มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 25 : ใครคนนั้น…

มาลัยใบพฤกษ์ บทที่ 25 : ใครคนนั้น…

โดย : เนียรปาตี

มาลัยใบพฤกษ์ นิยายออนไลน์สนุกๆ มีให้อ่านออนไลน์ที่อ่านเอา โดย เนียรปาตี เรื่องของแพทย์หนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้าน ชอบช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยจิตใจเมตตา หากโลกอีกใบของเขากลับตรงข้าม ความรักที่มีต่อเพศเดียวกันกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่พาชายหนุ่มออกเดินทางไปในเส้นทางที่โลดโผน ซับซ้อน ซ่อนเร้น สุดท้ายแล้วความรักที่แท้จริงคืออะไรกันแน่

ปักเป้ากับวชิระมองหน้ากันไม่ติด ถ้าบังเอิญสายตาสบกันก็ยิ้มแห้งๆ เจื่อนๆ แล้วเมินไป ทว่าความเจ็บใจจากเรื่องเมื่อคืนยังไม่จางหาย ผู้รับเคราะห์กรรมทั้งหมดคือน้ำอบและลูกค้า

“อีน้ำอบ เอากุ้งออกมาเติมเร็วๆ ซี หมดตั้งนานแล้วไม่เห็นเรอะ”

“ยำอะไรเนี่ย แคบหมู หอยแครง หน่อไม้” อ่านรายการแล้วทำตาเขียวใส่ลูกค้า “ยังไงคะ จะเหนือ อีสานหรือใต้ จะสั่งอะไรก็ดูด้วยว่ารสมันไปด้วยกันได้รึเปล่า”

ที่ทำให้เกิดเรื่องจนเจ้าของตลาดต้องตามมาไกล่เกลี่ยคือ

“พี่! พี่คนนั้นน่ะ เดินวนหน้าร้านมาร้อยรอบแล้วนะ จะซื้อก็มาเอาบัตรคิว ถึงคิวแล้วจะเรียก ถ้าไม่ซื้อก็ไปเดินที่อื่น เกะกะหน้าร้าน ลูกค้าคนอื่นเขาไม่มีที่ยืน ตลาดนะไม่ใช่สถานปฏิบัติธรรม จะได้มาเดินจงกรม นี่ถ้าผ่านมาอีกที แม่จะพาวนเมรุสามรอบแล้วยกขึ้นเผาเลย”

ที่ผ่านมา ถ้อยคำจิกกัดลักษณะนี้เป็น ‘ความบันเทิง’ สำหรับลูกค้าที่เข้าคิวรอ หากบัดนี้กลายเป็นเรื่องขำไม่ออก เพราะผู้ถูกต่อว่าซึ่งหน้าไม่พอใจ โต้ตอบกลับมา

“ตลาดเป็นที่สาธารณะ จะเดินกี่พันรอบก็ได้”

“คุณพี่ขา…แหกตาดูก่อนว่ามันสาธารณะตรงไหน ตลาดนี้เป็นที่ส่วนบุคคลค่ะ เขาเปิดเป็นตลาด แล้วร้านขายของในนี้น่ะ เช่าค่ะ เช่าพื้นที่มาขาย คุณพี่เข้าใจคำว่า ‘เช่า’ ไหมคะ เช่าที่แปลว่าผู้เช่ามีสิทธิ์เป็นเจ้าของชั่วคราวน่ะค่ะ”

คู่กรณีไม่ยอมถูกว่าฝ่ายเดียว โต้กลับอีกแล้วเรื่องก็ลุกลามไปจนต้องเจ้าของต้องมาไกล่เกลี่ยด้วยตัวเอง และสรุปข้อเสนอกึ่งขอร้องแกมบังคับว่า

“หยุดขายสักพักหนึ่งดีกว่าครับ อันที่จริง ร้านยำพี่ก็มีคนร้องเรียนมาเป็นระยะ เรื่องความสะอาดกับการพูดของพี่ ลูกค้าหลายคนไม่ชอบนะครับ ผมตามในโซเชียลดูก็เห็นอยู่เหมือนกัน เรื่องวันนี้มีคนไลฟ์ด้วย ตอนนี้ทัวร์ลงแล้ว พี่เห็นใจผมนะครับ”

ปักเป้าไม่อาจทำอะไรได้นอกจากเหวี่ยงกลับบ้าน

“อีน้ำอบ มึงเก็บของเก็บร้านให้ด้วย กูจะกลับก่อน ค่าจ้างวันนี้ มึงไปเอาที่ห้องกูพรุ่งนี้นะ”

 

