รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 28 : เป้าหมาย

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม บทที่ 28 : เป้าหมาย

โดย : ปราณธร

รักอันตรายหัวใจซ่อนคม นวนิยายมาเฟียแนวหักเหลี่ยมเฉือนคมเรื่องล่าสุด โดย ปราณธร นักเขียนดาวรุ่งพุ่งแรงเจ้าของนวนิยาย Best seller หลายเรื่องที่นักอ่านชื่นชอบและได้รับการถ่ายทอดเป็นละครโทรทัศน์ยอดนิยม อ่านออนไลน์ เรื่องนี้ได้ที่ อ่านเอา…ที่นี่ ที่เดียว

**************************

– 28 –

คลิกซื้อ E-Book ‘ในสวนอักษร’ ที่นี่

อามันต์เคยพูดกับเดวิดเล่นๆ ว่าเป้าหมายของเรวัตอาจเป็นเขา มาถึงตอนนี้…ดูเหมือนมันจะเป็นความจริงเสียแล้ว เมื่อจู่ๆ หมอนั่นก็จงใจกุเรื่องให้ทศทิศเชื่อ ว่าเขาจะลงมือทำร้ายทิชากร

มันไม่ใช่การยุแยงให้แตกแยก เพราะความตายของบุลินกับพรรคพวก รวมถึงการส่งเลงโบไปเตือน แสดงให้เห็นแล้วว่าระหว่างเขากับทศทิศ มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันเป็นพิเศษ ถึงขั้นแลกด้วยชีวิตของคนถึงเจ็ดคนในคืนเดียว มันจึงยากยิ่งที่อามันต์จะปล่อยมือ

เพราะฉะนั้น ผลเพียงอย่างเดียวจากการทำเช่นนี้ คือกระตุ้นให้เขาหันไปจับตาดูมากขึ้น เป้าหมายของเรวัตจึงน่าจะเป็นเขาเอง แต่จะมีประโยชน์อะไร…อามันต์ก็สุดรู้ เพราะต่อให้พยายามหาคำตอบด้วยการมองย้อนกลับไปทีละก้าวว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็ไม่มีทางล่วงรู้สิ่งที่อยู่ในใจคนอื่น

บางทีเรวัตอาจจะทำเพื่อแก้แค้นแทนบุลินกับพรรคพวก

บางทีเรวัตอาจจะเคยผูกพันกับทิชากรมาก่อนจนอยากจะช่วยเธอ

หรือไม่…บางทีมันอาจจะมีสาเหตุที่เขาคิดไม่ถึง เช่นเกี่ยวกับ ‘งาน’ ของเขากับทศทิศโดยตรง

โมวิน (อเล็กซ์) รู้แล้วหรือว่าเขาทำอะไรอยู่ที่ไหน หรือทศทิศจะเผลอทำความลับรั่วไหลไปโดยไม่รู้

ทุกอย่างเหมือนจะเป็นไปได้ทั้งหมด แต่มันก็มีหลายอย่างที่ไม่สมเหตุสมผล และอามันต์คงได้แต่เพิ่มมาตรการระมัดระวังอย่างเข้มข้น โดยหวังว่าสามวันที่เหลือจะราบรื่น ปลอดภัย

 

วันแรกของสัปดาห์เริ่มต้นด้วยการที่มัทมีนาต้องตื่นเช้ากว่าเดิม เนื่องจากวันนี้เธอต้องไปทำงานนอกสถานที่ แต่รถยนต์ส่วนตัวได้จอดทิ้งไว้ที่บริษัท ตั้งแต่ตอนตามเพื่อนๆ ไปช่วยสวิตตาจากเงื้อมมือคนรักขี้เหล้าเมายา ตบตีผู้หญิง เธอจึงต้องแวะมาเอารถที่บริษัทก่อน

ทว่า…เมื่อมาถึง มัทมีนาก็พบว่าเจ้าคู่หูสีแดงคันเล็กของเธอสตาร์ตไม่ติด

พนักงานดูแลรักษาความปลอดภัยประจำอาคารจอดรถสำหรับพนักงาน เดินเวรผ่านมาพอดี จึงเข้ามาถาม

“มีอะไรให้ช่วยไหมครับ”

“รถสตาร์ตไม่ติดค่ะพี่” หญิงสาวบอกหลังก้าวลงมาจากที่นั่งคนขับ “ยิ่งรีบๆ อยู่ด้วย จะไปหน้างาน”

“เอ๊ะ” พนักงานรักษาความปลอดภัยมองรถชัดๆ อีกครั้ง ก่อนจะร้องอ๋อ “คันนี้ของคุณเองหรือครับ ผมเห็นมันเปิดไฟหน้าทิ้งไว้ตั้งแต่ตอนเข้ามาจอดแล้วนะ พอบอกขึ้นไปที่ออฟฟิศ เขาก็บอกว่าเจ้าของออกไปหน้างาน จนเย็นก็ยังไม่มา ตอนหลังคนที่เข้าเวรต่อจากผมบอกว่าคุณแจ้งเข้ามาว่าจะจอดรถค้างคืน แล้วก็ติดวันหยุดอีก สงสัย…แบตจะหมดแล้วล่ะครับ”

“แบตหมด?”

