โคมรัตติกาล บทที่ 4 : ภัยพนา

โคมรัตติกาล บทที่ 4 : ภัยพนา

โดย : น้ำน่าน

โคมรัตติกาล นวนิยายแนวพีเรียดแฟนตาซีล้านนา โดย น้ำน่าน เล่าถึงเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าที่จำต้องเดินทางไปเป็นบรรณาการยังเวียงนาวา หากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับขบวนเรือของเธอ ทำให้เดินทางไปไม่ถึงจุดหมาย นี่คือเหตุบังเอิญหรือแผนการร้ายของใครบางคน หาคำตอบได้จากนวนิยายออนไลน์เรื่องนี้ เพราะนิยายฟรี อ่านสนุก #มีให้อ่านที่อ่านเอา

กล้วยน้ำว้าค้างย่ามเปลือกสีกระดำกระด่างสองลูกที่เมฆหยิบยื่นให้

ช่วยบรรเทาความหิวไปได้มากโข รสชาติอันหวานจัดแลเหนียวนุ่มหนึบหนับของมัน ทำให้เจ้านวลจันทร์ส่องหล้ากัดกินอย่างเอร็ดอร่อย ราวกับว่ากล้วยน้ำว้าสองลูกนั้น คือผลไม้เลิศรสที่เทวดาส่งลงมาจากสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน ชายหนุ่มเห็นแล้วได้แต่นั่งอมยิ้มอย่างเอื้อเอ็นดู

รอจนกระทั่งหญิงสาวดื่มน้ำในกระบอกไม้ไผ่จนเสร็จเรียบร้อย เมฆจึงได้เอ่ยปากอีกครั้ง

“ข้าเห็นใจเจ้านางเน้อ ว่ากันตามตรง หากเรื่องนี้เกิดขึ้นกับข้า ข้าก็บ่รู้เหมือนกันว่าจักทำอย่างใดต่อไปดี” ชายหนุ่มบอก พยายามปรับคำพูดให้ดูฟังสบาย หมายใจให้หญิงสาวคลายความกังวล “ข้าหมายถึง การที่จู่ๆ ก็ได้รู้ว่า ตัวเก่าถูกพี่สาวลอบฆ่า”

ท้องไส้ที่เบาโหวงได้ของกินได้มาเติมต่อ แม้เพียงเล็กน้อย แต่ก็ทำให้เจ้านางหน้างามมีเรี่ยวแรงขึ้นมาก

เมื่อได้สัมผัสแววตาแลคำพูดจริงใจของหนุ่มแปลกหน้า เธอจึงถอนหายใจยาวอีกหนึ่งคำรบ แล้วเลือกที่จักแสดงความในใจให้เขาฟัง “เรื่องนั้นช่างมันเตอะท่าน อย่างน้อยที่สุด ตอนนี้ข้าเจ้าก็รอดตายแล้ว เชื่อแน่ว่า ในยามนี้คงบ่มีไผบุกป่าฝ่าดงมาทำอันใดข้าเจ้าได้”

“แต่ตอนนี้ สิ่งที่ข้าเจ้าเป็นห่วง คือความปลอดภัยของเจ้าพ่อกับเจ้าแม่มากกว่า”

การเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงขององครักษ์สิงห์คำก่อนตาย นำความกังวลใจมาให้เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หญิงสาวกำลังหวั่นใจว่า ยามนี้ในคุ้มหลวงเวียงทอง อาจมีคนของเจ้าดารารัตน์แลเจ้าเด่นดวงดาราแทรกซึมเป็นไส้ศึกอยู่เต็มไปหมด

เธอได้รู้ได้เห็นกับตา แลเกือบตายมาแล้ว จึงไม่อาจไว้ใจผู้ใดได้อีก

“ลองคนพวกนั้น…” สรรพนามในการเรียกขานผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการลอบสังหารตนเองเปลี่ยนชัด บ่งบอกถึงความห่างเหินไม่ไว้ใจ “กล้าที่จักวางแผนส่งคนมาหมายเอาชีวิตข้าเจ้าอย่างบ่กลัวเกรงผู้ใดได้ขนาดนี้ เชื่อแน่ว่าแหมบ่เมิน สองแม่ลูกนั้นคงคิดการใหญ่ ทำในสิ่งที่คาดบ่ถึงอีกเป็นแน่”

“บ่ต้องกังวลใจไปดอกเจ้านาง” หนุ่มหน้าเข้มบอกเสียงนุ่ม ส่งรอยยิ้มกระจ่างใสจนเห็นฟันเรียงสวยไปให้หญิงสาวหน้าสวย “ตราบใดที่เจ้าพันแสงตะวัน พี่ชายฝาแฝดของเจ้านางยังอยู่ที่เวียงทอง ข้าเชื่อว่า บ่มีไผทำอันใดเจ้าพ่อกับเจ้าแม่ของเจ้านางได้อย่างแน่นอน”

เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าได้ยินแล้วนิ่งขึงไปทันใด ครานี้สายตาที่ส่งกลับไปหาชายหนุ่มเต็มไปด้วยการจับผิด “ดูเหมือนว่าชาวเวียงเมฆาอย่างท่าน จักรู้แลเห็นความเป็นไปในบ้านเมืองของข้าเจ้าทุกอย่างเลยเนาะ บอกข้าเจ้ามาตามตรงเตอะ พ่อเลี้ยงเมฆ ท่านเป็นใคร ทำงานหื้อไผกันแน่”

เมฆเริ่มรู้ตัวว่า พูดมากเกินไปแล้ว จึงแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน แล้วเลือกตอบ ในสิ่งที่เขาอยากตอบ “ข่าวเรื่องเจ้านางหลวงแห่งนครเวียงทองเกิดลูกแฝดหญิงชาย แลเกือบตายเพราะละอ่อนในท้องบ่ยอมกลับหัว แต่สุดท้ายทั้งแม่แลลูกก็รอดตายราวกับปาฏิหาริย์ บ่ใช่เรื่องใหม่อันใดดอกเน้อเจ้านาง”

