มะงุมมะงาหรา บทที่ 2 : เมื่อความรักร้อนใจดังไฟกัลป์

มะงุมมะงาหรา บทที่ 2 : เมื่อความรักร้อนใจดังไฟกัลป์

โดย : ภาณิณ

มะงุมมะงาหรา โดย ภาณิณ ผู้ชนะเลิศจากโครงการอ่านเอาก้าวแรก…นิยายทะลุมิติที่เล่าถึงนิสิตปริญญาโทด้านวรรณคดีไทยที่หลุดเข้าไปในวรรณคดีเรื่องอิเหนา และพยายามจะเปลี่ยนเรื่องตามวิธีคิดในแบบของตัวเองที่เป็นเด็กยุคใหม่ จึงเกิดเป็นเรื่องวุ่นวายต้องตามแก้ปัญหา ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอา

และหากติดใจอยากอ่านต่อ อดใจรออีกนิด เนื่องจาก “มะงุมมะงา…หรา” อยู่ในขั้นตอนการรวมเล่มกับสำนักพิมพ์กรู๊ฟพับลิชชิ่ง www.groovebooks.com และสามารถติดตามข่าวได้ทางแฟนเพจของสำนักพิมพ์ @Groove publishing ค่ะ

……………………………………………………………….

-2-

หญิงสาวถลาวิ่งกระหืดกระหอบไปตามทางเดินแคบๆ ทันไหม ทันไหม… จะทันไหมวะ

เมื่อสายตามองเห็นที่หมาย พวงบุหงาก็เบรคเอี๊ยดจนน่ากลัวว่าจะสะดุดร่วงไปกองกับพื้น สองมือวางบนเข่าค้อมตัวหอบหายใจแฮ่ก ไม่สนว่าใครจะมองด้วยสายตาอย่างไร ก็คนมันรีบนี่ ไม่วิ่งหน้าตั้งแบบนี้ก็คงจะมาไม่ทัน ว่าแต่… ทันใช่ไหม?

“พี่ขา โทษทีนะ เขาเรียกชื่อหนูไปยัง?” หล่อนเอ่ยถามชายหนุ่มที่นั่งหน้าห้องสอบ คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นรุ่นพี่ป.โทก่อนหน้าหล่อนหลายรุ่น แต่ยังเรียนไม่จบเสียที จนต้องตกมาอยู่รุ่นเดียวกัน

ตรงสุดทางเดินนั้นคือห้องประชุมที่ใช้เป็นที่เสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์ในวันนี้ โชคดีเพียงไหนที่ชื่อหล่อนอยู่รั้งลิสต์จนแทบคนสุดท้าย ไม่เช่นนั้นหากต้องถูกเรียกตั้งแต่เริ่มแรก คือเมื่อเกือบชั่วโมงครึ่งที่แล้ว ก็จะถือว่าหล่อนไม่มายื่นหัวข้อ และอาจถูกปัดให้ตกไปสำหรับเทอมนี้

เมื่อหญิงสาวเอ่ยถาม ชายหนุ่มหน้าเข้มในแว่นหนาเตอะก็ตอบทั้งไม่เงยหน้า “ยัง”

ห้วนๆเพียงเท่านั้น พวงบุหงาไม่ทันได้ประหลาดใจว่า หนึ่ง เขารู้ได้ยังไงว่าหล่อนชื่ออะไร และ สอง เขารู้ได้ยังไงว่าหล่อน เป็นใคร ทั้งที่ไม่เงยหน้า ปานว่าแค่ได้ยินเสียงก็รู้แล้วอย่างไรอย่างนั้น ในเวลานั้นหล่อนมัวแต่กำลังโล่งอก โล่งว่ายังไม่ถูกปัดตกไปจากรายชื่อ ทั้งที่แทบจะถอดใจไปแล้วจึงไม่ได้ใส่ใจเขา

ใช่พวงบุหงาเกือบจะมาสายอีกครั้ง แต่นั่นไม่สำคัญเท่าหล่อนเอาชีวิตรอดจากเครื่องบินไดเรคไฟลท์สู่นรกนั่นมาได้

 

เวลานั้นพวงบุหงาแทบอยากกัดลิ้นของตัวเองตาย แต่พอมานึกได้ว่าถ้าลิ้นขาดเสียจะคุยกับยมบาลไม่รู้เรื่องว่าเป็นอะไรตายมา ถ้าเช่นนั้นคงไม่รู้ว่าต้องไปนรกขุมไหน หล่อนจึงตัดสินใจหลับตาปี๋ รวบรวมสติกดล็อคโทรศัพท์มือถือในมือ และพยายามจะไปเปิดประตูห้องน้ำอีกครั้ง