“หลายวันอย่างนี้ ไม่น่ารอดครับ ถ้าไงหารถมาพ่วงแบตดีกว่า แต่ผมว่า รถสมัยนี้ใช้ไฟฟ้าเยอะ พ่วงไฟเอาไม่อยู่หรอกครับ เรียกช่างจากศูนย์ยี่ห้อนี้เอาแบตมาเปลี่ยนเลยดีกว่า เขามีคิดค่าบริการนอกสถานที่เพิ่มอีกสองสามร้อยบาท ผมช่วยเรียกให้ได้นะครับ ผมเจอพนักงานรีบๆ เร่งๆ ลืมปิดไฟหน้าอย่างนี้จนชินแล้วล่ะ บางคนประตูปิดไม่สนิท รีบ จะไปประชุม บางคนไม่ดับเครื่องด้วยซ้ำ เผ่นไปทำงานเฉยเลย ผมน่ะถึงขนาดมีเบอร์ศูนย์ที่ใกล้ที่สุดเตรียมไว้ให้ทุกยี่ห้อเลยนะคุณ”

พนักงานรักษาความปลอดภัยผู้ทำงานให้บริษัทอย่างซื่อสัตย์มานานหลายปีแนะนำพลาง หัวเราะพลาง มัทมีนาดีใจที่เขาสามารถช่วยได้ แต่ดูเวลาแล้ว เธอคงไม่สามารถอยู่จัดการเรื่องแบตเตอรี่รถยนต์ได้จนจบ

“เอาอย่างนี้ดีกว่าค่ะพี่ เดี๋ยวมีนให้…ญาติ ให้เพื่อน หรือไม่ก็คนรู้จักมาจัดการต่อ พอดีต้องรีบไปทำงาน มีนจะเปิดรถทิ้งไว้ ถ้าเขามาแล้วก็ให้เขาเปลี่ยนแบตไป”

“เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ แจ้งไว้ตามนี้นะครับ”

“ค่ะพี่ ขอบคุณนะคะ ไปก่อนค่ะ”

“โชคดีครับ”

ว่าแล้วพนักงานบริษัทผู้รีบเร่งก็เดินกึ่งวิ่งเข้าลิฟต์สำหรับลงจากอาคารจอดรถ

ทีแรกมัทมีนาจะไหว้วานให้เพื่อนที่เข้าออฟฟิศช่วยดู แต่โทร.หาใครก็ไม่อยู่ เธอจึงเหลือเพื่อนสนิทที่พอจะขอร้องเรื่องพวกนี้ได้อีกสองคน คือทศทิศกับอามันต์

คนแรกย่อมคุยง่ายกว่าคนหลัง เพราะแม้อามันต์จะเป็นคนที่เธอไว้ใจมากที่สุด แต่เขาก็เป็นผู้ใหญ่กว่ามาก หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเธอโดยตรง มัทมีนาคงไม่ลังเลที่จะขอให้เขามาช่วย แต่นี่มันเป็นเพียงรถยนต์ที่จอดอยู่ในสถานที่ปลอดภัย ไม่น่าเป็นห่วง

หญิงสาวจึงโทร.หาเพื่อนรัก เจ้าตัวเพิ่งตื่นนอนตอนเธอโทร.ไปหา และบอกว่าวันนี้มีแผนจะออกไปข้างนอก ซื้อเสื้อผ้ากันหนาวเพิ่มสักสองสามชุด

“พอดีเลย นายแวะไปเปลี่ยนแบตให้เจ้าแดงน้อยของฉันหน่อยได้ไหมทศ เรียกช่างที่ศูนย์มาทำให้น่ะ พี่รปภ.บอกว่าโทร.ไป ถ้ามีคน ยี่สิบนาทีถึงครึ่งชั่วโมง เขาก็มาเปลี่ยนให้เสร็จเรียบร้อย”

“อือ” ทศทิศรับคำง่ายๆ เพราะแต่ไหนแต่ไร เขากับมัทมีนาก็เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว ก็แค่ขับรถไปทำธุระให้ จากนั้นก็กลับมา จะนอนต่อหรือทำงานต่อก็ได้ทั้งนั้น

“แล้วจะให้ขับกลับมาไว้บ้านเลยไหม”

“ได้เหรอ”

“ได้สิ เดี๋ยวเอาคุณอาไปด้วย”

“อ้าว” มัทมีนาแปลกใจ “นึกว่านายจะนั่งแท็กซี่ไปเอาเจ้าแดงน้อยไปซื้อของ”

“พอดีนัดคุณอาไว้แล้วน่ะ เดี๋ยวไปเจอคุณอาที่บ้านนาย เอากุญแจเจ้าแดงน้อยแล้วค่อยไปบริษัทให้”

“หือ? นี่นายนัดจะไปซื้อเสื้อกันหนาวกับคุณอากันสองคนเหรอ”

“ไม่ได้เหรอ”

“ก็…เปล่า ได้อยู่ แค่คิดไม่ถึงว่านายกับคุณอาจะสนิทกันเร็วถึงขนาดออกไปเดตกันได้แล้ว”

“ก็แค่ว่างตรงกันน่า” ทศทิศบอกเพื่อนรักไม่ได้หรอกว่าช่วงนี้เขาไปไหน จะต้องมีคนคอยดูแลคุ้มกันอย่างน้อยหนึ่งคน…เช่นเดียวกันกับเธอ แต่มันคงเป็นเรื่องผิดสังเกต หากอามันต์จะตามมัทมีนาไปทุกที่ตั้งแต่เช้าตรู่อย่างนี้ ดังนั้นเลงโบกับเดวิดจึงคอยตามเธอ ส่วนเขาก็มีอามันต์กับปีเตอร์ สลับกับอีกสองคนที่เหลือ

ดูเหมือนยุ่งยาก แต่ความจริงแล้วยิ่งอยู่รวมกลุ่มกัน การคุ้มกันยิ่งง่ายกว่าตอนเขายังต้องประจำอยู่ไซต์งานในต่างจังหวัด สิ่งที่ทศทิศต้องทำ ก็แค่ต้องมีใครไปด้วยอย่างน้อยหนึ่งคน และคนที่สมเหตุสมผลที่สุดย่อมเป็นอามันต์