“ผู้คนทั่วทั้งแผ่นดินสุวรรณโคมคำแห่งนี้ บ่ว่าจักเป็นเวียงทอง เวียงลี้ เวียงงำ เวียงนาน เวียงกาหลง เวียงหวาย เวียงสินเธาว์ ไล่ยาวไปถึงเวียงนาวา ทุกคนต่างก็รู้เรื่องของเจ้านางกันทั้งนั้น” ชายหนุ่มทำหน้าทะเล้น ไม่มีทางเสียหรอกที่คนอย่างเมฆจักถูกต้อนให้จนมุมง่ายๆ

“ขนาดข้าอยู่ไกลถึงเวียงเมฆา ก็ยังเคยได้ยินเรื่องเล่าของเจ้านาง มาตั้งแต่ตอนเป็นละอ่อนแล้ว”

“ท่านได้ยินมาว่าอย่างใดกา”

“เล่าลือกันมาว่า ละอ่อนแฝดที่เกิดในยามโพล้เพล้ ฟ้าเป็นสีส้มอมแดง จักมีพลังพิเศษ…” เมฆสาธยายอย่างใจเย็น “เพราะในเพลานั้น คือโมงยามที่ตะวันอยู่ต่ำกว่าขอบฟ้า รอยต่อระหว่างกลางวันกับกลางคืนนี้ อำนาจของเทวดาแลภูติผีมีศักดิ์เสมอกัน”

“เชื่อกันว่าละอ่อนแฝดที่เกิดในช่วงเวลานั้นจักได้อำนาจฤทธีพิเศษจากทั้งภูติผีแลเทวดา”

เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าฟังแล้วถอนหายใจยาว เบือนหน้าหนีไปอีกทาง เธอไม่ได้รู้สึกชื่นชมยินดีในสิ่งที่ชายหนุ่มบอกแม้แต่น้อย ด้วยรู้ดีว่าเพราะความ ‘พิเศษ’ ที่ติดตัวมานี่เอง ได้ชักนำพิษภัยมาสู่ตน จนเกือบเอาชีวิตไม่รอดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

“ท่านอู้เหมือนกับว่าข้าเจ้าเป็นตัวประหลาด”

“ข้าบ่เคยคิดว่าเจ้านางคือตัวประหลาดเน้อ เจ้านางอย่าเข้าใจผิด ตรงกันข้าม เจ้านางคือคนพิเศษเสียด้วยซ้ำ…” หนุ่มหน้าเข้มยืนยันหนักแน่น แววตาคมกล้าสบตาหญิงสาวนิ่ง บอกเป็นนัยให้เจ้านวลจันทร์ส่องหล้ารู้ว่า เขารู้เรื่องของเธอเป็นอย่างดี

“ข้าเจ้าบ่ได้มีความพิเศษอันใด ท่านเข้าใจผิดแล้ว” หญิงสาวออกตัวปฏิเสธ

“เรื่องนั้นเจ้านางรู้อยู่แก่ใจ” เมฆดักคอ พร้อมรอยยิ้ม

“ความพิเศษที่ว่า น่าจักหมายถึงข้าเจ้าเป็นฝาแฝด” หญิงสาวเฉไฉ “บ้านเมืองของท่านบ่มีฝาแฝดกา”

“อาจจักมี แต่ข้าบ่เกยเห็น” ชายหนุ่มเล่าให้ฟังตามตรง “แต่ไหนแต่ไรมาแล้ว บ่มีแม่หญิงคนใดในเวียงเมฆาที่คลอดลูกแฝดออกมาแล้วได้อยู่ยืนเป็นคน ส่วนใหญ่ถ้าลูกของเขาบ่ตายคาท้อง ก็มักเป็นแม่นั้นแลที่จักตาย หรือซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือสิ้นลมทั้งแม่แลลูก เป็นผีตายทั้งกลม ต้องผ่าท้อง แยกกันฝังทั้งสามผี”

“ในกรณีที่ลูกแฝดรอดตาย มัจจุราชก็มักเหลือไว้หื้ออยู่เป็นคนแค่ชีวิตเดียว แต่ละอ่อนผู้นั้นก็มักบ่แข็งแรงขี้โรค แลสุดท้ายก็ลาลับไปอยู่เมืองผีตั้งแต่อายุยังน้อย” พ่อเลี้ยงเมฆหันไปสบตาหญิงสาว เห็นเธอทำหน้านิ่วคิ้วขมวดคล้ายกำลังสงสัย ในบางอย่างจึงรีบดักทางเสียก่อน

“บ่ใช่ว่าหมอยาเวียงเมฆา อ่อนด้อยวิชาบำรุงรักษาคนเจ็บดอกเน้อเจ้านาง” ชายหนุ่มดักทาง ขณะหักกิ่งไม้แห้งโยนลงไปในกองไฟ “หมอยาที่เมืองของข้า มุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จักรักษาแม่หญิงตั้งท้องอย่างเต็มกำลัง แต่บ่ว่าจักใช้ยาดีอันใด ผลที่ได้สุดท้าย ละอ่อนก็ตายอยู่ดี”

“อย่าว่าแต่แฝดหญิงชายอย่างเจ้านางกับเจ้าพันแสงเลย แม้แต่แฝดเพศเดียวกันเวียงเมฆาบ้านข้าก็บ่มี” เมฆเห็นว่าหญิงสาวนั่งตั้งใจฟังจึงเล่าต่อ ”ชาวเวียงเมฆาจึงเชื่อกันว่า เหตุที่เจ้าดารารัตน์เกิดลูกแฝดแล้วบ่ตาย หนำซ้ำลูกชายหญิงของเจ้านางหลวงนครเวียงทองยังเติบใหญ่สุขสบายดี เป็นเพราะลูกของนางคือผู้มีบุญมาเกิด”

“แล้วท่านลอพ่อเลี้ยงเมฆ เชื่อเหมือนที่คนอื่นเชื่อก่อ”

ชายหนุ่มสบตาหญิงสาว แววตาเป็นประกาย “ข้ารู้แต่เพียงว่า เจ้านางเกิดมาเพื่อช่วยคนอื่น”

 

ใต้ต้นไม้ใหญ่ กองไฟสีส้มกำลังลุกโชนขับไล่ความมืดที่คืบคลานเข้ามาคลี่คลุมทั่วพื้นที่