ทันทีที่นิ้วสัมผัสปุ่มล็อคเครื่อง ก็คล้ายกับหล่อนกดปุ่มพอสบนรีโมททีวี ทุกสิ่งนิ่งงันสงัดเงียบ บานประตูเลื่อนเปิดออกเองทั้งที่เมื่อไม่กี่นาทีที่แล้วยังปิดสนิทแน่นปานประหนึ่งใครยากาวไว้ พวงบุหงายังงุนงงไม่เสร็จด้วยซ้ำ เมื่อเดินออกจากห้องน้ำแล้วหันมองไปยังทิศที่นั่งของตนก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ หล่อนอยู่รั้งจนเกือบท้ายเครื่อง จึงทำให้เห็นบริเวณภายในเครื่องบินยาวไปตลอดด้านหน้า… ไฟยังดับสนิท ผู้โดยสารแทบทั้งหมด ยังงีบหลับนิ่งราวกับเครื่องบินนั้นเดินทางราบเรียบมาตลอดไม่ใช่เพิ่งผ่านหลุมอากาศมา

เขาว่าคนตายมักไม่รู้ตัวว่าตาย เลยนอนนิ่งกันอย่างนี้สินะ นี่ฉันตายไปด้วยรึเปล่าเนี่ย!

คิดได้เช่นนั้น พวงบุหงาก็ตรงเข้าไปจับชีพจรของชายที่นั่งอยู่ใกล้ห้องน้ำที่สุด เผื่อว่าที่หล่อนเห็นนอนหลับกันอยู่นั้น จะเป็นศพกันไปแล้วทั้งลำเครื่องบิน

“เฮ้ยพี่ ทำอะไรน่ะ?” หนุ่มน้อยผู้หนึ่ง สะดุ้งตื่นพร้อมสะบัดตัวหนี

อ้าว… ชีพจรยังมี แถมตื่นมาคุยได้ด้วย… ยังไม่ตายนี่!

“น้อง ยังไม่ตายใช่มะ” พวงบุหงาโพล่งถามจนชายหนุ่มไม่ทันตั้งตัว เหมือนในโฆษณา ยาสีฟันที่ใช้มีส่วนผสมของเกลือรึเปล่าคะ?! “เราผ่านหลุมอากาศมาได้ใช่มะ? ทุกคนตรงนี้ไม่ใช่ศพใช่มะ?”

“พี่พูดอะไรอ่ะ” หนุ่มน้อยทั้งงุนงง ทั้งงัวเงีย และดูเหมือนจะหงุดหงิดด้วย เขาขึ้นเสียงอีกเล็กน้อยจนคนรอบๆเริ่มตื่นขึ้นมามอง “พี่เมาป้ะเนี่ย กลับที่นั่งตัวเองไปเลยนะ ไม่งั้นผมกดเรียกแอร์ฯแน่”

“มีอะไรกันคะ” พนักงานต้อนรับหญิงรุ่นแม่ที่ดุหล่อนไปสองสามครั้งก่อนหน้า รีบก้าวฉับเข้ามาหาพวงบุหงาทันทีที่หนุ่มน้อยพูดจบประโยค ราวกับเพ่งเล็งหลอนอยู่แล้วทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ได้กดเรียกตามที่พูด ด้วยซ้ำ นางผู้นั้นเอียงคอจ้องอย่างไม่พอใจนักเมื่อพบว่าคนที่กำลังก่อความวุ่นวายกลับเป็นคนเดิมที่ปรามไปหลายต่อหลายครั้ง “เขากวนอะไรคุณหรือเปล่าคะ คุณผู้โดยสาร”

ประหนึ่งเป็นเจ้ากรรมนายเวรมาจากชาติปางก่อน เจ้าเด็กนั่นเล่าให้พนักงานผู้นั้นฟังทุกอย่าง  แต่แม่นั่นกลับเชิญหล่อนกลับไปนั่งที่โดยดีดั่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น แปลกจริง ทั้งที่คิดว่าโดนด่าเละแน่ แต่ทุกอย่างดันราบรื่นไปจนเครื่องลง ทว่าทันทีที่แอร์บัสนั้นแท็กซี่เข้าจอด เจ้าหน้าที่ตำรวจสองสามนายพร้อมพนักงานสนามบินดอนเมืองก็เดินขึ้นเครื่อง ตรงมาหาหล่อน ทำหน้าดุดันราวกับหล่อนเป็นผู้ร้ายข้ามชาติ!