“นายก็แจ้งกับพี่รปภ.ของนายละกัน ว่าจะไปสองคน เขาจะได้ไม่คิดว่าเป็นโจรลักรถ เสร็จแล้วเดี๋ยวให้คุณอาขับกลับบ้านนายให้”

“ทำไมเป็นคุณอาอีกแล้วล่ะ”

“ที่พักเขาอยู่ใกล้บ้านนายกว่าบ้านเรา ไม่รู้หรือไง”

“ไม่รู้ ไม่เคยถามนี่ว่าอยู่แถวไหน”

“แล้วเขาก็ไม่บอกหรือไง”

“อาจจะบอก แต่จำไม่ได้”

“ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากบอกให้รู้เหรอ”

“เขาไม่อยากให้รู้ก็เรื่องของเขาไม่ใช่เหรอ พิลึกจริงนายนี่”

น้ำเสียงของมัทมีนาไม่ได้แสดงความหวั่นไหวเลยสักนิด ทั้งที่ทศทิศอยากให้เกิดความผิดปกติสักหน่อย พอไม่…คนที่หงุดหงิดเลยกลายเป็นเขาเสียเอง

“เอาล่ะๆ เดี๋ยวไปจัดการให้ แค่นี้นะ”

 

ภารกิจเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ให้เจ้าแดงน้อยของมัทมีนา เริ่มต้นขึ้นในช่วงสายของวันเดียวกัน

ทันทีที่อามันต์กับทศทิศมาถึงอาคารจอดรถของบริษัทที่เธอสังกัด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งได้รับแจ้งเรียบร้อยแล้วก็ให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกโดยการติดต่อไปยังศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด หลังจากนั้น อามันต์กับทศทิศก็ยืนรอช่างอยู่ข้างรถของเธอ

ทุกอย่างราบรื่น และไม่ควรมีอะไรผิดปกติ ทว่าเมื่อผ่านไปราวสิบห้านาที มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาในลานจอดชั้นเดียวกัน เป็นหญิงสาวอายุราวสามสิบต้นๆ แต่งตัวด้วยชุดทำงานดูคล่องแคล่วแต่ก็แฝงความอ่อนหวานในตัว

ทศทิศและอามันต์ชำเลืองมองด้วยหางตา เห็นเธอเดินตรงไปยังรถยนต์ของตนซึ่งจอดอยู่ห่างรถของมัทมีนาไปแปดช่วง กดรีโมทและหยิบของออกมาจากที่เก็บของท้ายรถ พอได้ของที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว ผู้หญิงคนนั้นก็หันมามองชายหนุ่มแปลกหน้าสองคนบนลานจอดรถเงียบ ไร้ผู้คน ก่อนจะเลยเรื่อยมายังรถยนต์สีแดงที่พวกเขายืนพิงอยู่

ครั้นพบว่ารถยนต์สีแดงนั้นคุ้นตาเธอ หญิงสาวก็ตัดสินใจเดินมาหาพวกเขา

“พวกคุณเป็นใครคะ มาทำอะไรที่รถคันนี้”

ทศทิศกับอามันต์สบตากันเล็กน้อย ก่อนที่คนหลังจะเป็นผู้ตอบ “มาดูรถให้เพื่อนครับ แบตเตอรี่หมด เรากำลังรอช่างจากศูนย์รถยนต์อยู่”

บอกแค่นั้น หญิงสาวก็เบิกตาโต “อุ๊ย! คุณอา!”

ทศทิศมองงงเมื่อฝ่ายนั้นดูเหมือนจะรู้จักอามันต์

“โสจำเสียงคุณอาได้ค่ะ!” โสรยาบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น จริตจะกร้านกำลังพอดี “คุณมีนเคยเปิดแอพฝากข้อความเสียงแล้วโสอยู่ตรงนั้น โสเลยได้ยิน โสยังชมเลยค่ะว่าเสียงคุณอาเพราะมาก มันกังวานๆ เหมือนฟังจากเครื่องเสียง ตายละ โสก็ว่าตอนจอดรถเมื่อเช้าแล้วเห็นรถคุณมีน ยังคิดอยู่เลยว่าคุณมีนเข้าออฟฟิศเหรอ แต่พอขึ้นไปก็ไม่เห็นตัว ที่แท้รถแบตหมด มีอะไรให้โสช่วยไหมคะเนี่ย”

“ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมาก ผมโทร.เรียกช่างจากศูนย์แล้ว เดี๋ยวเขาติดแบตลูกใหม่มา ใช้เวลาเปลี่ยนไม่นานก็เสร็จ”

อามันต์ปฏิเสธความหวังดีอย่างสุภาพนุ่มนวล มีรอยยิ้มนิดๆ แต่แทนที่โสรยาจะรีบขอตัว กลับมองอามันต์ด้วยแววตาเหมือนมองของที่สวยจนต้องทอดถอนใจ

“…น่าเสียดายนะคะที่วันนั้นโสไม่ได้เจอคุณอา มัวแต่วุ่นวายกับการกันคุณคนนั้นให้คุณมีน เขาชื่ออะไรนะคะ…ชื่อคุณทิชากรค่ะ ใช่ โสจำได้ วันนั้นวุ่นวายมากเลยค่ะ คุณทิชากรจะทำร้ายคุณมีน โสรีบเรียกเพื่อนเรียกรปภ.มาช่วยกันจับ แล้วก็ให้คุณมีนหนี ก็เลยไม่ได้เจอคุณอาเลย”

ได้ยินชื่อทิชากร ทศทิศรู้สึกเหมือนหัวใจบิดตัวจนจังหวะการเต้นผิดปกติ กระนั้นเขาก็ยังต้องนั่งเงียบๆ คอยเก็บข้อมูลของผู้หญิงที่ใช้เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นข้ออ้างให้ตัวเอง ว่ามีความดีความชอบในฐานะเคยช่วยมัทมีนาไว้