หญิงสาวหนึ่งเดียวแลเหล่าคนชายทั้งห้า นั่งล้อมวงหันหน้าเข้าหากองไฟ ยามนี้ ปลาช่อนเสียบไม้ย่างเกลือขนาดเท่าแขน กำลังส่งกลิ่นหอมรัญจวนจมูก ไม่ไกลกันนักเห็ดป่าสีน้ำซาวข้าวที่จี่อยู่บนไฟก็ใกล้จักสุกเต็มที เสียงดังซี่ๆ แลควันสีขาวขุ่นที่ลอยอ้อยอิ่งออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ เป็นสัญญาณให้รู้ว่า ช่วงเพลาที่ทุกคนรอคอยใกล้มาถึงแล้ว

สารพัดของกินที่พอจักเสาะหาได้ในป่า นำมาพลิกแพลงปรุงรสกับเกลือแลพริกแห้งที่มีติดอยู่ในย่าม เพียงเท่านี้ก็ได้อาหารเลิศรสอิ่มท้อง ส่วนข้าวสารคนชำนาญป่าต่างก็ตระเตรียมพกติดย่ามมาคนละเล็กละน้อย ถึงเพลามื้ออาหาร แค่เทเมล็ดข้าวแลน้ำลงไปในกระบอกไม้ไผ่ จากนั้นเอาไปยัดใส่ไฟ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็กลายเป็นข้าวสวย

ระหว่างรอข้าวสุก หนานถา อินทา แลคำแสงกับคำเรืองสองพ่อลูก หยิบบุหรี่ขี้โยออกมาสูบ ไม่ได้สูบเพื่อแก้ความเคร่งเครียดอันใด แต่หมายใจให้ควันที่พ่นออกมาจากลมปาก ลอยโขมงไปไล่ยุงแลแมลงปากแหลมตัวเล็กที่ได้กลิ่นเหงื่อคนแล้วออกมาหาเรื่องกัดกินเลือดเสียมากกว่า

เมฆคือคนเดียวในกลุ่มที่ไม่สูบ แต่ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังมีน้ำใจ ล้วงบุหรี่ขี้โยมวนใหญ่ขนาดเท่านิ้วมืออกมาจากย่ามของตนเอง ชายหนุ่มใช้มือใหญ่หักครึ่ง ดึงใบตองแห้งที่ห่ออยู่ออก แล้วเทน้ำในกระบอกไม้ไผ่ลงไปที่ฝ่ามือพอให้ยาสูบชุ่มหมาด จากนั้นขยี้เบาๆ ยื่นให้หญิงสาว

“เอายาขื่น (1) นี่ถูเนื้อถูตัวเสียก่อนเตอะเจ้านาง เหม็นหน่อย แต่กลิ่นของมันช่วยหื้อมดแมงขบกัดเราบ่ได้”

เจ้านวลจันทร์ส่องหล้ายื่นมืออันเรียวเล็กออกไปรับก้อนยาสูบชุบน้ำจากมือของชายหนุ่มมาถูแขนแลหน้าแข้งบางส่วนที่อยู่เหนือการกำบังของเสื้อผ้าอย่างว่าง่าย ช่วงเพลาเช่นนี้จักทำตัวเรื่องมากไม่ได้ หญิงสาวรู้ดีว่าไข้ป่าเป็นแล้วตาย จึงไม่อิดออด

“ยาขื่นนี่ดีเน้อ มันกันแมงดูดเลือดได้ตวย” เมฆบรรยายสรรพคุณ

“ท่านหมายถึงทากแม่นก่อ” หญิงสาวพยักหน้า ทายากันแมลงสูตรพิเศษของเขาอย่างตั้งใจ

“แม่นแล้ว ตัวน้อยนิดเดียว แต่เขี้ยวมันคมเหลือใจ กัดทีเลือดไหลเป็นน้ำ”

“ข้าไปสำรวจพื้นที่รอบๆ นี้มาแล้วเน้อพ่อเลี้ยง บอกตามตรงว่า ตอนนี้ข้าบ่รู้แต๊ๆ ว่าหมู่เฮาหนีเตลิดเข้าป่ามาอยู่ที่ใด” อินทาคนชำนาญทางรายงานให้ทุกคนฟัง “ถึงแม้ว่าที่ที่หมู่เฮาอยู่ตอนนี้จักมีต้นไม้ดกหนากลางป่าใหญ่ไพรกว้าง แต่ข้าก็ยังอุ่นใจว่าแถวนี้บ่มีอันตราย เพราะข้าบ่หันหลุมลึกไม้แหลมแลกับดักอันใดสักอย่าง”

“ถ้าเจ้านางอยากอาบน้ำ เลยจากนี้ไปราวสามร้อยก้าวมีลำห้วย” อินทาชี้ไปทางพุ่มไม้หนา

เมฆได้ยินแล้ว รีบออกปากห้าม “บ่ต้องอาบ มืดแล้ว อันตราย”

“ข้าเห็นด้วยกับพ่อเลี้ยง ในที่แปลกถิ่นเช่นนี้ อยู่กันเป็นกลุ่มเป็นก้อนไว้ก่อนอุ่นใจกว่า” หนานถาผู้อาวุโสที่สุดในกลุ่มว่า กวาดตามองไปทั่วอย่างระแวดระวัง “ว่ากันตามตรง ข้ารู้สึกว่าป่าแถวนี้มันเงียบๆ บ่น่าไว้ใจ เหมือนมีแมงที่มองบ่เห็นตัวซุกซ่อนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ หมายใจจับจ้องหมู่เฮาอย่างใดบอกบ่ถูก”

“เงียบแบบนี้ก็ถูกแล้วลอลุงหนาน บ่ดีลืมเน้อว่าตอนนี้หมู่เฮาอยู่ในป่า” หนุ่มน้อยคำเรืองท้วง ปากพูดไปมือก็ดันกิ่งไม้ใส่กองไฟไปด้วยอย่างตั้งใจ “แหมอย่างตะวันก็ตกดินไปแล้ว เหล่าสัตว์กลางวันที่ออกล่าหากินต่างก็พากันหลบลี้หลับตานอนกันหมด อู้ก็อู้เตอะ ยามนี้ถ้าหมู่เฮาบ่ได้ก่อไฟ ผ่อไปทางใดก็มืดตึ๊ดตื๋อ”