“เชิญคุณตามเจ้าหน้าที่ตำรวจไปด้วยค่ะ”

พวงบุหงาจำได้ว่ากรามล่างตกพรวด อ้าปากค้างด้วยความงุนงง

“ฉันแค่เข้าใจผิดไปปลุกน้องคนนั้น ถึงกับต้องโดนจับเลยเหรอคะ?” หญิงสาวละล่ำละลักถาม

“คุณดูกระสับกระส่ายตลอดเวลาก่อนเอาเครื่องขึ้น ไม่ฟังคำเตือนของเรา แถมยังหายเข้าไปในห้องน้ำตั้งนาน กลับออกมาแล้วก็มีอาการประสาทหลอนคิดไปเองว่าเครื่องผ่านหลุมอากาศทั้งๆที่แล่นราบรื่นมาตลอดทาง…” แม่แอร์ผู้นั้นกล่าวมั่นใจ แหม คิดว่าตัวเองเป็นคุณป้าเมเปิ้ล จากนิยายสืบสวนของ อกาธา คริสตี้หรือไงยะ! “สรุปได้อย่างเดียวว่า… คุณแอบใช้สารเสพติดบนเครื่องบิน!”

หวนคิดถึงเวลานั้นแล้วก็น่าเจ็บใจเสียเหลือเกิน! หล่อนหนีไปไหนไม่ได้ด้วยซ้ำเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตัวสูงล่ำล้อมอยู่เช่นนั้น ถึงจะไม่พบหลักฐานใดในห้องน้ำ แต่การที่หล่อนพยายามยืนยันสิ่งที่ประสบ…

“เปล่านะคะ เครื่องมันเขย่าอย่างกะเจ้าเข้าจริงๆอ่ะ ไม่มีใครรู้สึกกันเลยเหรอ?”

… กลับคล้ายอาการจิตหลอนตรงตามข้อกล่าวหา ทางตำรวจจึงต้องเชิญหล่อนไปตรวจปัสสาวะ และตรวจเลือดตามกระบวนการ ปรากฏว่าผลก็ออกมาตามความเป็นจริงคือ พวงบุหงาไม่มีสารเสพติดอยู่ในเลือด พยาบาลสนามบินลงความเห็นว่า อาจเป็นโรคประสาทอ่อนๆ ควรได้รับการตรวจละเอียดต่อไป

ถึงจะถูกปล่อยตัวออกมาไม่กี่ชั่วโมงนับจากนั้น โดยไม่ได้รับโทษใดๆก็ตาม แต่เพราะหล่อนทำให้ทั้งเครื่องขึ้นช้า ทั้งทำให้ผู้โดยสารต้องรอลงเครื่องนานกว่าปกติ ผู้โดยสารบางคนจึงไม่พอใจจนถึงกับยกโทรศัพท์มือถือขึ้นถ่ายประจาน แพร่คลิปกระจายไปทั้งโลกอินเตอร์เน็ตตั้งแต่เมื่อคืน!

มนุษย์ป้าถูกจับฐานเสพยาบนเครื่องบิน ตำรวจแถลงเข้าใจผิด ป้าแค่ประสาทหลอน

ตกเป็นข่าวๆมั่วๆจนเสียหาย ยังไม่น่าเจ็บใจเท่าถูกเรียกว่ามนุษย์ป้า!

“เธอใช่ไหม ที่เป็นข่าวว่าเสพยาบนเครื่องบินน่ะ” หนุ่มแว่นเอ่ยถามขึ้นทั้งที่ไม่มองหน้าหล่อนอีกครั้ง แสงจากหน้าต่างใกล้ๆนั้นส่องสะท้อนเลนส์แว่นจนมองไม่เห็นหน้า พวงบุหงาสะดุดเฮือก อีตานี่น่ากลัว เหมือนพวกตัวละครโรคจิตในการ์ตูนญี่ปุ่นไม่มีผิด! หล่อนหันไปตอบอย่างไว้ตัว

“ก็แค่เข้าใจผิดกันน่ะ” ไม่อยากปล่อยให้นายแว่นหนาได้ซักไซ้อะไรหล่อนอีก พวงบุหงาจึงเป็นฝ่ายถามสวนกลับไป “เออพี่ เอกสารอ้างอิงต่างๆ ต้องเตรียมมาด้วยรึเปล่า?”

เขายังไม่หันมองหล่อนจนแล้วจนรอด เอาแต่จ้องเอกสารที่ถืออยู่คล้ายว่าทั้งโลก มีแค่เขากับตัวหนังสือตรงหน้า แต่อย่างน้อย เขาก็ตอบมาเบาๆ

“ไม่ต้อง ก็แค่ลิสต์มาว่าศึกษาอะไรไปแล้วบ้าง แล้วจะศึกษาอะไรอีกเพื่ออ้างอิง…”

แล้วไป พวงบุหงาคิด เพราะถ้าอาจารย์ถามหาสมุดข่อยเรื่องอิเหนานั่น ฉันคงไม่มีให้แน่ๆเลย

ใช่แล้ว… ทั้งที่ไอเดียบรรเจิดในการทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้มาจากเจ้าสมุดข่อยเก่าโบราณที่หล่อนไปประมูลได้มาจากเชียงใหม่ แต่เพราะเหตุวุ่นวายเกี่ยวกับตำรวจและเรื่องเข้าใจผิดบ้าบอทั้งหมดนั่น กลับทำให้หญิงสาว ลืมเอาถุงผ้าใส่เอกสารล้ำค่าของตนลงมาจากเครื่องบินด้วย!

