โคมรัตติกาล บทที่ 3 : ชายชาญชัย

โคมรัตติกาล บทที่ 3 : ชายชาญชัย

โดย : น้ำน่าน

โคมรัตติกาล นวนิยายแนวพีเรียดแฟนตาซีล้านนา โดย น้ำน่าน เล่าถึงเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าที่จำต้องเดินทางไปเป็นบรรณาการยังเวียงนาวา หากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับขบวนเรือของเธอ ทำให้เดินทางไปไม่ถึงจุดหมาย นี่คือเหตุบังเอิญหรือแผนการร้ายของใครบางคน หาคำตอบได้จากนวนิยายออนไลน์เรื่องนี้ เพราะนิยายฟรี อ่านสนุก #มีให้อ่านที่อ่านเอา

ในวงล้อมของชายแปลกหน้า สติสัมปชัญญะของหญิงสาวตื่นตัวเต็มที่ ขณะใช้สายตาไล่เรียงสำรวจไปทีละคน หญิงสาวก็ได้คำตอบว่า เธอไม่รู้จักชายฉกรรจ์ต่างวัยทั้งห้าคน เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าจึงรีบกระเถิบร่างอันอ่อนระโหยโรยแรงของตนหนีเข้าชิดโคนต้นไม้ใหญ่ ตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอด

นางมองทุกคนอย่างหวาดระแวง เอ่ยถามเสียงแหบโหย “พวกท่านเป็นใคร”

คำเรืองรอจังหวะอยู่แล้ว รีบเดินเข้าไปยื่นกระบอกไม้ไผ่ให้ “กินน้ำเสียก่อนเตอะเจ้านาง”

“ตอบคำถามข้าเจ้ามาก่อน” เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าไม่ยอมยื่นมือออกไปรับ

“ข้าจักบ่ยอมบอกว่าหมูเฮาเป็นไผ จนกว่าเจ้านางจักกินน้ำในกระบอกนี้ให้หมดเสียก่อน” คำเรืองต่อรอง หมายใจให้เจ้านางคนงามที่นอนนานมาหลายชั่วยามได้ดื่มน้ำดื่มท่า เผื่อจักได้สดชื่นแลมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง “ข้ารู้ว่าเจ้านางบ่ไว้ใจ แต่ด้วยความสัตย์จริง ข้าบ่ได้ใส่ยาเบื่ออันใดลงไปในกระบอกน้ำ”

เจ้านางยังปิดปากเงียบ ไม่ยอมขยับเขยื้อนใดๆ

“ถ้าเช่นนั้น ข้าจักกินหื้อผ่อ…” คำเรืองเปิดใบตองแห้งที่อัดทับเป็นก้อนกลมปิดกระบอกไม้ไผ่ ยกแขนขึ้นสูง แล้วเทน้ำในกระบอกใส่ปากตนเองอย่างไม่ลังเล หมายใจให้เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าเห็นกับตาว่าน้ำนั้นดื่มได้ เด็กหนุ่มรออยู่ชั่วครู่แล้วจึงยื่นกระบอกไม้ไผ่ที่เหลือน้ำอยู่เกือบครึ่งให้หญิงสาวอีกครั้ง

“เจ้านางหันแล้วแม่นก่อ ข้ากินได้ บ่เป็นอะหยังสักอย่าง”

หญิงสาวชั่งใจอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ตัดสินใจยื่นมือออกไปรับกระบอกน้ำจากคำเรืองแต่โดยดี ความหิวทำให้เธอดื่มน้ำแก้กระหายจนเกือบหมด แล้วจึงยื่นกระบอกน้ำคืนให้เด็กหนุ่ม ในจังหวะนั้นเองเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าก็ได้เห็นว่าเสื้อผ้าที่ตนเองใส่ ไม่ใช่ชุดเดิม

ตอนที่เรือล่มจมน้ำ เธอตกใจจนหมดสติไป ใครสักคนคงจัดแจงให้เธอทิ้งชุดเจ้านางที่สวมใส่เป็นแน่แท้ แล้วเปลี่ยนมาเป็นนุ่งผ้าถุงย้อมดำผืนยาว แลสวมเสื้อผ้าฝ้ายแขนกระบอกสีเดียวกัน การแต่งกายของเธอยามนี้ มิต่างจากหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาทั่วไป

นั่นยิ่งทำให้ดูแปลกตา แลน่าสงสัยยิ่งนัก…

“บ่ต้องตกใจไปดอก ชุดเก่าที่เจ้านางใส่ลงเรือมามันเปียกน้ำ เฮากลัวว่าจักป่วยไข้บ่สบาย จึงหื้อเมียของพรานปลาที่ตามผัวไปลงข่ายอยู่กลางแก่งอาบนาง เป็นคนเปลี่ยนชุดใหม่หื้อเจ้านาง” หนุ่มคิ้วเข้มเคราเขียวครึ้ม ผู้มีจมูกโด่งเป็นสัน แลใบหน้าหล่อเหลาราวรูปสลักเปิดปาก เอ่ยวาจาเป็นประโยคแรก

หนุ่มผู้เป็นหัวหน้าที่ชายฉกรรจ์ทั้งสี่คน พร้อมใจกันเรียกชื่อด้วยความยำเกรงว่า ‘พ่อเลี้ยงเมฆ’ บอกให้เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าทราบความเพียงแค่นั้น ไม่ได้ขยายความให้หญิงสาวฟังแต่อย่างใดว่า เขาจงใจทิ้งชุดเจ้านางของเธอไว้ที่หาดทรายบนแก่งอาบนาง