หายหน้าไปสองเดือนเต็ม ปักเป้าก็กลับมาขายยำที่เก่าอีกครั้งหนึ่ง ติดต่อน้ำอบให้มาช่วยกัน ฝ่ายนั้นก็อ้ำอึ้งอึกอักพูดไม่เต็มเสียง บ่ายเบี่ยงไปมา แต่ไม่ยอมบอกตรงๆ ชัดๆ ว่าไม่สะดวกมาเป็นลูกมืออีกแล้วเพราะอะไร ปักเป้าจึงต้องจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง ตั้งรถเข็นที่จุดเดิม อดเหลียวมองร้านนมข้างๆ ไม่ได้

ถึงกับอั้นอึ้งตะลึงไปเมื่อพบว่า ตรงนั้นมิใช่ร้านนมอีกแล้ว แต่เป็นร้านขายยำ

ยิ่งฉุนจัดเมื่อเห็นป้ายใหญ่เขียนคำว่า ‘น้ำอบครบเครื่อง’

เร็วเท่าความคิด สองขาก้าวเข้าไปประจันหน้าเพื่อนเก่าที่เคยเป็นลูกมือกันมา ทว่าบัดนี้เป็นเจ้าของร้านเสียเอง

“อีน้ำอบ! ทำไมมึงมาอยู่ตรงนี้ ชิระอยู่ไหน”

“เขาไปแล้ว”

“ไปไหน”

“จะไปรู้เรอะ เห็นว่าสอบ กพ.ไว้ แล้วเขาเรียกไปบรรจุ” น้ำอบถือโอกาสบอกเสียคราวเดียว “ที่ร้านนี้ยังติดสัญญาเช่า เจ้าของตลาดไม่ให้ยกเลิก เขาก็เลยให้ฉันรับช่วงทำต่อ”

ปักเป้าอึ้ง…วชิระไปแล้ว จากไปโดยไม่มีคำร่ำลา แล้วนังเพื่อนเก่า ไม่ถึงกับเป็นเพื่อนรัก แต่ก็หักเหลี่ยมโหดด้วยการทำธุรกิจเดียวกัน…แบบนี้มันหยามยิ่งกว่าเอาเท้าเหยียบหน้ากันเสียอีก

“แล้วทำไมต้องขายยำเหมือนฉัน”

“แกไม่มาขายเป็นเดือน เจ้าของตลาดอนุญาต ฉันก็ขายสิ”

“ฉันไม่ได้หยุดเองนะ เขาขอให้พักแป๊บนึงต่างหาก” ปักเป้าไม่ยอมแพ้

“จะเพราะอะไรก็ช่าง เจ้าของตลาดอยากให้มีร้านยำนี่”

กวาดตามองถ้วนทั่วยิ่งชวนให้โมโห รสมือเป็นอย่างไรไม่รู้ละ แต่ร้านน้ำอบมีภาษีดีกว่าเพราะมีโต๊ะนั่งกินที่ร้านได้ ในขณะที่ปักเป้าใส่ถุงขายอย่างเดียว หล่อนจึงพาลใส่ทุกอย่างที่ขวางตา

“มึงเลียนแบบกู อีน้ำอบ”

ชี้ไปยังขวดบรรจุน้ำยำสำเร็จรูป สำหรับผู้ไม่อยากรอคิวนาน ซื้อน้ำยำและเครื่องเคราเอาไปเคล้าเองที่บ้าน

“น้ำยำสูตรกู หน็อย…อีงูพิษ อีเลี้ยงไม่เชื่อง กูจ้างมาเป็นลูกมือ เสือกแว้งกัดขโมยสูตรกูมาขายเองหน้าด้านๆ”

“อย่ามั่นหน้า! อีปักเป้า” น้ำอบสวน เป็นนานครั้งที่หล่อนจะโต้กลับแรงๆ “เอาความมั่นใจมาจากไหนนักหนา มึงเกิดใต้ต้นมั่น กินใบมั่นเป็นอาหารจานแรกรึไง ถึง ‘มั่น’ ได้ไม่ลืมหูลืมตาขนาดนี้ กูไม่เถียงว่ายำมึงรสชาติดี แต่ก็มีสูตรของกูเองมะ”

“มึงอย่าแถ อย่างเก่งมึงก็เอาสูตรกูไปปรับ” ปักเป้ายังคงมั่นใจในความคิดตน

“งั้นมึงอ้าปากรอเลย กูจะเอากรอกปากให้หมดขวด จะได้รู้ว่าในขวดนี้ สูตรมึงหรือสูตรกู”

พอเห็นว่าน้ำอบเอาแน่ ปักเป้าก็ล่าถอย แต่ที่จะยอมแพ้นั้นไม่มีทาง

เย็นนั้นตลอดถึงดึก ศึกชิงลูกค้าร้านยำสองเจ๊จึงเกิดขึ้น

ปักเป้าใช้กลยุทธ์เดิม คือเจ๊าะแจ๊ะสนุกสนานแทรกสำนวนจิกกัดแสบๆ คันๆ ในขณะที่น้ำอบเอาความอ่อนโยนเข้าต้าน เจรจาพาทีอ่อนหวานจ๊ะจ๋า กิริยานิ่มนวลราวสาวจากห้องเครื่องในวัง เก็บภาคสู้คนไว้รับมือกับปักเป้าคนเดียว