“คุณมีนเล่าเรื่องวันนั้นให้คุณอาฟังหรือเปล่าคะ”

“เล่าครับ”

“คุณอาทราบหรือเปล่าคะว่ามันกลายเป็นเรื่องใหญ่ คุณมีนถึงกับโดนพวกผู้ใหญ่ไปสอบสวนเลย”

“ทราบครับ มีนเล่าให้ฟังอยู่”

“แย่จังเลยนะคะ เรื่องของคนอื่นแท้ๆ ได้ยินแว่วๆ ว่าคุณทิชากรนั่นเป็นภรรยาเพื่อนสนิทชื่อทศทิศ พอดีโสอาสาไปเป็นพยานให้คุณมีนน่ะค่ะ ก็เลยได้ยินชื่อไปด้วย คุณอารู้จักหรือเปล่าคะ”

“รู้จักครับ”

“ไม่รู้เรื่องไปถึงไหนแล้วนะคะ”

ไปถึงไหนน่ะหรือ…อามันต์อยากจะปรายตามองไปยังชายหนุ่มที่ยืนเงียบอยู่อีกทาง เธอจะได้รู้ว่าเรื่องมันไปถึงตรงนี้แล้วละ

“อุ๊ย คุยกันมาตั้งนาน ยังไม่ได้แนะนำตัวเลย โสชื่อโสนะคะ มาจากโสรยา แล้วคุณอา…”

“อามันต์ครับ”

“อ๋อ คุณมีนเลยเรียกคุณอาสินะคะ แหม โสก็นึกว่าเรียกตามศักดิ์อะไรอย่างนั้น”

อามันต์ไม่คิดจะแก้ไขความเข้าใจผิดของใครทั้งนั้น แค่ทนคุยกับคนแปลกหน้านี่ เขาก็เหนื่อยมากพอแล้วเพราะมันต้องตื่นตัวตลอดเวลา

“แล้วอีกคน…” หญิงสาวไม่สามารถทำเป็นมองไม่เห็นใครอีกคน เพราะมันจะดูเป็นการเสียมารยาท

“ม่านครับ น้องชายพี่มีน” ทศทิศบอกส่งๆ

“ต๊าย น้องชายคุณมีนเองหรือคะ ได้เจอตัวจริงสักที หน้าคล้ายพี่สาวเหมือนกันนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ พี่ชื่อโสรยา เป็นเพื่อนสนิทคุณมีน”

ทศทิศไม่รู้ว่าโสรยามองตรงไหน ถึงบอกว่าเขาหน้าเหมือนมัทมีนา ถ้าสายตาไม่มีปัญหา ก็เป็นไปได้ว่าโดนอะไรบางอย่างบังอยู่ เป็นต้นว่าความหลง…อะไรแบบนั้น

“ยินดีที่ได้รู้จักครับพี่โส วันนี้ไม่ทำงานหรือครับ ถึงว่างคุยกับพวกผม”

อยู่ดีๆ น้องชายของมัทมีนาก็เล่นบทป่วนเหมือนจะไล่เธอ โสรยาไม่สะดุ้งสะเทือน เพราะเธอทำงานกับผู้คนมากมายนับไม่ถ้วน รับมือคนมาแล้วร้อยแปดจำพวก การป่วนแบบสุภาพเช่นนี้ ไม่เจ็บสักกะนิด

“งานช่วงเช้าเสร็จหมดแล้วค่ะ พี่เป็นคนทำงานเร็ว นี่ลงมาที่รถ มาเอางานที่หอบไปทำที่บ้านตอนวันหยุดค่ะ แล้ววันนี้น้องม่านไม่ทำงานหรือคะ”

“ผมเพิ่งลาออกมาเรียนต่อปอโทครับ วันนี้หยุด”

“น่าอิจฉาจังค่ะ บริษัทพี่นี่ให้พนักงานทำงานคุ้มเงินเดือนจริงๆ อย่างวันนี้คุณมีนก็ต้องออกนอกสถานที่อีกแล้ว”

“ช่างมาแล้ว”

อามันต์ส่งเสียงเตือนเบาๆ แต่ก็ดึงความสนใจจากทุกคนไปได้

ช่างจากศูนย์บริการมากันสองคนด้วยรถจักรยานยนต์ สามารถวิ่งได้เร็วและสะดวกสำหรับการจราจรในกรุงเทพฯ มาถึงก็จัดแจงเปิดกระโปรงรถแล้วเปลี่ยนแบตเตอรี่ ใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีก็เสร็จ

อามันต์กับทศทิศจ่ายเงินและเตรียมตัวกลับ ทว่าโสรยาซึ่งหายไประหว่างช่างกำลังเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้รถยนต์ของมัทมีนา กลับส่งเสียงเรียกมาจากรถยนต์ของเธอ

“ช่างคะ เดี๋ยวก่อนค่ะช่าง!”