เพราะต้องการ ’ส่งข่าว’ ไปถึงชาวเวียงทองว่า เจ้านวลจันทร์ส่องหล้า ยังมีชีวิตอยู่…

หญิงสาวยกมือที่เรียวงามดั่งลำเทียนขึ้นลูบไล้ไปตามเนื้อตัว หมายใจจักสำรวจตรวจตราตัวเองอย่างละเอียดอีกครั้ง แล้วจึงได้รู้ว่าของมีค่าทุกอย่าง ไม่ว่าจักเป็นสร้อยสังวาล กำไลหยก ปิ่นทองลงยา แลแหวนทับทิมมณีแดงที่ใส่ติดนิ้วมาตลอดยังอยู่ครบ

นั่นหมายความว่า คนกลุ่มนี้ไม่น่าจักใช่โจรปล้นทรัพย์ แล้วพวกเขาเป็นใครกัน…

“ทำใจหื้อสบายเตอะเจ้านาง หมู่เฮาบ่แม่นโจร แลบ่มีไผในที่นี้ คิดบ่ดีกับเจ้านาง”

หนานถาเห็นท่าทีมีคำถามของเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าแล้วรีบอธิบาย หวังให้หญิงสาวนางเดียวในหมู่คนชายทั้งห้าคลายความระแวงใจ “เว้นแต่พ่อเลี้ยงเมฆ ที่กระโดดลงไปงมเจ้านางขึ้นมาจากท้องของน้ำอันไหลเชี่ยว แลคำเอื้อยเมียของอ้ายสมที่เป็นคนอาสาเปลี่ยนเสื้อผ้าหื้อเจ้านาง หมู่เฮาที่เหลือ บ่มีไผคนใดได้แตะเนื้อต้องตัวเจ้านางแม้แต่ปลายเล็บ”

“ช่วยบอกข้าเจ้าได้ก่อ พวกท่านเป็นไผ” หญิงสาวยังถามย้ำคำเดิม

“ข้าชื่อคำเรือง นั่นพ่อข้าชื่อคำแสง เราสองพ่อลูกเป็นหมอยาที่เดินทางมาพร้อมกับคณะของพ่อเลี้ยง” คำเรืองคนช่างคุยบอกเสียงเจื้อยแจ้ว “ส่วนคนที่ยืนระวังภัยให้ทุกคนอยู่ตรงโน้นคืออ้ายอินทา คนผมสีดอกเลาที่นั่งถอนหายใจหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่บนขอนไม้นั่นชื่อลุงหนานถา เก่งเรื่องวิชาคาถาอาคม”

“แลคนสุดท้าย นายใหญ่ของหมู่เฮา พ่อเลี้ยงเมฆ…” เด็กหนุ่มบอกอย่างภูมิใจ ผายมือไปยังบุรุษตัวใหญ่ไหล่หน้าตาคมเข้มที่นั่งหน้านิ่งห่างออกไปจากเจ้านางไม่ถึงสองศอก “พวกเราทั้งห้าคนเป็นพ่อค้า ล่องเรือเดินทางมาจากเวียงเมฆา ขณะที่เรือจอดเทียบท่าใกล้แก่งอาบนางกลางแม่น้ำของ เป็นจังหวะพอดีกับที่พ่อเลี้ยงของเฮาได้เห็นกับตาว่ามีเรือกำลังล่ม”

“หมู่เฮาจึงตัดสินใจช่วยเจ้านางไว้ แลนำใส่เรือพามาที่นี่”

เจ้านวลจันทร์ส่องหล้ากวาดสายตาที่อัดแน่นไปด้วยคำขอบคุณ พร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจส่งไปให้คนทั้งกลุ่ม แล้วมาหยุดที่ใบหน้าอันคมคายของชายหนุ่มผู้อุ้มเธอขึ้นมาจากน้ำ โค้งศีรษะให้เขาเบาๆ บอกอย่างนึกซึ้งในน้ำใจ

“ยินดีขนาดเน้อ ข้าเจ้าเป็นหนี้ชีวิตพวกท่าน”

“บ่เป็นหยัง ข้าเต็มใจ” เมฆบอกหน้าตาย แต่มิได้ส่งรอยยิ้มกลับ

หญิงสาวทำเป็นมองข้ามไป ส่งยิ้มให้เขาอีกครั้ง “พวกท่านมาจากเวียงเมฆาอย่างนั้นกา”

“แม่นแล้ว” เมฆตอบสั้น ไม่ขยายความอันใดต่อ

เจ้านวลจันทร์ส่องหล้านิ่งบ้าง ยังจำได้ดี พระบิดาเคยเล่าให้ฟังเมื่อครั้งที่เธอยังเป็นละอ่อนน้อยว่า เวียงเมฆาคือนครกลางป่าที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูงเทียมเมฆ ห่างไกลจากเมืองติดแม่น้ำของอย่างเวียงทองบ้านเกิดของเธออย่างชนิดที่มากเกินกว่าจักจินตนาการได้ว่า ต้องใช้เวลาในการเดินทางกี่เพลาจักไปถึง

การได้พบชาวเวียงเมฆาที่นี่ หนำซ้ำพวกเขายังออกตัวว่าได้ช่วยชีวิตของเธอไว้จากการถูกกลืนกินของสายน้ำ มิให้เดินทางไปเฝ้าพญายมก่อนวัยอันควร นำมาซึ่งคำถามมากมายให้เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าได้ขบคิด หญิงสาวกวาดสายตาไปทั่วมองบุรุษทั้งห้าอย่างไม่น่าไว้ใจ

คนกลุ่มนี้ไม่น่าจักใช่พ่อค้าวานิช…

“พวกท่านมีกิจจำเป็นอันใดกา ถึงได้เดินทางมาไกลถึงที่นี่”

“เจ้านางรู้กา ว่าที่นี่คือที่ไหน” แทนที่จักตอบคำถามหญิงสาว เมฆกลับย้อนถามหน้าตาเฉย

คำพูดของชายหนุ่ม ส่งผลให้เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าชะงักงันไปชั่วครู่ แลหันความสนใจไปสังเกตสังกาบรรยากาศรอบตัว หญิงสาวเพ่งมองฝ่าสายฝนที่โปรยเม็ดบางเบาออกไปจนสุดสายตา แล้วจึงได้พบว่า เธอไม่คุ้นชินกับสภาพภูมิประเทศโดยรอบ