กว่าจะรู้ตัวก็ใกล้เวลาเสนอหัวข้อเต็มทีแล้ว จะให้นั่งแท็กซี่จากอพาร์ตเมนท์ไปรับเจ้าเอกสารนั่นที่ดอนเมืองก็คงเลทล่วงเวลาไปมากแน่ พวงบุหงาจึงตัดสินใจมาที่มหาวิทยาลัยเพื่อเสนอหัวข้อเสียก่อน โดยไม่มีเอกสารที่หล่อนภูมิใจนำเสนอนั่นมาโชว์อาจารย์มนตรีด้วยซ้ำ!

เอาเถอะ เหมือนที่โบราณว่า… กำขี้ก็ยังดีกว่ากำตด ตอนนี้กำแต่ตดก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรให้กำ!

“คุณพวงบุหงา หอมชื่น… เชิญค่ะ”

เจ้าหน้าที่ภาควิชา เปิดประตูห้องประชุมออกเรียก ไล่หลังนิสิตนางหนึ่งที่วิ่งร้องไห้จากไป สิ้นเสียงเรียก ทุกคนที่นั่งรออยู่ด้วยกันได้ยินชื่อก็เงยหน้าหันมองหล่อน ขวับ บางคนรักษามารยาทได้ดีพอก็ทำเหมือนไม่เคยได้ยิน หันกลับไปท่องเตรียมเสนอหัวข้อของตนต่อไป คนที่บังคับตัวเองได้ยากหน่อยก็กลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่จนไหล่สั่น เสียมารยาทจริง!

พวงบุหงาพยายามไม่ใส่ใจไอ้พวกที่หัวเราะเยาะชื่อหล่อน ไม่ใช่เวลาจะไม่มั่นใจในตัวเอง หล่อนสูดหายใจเข้า รีบควานหารอยยิ้มแห้งๆแข็งๆมาแปะไว้ตรงหน้าอย่างเสียไม่ได้ ก่อนเดินเข้าห้องเชือดไป โดยไม่ได้ใส่ใจเสียงให้กำลังใจ – สู้ๆนะ – ที่ดังขึ้นมาลอยๆ ไม่แน่นักว่าใครพูด

 

อาจารย์หัวหน้าภาควิชา รศ.มล. ปริตตา เทพนรินทร์ เป็นผู้หญิงประเภทเพียงนั่งมองหน้าเฉยๆ ก็ยังดูมีราศีของอำนาจเปล่งประกายออกมาอย่างน่าเกรงขาม

บางทีอาจเพราะเธอตัดผมสั้นใส่เจลเสยเปิดหน้าแบบเปรี้ยวจัด หรือไม่ก็เป็นที่ปากซึ่งทาลิปสติกไว้เป็นสีแดงสดมักเม้มแน่นอย่างใช้ความคิดแทบตลอดเวลา หรือจริงๆแล้วก็อาจเป็นเพราะดวงตาคมดุ ภายใต้สองคิ้วเข้มที่เขียนไว้เฉียงแทยงเป็นมุม 45 องศา หัวคิ้วมักชิดกันจนเป็นร่องลึก เหมือนโกรธพวงบุหงาอยู่เสมอแม้ว่าหล่อนจะไม่ได้ทำอะไรให้เลย

อาจารย์ท่านก้มอ่านใบเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์ของหญิงสาวนานหลายนาที จนความมั่นใจเริ่มแผ่วหายไปคล้ายโทรศัพท์ที่ใกล้หมดแบตเตอรี่ ท้ายที่สุดแล้ว นางก็เงยหน้าขึ้น เอ่ยด้วยเสียงกังวาน

“เท้าความได้น่าสนใจดี คำถามการวิจัยประเด็นสตรีศึกษาใช้ได้” พวงบุหงาแทบจะกรีดร้องออกมาด้วยความยินดี ทว่ารอยยิ้มสีแดงเลือดนกฮัมมิ่งเบิร์ด ซึ่งฉีกกว้างประดับเหนือคางนั้นกลับปรากฏเพียงไม่กี่วินาทีก็เลือนหาย ก่อนเอ่ยพูดน้ำเสียงเชือดเฉือน พวงบุหงาเข้าใจในตอนนั้นว่า ยิ้มสังหาร เป็นอย่างไร “แต่ดิฉันไม่แน่ใจเรื่องสมมติฐานการวิจัย และตัวบทที่จะใช้ศึกษาเลยนะคะ ว่าจะเป็นหนังสือตัวเขียนของเจ้าฟ้ามงกุฎจริงเช่นที่คุณว่าหรือเปล่า”