ไม่นานก็เห็นชัดว่าน้ำอบเป็นผู้มีชัย หากปักเป้ายังสะบัดหน้าใส่ ไม่ยอมรับ…ให้ตายก็ไม่ยอมรับ

“ถ้าร้านมึงไม่มีโต๊ะนั่ง อย่าหวังว่าลูกค้าจะเข้าร้านมึง อีน้ำอบ”

 

ปักเป้าไม่ยอมแพ้ คติประจำใจของหล่อนก็คือ เสียอะไรเท่าไรไม่ว่า แต่จะเสียหน้าไม่ได้

หล่อนจึงรุกรานหนักขึ้นด้วยการโพสต์และไลฟ์ลงในโซเชียล เล่าอย่างน้อยอกน้อยใจเสียงเครือที่ถูกเพื่อนรักที่เคยช่วยเหลือกันมายามทุกข์ยาก หักหลังสวมเขาเหมือนตนเป็นคนโง่ เกิดเป็น ‘ดราม่าร้านยำ’ ติดเทรนด์ทวิตเตอร์หลายวัน แฟนคลับทั้งสองเจ๊ต่างเข้ามาสนับสนุน แสดงความเห็นอกเห็นใจ และ ‘แหก’ อีกฝ่ายอย่างถึงพริกถึงขิง

ปักเป้าโดนทัวร์ลงเยอะหน่อยเพราะวีรกรรมและหลักฐานมีมาก

‘นางยำไปคุยไป น้ำลายตกลงไปตลอด ไม่รู้ที่อร่อยนี่เพราะน้ำยำหรือน้ำลายนาง’

‘เอาจริงนางแอบสกปรกนะ ต้องเห็นน้ำล้างจานล้างทัพพี กะละมังเดียวใช้ทั้งคืน สกปรกโคตร นี่เห็นแล้วเลิกกินเลย’ รายนี้มีคลิปประกอบ

‘ของนางไม่สด คุณภาพต่ำ เคยสั่งยำแซลม่อนกุ้งสด ทั้งเหม็นทั้งคาว’

‘เวลานางเมาท์ก็สนุกดีนะ แต่บางทีนางก็แรงไป ไม่ค่อยมีลิมิตเท่าไหร่’

ทุกกรณีที่ ‘ขุด’ มาเล่าสู่กันฟัง หรือว่าให้ถูกคือประจาน ในโลกโซเชียลทำให้ปักเป้าทนไม่ไหว ตอบโต้ไปเจ็บๆ จนเรื่องบานปลาย

รายการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ที่นิยมจับคู่กรณีที่เป็นกระแสสังคมมา ‘จับเข่าคุยกัน’ ติดต่อปักเป้าและน้ำอบมาออกรายการคู่กัน ทั้งสองก็ไม่ตกลง ยังคงหันหลังให้กันอย่างชนิดที่ว่าชาตินี้จนตายจะไม่เหยียบเงาเผาผี ทางรายการจึงต้องเชิญไปออกรายการคนละรอบ แต่เพราะปักเป้าสร้างวีรกรรมไว้เยอะ แม้พิธีกรจะช่วยพูดให้ผู้ชมเข้าใจและเห็นใจในมุมของหล่อนก็ไม่เป็นผล ในขณะที่น้ำอบมานิ่งๆ สายหวาน รับบทนางถูกกดขี่ นางถูกเอาเปรียบ นางแม่พระที่ยังห่วงใยเพื่อน ซ้ำยังเตือนให้ระวังเรื่องผู้ชาย น้ำอบจึงได้สายสะพายสวมมงกุฎผู้ชนะในศึกครั้งนี้

ที่ตลาดโต้รุ่งจึงเหลือเพียง ‘น้ำอบครบเครื่อง’ ขายยำเพียงร้านเดียว

 

สภาพภายนอกที่เห็นในแวบแรกมันคือตึกเก่า ถ้าไม่มีคนเดินเข้าออกก็คงคิดว่าเป็นตึกร้าง ตัวหนังสือด้านหน้าซึ่งต่อด้วยคำว่า ‘รามา’ และหน้าตาของตึกเก่าบอกให้รู้ว่าเป็นโรงภาพยนตร์อายุไม่ต่ำกว่าห้าสิบปี แม้ว่าโปสเตอร์ที่ติดด้านหน้าบอก ‘โปรแกรมวันนี้’ จะเป็นภาพยนตร์สงครามจักรวาลเรื่องล่าสุด อรุษก็ไม่อยากเชื่อว่าระบบเสียงจะดีพอสำหรับโรงภาพยนตร์หน้าตาอย่างนี้