เมื่อหันไปสบตาชายที่ชื่อเมฆอีกครั้ง จึงได้แต่สายหน้าไปมา “หมู่เฮาอยู่ที่ไหน”

“หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำของ เขตรอยต่อระหว่างเวียงกาหลงกับเวียงหวาย” พ่อเลี้ยงบอกหน้านิ่ง

“แปลว่า ยามนี้ข้าเจ้าอยู่คนละฝั่งน้ำกับเวียงทองแม่นก่อ”

เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าได้ยินแล้วยกมือขึ้นทาบอก ตกใจจนทำอันใดไม่ถูกไปชั่วขณะ นับตั้งแต่เกิดมา จนเติบใหญ่กลายเป็นสาวเต็มตัว นอกจากการเดินทางไปนมัสการพระธาตุหญ้าม่อนปีละครั้ง ตามคำสั่งของพระมารดา เธอมิเคยได้เดินทางไปไหนไกลบ้าน การที่จู่ๆ ก็มาโผล่อีกฝั่งของลำน้ำ หนำซ้ำยังไม่รู้ตำแหน่งแห่งหนที่แน่นอน จึงเป็นเรื่องที่ชวนให้หวั่นใจไม่น้อย

‘อยากกลับบ้าน’ คือสิ่งที่เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าต้องการในยามนี้ หญิงสาวเหลียวมองคนโน้นทีคนนี้ทีอย่างชั่งใจ แล้วจึงคิดได้ว่า ชายฉกรรจ์กลุ่มนี้เป็นคนดี ตอนที่เรือล่ม พวกเขายังเสี่ยงชีวิตลงไปช่วยเธอขึ้นมาได้ หากจักร้องขอให้ช่วยอีกสักครั้ง พวกเขาคงยินดี

“พวกท่านช่วยพาข้าเจ้าไปส่งที่เวียงทองได้ก่อเจ้า” หญิงสาวแจ้งความจำนงกับหัวหน้ากลุ่ม

“ได้ แต่บ่แม่นตอนนี้” เมฆตอบสั้น ชัดเจน

“ทำไม…” ดวงตากลมโตของเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าสั่นระริก เมื่อคำตอบที่ได้กลับมาจากชายหนุ่มคือความเงียบ เธอจึงแปรเจตนาของเขาไปอีกทาง แววตาแห่งความผิดหวังของหญิงสาวยิ่งฉายชัด แล้วเริ่มถอดเครื่องประดับที่มีอยู่ในตัวออกทีละชิ้น ออกมาวางตรงหน้าผู้นำกลุ่ม

“เก็บของมีค่าพวกนี้เอาไว้เตอะ ข้าบ่ได้ต้องการสมบัติอันใดของเจ้านาง” เมฆเห็นกองเครื่องประดับของเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าก็เข้าใจทุกอย่างในทันที หนุ่มหน้าคมยื่นของมีค่าทั้งหมดคืนให้ สบตาหญิงสาวตรงๆ “แต่ที่ข้าพาเจ้านางปิ๊กเวียงทองตอนนี้บ่ได้ เพราะหมู่เฮาเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้านาง”

“เป็นห่วงข้าเจ้า” เจ้านางชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

“แม่นแล้ว” น้ำเสียงของพ่อเลี้ยงเมฆหนักแน่น แล้วจึงแจ้งความจริงให้หญิงสาวฟังอย่างไม่ปิดบัง “เจ้านางคงยังไม่รู้ เหตุการณ์เรือล่มในครั้งนี้ บ่ได้เกิดจากอุบัติเหตุอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แต่เกิดจากมีผู้ประสงค์ร้าย วางแผนหื้อหมอผีแก่วิชาเสกศาสตร์มืดมนตร์ดำเข้าใส่ หมายให้เจ้านางตกตายไปในลำน้ำของ”

เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าฟังแล้วนิ่งอึ้งไป คำพูดของชายผู้นี้มีน้ำหนัก เธอเองจำได้ว่า ตอนที่เรือหางแมงป่องแล่นผ่านร่องน้ำลึก จู่ๆ ก็มีลมหมุนรุนแรงซัดกระแสน้ำกระจายออกเป็นวงกว้าง จนเกิดเป็นน้ำวนกลางลำน้ำของ มิหนำซ้ำยังมีหมอกสีขี้เถ้าราวกับคนเป็นแผลช้ำเลือดช้ำหนอง เคลื่อนตัวเข้ามาคลี่คลุมลำเรือของเธอจนมองไม่เห็นอันใด

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดูแปลกประหลาดผิดปกติวิสัย เป็นไปได้ว่า อาจเกิดจากมนตร์ดำของใครสักคน

หญิงสาวกะพริบตากลมโตปริบๆ แลคิดสะระตะทบทวนอยู่ครู่ใหญ่ แล้วก็ได้คำตอบว่า ตลอดสิบแปดขวบปีที่ผ่านมา เธอใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในคุ้มหลวง ไม่เคยใช้ความเป็นเจ้านางเบียดเบียนทำร้ายใคร เจ้านวลจันทร์ส่องหล้ามั่นใจว่าตนไม่มีศัตรูที่ไหน นึกไม่ออกจริงๆ ว่า จักถูกใครปองร้าย หมายเอาชีวิต

“ขอพ่อเลี้ยงช่วยบอกข้าเจ้าให้แจ้งแก่ใจกำเตอะว่า ใครที่หมายใจอยากหื้อข้าเจ้าตกน้ำตาย ถึงขนาดวางแผนล่มเรือของข้าเจ้า” เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าเอ่ยถาม ขณะจับจ้องไปที่ดวงตาดำขลับชายหนุ่มหน้าเข้ม แววตากระหายใคร่รู้ของเธอฉายชัด