พวงบุหงาสัมผัสได้ถึงเหงื่อใสๆที่พยายามผุดออกจากรูขุมขนบนหน้าผากของหล่อน สายตาที่อาจารย์ส่งมาช่างแข็งกร้าว ราวกับหล่อนทำอะไรให้อาจารย์ไม่พอใจเสียเหลือเกิน

“หนูถึงจะพิสูจน์ให้เห็นยังไงล่ะคะ ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ…”

“แล้วต้นฉบับที่ว่าอยู่ไหนล่ะ?” อาจารย์หม่อมป้าดุเสียงห้วน

“อ่า… คือ… หนูเพิ่งได้มาเมื่อวาน ละ แล้วหนูก็… ลืมไว้บนเครื่องบินด้วยน่ะค่ะเลยไม่ได้เอามา”

ขาดคำ อาจารย์ปริตตาก็เอียงคอจ้องหล่อนนานหลายนาที ดั่งดวงตาคมกริบสามารถจะเจาะทะลวงเข้าไปในจิตใจหล่อนดูว่าที่พูดมานั้นเป็นจริงหรือไม่ พอไม่ได้ตอบอะไร อาจารย์ก็ถอนใจก่อนกล่าว

“สุดยอดจริงๆ เพิ่งได้เอกสารมาแล้วก็นำมาเขียนเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์เลยอย่างนั้นเหรอ?” อย่างกะเทพธิดาพยากรณ์ อาจารย์อ่านใจคนออกหรือยังไงคะเนี่ย?! “ดิฉันชอบที่พยายามใส่บริบททางสังคม และประวัติศาสตร์ เรื่องเกี่ยวกับเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎ และการศึกษาอิเหนาพม่าที่คุณอ้างอิงจากอาจารย์สิทธิพรมานะคะ แต่ตรงที่บอกว่า เจ้าฟ้าหญิงฯทรงนำต้นฉบับติดพระองค์ไปพม่า และได้ทรงมอบให้เชลยชาวเชียงใหม่ นำกลับมาสยามนี่ มันไม่เป็นการมโนไปหรือคะ คุณพวงบุหงา?”

“เอ่อ… มันก็…” คำว่า สมเหตุสมผล ที่ตั้งใจพูดกลับกลืนหายไปในลำคอ งุบงิบงึมงำจนไม่ได้ยิน

“การศึกษาเอกสารโบราณนี่เรื่องใหญ่นะคะ” อาจารย์ปริตตาว่าเสียงแข็งไม่ต่างจากอาจารย์ฝ่ายปกครองดุๆในโรงเรียนมัธยม “ได้ โคลส รีด เนื้อหาในหนังสือหรือเปล่าคะ? มีเอกสารจากกรมศิลป์ระบุปีที่ผลิตหรือยัง? มีหลักฐานการศึกษาเชิงอักระวิธี หรือผลการทดสอบค่าคาร์บอนเพื่อระบุยุคสมัยไหม? ได้ตรวจสอบสำนวนการเขียนจากบันทึก หรือวรรณคดีร่วมสมัยเพื่อระบุปีหรือเปล่า? ถ้ายัง ดิฉันบอกได้เลยว่าใช้เป็นหลักฐานไม่ได้ ใช้เป็นตัวบทที่จะศึกษาก็ไม่ได้เช่นกันค่ะ”

คำถามของอาจารย์หม่อมป้าเหมือนหมัดฮุกซ้ายขวาเข้าส่วนสำคัญในเรือนร่างของพวงบุหงาทีละหมัดๆ จนหล่อนเอนถอยหลังไปไม่รู้ตัวแทบจะจมหายไปกับเก้าอี้ ทว่าเหมือนยังไม่สาแก่ใจประโยคสรุปของอาจารย์ยังกระแทกปัง เสยปลายคางจนหยาดน้ำใสเริ่มเอ่อออกทางหัวตา

“ดูเหมือนจะไม่สินะ” อาจารย์ปริตตากล่าวรวบยอด “คุณพวงบุหงาคะ นี่วิทยานิพนธ์นะ ไม่ใช่พล็อตนิยาย จะมาจับแพะชนแกะคิดเองเออเองไม่ได้ค่ะ คุณตั้งใจทำงานนี้แค่ไหนน่ะ? มันเหมือนว่าคุณไปเที่ยว เผอิญได้เอกสารโบราณมาแล้วก็ทึกทักเอาเอง จับประเด็นตรงนั้นนิดตรงนี้หน่อยมาเขียนฆ่าเวลาขณะอยู่บนเครื่องบินอย่างไรอย่างนั้น”