หากสองเท้าก็ก้าวเข้าไป

ค่าเข้าแสนถูก ส่งเงินห้าสิบบาทไปก็ได้กระดาษคล้ายบัตรจอดรถตามงานวัดหรือตลาดมาหนึ่งใบ ไม่ระบุเลขที่นั่ง…นี่คือตั๋ว คนขายเป็นอาซิ้มแก่ๆ ที่เคลื่อนไหวไร้อารมณ์ ไม่กระตือรือร้นต่อสิ่งใดรอบกาย เช่นเดียวกับชายแก่วัยเดียวกันที่นั่งสูบบุหรี่บนเก้าอี้เก่าเข้ากับสภาพของแกอยู่บริเวณทางเข้า เป็นผู้ตรวจตั๋วที่มิได้เข้มงวด เพราะแลเห็นตั้งแต่เดินเข้ามาซื้อแล้ว ยกชูไกลๆ แกก็พยักให้แหวกม่านเข้าไปเอง

และจะเวียนเข้าออกกี่ครั้งก็ได้ในวันนี้

อาร์มทั้งหยอด ทั้งยั่ว ให้อรุษรู้ว่ามีสถานที่แบบนี้แทรกตัวอยู่ในเมืองฟ้าอมร อรุษจินตนาการอย่างไรก็นึกไม่ออก ในวันหนึ่งที่เบื่อหน่าย จึงฉายเดี่ยวบุกตะลุยมา ‘สำรวจโลก’ ตามลายแทงที่อาร์มให้ไว้

ด้านในมืดจนเหมือนตาบอดไปชั่วขณะ

ตั้งแต่ทางเดินมีคนยืนพิงผนังสูบบุหรี่บ้าง จับคู่คุยกันบ้าง พิจารณาผู้มาใหม่ว่าน่าสนใจหรือเปล่า ทั้งหมดล้วนเป็นชาย

“มาคนเดียวเหรอ น้อง” ชายคนหนึ่งทัก

“เพื่อนรออยู่ข้างในครับ”

อรุษรีบตอบแล้วผละไป เพราะยังไม่รู้ที่ถามนั้นมาดีหรือร้าย เดินผ่านไปยังด้านในจึงเข้าใจว่าทำไมตั๋วจึงไม่ระบุเลขที่นั่ง

ไม่มีความจำเป็นต้องระบุ เพราะไม่มีใครนั่งอยู่กับที่ ภายใต้แสงสลัวที่มาจากจอภาพยนตร์ใหญ่ ร่างชายหลายวัยหลายขนาดเดินทั่วโรงหนัง หย่อนก้นนั่งสักครู่ก็ลุกเปลี่ยนที่ใหม่ ภาพยนตร์ที่ฉายอยู่เป็นหนังฝรั่งพากษ์ไทย คุณภาพเหมือนไปคุ้ยซีดีมาจากกระบะลดราคามาฉาย หากก็ไม่มีใครสนใจ ‘หนังบนจอ’ เพราะ ‘หนังสด’ หลายเรื่องกระจายตัวอยู่ทั่วไปตรงนั้นตรงนี้

ที่สำคัญคือไม่มีกำหนดเวลาใช้บริการ ไม่จำเป็นต้องออกจากโรงตอนหนังเลิกและซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมเรื่องใหม่ เพราะหนังที่ฉายบนจอก็ฉายไป คนที่ใคร่จะเล่นหนังหรือดูหนังสดอยู่ได้จนถึงเวลาปิด ถ้ายังสนุกและไม่หมดแรงไปเสียก่อน

หย่อนก้นลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง เสียงดังเอี๊ยดอ๊าดด้วยความเก่า ตัวข้างๆ หนังหุ้มเบาะขาดเห็นฟองน้ำที่บุยุ่ยจนโหว่ไม่ต่างกัน แม้จะรู้ว่าสถานที่นี้เป็นแหล่งอโคจรสำหรับผู้ชายมาพบปะ แสวงหารสชาติใหม่ที่น่าตื่นเต้นกับคู่เล่นหน้าใหม่ที่พอใจจะสนุกกันชั่วครั้งชั่วคราว แต่อรุษก็ยังใจเต้นตึกตักเมื่อได้มาเห็นกับตา

ไม่ถึงห้านาที ใครคนหนึ่งก็เข้ามานั่งข้างๆ ส่งยิ้มให้ด้วยไมตรีพร้อมวางมือแปะลงที่หน้าขา

“มานานหรือยังครับ”

“เพิ่งมาครับ”

อรุษตะปบมือที่กำลังลูบขึ้นไปเกือบถึงจุดสำคัญ ยกออกไปอย่างมิให้แสดงความรังเกียจออกนอกหน้า

“ยังดีกว่าครับ เพิ่งมา ขอนั่งเล่นก่อน”