เมฆสบตาหญิงสาว ถอนหายใจยาวด้วยความอึดอัด แต่แล้วสุดท้ายก็บอกความจริง

“เจ้าเด่นดวงดาราแลพระมารดาของนาง”

 

“ไม่จริง!” เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าโงนเงนผุดลุกขึ้น

เมฆลุกตาม บอกเสียงเรียบ “ข้าบ่มีเหตุผลอันใดที่จักต้องจุ๊หลอกเจ้านาง”

“ท่านบ่มีหลักฐานอันใด อยู่ดีๆ จักมากล่าวหาพี่สาวข้าเจ้าแบบนี้บ่ได้” หญิงสาวตั้งท่าเถียงสุดใจ แม้ว่าเจ้าเด่นดวงดาราจักไม่ค่อยชอบหน้าเธอเท่าไรนัก แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นพี่สาวต่างมารดา เช่นเดียวกับพระสนมเอกดารารัตน์ เธอเองก็นับถือเป็นญาติผู้ใหญ่ที่เคารพ นับเนื่องเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

ญาติพี่น้องกัน เป็นไปไม่ได้ที่ทั้งสองแม่ลูกจักวางแผนฆ่าเธอ…

“เจ้านางรู้ได้อย่างใดว่าข้าบ่มีหลักฐาน” พ่อเลี้ยงเมฆยกมือทั้งสองข้างขึ้นกอดอก ดวงตาคมดังเหล็กกล้ามองเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าอย่างเป็นต่อ ครั้นเห็นว่าหญิงสาวมีอาการกระวนกระวายเหมือนคนสงสัยใคร่รู้ จึงหันไปบอกอินทากับคำเรืองที่ยืนคุมเชิงอยู่ไม่ไกล

“ไปลากตัวมันมา”

สองหนุ่มหายเข้าไปหลังต้นไม้ใหญ่ชั่วครู่ แล้วกลับออกมาอีกครั้งพร้อมช่วยกันหิ้วปีกชายหนุ่มร่างใหญ่ใส่ชุดทหารที่เธอไม่คุ้นตา เชลยผู้นี้ มีกระสอบป่านคลุมศีรษะ มือทั้งสองข้างถูกมัดติดกันไว้ด้วยเชือกอย่างแน่นหนา เมื่อเดินเข้ามาใกล้ หญิงสาวจึงได้เห็นว่าตามเนื้อตัวของเขามีรอยฟกช้ำแลบวมแดงเต็มไปหมด

อินทาบังคับ ‘หลักฐานชิ้นเอก’ ให้นั่งคุกเข่าลงตรงหน้าหญิงสาว โดยหันหลังไปทางลำน้ำของ

“เปิดหน้ามันหื้อเจ้านางผ่อให้เต็มตา” นายใหญ่ของกลุ่มออกคำสั่งเฉียบขาด

หนุ่มน้อยคำเรืองรีบเดินเข้าไปดึงกระสอบป่านออกจากศีรษะเชลย เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าจึงได้เห็นว่าที่ปากแลจมูกของชายผู้นั้นยังมีผ้าดิบปิดไว้อีกชั้น เหลือแต่ตาที่บวมตุ่ยเท่านั้นที่พยายามกะพริบไหวไปมา ด้วยความอยากรู้หญิงสาวจึงรีบก้าวขาเข้าไปใกล้ หมายใจจักให้เห็นกับตาว่าเขาคือใคร

ครั้นเมื่อได้เห็นหน้าชัดๆ เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าก็ถึงกับเข่าอ่อน

“ท่านสิงห์คำ!”

 

เกิดคำถามมากมายผุดขึ้นมาในใจ

นายทหารองครักษ์ของบิดามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร หนำซ้ำยังใส่ชุดที่หญิงสาวไม่คุ้นตาเอาเสียเลย

“ดูเหมือนว่าเจ้านางจักรู้จักมันผู้นี้ดีทีเดียวเลยเนาะ” เมฆยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ พยักพเยิดให้อินทาแกะผ้าที่ปิดปาก ของเชลยออก ชายหนุ่มยังใจดี ช่วยไขข้อคาใจให้หญิงสาวเพิ่มเติม “น่าแปลกใจดีแท้ นายสิงห์คำผู้นี้เป็นทหารของเวียงทอง  แต่กลับสวมชุดเต็มยศของทหารเวียงหวายมาปฏิบัติหน้าที่”

“พวกข้าจับมันผู้นี้ได้ที่แก่งอาบนาง ตอนที่มันกำลังนำกำลังทหารเวียงหวายไล่ฆ่าปาดคอชาวบ้านที่ตั้งเพิงหาปลากัน อยู่บนแก่ง” พ่อเลี้ยงเมฆเล่าให้หญิงสาวฟังอย่างใจเย็น “มันผู้นี้เองที่แอบย่องเข้าไปในเพิงพักของพรานปลา แลเป็นคนง้างดาบหมายใจจักบั่นคอเจ้านาง ซึ่งในตอนนั้นยังนอนหลับใหลบ่ได้สติ”

“โชคดีเป็นของเจ้านางที่พ่อเลี้ยงของเฮาหันมาเห็นเสียก่อน จึงเข้าไปช่วยไว้ทัน มิเช่นนั้นเจ้านางคงได้ตายเป็นผีไปแล้ว” คำเรืองที่ยืนอยู่ไม่ไกลรีบขยายความ แลหันไปทางเชลยสิงห์คำ “สิ่งที่ข้าพูดคือความจริงทุกอย่าง แต่เจ้านางยังบ่ต้องเชื่อก็ได้ ตอนนี้อ้ายอินทาเปิดผ้าปิดปากมันออกเรียบร้อยแล้ว เจ้านางอยากรู้เรื่องอันใด ก็ลองถามไถ่เอากับมันผ่อก็แล้วกัน”