หญิงสาวเดินกึ่งวิ่งกลับมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยสีหน้าเหมือนพบปัญหายุ่งยาก ตึงมือ

“ช่างคะ รบกวนเดี๋ยวค่ะ ช่วยไปดูยางให้ทีได้ไหมคะ”

“เป็นอะไรหรือครับ”

“ดิฉันเห็นยางมันมีรอย ไม่แน่ใจว่าถ้าขับออกไปจะเป็นอันตรายไหมน่ะค่ะ”

ช่างจากศูนย์รถยนต์พยักหน้าแล้วเดินไปที่รถยนต์ของเธอ

โสรยาฉวยโอกาสนั้นขอร้องชายหนุ่ม “คุณอาอยู่เป็นเพื่อนโสก่อนนะคะ”

สุภาพสตรีอุตส่าห์เอ่ยปาก ขอให้อยู่เป็นเพื่อน แม้ทศทิศกับอามันต์อยากขอตัว แต่โดยมารยาทแล้ว พวกเขาก็ไม่สมควรจากไปโดยทิ้งให้เธออยู่กับช่างผู้ชายตามลำพัง ยิ่งเธออ้างว่าเป็นเพื่อนสนิทของมัทมีนา หากพวกเขาไม่สนใจเลย อาจทำให้มัทมีนาโดนนินทาลับหลัง

เป็นดังนี้ ทั้งหมดจึงพากันแห่ไปดูยางรถยนต์ของเธอ ก่อนจะพบว่ามันมีรอยเจาะระหว่างดอกยางอยู่รอยหนึ่ง ช่างใช้ไฟจากโทรศัพท์มือถือส่องดู แล้วก็เงยหน้าขึ้น

“ลึกอยู่นะครับ ไปโดนอะไรมาครับเนี่ย”

“ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ เพิ่งสังเกตเห็นก็เมื่อกี้เอง”

“ควรเปลี่ยนยางดีกว่าครับ อย่างนี้ขับไปสักพักอาจจะแตกได้”

“ช่างเปลี่ยนให้ได้ไหมคะ พอดีดิฉันมียางอะไหล่อยู่ท้ายรถ”

“ไม่ได้เอาเครื่องมืออะไรมาเลยครับ อีกอย่างผมเป็นช่างจากศูนย์ เสร็จงานแล้วก็ต้องรีบกลับ ถ้าจะมีงานนอกสถานที่อีกก็ต้องให้เจ้าหน้าที่ในศูนย์คีย์งานให้ก่อน ทำเลยไม่ได้ครับ”

“โอ๊ย แล้วอย่างนี้ทำยังไงดีคะคุณอา”

โสรยายังคงทำราวกับอามันต์เป็นเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกับเธอ ทศทิศเห็นแล้วงง ดังนั้นพออามันต์เริ่มให้คำแนะนำว่าควรจะติดต่อร้านขายยาง เพราะน่าจะมีบริการเปลี่ยนยางนอกสถานที่ด้วย เขาก็หลบกลับมาที่รถยนต์ของเพื่อน แล้วแอบถ่ายรูปอามันต์กับโสรยาไว้หนึ่งรูป

ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง ร้านจำหน่ายยางก็นำยางมาเปลี่ยนให้โสรยา หลังเสร็จสิ้นภารกิจ โสรยาก็เสนออาหารค่ำหนึ่งมื้อ เป็นการตอบแทนที่อามันต์อยู่เป็นเพื่อนเธอ ซึ่งแน่นอนว่าอามันต์ต้องปฏิเสธ

หลังจากนั้นทศทิศกับอามันต์ก็แยกกันกลับ โดยทศทิศขับรถคันเดิมกลับบ้าน ส่วนอามันต์นำรถยนต์ของมัทมีนาออกไปจากอาคารจอดรถ และไม่มีการไปซื้อเสื้อกันหนาวเพิ่มแต่อย่างใด

ช่วงเที่ยง ตอนที่ทศทิศนั่งกินข้าวเช้าควบข้าวกลางวันอยู่ที่ร้านอาหารแบบคาเฟ่ ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่เส้นหนึ่ง มีปีเตอร์เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะ มัทมีนาก็โทร.เข้ามาหาเพื่อถามเรื่องโสรยา

“นายบอกพี่โสเหรอว่านายเป็นม่าน”

หนุ่มวิศวกรวางครัวซองผักโขมกับชีสลงบนจานตัวเอง “อือ พอดีพี่คนนั้นเขาพูดถึงทิชาขึ้นมา เราขี้เกียจบอกว่าคู่กรณีของทิชาคือเราเอง ก็เลยบอกว่าเป็นน้องนาย ทำไม เขาจับได้เหรอ”

“ไม่ใช่เรื่องจับได้หรือไม่ได้หรอก แต่เขาชวนพวกเราไปกินมื้อค่ำวันมะรืน ตอบแทนที่พวกนายอยู่เป็นเพื่อนเขาตอนเปลี่ยนยาง”

“หา เรื่องแค่นั้นถึงกับต้องเลี้ยงตอบแทนเลยเรอะ ปกติเจอแต่คนใจดำหรือไงถึงต้องมาซาบซึ้งอะไรกันขนาดนี้”

“ไม่หรอก พอดีมันประจวบเหมาะ จบนิทรรศการของคุณธนิสร์น้องชายของเขาได้ระยะหนึ่งแล้วด้วย เขาเคยเปรยว่าจะเลี้ยงฉันกับเพื่อนๆ ที่เคยไปช่วยงานอีกทีหนึ่งแบบกันเองๆ พี่โสเขาก็เลยจะเอามารวมงานนี้ทีเดียว แถมยังชวนเพื่อนๆ ไปได้แล้วตั้งสี่คน พวกนั้นมันเซียนจะตาย มีคนเลี้ยงข้าวฟรีก็มาคร่ำครวญสิว่าจะไปให้ได้

“ฉันเองก็ค้างหนี้น้ำใจพี่โสด้วย ตั้งแต่ตอนเขาช่วยฉันจากคุณทิชา พี่โสเขาอุตส่าห์ช่วยตั้งแต่ตอนเกิดเรื่องยันไปเป็นพยานตอนโดนเรียกสอบ พอเขาบอกอยากเลี้ยงมื้อค่ำพวกนายสองคนด้วย ฉันก็ปฏิเสธไม่สะดวก ก็เลยโทร.มาถามว่าเอายังไงดี”