ฝ่ายนั้นลุกออกไปไม่สนใจอีก

มีคนวนเวียนเข้ามาทักทายในลักษณะนี้อีกสามสี่คน อรุษปฏิเสธทุกรายพร้อมกับรับรู้แล้วว่า ‘ธรรมเนียม’ ของที่นี่เป็นอย่างไร กวาดสายตาดูอีกครั้ง เห็นหลายคู่นั่งเคียงกันที่เก้าอี้และช่องทางเดินแคบๆ ระหว่างแถวกำลังสำราญรมย์ล้วงควักกอดไซร้อย่างไม่สนสายตาใคร ก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง

ถึงเวลาเดินสำรวจเสียที อรุษบอกตัวเองเมื่อรู้สึกไม่แปลกที่และไม่ตื่นกลัวอีกต่อไป

เดินขึ้นถึงด้านหลังแถวที่นั่งสุดท้าย ตรงนั้นกว้างพอสำหรับทำกิจกรรมกลุ่ม ‘หนังใหญ่’ มีผู้เชิดห้าคนกลุ้มรุมกันอยู่ทางหนึ่ง ในขณะที่โรงเล็กมีเพียงสามคน ห่างออกมาคือผู้ชมที่ยังละล้าละลังว่าจะเป็นผู้ชมต่อไปหรือเดินเข้าไปชักเชิดด้วย

คนในวงส่งสายตามายังอรุษเป็นเชิงอนุญาตให้เข้าไป ‘แจม’

อรุษถูกใครก็ไม่รู้ฉุดแขนลากไปทางหนึ่ง ยังไม่ทันตั้งตัว เขาก็กดหน้าลงมาเกลือกที่แก้มและซอกคออย่างหมั่นเขี้ยว ด้วยความตกใจจึงขืนตัว ผลักเขาออกไป

“ใจเย็นสิพี่ คุยกันก่อนก็ได้”

ปฏิเสธไปเหมือนรายก่อนหน้านี้ แล้วเปลี่ยนใจฉับพลันทันทีเมื่อเห็นว่าผู้ที่ฉุดเขามานั้นเป็นหนุ่มใหญ่หน้าตาดี แม้จะแต่งตัวง่ายๆ ด้วยเสื้อยืดสีเทาและกางเกงยีนส์ แต่สายตาของคนที่คุ้นเคยกับแฟชั่นแบรนด์ดังมานาน ทำให้อรุษรู้ฐานะและรสนิยมในการใช้สินค้าของเขาได้ทันที

“ขอโทษที่ทำให้ตกใจ แต่ไม่อยากให้ไปแจมกับกลุ่มนั้น”

“พี่ไม่ชอบหลายคนเหรอ” อรุษทำปากกล้า นัยน์ตาพราว

“ชอบสิ” เขาตอบ “แต่กับน้อง ไม่อยากแบ่งให้ใคร”

อรุษยิ้มกริ่ม เสียดาย…ถ้าเขาเป็นนายทหารหรือตำรวจในเครื่องแบบคงกระตุ้นอารมณ์ได้มากกว่านี้ แต่แค่นี้ก็เลือดร้อนซู่พุ่งวนไปทั่วร่าง

“พี่ทำงานอะไรครับ” ถามไป เผื่อจะจินตนาการตอนเขาอยู่ในชุดทำงานได้

“เป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ครับ”

“อยากเห็นพี่แต่งชุดนายช่างจัง คงเท่น่าดู”

“ไว้วันหลังแต่งให้ดู เอาไหมล่ะ”

“เอาครับ”

“แล้ววันนี้” เขาทอดเสียงส่งสายตาดุจพรานล่าเนื้อ “ให้เอาไหมล่ะ”

โดยไม่รอคำตอบ นายพรานเข้าขย้ำเก้งหนุ่มในทันที อรุษก็ปล่อยให้อารมณ์เพริดไปตามแต่จะถูกชักนำ รำคาญนิดหน่อยเมื่อมีมือที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาสอดเป็นระยะ ต้องคอยปัดออกไปเพราะไม่ต้องการคนอื่นมาร่วมวง

 

อุษณีย์พรมองภาพในมือถือ ลูกน้องเก่าคนหนึ่งส่งมาให้ เขาบังเอิญอยู่ในสถานที่เดียวกับสามีหล่อนเมื่อถ่ายรูปนี้ อีกภาพที่ส่งมาคือด้านหน้าของโรงภาพยนตร์ เผื่อว่าหล่อนอยากปักหมุดตามล่าจับสามีให้ได้คาหนังคาเขา

แต่อุษณีย์พรมิได้ย่องตามไป หล่อนรู้อยู่แล้วว่าก้องภู สามีของหล่อนเป็น ‘แบบไหน’