“มันสำคัญกับหนูมากนะคะอาจารย์ หนูตั้งใจจะทำหัวข้อนี้จริงๆ หนูขอเวลาตรวจสอบเอกสาร…”

“คุณควรใช้เวลาตลอดเทอมที่แล้ววิจัยนำร่องมาให้ดีกว่านี้ค่ะ” อาจารย์ว่า โยนกระดาษที่พวงบุหงาพิมพ์มาส่ง กลับคืนมาที่หล่อน ก่อนจะก้มลงจดอะไรขยุกขยิกลงบนเอกสารของตัวเอง “ไม่มีอะไรการันตีได้เลยว่าต้นฉบับชิ้นนั้นเป็นของเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎ ถ้าดิฉันอนุมัติ แล้วเกิดกลายเป็นว่ามันเป็นของปลอมขึ้นมา คุณจะเสียเวลาเพื่อเริ่มต้นงานใหม่อีกนานแค่ไหนคะ? วิทยานิพนธ์ของคุณมันเพ้อพกเกินไปค่ะ คุณถูกเราปฏิเสธมาหลายเทอมแล้ว คราวนี้ตั้งใจเสียที สอบทานอะไรให้รอบคอบมาก่อนเถอะ ดิฉันเตือนไว้เลยว่าจะเรียนไม่จบเอา เสียดายนะที่คุณเรียนได้ดี เสียดายที่ได้ทุนจากภาควิชา…”

พวงบุหงาหนาวๆร้อนๆ รู้ล่วงหน้าทีเดียวว่าอาจารย์จะว่าอะไรต่อ จึงเหลือบมองที่ปรึกษาหนุ่มของตนอย่างขอความช่วยเหลือ  ทว่าเขากลับไม่รู้ร้อนรู้หนาว นั่งพิมพ์บางสิ่งลงไอแพดตั้งแต่หล่อนเข้ามาในห้องโดยไม่เงยหน้าขึ้นแม้เพียงครั้ง และเป็นไปตามคาด อาจารย์หม่อมป้ากล่าว

“พี่ให้เด็กเธอผ่านไม่ได้จริงๆ” แต่ละพยางค์หนักแน่น กรีดลงในใจของหล่อนจนเลือดจากหัวใจ กลั่นออกเป็นน้ำใสๆคลอเบ้าตา อาจารย์มนตรีรับคำอาจารย์หม่อมป้าโดยเสียมิได้ ไม่ได้ปราดตามองมาที่หล่อนแม้เพียงครั้งเดียว คล้ายว่าผู้ชายที่ส่งข้อความไลน์มาหาเมื่อคืน เป็นคนละคนกับชายหนุ่มตรงนี้

“ไปคิดหัวข้อมาใหม่ ขอให้เป็นอะไรที่ทำได้จริงนะ” อาจารย์ปริตตาลงท้ายตรงนั้น แล้วพวงบุหงาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก้มหน้านิ่งไม่ให้ใครเห็นว่าตารื้นเต็มทน รับเอกสาร แล้วเดินออกจากห้องนั้นไป

แต่ยังไม่ทันจะก้าวพ้นประตูห้อง เสียงอาจารย์หม่อม ก็ดังลอดประตูมาประทบโสตประสาท

“เห็นข่าวหรือเปล่าที่นางเสียสติบนเครื่องบินน่ะ ดูแลเด็กคุณดีๆหน่อยนะอาจารย์ ประเดี๋ยวจะทำเสียชื่อมหาวิทยาลัยมากไปกว่านี้”

และแล้วน้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นก็หลั่งทะลักออกเบ้าลงอาบแก้ม ไม่ใช่เพราะคำพูดของอาจารย์ป้า แต่เป็นคำรับของอาจารย์มนตรีที่ไม่ได้สื่อไปในทางช่วยเหลือหล่อนเลยแม้แต่น้อย

สองขาพาหล่อนเดินโหลเหลไปจบอยู่หน้าห้องทำงานของที่ปรึกษาหนุ่มใหญ่ของหล่อนได้อย่างไรก็ไม่ทราบ แต่หล่อนมีกุญแจห้องเขา ซึ่งบัดนี้ใช้ไขประตูเปิดอย่างเลื่อนลอย เดินเข้าด้านใน ทรุดตัวนั่งลงกับโซฟาตรงมุมห้อง อยากร้องไห้แต่กลับร้องไม่ออก มันแค่หวิวๆในท้องอย่างผิดหวัง