“ไม่ไปอะ” ทศทิศส่ายหัว ตัดบัวไม่เหลือใย “ไปให้โป๊ะเหรอว่าไม่ใช่เจ้าม่าน อีกอย่างมะรืนกลางดึกเราต้องออกเดินทางแล้วด้วย ไม่อยากหาเรื่องเหนื่อยเพิ่ม”

“แล้ว…คุณอาล่ะ”

“ทำไม”

“คุณอาจะไปไหม”

“มาถามอะไรเรา ไม่ไปถามเจ้าตัว”

“หันไปถามให้หน่อยสิ”

“หา” ทศทิศหันไปมองปีเตอร์แล้วทำหน้างง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าวันนี้เขาบอกเพื่อนไว้ว่าจะมาหาซื้อเสื้อกันหนาวเพิ่มกับ ‘คุณอา’ ในเมื่อพวกเขาไปเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ให้ตอนสิบโมงกว่า ลากยาวไปเรื่องเปลี่ยนยาง นี่เพิ่งเที่ยงกว่า ตามหลักแล้วอามันต์จึงน่าจะยังอยู่กับเขา แต่จะให้ถามปีเตอร์แทน ปีเตอร์ก็คงจะตอบไม่ได้ว่าอามันต์อยากไปดินเนอร์หรือไม่ไป

“เอ่อ…คุณอาไปห้องน้ำน่ะ”

“เหรอ งั้น…ถ้าคุณอากลับมา นายอย่าลืมบอกคุณอานะว่านายไม่ไป”

“ทำไม”

“อ้าว เขาเชิญคนที่อยู่เป็นเพื่อนเขาตอนเปลี่ยนยางทั้งสองคนนี่ เผื่อนายไม่ไป คุณอาจะได้พิจารณาไม่ไปด้วยได้ง่ายขึ้น”

“สรุปคือไม่อยากให้เราไป หรือไม่อยากให้คุณอาไปกันแน่ มานี”

ทศทิศถามนิ่มๆ แต่มัทมีนาไม่รู้จะตอบอย่างไร ซึ่งเขารู้อยู่แล้วว่ามันต้องออกมาในรูปนี้

มัทมีนาเดาความหมายจากท่าทีของโสรยาได้ แต่ในขณะที่เขาบอกเธอแล้วว่าจะไม่ไป เพราะต้องเดินทางคืนนั้น เธอกลับยังพยายามขอให้เขาช่วยหาทางทำให้อามันต์ปฏิเสธอีกคน มันย่อมหมายความว่าคนที่เธอห่วง…หวง…ที่สุด คืออามันต์ ไม่ใช่เพื่อน

ทศทิศชักจะไม่สบอารมณ์ หยิบครัวซองไส้ผักโขมชีสขึ้นมากัดแล้วบ่นทั้งๆ อาหารยังเต็มปาก

“ถ้านายกังวลใจนะมานี ทำไมนายไม่ประกาศไปเลยล่ะว่าพี่โสคะ อย่ายุ่งกับคุณอาเลยค่ะ คนนี้ไม่ได้ค่ะ ของมีน!”

“จะให้เที่ยวบอกใครต่อใครว่าเป็นเจ้าของผู้ชายเหรอ ไม่เอาด้วยหรอก” มัทมีนาตอบโดยไม่ปฏิเสธเรื่องระหว่างเธอกับอามันต์

ทีแรกทศทิศคิดว่าเพื่อนรักจะลังเลกับเรื่องนี้บ้าง ปรากฏว่าไม่ใช่ เธอถึงกับยอมรับกลายๆ แล้วว่าคบหากับผู้ชายคนนั้นอยู่

เขาอยากจะร้องออกมาดังๆ เหมือนคนบ้า! ต้องรีบยัดครัวซองไส้ผักโขมชีสที่เหลือใส่ปาก กันไม่ให้ตัวเองแหกปาก จากนั้นก็เคี้ยวแรงๆ แก้อารมณ์เสีย

มันไม่ควรเป็นอย่างนี้! เพื่อนของเขาเป็นคนธรรมดา แถมยังเป็นคนดี เกิดมาก็ดี โตมาในครอบครัวอบอุ่น ทั้งชีวิตมีแต่ช่วยคนอื่น ให้คนอื่น ทำไมไม่เจอคนดีเลิศ กลับต้องมาพัวพันกับอามันต์เพราะเขาเป็นต้นเหตุด้วย!

เกลียด! เกลียดทั้งตัวเอง เกลียดทั้ง…คนที่เคยช่วยชีวิตเขากับมัทมีนาไว้ แต่มาทำร้ายกันอย่างนี้

ไม่มีทาง ทศทิศจะทำหน้าที่เพื่อนเท่าที่ยังพอมีโอกาสทำ!

“มานี!”

“หา อะไร ทำไมต้องตะโกน ตกใจหมด”

“นายไม่อยากไป ไม่อยากให้เรากับคุณอาไป แล้วนายไม่คิดหรือว่าคุณอาจะอยากไป”

“หือ ไม่นะ”

“แน่ใจได้ไง”

“แล้วทำไมต้องไม่แน่ใจ”

ยอกย้อนเหมือนรู้ใจ…ฟังแล้วแสลงหูที่สุด!

“เรามีรูปอะไรให้ดู”

“อะไร”

“แป๊บ” ว่าแล้วหนุ่มวิศวกรก็ส่งรูปของอามันต์กับโสรยาที่เขาแอบถ่ายไว้ไปให้เพื่อนรัก พออีกฝ่ายเปิดดูแล้ว ค่อยต่อบทสนทนา “เห็นอะไรไหม”

“ก็…เห็น”

“ใช่ พี่โสอะไรนั่นเขาเล็งคุณอาอยู่ คุณอาปฏิเสธไปแล้ว แต่เขายังไปบีบนายอีก เชื่อขนมกินได้เลยว่าเขาไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แน่ เพราะงั้น นายก็ตัดสินใจเอาเองแล้วกันว่าจะชวนคุณอาหรือไม่ชวน แค่นี้นะ กินขนมปังอยู่ ติดคอ!”