นัดพบกับนายแพทย์สาธิตในวันหนึ่งที่สปา มิใช่ที่คลินิกของเขา

ประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อพบหน้าเด็กหนุ่มที่เคยใช้บริการ หล่อนเห็นแต่แรกแล้วว่าเขาตกใจที่หล่อนเข้ามา พยายามรักษาท่าทีให้เป็นปกติ อุษณีย์พรทักก่อนเมื่อโฟล์กยกน้ำมาเสิร์ฟ

“ทำงานที่นี่เหรอจ๊ะ”

“ครับ” โฟล์กตอบ “คุณหมอไปส่งพี่ฉายซื้อของ กำลังเข้ามาครับ”

“ขอบใจจ้ะ” หล่อนบอกเขาอย่างนักเลง “ไม่ต้องกังวลอะไรนะ พี่ไม่พูด เราไม่พูด ไม่มีใครรู้”

โฟล์กยิ้มแหยๆ ถอยออกไป เห็นรถหมอสาธิตเลี้ยวเข้ามาพอดีจึงลงไปบอกว่าแขกมาถึงแล้ว พลางช่วยเมฆฉายขนของจากหลังรถไปเก็บไว้ที่หลังร้าน

“รอนานไหมครับ คุณอ้อม”

“น้ำแข็งยังไม่ละลายค่ะ” หล่อนตอบเสียงใส “หมอล่ะคะ ช็อปปิงหมดไปกี่แสน หมดตัวหรือยัง”

“ยังมีเงินเก็บเปิดคลินิกได้อีกครึ่งสาขา” สาธิตตอบสนุกสนาน “ที่ซื้อมาก็ของใช้จุกจิกนะครับ หนักไปทางกระดาษชำระ”

“เดี๋ยวนี้เขามีสั่งออนไลน์มาส่งให้ถึงบ้านนะคะ จะต้องออกไปซื้อเองทำไมกะอีแค่ทิชชู”

“พาฉายออกไปข้างนอกบ้างไงครับ” เขาตอบ “วันๆ เดินวนอยู่แต่ในสปา เลยต้องพาไปข้างนอกบ้าง เขาไม่ใช่คนติดเที่ยว ถ้าไม่อ้างไปซื้อของเข้าร้าน ก็ไม่ค่อยยอมหรอก”

อุษณีย์พรยิ้มพลางนึก หมอสาธิตเอาใจใส่เมฆฉายมากกว่าที่หล่อนคิดว่า คู่เกย์ทั่วไปจะคบกันไม่ยืด เพราะดึงดูดกันด้วยความใคร่ สนุกสนานบนเตียงหรือระเบียงบ้านชั่วประเดี๋ยวประด๋าว พอหมดเชื้อ จะดูดตรงไหนก็จืด จะไซร้ตรงไหนก็จาง หมดความตื่นเต้นแล้วก็เลิกร้างกันไป แสวงหารสชาติใหม่เรื่อยไปไม่รู้จบ

“คุณอ้อมนัดผม มีอะไรครับ”

“ชวนคุณฉายมาคุยด้วยดีกว่า” หล่อนยืนยันว่าเมฆฉายควรอยู่ฟังด้วย

สาธิตแปลกใจเพราะคิดว่าเป็นเรื่องเฉพาะเขากับหล่อน แต่เมื่อหล่อนต้องการอย่างนั้นจึงให้โฟล์กไปตามเมฆฉายมาสมทบ ครบกันทุกหน้าแล้ว อุษณีย์พรก็เปิดรูปในโทรศัพท์ส่งให้ดู

“คนนี้ หลานชายคุณหมอใช่ไหม”

“ใช่ครับ ตาอ้น” คิ้วของสาธิตลู่มาชนกัน “มีอะไรหรือเปล่าครับ”

“เลื่อนดูภาพถัดไปสิคะ”

สาธิตทำตามแล้วนิ่งค้างไปคล้ายต้องคำสาป เย็นวาบไปทั้งตัวราวใครเอาถังน้ำแข็งราดตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

ภาพนั้นแม้จะถ่ายในที่มืด แต่อุปกรณ์คงมีคุณภาพสูง เพราะแม้ซูมจากระยะไกลก็ยังเห็นโดยไม่ต้องเพ่งซ้ำ

อรุษกับก้องภู

ไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ ทุกคนในที่นั้นก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

“คุณอ้อมอยากให้ผมเตือนหลานใช่ไหมครับ” สาธิตเดาใจอีกฝ่าย

อุษณีย์พรยิ้มบางๆ แทนคำว่า ใช่…แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ความคิดหล่อนลึกล้ำกว่านั้น หันมาทางเมฆฉาย

“พี่ก้องมาที่นี่บ่อยไหมคะ”

เมฆฉายอ้ำอึ้งไป ไม่คิดมาก่อนว่าจะถูกต้อนเช่นนี้ ก้องภูมาใช้บริการที่นี่ก็จริง แต่เมฆฉายก็ไม่เคยแพร่งพรายหรือบอกกับคนรู้จัก ว่าลูกค้าคนใดมาใช้บริการบ้าง