หล่อนอาจจะเกิดมาเป็นเพียงแค่คนเพ้อฝัน และไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลยในชีวิตก็ได้

ความมั่นใจในตัวเองเริ่มหดหาย ทั้งที่มันน่าจะดีมากแท้ๆ ทั้งที่เราควรจะเป็นคนพลิกโฉมวงการวรรณคดีได้แท้ๆ… หัวใจที่พังทลายสั่งหล่อนเปิดกระเป๋าออก หยิบเบียร์กระป๋องหนึ่งที่ซื้อเผื่อไว้ขึ้นมาเปิดทั้งที่ไม่เคยแตะแอลกอฮอลมาก่อน แต่เวลาไหนล่ะที่จะลองดื่มเจ้าเบียร์กระป๋องนี้ได้เหมาะกว่าเวลานี้ เวลาที่ความรู้สึกหล่อนพินาศแหลกสลาย

“คุณพวงฮะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นหน้าห้อง พวงบุหงาพ่นเบียร์ที่เพิ่งยกดื่มพรวดออกจากปากด้วยอารามตกใจ เงยหน้ามองเจ้าของเสียง ก็พบอาจารย์ในภาควิชาเดียวกัน ยืนอยู่ที่หน้าประตู ชายหนุ่มเพิ่งจบใหม่ด้านวรรณคดีสันสกฤตมาจากอินเดีย ยังดูหล่อเหลา ผิวสีอ่อน แต่หน้าคมเข้ม เหมือนแขกขาว อายุน่าจะยังน้อย อันที่จริงดูเด็กกว่าพวงบุหงาด้วยซ้ำไป… เขาชื่ออะไรนะ… พวงบุหงาพยายามนึก

“คะ อาจารย์ยอด?” หล่อนตอบไปแม้ยังมึนตึงนัก

“ยอทช์ครับ คุณพวง” เขาผู้นั้นตอบเสียงอ่อนเสียงหวาน ทว่าดูจงใจกระแทกเน้นคำว่า พวง เสียจนฝ่ายที่ถูกเรียกใจแป้ว นี่ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายเป็นอาจารย์หนุ่มผู้เก่งฉกาจ เรียบร้อยน่ารัก เป็นที่ชื่นชมของทุกคนในภาควิชา พวงบุหงาคงคิดว่าฝ่ายนั้นตั้งใจว่ากระทบที่หล่อนเรียกชื่อเขาผิดไปแล้ว ไม่ปล่อยให้พวงบุหงาคิดอะไรไปมากมายอีก อาจารย์ยอดบุตรก็พูดต่อ “พี่น้ำมนต์ไม่อยู่เหรอฮะ?”

“คงสอบหัวข้อวิทยานิพนธ์คนอื่นๆอยู่น่ะค่ะ…” ปากตอบ แต่ในใจคิด… ทำไมตานี่เรียกอาจารย์มนตรีด้วยชื่อเล่นได้สนิทปากขนาดนั้น ทั้งที่เพิ่งมาทำงานที่นี่ได้ไม่นานด้วยซ้ำ

“อ้อ ไม่เป็นไรฮะ พอดีพยายามติดต่อเขาแต่เขาไม่รับโทรศัพท์ ถ้าเจอกันก็ฝากบอกพี่น้ำมนต์.. เอ๊ย อาจารย์มนตรีด้วยนะฮะว่าผมเคลียร์งานเรียบร้อย สรุปว่าไปได้ ยังไงก็โทรมาคุยรายละเอียดละกันนะฮะ” กล่าวเสร็จก็หมุนตัวกลับพร้อมจะออกจากห้อง ท่าทีสง่างามไม่ต่างนายแบบกลับตัวบนรันเวย์

ไปได้…ไปไหนวะ “อ่า จะไปไหนกันเหรอคะ?”

คิดดังจนเผลอโพล่งออกมาเสียนี่! อาจารย์ยอดบุตรยังไม่ทันได้ก้าวไปพ้นธรณีประตู จึงชะงักกึกอยู่ตรงนั้น ก่อนเอี้ยวเพียงใบหน้ามากล่าวกับพวงบุหงา ท่าทีไม่เป็นธรรมชาติเสียจนนึกว่ากำลังถ่ายซีรีส์อยู่

“บอกแค่นั้นเขาคงเข้าใจผมอยู่แล้วล่ะฮะ…” อ้าว พูดงี้ก็หาว่าฉันเผือกเหรอ เธอเป็นคนขอให้ฉันช่วยนะ “แต่คุณพวง ไม่ควรดื่มแอลกอฮอลในห้องพี่น้ำมนต์เลยฮะ คุณเป็นผู้ช่วยพี่เขาแถมยังมีข่าวไม่ดีอีก แค่นี้คนเขาก็เมาท์กันทั้งคณะแล้วว่าคุณพวงไม่ค่อยเต็ม…อย่าหาว่าสอนเลยนะฮะ ผมเป็นห่วงน่ะ”