ทศทิศตัดบทและตัดสายเพื่อน ก่อนจะโยนสมาร์ตโฟนกลางเก่ากลางใหม่ของตนลงบนโต๊ะ ปีเตอร์ซึ่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วยส่ายหัวเบาๆ

“ไม่ถูกใจตัวเอง ก็ไม่เห็นต้องบังคับคนอื่นให้ไม่ถูกใจด้วยเลยนี่คุณทศ แกล้งคนอื่นเป็นเด็กๆ ไปได้”

“ผมแกล้งใครที่ไหน” คนอารมณ์ไม่ดีกวนกลับ “ทำอย่างนี้มานีจะได้ไม่ชวนคุณอาไปดินเนอร์ประสาทแดกอะไรนั่นไง ผมอุตส่าห์ช่วยคุณอาให้ไม่ต้องไปเที่ยวตะลอนเปิดตัวที่ไหนนะ มาว่าผมแกล้ง โปรดสัตว์ได้บาปจริงๆ”

“ตัวคุณเองน่ะรู้ดีที่สุดว่าคิดอะไรอยู่”

“ไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้นแหละ นอกจากอยากมานั่งกินข้าวร้านที่เคยนั่งประจำ เผื่อไปไกลแล้วจะไม่ได้กลับมาอีกนาน”

“แล้วกลับมากินอีกครั้งในรอบเดือนกว่า ครัวซองอร่อยไหมล่ะ”

“ห่วยแตก!”

ปีเตอร์โคลงศีรษะแล้วหยิบโทรศัพท์ของตนขึ้นมา ติดต่อหาอามันต์

“คุณทศหาเรื่องปวดหัวให้อีกแล้วครับลู คราวนี้เขาเป่าหูคุณมีนเรื่องผู้หญิงเมื่อเช้า”

 

เสร็จงานช่วงแดดร่มลมตก เพียงแค่ก้าวออกจากพื้นที่ที่กำลังจะมีโครงการก่อสร้างหมู่บ้านหรูแห่งหนึ่ง มัทมีนาก็พบว่าเจ้าแดงน้อยจอดรอเธออยู่ริมถนน มิหนำซ้ำคนที่พามันมาส่ง ยังหันมามองทันทีที่เธอปรากฏตัว

อากาศร้อนอบอ้าวที่ลอยตัวขึ้นสูงเปิดทางให้อากาศเย็นเข้ามาแทนที่ ก่อให้เกิดลมพัดข้ามพื้นที่ร้อยไร่มาตกต้องตัวเธอ มัทมีนาเสยผมยาวยุ่งๆ ของตนให้เข้าที่ขณะเดินไปที่รถ โดยไม่ละสายตาจากคนตัวสูงในชุดเรียบง่าย เชิ้ตขาวกางเกงยีน กับแว่นกันแดดสีดำสนิท

เพื่อนร่วมงานที่หญิงสาวตั้งใจจะติดรถไปลงที่หัวถนนตะโกนเรียก

“มานี รถอยู่ทางนี้!”

มัทมีนาหันไปหา แล้วตะโกนตอบเพื่อน

“ไม่ไปแล้ว มีคนมารับ!”

อีกฝ่ายชะเง้อมองคนมารับที่ว่า พอเห็นว่ามีชายหนุ่มอีกคนยืนพิงรถยนต์ของมัทมีนา ก็ยกมุมปากขึ้นยิ้มกริ่ม ทำมือทำไม้ว่าจะโทร.หาเพื่อถามหาความจริงจากเรื่องนี้อีกที

มัทมีนาโบกมือส่งเพื่อนขึ้นรถ ก่อนจะหันกลับมาหาคนมารับเธอ

“ตามพิกัดจากมือถือมาหรือคะ”

“ใช่”

“แล้วทำไมไม่รอเจอกันที่บ้านล่ะคะ”

ยามเธอถาม ไม่มีวี่แววขุ่นขึ้งอยู่ในดวงตาคู่สวย อามันต์มองเธอ…แต่ไม่รู้จะตอบอย่างไร พอทิ้งบทสนทนาไปได้ครู่หนึ่ง มัทมีนาก็ยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิก มองเขาด้วยดวงตาพราวระยับ เหมือนมีดาวอยู่ในนั้น

“อย่าบอกนะคะว่าคุณอามาเพราะเรื่องรูปที่ทศส่งให้มีนดูเมื่อกลางวัน คุณอาเกิดไม่สบายใจ กลัวมีนโกรธ ก็เลยรีบมาหา”

อามันต์ทำหน้าบึ้งน้อยๆ แล้วเมินไปมองทางอื่น “แล้วโกรธหรือเปล่าล่ะ”

“อะไรจะโกรธง่ายขนาดนั้นล่ะคะ” หญิงสาวจับแขนเขาแล้วดึงเบาๆ ให้หันมา

กลางแสงอาทิตย์ยามกลางวันที่ยังสว่าง รอยยิ้มของเธอเจิดจ้ากว่า

“เทียบกับเรื่องที่เราผ่านมาด้วยกันไม่ได้เลยนะ ดูนี่สิคะ” มัทมีนาแบมือให้ดูรอยถลอกที่กำลังตกสะเก็ด ใกล้หายเต็มที “นี่ก็แผลหนึ่ง รอยช้ำตรงต้นแขนก็เพิ่งหายไปก่อนหน้านี้สักพัก แล้วก่อนหน้าโน้นก็มีตรงหน้าแข้ง อันที่นานที่สุดก็โน่น สิบห้าปีก่อน มีไฟลวกบ้างตามแขนตามขา ผมมีนหงิกไปครึ่งหัวเลยนะคะ แต่คุณอาต้องจำไม่ได้แน่เพราะไม่ค่อยมองหน้ามีนเท่าไหร่ ไปหาทีไรก็ไล่ๆๆ…”