“ไม่บ่อยฮะ แต่ก็มา…บ้าง”

“อ้อมอยากให้พี่ก้องมาที่นี่บ่อยๆ ทุกวันได้ยิ่งดี” หล่อนสะกดคำว่า…เขาจะได้ไม่ไป ‘แรด’ ที่อื่น…ไว้ทัน

สาธิตและเมฆฉายมองหน้ากันด้วยความฉงน มองผู้พูดราวกับจะค้นหาว่าหล่อนยังสติดีอยู่หรือไม่

“ทำไมล่ะครับ คุณอ้อมอยากประชดใคร ทางหลานผม…”

สาธิตกำลังจะรับปากว่าเขาจะพยายามแยกอรุษให้ห่างจากก้องภู สามีของหล่อน แต่อุษณีย์พรชิงพูดต่อ

“ไม่ได้ประชดใครหรอกค่ะ อ้อมพูดจริงนะคะ ถ้าพี่ก้องมาที่นี่ทุกวัน อ้อมก็จะได้สบายใจว่าเขามีที่ไปเป็นหลักแหล่ง ไม่ใช่เปลี่ยน ‘แหล่งหากิน’ ไปเรื่อยๆ อย่างนี้”

ดวงตาดำของหล่อนยากจะหยั่งราวบ่อน้ำลึกมองไม่เห็นก้น

“อ้อมรักหมอนะคะ หมอเหมือนเพื่อน เป็นคนที่อ้อมไว้ใจ คุยด้วยแล้วสบายใจ” นิ่งไปแล้วเอ่ยต่อ “พี่ก้องก็ชอบหมอมากเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่นัดเจอกันตั้งหลายครั้ง ใช่ไหมคะ”

สาธิตอึ้งไป บอกไม่ถูกว่ากำลังเจออะไรอยู่ อุษณีย์พรกำลังจะขอร้อง หรือเหน็บ หรือบอกให้เขาสำนึกว่า เรื่องระหว่างเขาและสามีของหล่อนไม่เคยเล็ดลอดสายตาหล่อนไปได้ จึงเพียงแต่นิ่งรอฟังต่อไป

“ถ้าพี่ก้องจะต้องมีใครคนสักคน เพื่อสนอง ‘แบบ’ ที่เขาชอบ อ้อมก็อยากให้เป็นหมอบาส ได้ไหมคะ”

น้ำเสียงหล่อนเรียบนิ่งราวตริตรองเงื่อนไขนี้มาอย่างดี อุษณีย์พรกำลังบอกสาธิต ให้เขามาเป็น ‘คู่ขาประจำ’ ให้สามีหล่อนกระนั้นหรือ

คงมิใช่เรื่องเล่น เพราะหล่อนหันมาทางเมฆฉายเพื่อฟังคำอนุมัติ

“ได้ใช่ไหมคะ คุณฉาย ถือว่าอ้อมขอร้อง”

 

“ฉายคิดยังไง เรื่องที่คุณอ้อมขอร้อง”

สาธิตเอ่ยถามเมื่ออยู่ตามลำพังกับเมฆฉายในสิ่งที่อุษณีย์พรทิ้งท้ายไว้โดยไม่รอคำตอบ แต่หล่อนเหมาเอาว่าสาธิตจะให้ความร่วมมือ ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ใครจะเรียกความสัมพันธ์นี้ว่าอย่างไรหล่อนไม่สน

‘ขอแค่ครอบครัวอ้อมยังสมบูรณ์ พี่ก้องเป็นพ่อของลูก ส่วนตัวเขาจะแล่นไปหาเศษหาเลยที่ไหนอ้อมรับได้ ขอแค่อย่ามักง่ายเกินไป เลือกกินหน่อยก็ดี’ แววตาของหล่อนเจ็บร้าว น้ำเสียงคาดหวังเมื่อเอ่ยตรงๆ กับสาธิต ‘แต่ถึงอย่างนั้น อ้อมก็อยากให้พี่ก้องหยุดที่ใครสักคน และใครคนนั้นคือ คุณหมอ’

 

“หมอคิดยังไงก็ทำตามใจคิดเถอะ ฉายยังไงก็ได้” เมฆฉายตอบดุจตนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

“ยังไงก็ได้ หมายความว่ายังไง” น้ำเสียงสาธิตขุ่นมัวเช่นเดียวกับอารมณ์ “ฉายพูดราวกับไม่หึง ไม่หวงผมเลยสักนิด”

