาถาลิงหลับใส่กระหม่อมของหญิงสาว เพียงครู่เดียวเท่านั้น เจ้านางนวลจันทร์ส่องหล้าก็เปิดเปลือกตาที่ปิดสนิท หันมองคนโน้นทีคนนี้ทีด้วยความงุนงง

“คืนสติแล้วกาเจ้านาง”

 

เชิงอรรถ : 

(1) อาหารเช้า

(2) ขลัง

(3) งูจงอาง

 



Don`t copy text!