พูดไม่ทันจบหรอก อามันต์ก็ค่อยๆ ดึงเธอเข้ามากอด เพื่อจะได้ไม่ต้องทนกับความรู้สึกที่พุ่งขึ้นมาอย่างยากจะยั้ง

ใช่ ตอนนั้นแม้แต่หน้าเธอ เขายังไม่อยากมอง เพราะมันทำให้เขาเอาแต่นึกว่าหากลูกสาวเขายังอยู่ ก็คงจะโตเท่าเด็กหญิงมัทมีนาในสักวัน

ความเจ็บปวดของเขาช่างยาวนาน…แต่ในที่สุด เขาก็ได้พบใครสักคนอีกครั้ง และที่สำคัญ…เธอมาพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการมากที่สุดในชีวิต

“…อานึกว่ามีนจะโกรธ”

“เรื่องเล็กนิดเดียวเอง แค่มีคนมา…เรียกว่าอะไรนะคะ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองเขา “ต้องตาต้องใจคุณอา ใช่ไหมคะ”

“ไม่รู้”

“ต้องใช่แน่ๆ” หญิงสาวย่นจมูกใส่ “ไปยืนทำหน้าหล่อๆ ใส่จนเขาทนไม่ไหว จะเจอให้ได้”

“ไม่เอาด้วยหรอก กลัวคนแปลกหน้า”

มัทมีนาหัวเราะขำ “ถ้าอย่างนั้นก็ปฏิเสธเขาไปเถอะค่ะ มีนไม่อยากให้คุณอาไม่สบายใจ คุณอาไม่สบายใจมาพอแล้ว มีนอยากให้มีความสุขมากๆ”

อามันต์พยักหน้ารับทราบความต้องการของมัทมีนา ทว่าความสุขของเขา…เธอจะรู้ไหมว่าขึ้นอยู่กับเธอ

“มีนยังต้องทำงานกับเขาอยู่ รับปากเขาไปเถอะ ก็แค่เลี้ยงข้าวมื้อเดียวเอง”

“อ้าว ไม่กลัวคนแปลกหน้าแล้วเหรอ”

คนอย่าง เลอ ลู หรือจะกลัวผู้หญิงคนหนึ่ง “ไม่รับปากวันนี้ มีนคิดหรือว่าจะไม่มีวันอื่น เดี๋ยวเขาก็แกล้งมีนหรอก”

“พี่โสไม่ใช่คนอย่างนั้นหรอกค่ะ เขาช่วยมีนไว้เยอะนะ ไม่เคยได้ยินว่าแกล้งใครในที่ทำงานด้วย เป็นคนหวานๆ เย็นๆ อยู่ ตอนเขาหว่านล้อมมีน ขอให้พาคุณอาไปด้วย มีนยังออกจะตกใจเลยว่าอะไรจะรีบขนาดนั้น ถึงขนาดเอาเพื่อนๆ ที่ชวนไว้เรียบร้อยแล้วมาอ้างเชียวนะคะ แต่พอคิดไปคิดมา ถ้ามีนเลี่ยงเขาสักพักหนึ่ง เดี๋ยวพี่โสรู้ตัว ก็คงเลิกตื๊อไปเองแหละ”

อามันต์เอานิ้วจิ้มหน้าผากเธอเบาๆ โดยไม่อธิบายอะไรเพิ่ม

มัทมีนาอาจจะช่างสังเกต รู้ทันสถานการณ์รอบตัว แต่น้ำใจคน มันลึกจนยากจะหยั่งถึง และเธอก็พลาดมาแล้วในหลายๆ เรื่อง

โสรยาเป็นใคร เขาอาจไม่สามารถรู้จนทะลุปรุโปร่ง แต่ผู้หญิงที่กล้าใช้เล่ห์เหลี่ยม…เอาของแหลมแทงยางรถยนต์เพื่อหวังผล…ย่อมเป็นคนที่ใจกล้ากว่าธรรมดา เมื่อรวมเข้ากับการใช้ทุกวิถีทางเพื่อบีบให้มัทมีนาพาเขาไปพบ เธอก็ได้ส่งสัญญาณออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่ามีสัญชาตญาณของผู้ล่า แล้วเขาจะปล่อยให้มัทมีนาเผชิญหน้ากับคนแบบนั้นโดยไม่สนใจไยดีได้อย่างไร

ในเมื่อเลี่ยงไม่ได้ เขาก็ต้องเลือกศึกษาฝ่ายตรงข้ามเพื่อจะได้รับมือ ดีกว่าปล่อยให้เรื่องมันเกิดในจุดที่เขาไม่รู้ไม่เห็น ไม่สามารถดูแลเธอ

“ไม่เป็นไร อาไปได้ สัญญาด้วยว่าจะไม่ทำให้ตัวเองไม่สบายใจ ดีไหม”

“ไม่ฝืนใจตัวเองนะ”

“ไม่หรอก”

“สัญญาแล้วนะคะ”

“ฮื่อ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปเถอะค่ะ อะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ ขอแค่คุณอามีความสุขก็พอ”

มัทมีนาบอกพร้อมยิ้มให้เขาทั้งปากทั้งนัยน์ตา

และรอยยิ้มของเธอก็งดงามกว่าสิ่งใด…ในใจของอามันต์

 

Don`t copy text!