“ข้อนั่นข้าบ่เถียง แต่มึงลองสังเกตผ่อดีๆ คำเรือง หัวค่ำอยู่แท้ๆ แต่แมงกลางคืนกลับพร้อมใจกันหลับใหล บ่ยอมกระพือปีกส่งเสียงร้องอันใดออกมาสักตัว” พ่อหมอผู้แก่วิชาตั้งท่าสังเกต บอกทุกคนด้วยสายตาจริงจัง “ป่าใหญ่ไพรกว้าง แต่กลับเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจตนเองแบบนี้ มันผิดปกติวิสัย”

“ที่แมงมันบ่ร้อง เพราะมันไม่มีแรงต่างหากลุง”  คำเรืองยักไหล่ “กลิ่นปลาเผายั่วใจ มันอยากกินข้าว”

“อันนั้นมึง บ่ใช่แมง” หนานถาได้ยินแล้วถอนหายใจ คนอื่นซ่อนยิ้มกันถ้วนหน้า

“ฟ้าหมดแสงไปแล้ว คืนนี้เราคงทำอันใดมากบ่ได้ คงต้องหาที่หลับที่นอนหมายใจเอาใกล้ไฟไว้ก่อน” หัวหน้าคณะเดินทางบอกทุกคน คิดแต่เพียงว่า อย่างน้อยการนอนใกล้กองไฟ สัตว์ร้ายเขี้ยวคมคงไม่ย่องเบาเข้ามาขบหัว โดยเฉพาะเจ้าหน้าขนที่กลัวไฟอย่าง เสือ…

“รอให้ฟ้ามีแสงค่อยคิดอ่านกันต่อว่าจักทำอย่างไรต่อไป”

 

ลมอ่อนโชยพัด นำพากลิ่นหอมฉุนรุนแรงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ กลิ่นใหม่ที่ลอยตลบอบอวลอยู่ในอากาศ กลบกลิ่นบุหรี่ขี้โยแลกลิ่นหอมยั่วน้ำลายของปลาเผาไปเสียหมดสิ้น คำเรืองที่เผลอสูดดมเข้าไปเต็มปอดย่นจมูกอย่างไม่ชอบใจ ดีดก้นบุหรี่ใส่ไฟ แล้วหันไปถามบิดา

“กลิ่นอะหยังกาพ่อ เหม็นแต๊เหม็นว่า”

“แน่ใจกาว่าเหม็น ดมผ่อดีๆ” คำแสงหัวเราะเบาๆ

“มันก็หอมนาพ่อ แต่เหม็นมากกว่า” คำเรืองทำตามที่พ่อว่า แล้วเกิดอาการลังเล “ข้าบ่แน่ใจ”

“นี่คือกลิ่นของดอกตีนเป็ด เหม็นก็จริง แต่ก็มีสรรพคุณทางยาหลายอย่าง” หมอยาคำแสงผู้มองเห็นต้นไม้ทุกต้นเป็นสมุนไพร ไขข้อคาใจให้ลูกชายวัยหนุ่ม อธิบายให้ฟังอย่างอารมณ์ดี “ใบอ่อนของมันเอาไปต้มแก้ไข้ได้ ยางตีนเป็ดมีฤทธิ์บำบัดใช้ทาสมานแผล แม้แต่เปลือกของมันก็ทำให้กินข้าวลำแลขับขี้ตืก (2) ในท้อง”

“แต่มันเหม็นขนาดเลยนาพ่อ” ลมพัดมาอีกระลอก คราวนี้คำเรืองยกมือขึ้นปิดจมูก

“ตีนเป็ดจักส่งกลิ่นหอมอ่อนตอนหัวค่ำลมโชย แต่ในทันทีที่อากาศเย็นลง ความหอมของมันจักเปลี่ยนเป็นเหม็นฉุนชวนปวดหัว ดมเมินๆ ทำให้น้ำตาแลขี้มูกไหล ปวดมวนในท้อง แลอยากอาเจียน” คำแสงเล่าต่อ ไม่หวงความรู้แต่อย่างใด “คนสมัยเก่าเขาเชื่อกันว่า ตีนเป็ดเป็นต้นไม้ปีศาจ กลิ่นของมันฆ่าคนได้”

“แต๊กาพ่อ” คำเรืองถามย้ำอย่างตื่นเต้น “ในเวียงเมฆาบ้านเฮามีก่อ ต้นตีนเป็ด”

“อาจมีอยู่ตามหัวไร่ปลายนา บ่ค่อยมีไผปลูกไว้ใกล้บ้านดอกลูก กลิ่นของมันบ่ดีกับฮูดังคนอย่างเฮา”

พ่อหมอยาอาวุโสคำแสงตอบคำถามลูกชายจนสิ้นความสงสัย แล้วจึงหันไปหาพ่อเลี้ยงเมฆ บอกในสิ่งที่คิดอยู่ในใจ “ปกติแล้ว ต้นตีนเป็ดจักออกดอกในช่วงหน้าหนาว แต่เพลานี้เพิ่งผ่านฤดูเข้าพรรษามาได้บ่ถึงเดือนเสียด้วยซ้ำ ตีนเป็ดในป่านี้กลับแข่งกันบาน ส่งกลิ่นคละคลุ้ง”

“ข้ารู้สึกว่า ป่าแห่งนี้ บ่น่าไว้ใจ” คำแสงว่า

“หมู่เฮาพากันย้ายที่นอนบ่ดีกว่ากา กันไว้ดีกว่าแก้” คำเรืองรีบเสนอความเห็น เด็กหนุ่มเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของบิดา เขาไม่ได้กลัวตาย แต่ไม่ชอบใจที่ต้องนอนใกล้ต้นตีนเป็ดมากกว่า “บอกตามตรง ถ้าจักหื้อมานอนดมกลิ่นเหม็นฉุนของตีนเป็ดทั้งคืน ข้าคงบ่ไหว เจ็บหน้าอกตายกันพอดี”

“มืดตึ๊ดตื๋อขนาดนี้ จักพากันย้ายไปนอนตรงไหน” อินทาที่นั่งฟังมาตั้งแต่ต้นบอกเสียงเบา นึกตำหนิตัวเองที่เมื่อเช้าหน่วยลาดตระเวรอย่างเขา เอาแต่ตั้งหน้าหนีตาย ไม่ได้ใส่ใจสังเกตสภาพแวดล้อมในป่าแห่งนี้ให้ดีเสียก่อน แลไม่รู้ด้วยซ้ำว่า พาทุกคนเดินหลงมาในดงต้นตีนเป็ด!