ขณะขยับเข้าใกล้ผู้ต้องหา แววตาของเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าสั่นระริก หญิงสาวรู้จักนายทหารผู้นี้ดี ด้วยเพราะเขาเป็นหนึ่งในแปดองครักษ์ของพระบิดาที่ขึ้นชื่อว่ามีฝีมือฉกาจอย่างชนิดที่ว่าหาตัวจับได้ยาก การปรากฏตัวของสิงห์คำที่นี่ ในฐานะคนที่ตั้งใจจักฆ่าเธอ

ทำให้ในหัวของเจ้านางเต็มไปด้วยคำถาม แลยังไม่ปักใจเชื่อ

“ช่วยบอกข้าเจ้าหื้อแจ้งแก่ใจกำเตอะ ท่านทำอย่างที่เขาว่าแต๊ก่อ ท่านสิงห์คำ”

สิงห์คำก้มหน้างุด ผ้าปิดปากของเขาถูกอินทาดึงออกไปตั้งนานแล้ว แต่นายทหารองครักษ์ของเจ้าหลวงวงศ์ตะวันก็ยังคงปิดปากเงียบ ไม่กล้าแม้แต่จักเงยหน้าสบตาเจ้านวลจันทร์ส่องหล้า แล้วก็เป็นเมฆอีกนั่นเองที่เห็นท่าทีของนายทหารใจคดแล้วทนไม่ได้

“บอกเจ้านางเหมือนที่บอกกับข้า ไผเป็นคนส่งสูมาสิงห์คำ”

แววตาของเมฆดุดันเอาเรื่อง คนอย่างเขาไม่เคยกล่าวหาใคร จึงอยากให้หญิงสาวได้ยินจากปากของคนร้ายเอง แต่เมื่อคำตอบที่ได้คือความเงียบ ชายหนุ่มจึงถอนหายใจอย่างฮึดฮัด หันไปพยักหน้าให้ชายวัยกลางคนผู้เป็นลูกสมุนที่ยืนรอคำสั่งอยู่ไม่ไกล

“ง้างเอาความจริงออกจากปากมันมาให้ได้”

หนานถาผู้เก่งกล้าคาถาอาคมสะพายย่ามคล้องไหล่ย่างสามขุมตรงเข้าหานายทหารสิงห์คำอย่างรวดเร็ว หนุ่มใหญ่ผู้มี หนวดสีดอกเลาขึ้นแซมสีดำหรอมแหรมยอบตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้า สบตาคู่สนทนาท่าทางจริงจัง “ข้าจักหื้อโอกาสสูอีกครั้ง  จักอู้กาว่าบ่อู้”

สิงห์คำยังคงปิดปากเงียบ ไม่ยอมสบตาผู้ใด

“บ่ยอมอู้แม่นก่อ ได้…”

หนุ่มใหญ่ซุกมือเข้าไปในยามผ้าฝ้ายสีมอซอ หยิบกระบอกไม้ไผ่ขนาดเท่าไม้ข้าวหลามความยาวราวหนึ่งฝ่ามือออกมา พ่อหมอผู้แก่วิชาหันซ้ายหันขวาขณะเปิดปากกระบอก แล้วใช้มืออีกข้างเอื้อมไปดึงก้านดอกหญ้าเจ้าชู้ที่อยู่บริเวณนั้นออกมาจากกอ แหย่ลงไปในกระบอกไม้

ครั้นดึงก้านดอกหญ้าขึ้นมา ทุกคนจึงได้เห็นว่า มีมดตัวเล็กสีส้มสดราวกับสีจีวรพระติดขึ้นมาสองตัว

“มดส้มอสรพิษแม่นก่อลุงหนาน” คำเรืองที่จับตาดูอยู่ตลอด ถามอย่างตื่นเต้น เล่าลือกันมาว่ามดชนิดนี้ สร้างอาณาจักรอยู่ในแดนสนธยาป่าอาถรรพ์ ยามโกรธเกรี้ยวมันสามารถยืดขยายแลหดตัวให้เล็กลงได้ หนุ่มน้อยไม่คิดมาก่อนว่า จักได้เห็นมดส้มอสรพิษตัวเป็นๆ

“แม่นแล้ว” หนานถาพยักหน้า เล่าเรื่องมดส้มอสรพิษให้ทุกคนฟังต่อ “หันมันตัวเล็กเท่ามดคันไฟแบบนี้ แต่พิษร้ายของมันรุนแรงกว่าพิษของแมงมุมแม่หม้ายดำหลายสิบเท่า ทำหื้อเนื้อหนังบริเวณที่ถูกมันกัด คันคะเยอราวกับตกลงไปในดงหมามุ่ย ปวดแสบปวดร้อนเจียนตาย แล้วจักกลายเป็นตุ่มหนองพองเน่า ลุกลามไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว”

“ข้าเคยเห็นกับตามาแล้ว ขนาดกระทิงโทนตัวใหญ่เท่าจอมปลวก โดนมันกัดที่เปลือกตาแค่ครั้งเดียวยังล้มตึงดิ้นตาย นับประสาอะหยังกับคนตัวเล็กๆ บ่มีแรงอย่างสู หากโดนมดอสรพิษกัด ข้ารับรองว่าบ่ถึงหนึ่งชั่วยาม สูได้ตามยมบาลไปเมืองผีแน่” ประโยคหลังหนานถาพูดกับสิงห์คำเสียงดังฟังชัด

“เอาเตอะ ในเมื่อข้าหื้อโอกาสแล้ว แต่สูบ่ยอมอู้ ก็อย่ามาหาว่าข้าโหดร้ายก็แล้วกัน” หนานถาใช้จุกใบตองแห้งยัดปากกระบอกไม้ไผ่ใส่ยามไว้ตามเดิม แล้วจ้องมองไปที่มดสีส้มสุกตัวกะจิริดที่เกาะอยู่บนยอดก้านดอกหญ้า หันไปบอกพรรคพวกเสียงดัง