“แล้วฉายทำได้ไหมล่ะ ที่ผ่านมาฉายทำได้ไหม” ย้อนกลับไปเสียงแข็ง

“ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ หมอยอมรับกับใครต่อใครว่าเราเป็นแฟนกัน อยู่กันแบบครอบครัว แต่สถานะฉายทุกวันนี้คืออะไร แฟน ผู้จัดการร้าน หรือแม่บ้าน หมอบอกว่าฉายเป็นแฟน แต่หมอขังฉายไว้กับภาระรอบตัวให้กระดิกกระเดี้ยไปไหนไม่ได้ หมอจะได้ไม่ต้องกังวลเวลาจะแรดออกไปหาใครๆ เพราะต่อให้ฉายรู้ตอนนั้น ฉายก็ทิ้งงานไปตามหมอไม่ได้ นอกเสียจากว่า ‘เด็ก’ ของหมอจะมาราวีฉายถึงที่นี่ หมอก็ใช้ฉายเป็นคนตีโต้กลับไป ให้เป็นเมียหลวงหึงเมียน้อย ในขณะที่หมอลอยตัว อย่างนี้นะเหรอ บอกให้รู้นะหมอ ว่าฉายไม่อยากไปตบตีแย่งหมอกับใคร และถ้าฉายทนไม่ได้ ฉายจะเดินออกไปจากชีวิตหมอเอง”

เมฆฉายไม่รู้ว่าความรู้สึกอัดอั้นอยู่ในตัวตนมานานเท่าใด หากวันนี้มันทะลักทลายออกมาหมดสิ้น เหนื่อยทีเดียวเมื่อพูดมาถึงตอนท้าย

“หมออย่าคิดนะ ว่าไม่มีหมอ ฉายจะไม่มีทางไป”

“เรื่องพี่ก้อง ผมไม่เล่นด้วย” สาธิตบอกเด็ดเดี่ยว

“หมอไม่เสียดายเหรอ ในเมื่อพี่ก้องเป็นรักแรกของหมอ จนเดี๋ยวนี้เขาก็ยังดูดีไม่เปลี่ยนเลย”

“ผมไม่ได้รักพี่ก้อง” สาธิตโต้ทันควัน “ผมไม่ได้รักเขา เขาไม่ใช่รักแรก เป็นแค่…ครั้งแรก เท่านั้น”

“แล้วก็เป็นอีกหลายๆ ครั้ง เมื่อได้เจอกันอีกใช่มะ”

“ผมยอมรับนะว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างนั้น แต่ตอนนี้ไม่แล้ว” บอกด้วยความมั่นใจ สบตาตรง “ผมไม่โหยหาเขา ไม่ต้องการเขา เวลาเขามาที่สปา ผมก็ไม่เคยหวั่นไหว”

เคลื่อนกายไปจนแนบชิดแล้วสวมกอดคนตรงหน้า

“ผมสัญญานะ ฉาย ว่าผมจะไม่ยุ่งกับพี่ก้องอีก เรื่องทางบ้านเขา ผมก็จะช่วยเท่าที่ช่วยได้ คือกันตาอ้นออกมาให้ห่าง ส่วนคุณอ้อมจะจัดการทางพี่ก้องยังไง ก็ให้เป็นเรื่องของเขา”

สาธิตแตะจมูกลงไปเบาๆ ที่แก้ม สัมผัสละมุนอ่อนโยนนั้นทำให้เมฆฉายโอนอ่อนตาม เพราะรู้ว่าการโอ้โลมครั้งนี้เกิดจากความรักที่เขามีให้ มิใช่เกิดจากความใคร่หรือ ‘หิว’ ขึ้นมา

หลายครั้ง…สาธิตเคยจู่เข้าหาเมฆฉายเพราะความ ‘อยาก’ และละอายที่จะออกไปหาเศษหาเลยนอกบ้าน เมฆฉายก็จะทำตัวแข็ง ดึงดันขืนตัวออกมาแล้วบอกกับเขาด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น บอกอย่างเข้าอกเข้าใจ เหมือนแม่ที่มีลูกชายติดยากำลังเสี้ยนหนักแล้วไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร

‘หมอไปสนุกกับคนอื่นเถอะ ป้องกันด้วยนะ’

สาธิตไม่เคยฉุนเฉียวออกไป เขากลับคืนเป็นปกติในไม่กี่นาทีต่อมา ล้มตัวลงนอน แล้วกอดเมฆฉายไว้ในอ้อมแขนจนหลับไป

วันใหม่ หรืออีกสองสามวันนั่นแหละ เขาจึงจะแล่นไปหา ‘สิ่งเติมเต็ม’

เมฆฉายขยับพลิกตัวให้พ้นจากอ้อมแขนของสาธิตเบาๆ ระวังมิให้เขาตื่น แต่สาธิตรู้ตัวก็รัดไว้แน่นอีกครั้ง เรื่องก้องภูจบไปแล้ว แต่ยังมีเรื่องอื่นที่สาธิตควรจัดการให้จบไปเหมือนกัน เมฆฉายจึงบอกเขาเบาๆ ทว่าหนักแน่น

“หมอจัดการเรื่องอาร์มเสียที ฉายทั้งเบื่อ ทั้งรำคาญ”

 



Don`t copy text!