“แหมอย่างเราก็ก่อไฟไว้แล้ว เสี่ยงย้ายหนีออกไป หมู่เฮาอาจโดนเสือขบหัว”

ความเห็นที่สวนทางกันของคำเรืองแลอินทา ทำให้ผู้นำกลุ่มอย่างเมฆนิ่งใช้ความคิดอยู่พักใหญ่ แต่เมื่อหันไปเห็นใบหน้าอันอิดโรยของเจ้านวลจันทร์ส่องหล้าที่นั่งกะพริบตาปริบๆ อยู่ห่างออกไปไม่ไกล หนุ่มหน้าเข้มพลันรู้สึกสงสาร ตัดสินใจในนาทีนั้น

“พอจักมีวิธีที่ทำให้กลิ่นดอกตีนเป็ดมันหายไปได้ก่อ ลุงคำแสง”

“หื้อหายไปเลยคงบ่ได้ดอกพ่อเลี้ยง เพราะกลิ่นหอมจนเอียนของดอกปีศาจนี่ มันลอยมาตามลม ลมยิ่งแรงกลิ่นก็จักยิ่งแรงไปด้วย แต่ถ้าบ่มีลม กลิ่นมันก็บ่มา” หมอยาคำแสงสบตาเมฆชั่วครู่ก็เข้าใจทุกอย่าง ผู้เป็นนายของเขา ไม่อยากย้ายที่นอน เพราะเป็นห่วงเจ้านางแห่งเวียงทอง

“แต่ถ้าจำเป็นต้องอยู่ที่นี่แต๊ๆ ข้าก็พอมีวิธีที่จักทำให้หมู่เฮารอดตายจากกลิ่นตีนเป็ด”

“ยะอย่างใดพ่อ” หมอยาฝึกหัดคำเรืองเอ่ยแทรก “ข้าอยากรู้”

“อันที่จริงยาสูตรนี้มันบ่ได้ทำให้กลิ่นดอกตีนเป็ดหายไปดอก แต่ว่ามันช่วยให้กลิ่นจางลง…” ฝ่ายบิดามองหน้าลูกชายขณะล้วงเข้าไปในย่ามสารพัดนึกของตน หยิบวัตถุดิบบางอย่างออกมาวางตรงหน้า แล้วจึงเปิดเผยสูตรยาแก้กลิ่นดอกตีนเป็ดให้ฟังอย่างไม่หวงวิชา

“เอาใบพลูพอประมาณผสมกับผงต้นจันทน์แดง ใส่เปลือกส้มแห้งลงไปตวยสักสองลูก จากนั้นออกแรงบดทั้งสามอย่างนี้หื้อแหลกจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเอามาห่อไว้ในผ้าขาวม้า ยามใดที่ลมพัดกลิ่นตีนเป็ดมา หื้อยกจ่อปลายจมูก สูดลมหายใจเข้าแรงๆ”

“ดีมาก ถ้าอย่างนั้น คืนนี้หมู่เฮาก็นอนกันเสียที่นี่ บ่ต้องย้ายหนีไปไหนแล้ว” พ่อเลี้ยงเมฆยิ้มอย่างพึงใจ หันไปบอกหมอยาอาวุโสเจ้าของสูตรยาอย่างอารมณ์ดี “หลังกินข้าวแลงอิ่มหนำสำราญกันดีแล้ว ข้าฝากลุงคำแสงกับคำเรือง เป็นธุระจัดการเรื่องปรุงยาตัวนี้ตวยเน้อ”

คำแสงโค้งศีรษะรับคำสั่ง คำเรืองยิ้มดีใจได้ยินเสียงท้องตนเองร้องจ๊อกๆ

 

ความหิว ทำให้ห้าหนุ่มกับหนึ่งสาว กินกับข้าวพื้นๆ ที่หาได้ในป่าอย่างเอร็ดอร่อย

มื้อเย็นผ่านพ้นไป คนอ่อนอาวุโสที่สุดอย่างคำเรืองเก็บเศษอาหารที่เหลืออยู่น้อยนิดโยนใส่ไฟที่กำลังลุกโชน ก้างปลาล่อมดแลแมลงได้เป็นอย่างดี คืนนี้ต้องนอนกันรอบกองไฟ จึงต้องใส่ใจเก็บกวาดให้สะอาดหมดจด เมฆ หนานถาแลอินทา ตกลงกันเรื่องแบ่งเพลาเฝ้ายามไว้แล้วเรียบร้อย จึงนั่งพักผ่อนให้ข้าวเรียงเม็ด

สายตาทุกคู่ จับจ้องไปยังหมอยาคำแสงที่กำลังบรรจงปรุงยาบรรเทากลิ่นดอกตีนเป็ด

เช่นเดียวกับเจ้านางนวลจันทร์ส่องหล้า ที่ยามนี้แยกตัวออกไปนั่งเงียบๆ อยู่ใต้โคนต้นไม้ฝั่งตรงข้ามกับเหล่าคนชายด้วยข้อจำกัดเรื่องเพลาแลอากาศ ทำให้เย็นนี้หญิงสาวไม่ได้อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย ถึงอย่างนั้นน้ำในกระบอกไม้ไผ่ที่เมฆหยิบยื่นให้ก็ทำให้ปากแลหน้าตาของเธอ ดูสดชื่นขึ้นมากทีเดียว

หญิงสาวมองผ่านควันไฟที่ลอยอ้อยอิ่ง ไปสำรวจตรวจตราหนุ่มต่างวัยทั้งห้า แล้วประเมินในใจ

หนึ่งวันเต็มๆ ที่ร่วมหัวจมท้ายหนีตายมาด้วยกัน เจ้านวลจันทร์ส่องหล้าได้คำตอบว่า ชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ไม่น่าจักเป็นพ่อค้าอย่างที่พวกเขากล่าวอ้าง ด้วยเพราะไม่มีผู้ใดในที่นี้ปริปากพูดถึงสินค้าที่ขนมาขายหรือซื้อกลับไปเวียงเมฆาแม้แต่คำเดียว

เหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาไม่พูดถึงเรือด้วยซ้ำ…

อีกทั้งคนชายเหล่านี้ก็ดูมีความรู้แลมีความชำนาญรอบด้าน ราวกับว่าฝึกฝนกันมาเป็นอย่างดี มีทั้งหมอยา พรานป่า แลผู้เก่งคาถาอาคม ความรู้สึกของหญิงสาวบอกว่า พวกเขามีฝีมือเกินกว่าจักเป็นพ่อค้าธรรมดา อาจเป็นไปได้ว่า ถูกส่งตัวมาเพื่อทำภารกิจบางอย่าง

ที่เธอเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร

ดวงตากลมโตหันไปลอบสังเกตชายหนุ่มคิ้วเข้มใบหน้าคมคายผู้เป็นหัวหน้า ไล่สายตาสำรวจรูปร่างของเขาแล้วขมวดคิ้วครุ่นคิด ทั้งเนื้อทั้งตัวของชายผู้นี้ อัดแน่นไปด้วยกล้ามเนื้อบึกบึนสมส่วน บ่งบอกถึงการออกบ่าออกแรงติดต่อกันมายาวนาน

แววตาอันคมกริบคล้ายรู้ทันไปเสียทุกอย่างคู่นั้น ยืนยันได้ถึงความเฉลียวฉลาดแลช่างวางแผน อีกทั้งชายผู้นี้ยังมีความเป็นผู้นำสูง สัมผัสได้จากการที่ชายฉกรรจ์ทุกคนในกลุ่ม ต่างยินดีที่จักทำตามคำสั่งของเขา ด้วยความเคารพนอบน้อม มิมีผู้ใดโต้แย้ง

หญิงสาวมั่นใจว่าพ่อเลี้ยงเมฆไม่ใช่พ่อค้า น่าจักเป็นนายทหารหนุ่มยศใหญ่เสียมากกว่าด้วยซ้ำ จริงอยู่ หญิงสาวเป็นหนี้ชีวิตชายแปลกหน้ากลุ่มนี้ พวกเขาเป็นคนดีมีน้ำใจ สละหน้าที่อันพึงทำมาเสี่ยงชีวิตช่วยเธอไว้ ให้รอดพ้นจากความตายถึงสองครั้งในวันเดียว

แต่ตราบใดที่ยังไม่รู้ว่า พวกเขาคือใคร ก็ยังนับว่า ไว้ใจไม่ได้อยู่ดี

ราวกับรู้ว่ามีสายตาคู่งามจับจ้องอยู่ เมฆจึงหันไปหา ในจังหวะที่ตาสบตา หญิงสาวสะดุ้งตกใจ รีบหันหน้าหนีอย่างมีพิรุธ แสงไฟที่ไหวระริกส่องกระทบใบหน้าสวยซึ้งของเธอให้นวลผ่องน่ามองยิ่งนัก ชายหนุ่มรู้ว่าเจ้านางผู้นี้ฉลาด ความเงียบของนาง หมายถึงการประเมินสถานการณ์รอบข้างอย่างเงียบๆ

เมฆสังเกตเห็นความหวาดหวั่นในใจของหญิงสาว กลางป่าทึบลึกล้ำที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความมืดของรัตติกาล เธอคือสตรีนางเดียวในท่ามกลางเหล่าบุรุษที่เพิ่งรู้จักกันยังไม่ครบวันเสียด้วยซ้ำ เป็นใครก็ต้องกริ่งเกรงในความปลอดภัยไม่ต่างกัน

แต่ถึงอย่างนั้นเจ้านางผู้นี้ก็ยังพยายามข่มกลั้นความกลัวนั้นไว้อย่างน่าชื่นชม

ชายหนุ่มส่งยิ้มฝ่าละอองร้อนข้ามกองไฟไปให้หญิงสาว หมายใจจักเอ่ยวาจาปลอบประโลมหวังให้เจ้านางคนงามคลายกังวลแลนอนพักอย่างสบายใจ ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด คำเรืองที่ยามนี้กำลังช่วยคำแสงปรุงยาก็ทำลายความเงียบขึ้นมาเสียก่อน

“ข้าขอถามกำเตอะลุงหนาน” คำเรืองหันไปถามพ่อหมอแก่อาคม ยังคาใจกับเรื่องเมื่อหัววัน “ตอนที่ลุงหนานเป่าคาถาลิงหลับใส่เจ้านาง ลุงหนานบอกว่า บ่มีไผคลายมนต์บทนี้ได้ แล้วเหตุอันใดจู่ๆ พ่อเลี้ยงเมฆถึงเสกหื้อเจ้านางฟื้นสติขึ้นมาได้อีกครั้ง”

“ข้ากับพ่อเลี้ยงร่ำเรียนคาถามาจากพ่อครูคนเดียวกัน” หนานถาตอบตามตรง

“ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าถ้าเรียนมาเหมือนกัน อีกคนเสกหื้อหลับ แต่อีกคนหื้อตื่นก็ได้ ข้าเข้าใจถูกแม่นก่อ”

“แม่นแล้ว” หนานถาพยักหน้า โยนก้นบุหรี่ใส่กองไฟ

“ดีแต๊ๆ เลยลุงหนาน” คำเรืองบอกเสียงอ่อย “เสียดายที่ข้าบ่มีโอกาสได้ร่ำเรียนกับเขา”

“รอหื้อหมู่เฮาออกจากป่านี้ไปได้ และปิ๊กไปเวียงเมฆาก่อนเตอะ ข้าจักสอนให้” หนานถากล่าวย้ำคำเดิม ตั้งใจไว้แล้วว่าในเวลาอันใกล้นี้ จักรับขันครูเอาเด็กหนุ่มช่างซักผู้นี้เป็นลูกศิษย์ “ถ้าสูทำตนหื้ออยู่ในศีลในธรรมแลถือมั่นในสัจจะ สูจักเก่งทั้งเรื่องยาแลคาถาอาคม”

“ข้าจักตั้งมั่นในสัจจะ จักเชื่อคำพ่อครู” คำเรืองให้คำมั่น

หนานถาฟังแล้วหัวเราะหึๆ “อย่าเพิ่งเรียกข้าว่าพ่อครู ตอนนี้กูยังบ่ได้รับมึงเป็นศิษย์”