“อินทามาจับคางมันไว้ ข้าจักเอามดส้มอสรพิษสองตัวนี้กัดฮูดัง (1) มัน”

อินทาย่างสามขุมเข้ามาหาตามคำสั่ง มือใหญ่กล้าหยาบหนาราวกับใบพายของเขาคว้าหมับเข้าที่ลำคอของสิงห์คำอย่างรวดเร็ว แลบีบเต็มแรง ส่งผลให้นายทหารตั้งคอเงยหน้าตามแรงบีบ สิงห์คำตาเหลือกถลน เหงื่อเม็ดเท่ามะแคว้งมะเขือผุดพรายเต็มใบหน้า เมื่อหนานถาดันก้านดอกหญ้ามาจ่อที่ใกล้ปลายจมูก

ระยะความห่างไม่ถึงคืบ สิงห์คำเห็นว่าเจ้ามดสีส้มใช้สองขาหน้าถูหนวดของมันไปมา ราวกับเตรียมพร้อม

“ขอท่านโปรดเมตตา ข้ายอมแล้ว…” นายทหารองครักษ์ผู้กลัวตายละล่ำละลักบอก

หนานถาหัวเราะหึๆ แล้วดึงก้านดอกหญ้าออกห่างจากปลายจมูกของเชลยเพียงเล็กน้อย นายสิงห์คำผู้นี้กลัวตายใจเสาะกว่าที่เขาคิดไว้มาก หากเป็นทหารของชาวเวียงเมฆา ถ้าเจอสถานการณ์เดียวกัน พวกเขาคงหาทางฆ่าตัวตายโดยเร็ว เพื่อรักษาเกียรติแลศักดิ์ศรี

ไม่มีทางคายความลับอันใดของตนให้ผู้อื่นเป็นแน่…

“เล่าความจริงมาหื้อหมด” หนานถาขู่ “อย่าหื้อได้รู้ว่าสูจุ๊หลอกข้า แม้แต่คำเดียว”

สิงห์คำสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ความกลัวตาย ทำให้นายทหารหนุ่มละทิ้งทั้งเกียรติแลศักดิ์ศรี ยามนี้เขาต้องเอาชีวิตไว้ก่อน ชายหนุ่มหันไปทางเจ้านวลจันทร์ส่องหล้า สารภาพอย่างหมดเปลือก “ข้ากราบขอสูมาอภัยเจ้านางจากหัวใจ อันที่จริงข้าบ่ได้อยากกระทำการอันเลวทรามอย่างนี้ แต่ข้าบ่มีทางเลือก”

“ด้วยความสัตย์จริง ข้าบ่เคยคิดปองร้ายหมายเอาชีวิตเจ้านาง บ่เคยมีความคิดนี้อยู่ในหัวด้วยซ้ำ แต่พวกเขาอ้างเอาบุญคุณที่เคยชุบเลี้ยงข้ามา มิหนำซ้ำยามนี้ยังจับลูกแลเมียของข้าไว้เป็นตัวประกัน บังคับบีบคั้นข้าหื้อกระทำการอันบ่ควรหื้ออภัยในครั้งนี้”

“คนพวกนั้นมีจิตใจริษยาอาฆาต เห็นเจ้านางเป็นศัตรูคอยขัดขวางบารมีมาโดยตลอด แลในคราวนี้พวกเขาหมายใจจักเอาชีวิตเจ้านาง จึงวางแผนใช้ศาสตร์มืดมนตร์ดำล่มเรือพระที่นั่ง เพราะบ่อยากหื้อเจ้านางได้ไปถวายตัวเป็นนางนั่งบัลลังก์ทองเคียงคู่เจ้าหลวงของเวียงนาวา”

“พวกเขาวางแผนอย่างรัดกุม แลคิดเผื่อไปถึงขนาดที่ว่า ถ้าเจ้านางมีบุญ รอดพ้นจากการจมน้ำตายไปได้ หื้อข้านำทหารของเวียงหวายกระจายกำลังไปดักรอเจ้านางอยู่ทั่วทุกเกาะแก่งกลางลำน้ำของ รอเจ้านางโผล่ขึ้นน้ำมายามใด พวกเขาหมายใจจักให้ทหารฆ่าซ้ำ”

“สูเป็นทหารของเวียงทอง เหตุใดถึงใส่ชุดทหารของเวียงหวาย” อินทาแกล้งถามในสิ่งที่ตนรู้อยู่แล้ว

สิงห์คำบอกเสียงเบา “แท้จริงแล้วข้าเป็นคนเวียงหวายที่ถูกส่งตัวมาหื้อคอยรับใช้เจ้านางของข้า”

“พูดง่ายๆ สูเป็นไส้ศึก” พ่อเลี้ยงเมฆสรุปสั้นๆ

ไส้ศึกผู้ตกที่นั่งลำบากพยักหน้าช้าๆ อย่างยอมจำนน ตั้งท่าจักสารภาพต่อ

แต่ชายหนุ่มหน้าเข้ม ดักทางเสียก่อน “บอกให้เจ้านางได้ยินชัดๆ สิงห์คำ ไผส่งสูมา”

“เจ้าดารารัตน์แลเจ้าเด่นดวงดารา เป็นคนสั่งให้ข้า…”

สิงห์คำทำท่าจักบอกความมากกว่านั้น แต่พูดยังไม่ทันจบก็ล้มฟุบหน้าคะมำลงไปบนพื้น ขาดใจตายทันที ในจังหวะที่ทุกคนกำลังตะลึงลานกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอยู่นั่นเอง เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าจึงได้รู้ว่า มีคนยิงธนูแหวกห่าฝนมาปักฉึกเข้าที่กลางหลังของสิงห์คำ

เมฆได้สติก่อนใครรีบหันขวับไปทางลำน้ำของ เห็นชัดว่ายามนี้มีเหล่าคนชายในชุดนายทหาร กำลังเล็งธนูหางแดงสลับดำมาทางเจ้านวลจันทร์ส่องหล้า หนุ่มหน้าเข้มขมวดคิ้วรู้แน่ในยามนั้นว่า เธอกำลังตกอยู่ในอันตราย จึงตัดสินใจพุ่งเข้าหาตัวหญิงสาวคว้าหมับเข้าที่แขน

ดึงแกมลากเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าวิ่งหนีเข้าไปด้วยกันในป่าอย่างรวดเร็ว

“ทุกคนรีบหนีไป พวกมันใช้ลูกธนูอาบยาพิษ!”