“ข้าขอลองเรียกดูก่อนบ่ได้กาลุงหนาน จักได้ติดปาก” เด็กหนุ่มว่า แล้วหันไปถามบิดา “แล้วละกาพ่อ”

“เสร็จแล้ว เอาผ้าขาวม้ามา…”

หมอยาคำแสงออกคำสั่ง ยื่นมือไปรับผ้าขาวม้าขนาดเท่าสามนิ้วจากลูกชายที่ฉีกเตรียมไว้มาห่อยาที่ปรุงอย่างตั้งใจ หวังแจกจ่ายให้ทุกคนดม ยังไม่ทันได้เทก้อนยาบรรเทากลิ่นที่ตำจนละเอียดเป็นก้อนกลมออกจากกระบอกไม้ไผ่ พลันก็เกิดกลิ่นฉุนรุนแรงลอยมาอีกระลอก

เหม็นฉุนแรงมาก ราวกับกลิ่นเน่าตายหลายวันของสัตว์กินเนื้อ

เพียงครู่เดียวเท่านั้น ลมอ่อนที่พายพัดก็หายไป ใบไม้ไม่ติงหวังดังเดิม แต่กลิ่นเหม็นเน่าจนขมปากนั้นกลับคละคลุ้งอยู่ไม่เจือจางไป ในความวังเวงระคนหวาดระแวง ทุกคนได้ยินเสียงร้องแหลมเล็กของนกกลางคืนดังระงมก้องป่าแหวกความเงียบสงัดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

เมฆคือคนที่ได้สติก่อนใคร สัญชาตญาณการระวังไพรที่มีอยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยม บอกให้เขารู้ว่า สถานการณ์ยามนี้ไม่ปลอดภัย เหนือสิ่งอื่นใด ชายหนุ่มมั่นใจว่ากลิ่นเหม็นสาบชวนสะอิดสะเอียนที่คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ไม่ใช่กลิ่นดอกตีนเป็ด แลว่านคางคก (3) อย่างที่ทุกคนเข้าใจ

มันสาบฉุน ชวนมึนงง แลกระตุ้นให้ปิดเปลือกตา คล้ายกลิ่นยานอนนาน

“ทุกคนกลั้นหายใจไว้ นี่บ่ใช่กลิ่นดอกตีนเป็ด” ชายหนุ่มตะโกนก้องออกไปสุดเสียง

ทว่าสายไปเสียแล้ว…

 

เดือนเสี้ยวเรียวงามลอยเด่นอยู่กลางนภา

ที่ลานกว้างกลางหมู่บ้านในยามนี้ มีผู้คนมายืนออกันอยู่เต็มไปหมด จนเกิดเสียงดังเซ็งแซ่ แม้เพลาจักล่วงเลยมาค่อนคืนแล้ว แต่ทุกคนก็ยังมุ่งมั่น มิมีผู้ใดปลีกตัวกลับเรือนตนไปนอนหลับใหล ลุ้นแลรอคอยการกลับมาของ ‘เหล่าผู้กล้า’ ด้วยจิตใจจดจ่อ

“เลยเพลามาหลายชั่วยามแล้ว เหตุอันใดพวกเขาถึงยังบ่ปิ๊กมาสักเตื้อแม่เฒ่า”

แซงลาเอ่ยถามหญิงชราที่นั่งลืมตาโพลงอยู่บนแคร่ไม้ เฮม่าสามีของเธอแลเหล่าผู้กล้าของหมู่บ้าน ออกไปทำภารกิจสำคัญ นับรวมวันนี้ก็แปดวันเข้าไปแล้ว จนถึงตอนนี้ ยังไม่เห็นผู้ใดกลับมาสักคน แซงลาเพิ่งแต่งงานได้ไม่นานจึงเป็นกังวลหนัก เกรงว่าสามีข้าวใหม่ปลามันของเธอจักเป็นอันตราย

“แหมสักกำก็มากันแล้ว” แม่เฒ่าหน่อแอตอบชัด

คำพูดแลแววตามุ่งมั่นของแม่หมอวัยชราเรียกรอยยิ้มแลความมั่นใจของแซงลาให้ผุดพรายขึ้นมาอีกครั้ง ในหนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่เหล่าคนชายวัยฉกรรจ์ในหมู่บ้านของเธอ ต้องผนึกกำลังรวมพลเสี่ยงชีวิตออกไปไล่ล่าหา ‘เหยื่อ’ มาเซ่นสรวงดวงวิญญาณของผีแม่เชื้อ

จากคืนนี้ไปถึงวันที่พระจันทร์เต็มดวง เหลือเพลาอีกแค่เจ็ดราตรีเท่านั้น หากปีนี้เหล่าผู้กล้าหาเหยื่อไม่ได้ ผีแม่เชื้อไม่ได้กินเลือดคนชายต่างเผ่าพันธุ์ หมู่บ้านของเธอคงไม่แคล้วเข้าสู่วังวนแห่งความอัตคัดรุนแรง อันจักนำไปสู่ความวิบัติฉิบหาย เฉกเช่นห้าปีที่ผ่านมา

“เหล่าผู้กล้าจักได้คนชายต่างถิ่นมาเซ่นวิญญาณของผีแม่เชื้อให้ท่านพอใจ เลือดของพวกเขาจักทำให้หมู่บ้านของเราปลอดภัย ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล มีรวงข้าวสีทองงอกงามเต็มไร่ หมู่เฮาจักบ่ต้องอยู่กันอย่างอดๆ อยากๆ อีกต่อไปแล้ว แม่นก่อแม่เฒ่า” แซงลาแววตาเป็นประกาย

“คราวนี้ดีกว่านั้นหลายเท่านักแซงลา”

แม่หมอเจ้าพิธีบอกอย่างมั่นใจ ภาพในนิมิตของนางขณะนั่งทางในตรวจดวงชะตาหมู่บ้าน สำแดงชัดว่าเหล่าผู้กล้าจักนำพาผู้มีบุญกลับมาลบล้างคำสาปตามคำทำนายของชนเผ่า ในวัย ๘๔ ปี หน่อแอได้รู้ได้เห็นเหตุการณ์สำคัญมานับครั้งไม่ถ้วน ครั้งนี้หญิงชราผู้เปรียบเสมือนผู้นำทางจิตวิญญาณของคนทั้งหมู่บ้าน เชื่อมั่นมากกว่าครั้งไหนๆ

“เหล่าคนชายจักนำพาผู้มีบุญมาลบล้างคำสาปปิ๊กมาตวยกาแม่เฒ่าหน่อแอ” แซงลาถามอย่างตื่นเต้น

“แม่นแล้ว” แม่เฒ่าหน่อแอพยักหน้าช้าๆ สายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังของนาง เหม่อมองออกไปในความมืดมิดเบื้องหน้า “เลือดอันบริสุทธิ์ของเขาผู้นั้น จักช่วยหมู่เฮาปลดเปลื้องจากคำสาป มีข้าวเต็มยุ้งฉาง แลบ่ต้องฆ่าคนเพื่อบูชาผีแม่เชื้ออีกต่อไป”

“เตรียมตัวหื้อพร้อมเตอะแซงลา เหล่าผู้กล้าปิ๊กมาแล้ว”

เกิดเสียงฮือฮาที่หน้าลานกว้าง แม่เฒ่าหน่อแอรีบจับไม้เท้ายันกายลุกทันใด แซงลานั่งอยู่ใกล้ๆ เข้าไปประคองหญิงชรา ผู้คนด้านหน้าแหวกทางออกเป็นวงกว้าง ต้อนรับการกลับมาของเหล่าชายฉกรรจ์ไม่ต่ำกว่าสิบคน ที่ยามนี้กำลังช่วยกันนำร่างของเหยื่อทั้งหมด มาวางเรียงกันเป็นตับบนแคร่ไม้ไผ่กลางลานโล่ง

แม่เฒ่าหน่อแอไล่เรียงสำรวจเหล่าคนชายต่างถิ่นคนที่นอนสลบไสลไม่ได้สติทั้งหมดอย่างช้าๆ แล้วพยักหน้ายิ้มอย่างพึงใจ ห้าปีมาแล้วที่เผ่า ‘นักล่าหัวคน’ ของนางไม่สามารถจับเหยื่อมาเซ่นสรวงดวงวิญญาณของผีแม่เชื้อ จึงทำให้เกิดภัยพิบัติสารพัดในหมู่บ้าน ปีนี้ผีแม่เชื้อคงเห็นใจ เปิดทางให้เหล่าคนชายต่างถิ่นลัดหลงเข้ามาในอาณาเขตถึงห้าคน!

ตาของนางเฒ่าเป็นประกายกล้า เมื่อเห็นสตรีเดียวนอนหลับตาพริ้มอยู่ที่ตรงนั้น

“มีแม่หญิงมาตวยกา ท่านตะเหล่อ” แม่เฒ่าหน่อแอหันไปถามหัวหน้ากลุ่ม

ตะเหล่อเชิดหน้า บอกอย่างภาคภูมิใจ “แม่นแล้วแม่เฒ่า รอบนี้หมู่เฮาได้มาหกคน”

“ทำดีมากท่านตะเหล่อ ข้าชื่นชมในความทุ่มเทแลเสียสละของทุกท่าน” หญิงชราออกปากยกยอชายวัยกลางคนผู้เป็นหัวหน้าหมู่บ้าน บอกเสียงเรียบ “อย่างใดก็ดี ข้าฝากท่านแลเหล่าคนชายนำพาเชลยทั้งหกนี้ ไปขังไว้ก่อน แล้วก็ช่วยกันดูแลพวกเขาตวยเน้อ”

“อ้อ เก็บอาวุธแลถุงย่ามของพวกเขาไว้หื้อดี แลบ่ดีเอาไปขังไว้รวมกันเน้อ”

“ทำไมกาแม่เฒ่า” ตะเหล่อสงสัย

“การที่จู่ๆ คนเหล่านี้ก็รอดพ้นจากกับดักสารพัดอย่างที่หมู่เฮาวางไว้ แลดั้นด้นเข้ามาถึงในอาณาเขตของเฮาได้ขนาดนี้ แปลว่าหมู่เขาบ่น่าจักใช่คนธรรมดา มีวิชาอาคมพอตัว หากเราเอาไปขังไว้ตวยกัน บ่แน่ เกิดพวกเขาเกิดรวมพลกันขึ้นมาแล้วพากันหนีไป เราจักทำอย่างใด”

“ไหนๆ เราก็ได้พวกเขามาแล้ว กันไว้ดีกว่าแก้บ่ดีกว่ากา ท่าตะเหล่อ”

“เอาอย่างนั้นก็ได้” ตะเหล่อคิดตามแล้วพยักหน้า “มีข้อควรทำอันใดแหมก่อแม่เฒ่า”

ขณะเอ่ยคำกับผู้นำหมู่บ้าน น้ำเสียงของแม่เฒ่าหน่อแอสดใส ตาเป็นประกายแห่งความหวัง “รบกวนท่านตะเหล่อ สั่งกำชับให้เหล่านางแม่บ้านทั้งหลาย ช่วยหาเสื้อผ้าอาภรณ์มาเปลี่ยนให้พวกเขาเสียใหม่ แลออกรับขับต้อนเลี้ยงดูพวกเขาหื้ออ้วนพลีอิ่มหนำ”

“โดยจำเพาะนางแม่หญิงหน้างามคนนี้ ต้องกำกับดูแลเป็นพิเศษ”

“ท่านกำลังบอกว่า นางผู้นี้คือผู้ที่จักมาลบล้างคำสาปของหมู่บ้านเฮาอย่างนั้นกา” ตะเหล่อสนใจ

“แม่นแล้ว” นางเฒ่าหน่อแอยิ้มเย็น สอดสายตาอันฝ้าฟางมองไปทั่วบริเวณ แล้วเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์เสี้ยวบนฟ้า ประกาศก้องอย่างภาคภูมิใจ “ในที่สุดสิ่งที่หมู่เฮารอคอยก็เดินทางมาถึงแล้ว อีกเพียงเจ็ดคืนเท่านั้น ก็จักถึงราตรีที่เดือนเต็มดวง”

“เมื่อถึงวันนั้น หมู่เฮาจักนำนางผู้นี้ขึ้นเขียงบั่นคอบูชาผีแม่เชื้อ เพื่อล้างคำสาป”

 

เชิงอรรถ : 

(1) ยาเส้น

(2) พยาธิ

(3) ดอกอุตพิด

 



Don`t copy text!