 

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก…

ถึงอย่างนั้นเมฆก็ยังสังเกตเห็นว่าชุดที่เหล่าทหารสวมใส่ เหมือนกับชุดที่สิงห์คำคนเพิ่งตายใส่ไม่มีผิดเพี้ยน แน่แล้วทหารกลุ่มนี้เป็นชาวเวียงหวาย พวกเขารู้แล้วว่าเจ้านวลจันทร์ส่องหล้ายังไม่ตาย จึงตัดสินใจฆ่าปิดปากหมาสองเจ้าอย่างสิงห์คำ แลชิงตัวหญิงสาวคืน

แต่เมื่อดูจากการเล็งตำแหน่งของพลธนูไฟ เมฆคิดว่าทหารกลุ่มนี้หมายใจจักฆ่าเจ้านางเสียมากกว่า

เนื่องจากถูกไล่ต้อนตามล่าตัวในระยะกระชั้นชิด ทำให้ทุกคนจำต้องวิ่งหน้าตั้งหนีตายเอาตัวรอด ไม่มีโอกาสหันหลังไปตั้งรับต่อกรกับเหล่าศัตรูที่ไม่รู้จำนวนที่แน่นอน หลบเลี่ยงลัดเลาะเข้าไปในดงกว้างจนถึงทางสามแพร่ง คนนำทางอย่างเมฆจำต้องตัดสินใจใหม่อีกครั้ง

เมื่อได้เห็นว่ามีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายพร้อมอาวุธครบมือ ดักรออยู่ตรงปากทาง…

เมฆตั้งท่าประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ยามนี้เขาเหมือนโดนศึกทั้งสองด้าน ทางเดียวที่จักรอดคือต้องหนีเท่านั้น  ยังไม่ทันได้ตัดสินใจว่าจักเลือกไปทางไหน ก็มีหอกปลายแหลมคมขาววาววับพุ่งแหวกอากาศเข้ามาหา โชคดีที่เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าเห็นก่อนจึงกระชากแขนชายหนุ่มเต็มแรงให้ออกจากรัศมีคมหอกอย่างทันท่วงที

เมฆรอดตายในระยะเฉียดฉิว เสียงหอกปลายแหลมพุ่งปักต้นไม้ใหญ่ดังฉึก เร่งให้เมฆตัดสินใจดึงแขนเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าวิ่งหนีตายเข้าไปในป่าลึกที่ไม่คุ้นเคย แลเป็นคนละฝั่งกับทางที่มุ่งตรงสู่เวียงเมฆาบ้านเกิดอย่างไม่คิดชีวิต ทั้งหนานถา อินทา คำแสง แลคำเรืองเห็นผู้เป็นนายของตนวิ่ง จึงวิ่งตามกันไปเป็นขบวน

ตลอดทางที่ลัดเลาะไปตามเส้นทางหนีตาย ทุกคนได้ยินเสียงร้องโหยหวนแหวกอากาศมาเป็นระยะ เมฆเข้าใจว่านายทหารทั้งสองกลุ่มที่วิ่งไล่กวดตามพวกเขามา น่าจักโดนกับดัก เป็นไปได้ว่าอาจเผลอตกลงไปในหลุมดักเสือ สะดุดเชือกที่ผูกโยงไว้กับลูกตุ้มไม้ปลายแหลม หรือไม่ก็อาจโดนท่อนซุงเสียบไม้ไผ่เหลาแหลมที่ปล่อยลงมาจากคาคบสูง

ชายหนุ่มรู้ได้ในทันทีว่า ทางที่หนีเข้ามามีอันตรายอยู่ในทุกย่างก้าว จึงระมัดระวังมากขึ้น

 

ยาวนานผ่านไปหลายชั่วยาม

ความเงียบสงบก็เข้าครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง เช่นเดียวกับความมืดที่ค่อยๆ คลี่ทับทั่วป่ากว้าง จนกระทั่งมั่นใจว่าปลอดภัย ไม่มีผู้ใดตามมาแน่แล้ว เมฆจึงส่งสัญญาณเรียกรวมพลให้ทุกคนออกมาจากที่กำบังหลังต้นไม้ นั่งหน้าสลอนปรับจิตใจกันอยู่ชั่วครู่ เหล่าคนชายก็นึกขึ้นได้ว่า ความที่เอาแต่หนีตาย จึงยังไม่มีอันใดตกใส่ท้องมาตั้งแต่เช้า

เมื่อความหิวเข้ามาเบียดทับ ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนอย่างรู้งาน

หนานถาไปหาฟืนแลตักน้ำ อินทารับอาสาไปตัดกระบอกไม้ไผ่มาใช้แทนหม้อไหหุงข้าว คำเรืองกับคำแสงสองพ่อลูกสะพายดาบขึ้นหลังชวนกันแยกออกไปหาของกินได้มาใส่ท้อง ส่วนพ่อเลี้ยงเมฆเองแม้จักเป็นหัวหน้าแต่ก็ใช่ว่าจักอยู่นิ่งดูดาย เที่ยวเสาะหากิ่งไม้แห้งที่ตกตามบริเวณนั้นมาก่อไฟรอ

ก่อไฟเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มจึงค่อยมีเวลาหันไปใส่ใจหญิงสาวที่เขาดึงแขนวิ่งฝ่าดงธนูอาบยาพิษเข้ามาในป่า ยามนี้ใบหน้าอันสวยซึ้งของเจ้านวลจันทร์ส่องหล้ามีสภาพอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด จึงเอาแต่นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา เมฆรู้ว่าเธอคงเสียใจที่ได้รู้ความจริงว่า พี่สาวต่างมารดาของคนเป็นคนวางแผนฆ่า จึงตั้งท่าจักปลอบโยนให้หญิงสาวคลายเศร้าโศก

แต่ไม่รู้อันใดดลใจ สิ่งที่ชายหนุ่มเอ่ยออกไป กลับกลายเป็นอีกเรื่อง

 

“บ่ต้องเสียใจไปดอกเจ้านาง วันนี้บ่ได้ไปนั่งบัลลังก์ทองเป็นเจ้านางหลวงของเวียงนาวา ใช่ว่าวันข้างหน้าเจ้านางจักบ่มีโอกาส เวียงทองของเจ้านางเป็นเมืองที่มั่งคั่งไปด้วยแร่ทองคำมหาศาล แม้พลาดหวังจากการเชื่อมสัมพันธ์กับมหานครเวียงนาวา”

“แต่เชื่อข้าเตอะ หากเขารู้ว่าเจ้านางยังมีชีวิตอยู่ แลปิ๊กไปยังบ้านเกิดเมืองนอนอย่างปลอดภัย แหมบ่เมินคงมีเมืองน้อยใหญ่ในอาณาเขตสุวรรณโคมคำ แย่งกันส่งราชสาสน์ไปขอผูกมิตรกับเวียงทองบ่ขาดสาย ถึงตอนนั้นเจ้านางอยากจักไปเป็นบาทบาจาริกาเมืองไหน ก็เลือกได้ตามใจปรารถนา”

“พ่อเลี้ยงเมฆ ข้าเจ้ากับท่านรู้จักกันบ่ถึงวันด้วยซ้ำ ท่านรู้ได้อย่างไรว่าใจข้าเจ้าคิดอันใดอยู่” เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าเชิดหน้า ทั้งเหนื่อยทั้งหิวจึงตอบกลับไม่ลดละ “แต่อู้ไปก็เท่านั้น ท่านคงบ่เข้าใจ เพราะในสายตาของท่าน คงพิพากษาไปแล้วว่า ข้าเจ้าเป็นแม่หญิงรักสบาย วันๆ เอาแต่แต่งตัวงามๆ อยู่ในคุ้ม รอคอยให้ผู้ชายมาขอไปเป็นเมีย”

“ถ้าท่านจักมีน้ำใจ ถามไถ่ข้าเจ้าสักน้อย ท่านคงจักได้รู้ว่า คนที่เกิดมาเป็นลูกสาวเจ้าหลวงอย่างข้าเจ้า เลือกอนาคตตัวเองบ่ได้” หญิงสาวเผยความอัดอั้นในใจออกมามากมาย “ท่านคงบ่รู้ ลูกเจ้าหลวงทุกคน บ่ว่าจักเป็นคนหญิงหรือว่าคนชาย ล้วนเกิดมาพร้อมหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่ติดตัวมาดั่งเงาตามตัวตวยกันทั้งนั้น”

“ลูกหลานของเจ้าหลวงวงศ์ตะวันทุกคนถูกสอนหื้อพร้อมที่จักเสียสละ แลสำหรับข้าเจ้าแล้ว ต่อหื้อเจ้าพ่อส่งไปตาย ข้าเจ้าก็จักไป ถ้ามันจักทำให้บ้านเมืองของข้าเจ้าสงบสุข” เจ้านวลจันทร์ส่องหล้ากล่าวย้ำหน้านิ่ง สบตาหนุ่มต่างถิ่นหน้าเข้มตรงๆ

“ขอท่านได้โปรดทำความเข้าใจเสียใหม่ ลูกสาวเจ้าหลวงอย่างข้าเจ้าบ่ได้สบาย ตั้งแต่น้อยจนเติบใหญ่ข้าเจ้ามีหน้าที่มากมายอันพึงทำ หน้าที่ที่ข้าเจ้าว่า มันมากกว่าคำว่าเต็มใจ แลที่สำคัญข้าเจ้าบ่เคยใช้แค่ความรู้สึก ตัดสินทุกอย่างเหมือนที่ท่านกล่าวหา”

หญิงสาวบอกเสียงสั่น เมื่อคิดไปถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา “ถ้าเกิดมาเป็นลูกเจ้าหลวงแล้วสบาย ข้าเจ้าคงบ่ต้องมาหนีตายหัวซุกหัวซุน ให้คนแปลกหน้าอย่างพวกท่านพามาถึงที่นี่ มิหนำซ้ำ ยังโดนพี่สาวแท้ๆ ของตนเองลอบทำร้าย หมายปองเอาชีวิต”

“เจ้านาง ข้าขอสูมาอภัย ข้าบ่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” เมฆโค้งศีรษะให้เป็นเชิงขอโทษ

เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าเห็นท่าทีของชายหนุ่มจึงรู้ตัวว่าพูดมากเกินไปแล้ว หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดพยายามระงับโทสะอย่างเต็มกำลัง แล้วเบือนหน้าหนีไปอีกทาง ยามนี้เธอทั้งเหนื่อย หงุดหงิด แลหิวจนไส้จักขาดอยู่แล้ว ด้วยเพราะไม่ได้กินอันใดมาตั้งแต่เช้า

เมฆนึกขึ้นได้ว่ามีกล้วยน้ำว้าเหลืออยู่ในย่าม จึงล้วงออกมายื่นให้หญิงสาว

“กินรองท้องเสียก่อนเตอะเจ้านาง เผื่อจักได้อารมณ์ดี มีแรงลุกขึ้นมาเถียงข้าแหมใหม่”

 

เชิงอรรถ : 

(1) จมูก

 



Don`t copy text!