หน้าแตกเพล้ง เฉกเช่นกระจกจอสมาร์ทโฟนที่หล่นกระแทกพื้น แบบที่ว่าเละจนค่าซ่อมคงแพงพอๆกับซื้อใหม่ พวงบุหงารีบซ่อนเบียร์ในมือไว้ด้านหลัง อย่างกับว่านั่นจะทำให้พ้นผิดไปได้อย่างนั้นล่ะ!

อาจารย์หนุ่มน้อยหัวเราะลงลูกคอ ก่อนเดินจากไปพร้อมส่ายหัวระอา

เมื่อกลับมาอยู่ลำพังอีกครั้ง หญิงสาวก็ก้มหน้านิ่ง… ไม่มีอะไรเลยที่หล่อนจะภูมิใจในตัวเองได้ มันพังหมดทุกสิ่ง ทั้งเรื่องวิทยานิพนธ์ เรื่องเอกสารที่ต้องเสียเงินกลับไปรับคืนที่ดอนเมือง เรื่องข่าวที่หล่อนถูกตำรวจจับ จนคนทั้งคณะเอาไปนินทาว่าหล่อนเพี้ยน! หล่อนเหลืออะไรให้ภูมิใจได้บ้างหรือในชีวิต?

เสมองไปที่โต๊ะทำงาน ป้ายชื่อ มนตรี กุลวานิช สะท้อนแสงจากบนเพดานจนวาบวับ

จริงสิ! ฉันยังเหลืองานที่ต้องทำให้อาจารย์มนตรีนี่นะ ฉันเป็นผู้ช่วยที่น่ารักของเขา… ถ้าเขากลับมาแล้วงานนั้นเสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี เขาต้องภูมิใจในตัวฉันมากแน่ๆ!

คิดได้เช่นนั้น พวงบุหงาก็วางเบียร์ไว้ที่โต๊ะเตี้ยหน้าโซฟา ย้ายร่างของตนไปนั่งที่โต๊ะทำงาน เอาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คออกมาพิมพ์ แค่นึกว่าได้ทำอะไรเพื่อชายหนุ่มที่หล่อนหลงรัก ก็แทบจะลืมไปเลยว่าเพิ่งเฟลเรื่องอะไรมาในชีวิต จิตใจจึงจดจ่อแต่กับงานจนไม่ได้สังเกตว่า ประตูห้องได้เคลื่อนเปิดออก

“พวงของผม ทำอะไรอยู่จ๊ะ” อาจารย์มนตรีเอ่ย เจ้าของชื่อสะดุ้งโหยง หันไปเห็นฟันขาวเรียงตัวเป็นระเบียบในรอยยิ้มร่าใต้ไรหนวดจาง ก็ลืมโกรธไปเสียสนิทว่าเขาไม่ได้ช่วยอะไรหล่อนในห้องเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์แม้แต่น้อย เจอยิ้มโปรยเสน่ห์เข้าไป หล่อนก็ได้แต่พูดมุบมิบไปแก้เขิน

“แหม… เรียกว่า พวงของอาจารย์ แบบนี้ไม่งามเลยนะคะ”

“แต่พวงของผมงามออกครับ” โอ๊ยตาบ้า รู้อยู่ว่าเขากำลังแสร้งชมหล่อน แต่ภาพในหัวกลับเห็นเป็นพวงอื่น บุญรักษาที่หน้าหล่อนหันเข้าคอมพิวเตอร์ และเขายืนอยู่ข้างหลัง ไม่เช่นนั้นเขาคงเห็นว่าหล่อนหน้าแดงเพียงใด “ทำอะไรอยู่ครับ? ทำ งานของเรา อยู่ใช่ไหม?”

“ค่ะ” หล่อนรี่ตอบ “หนูร่างสคริปท์งานบรรยายวันนี้ให้อาจารย์เสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะวางไว้บนโต๊ะตั้งแต่ก่อนไปเชียงใหม่ ส่วนที่ทำอยู่นี่ คือ บทความวิจัย ของอาจารย์น่ะค่ะ”

“ไม่ๆ บทความวิจัย ของเรา ต่างหาก” มนตรีวางมือหนาแข็งแกร่งทั้งสองข้างลงบนบ่าหล่อน ชะโงกหน้าข้ามไหล่มาอ่านข้อความบนจอคอมพิวเตอร์ เท่ากับว่า ใบหน้าของเขาอยู่ข้างแก้มหล่อนพอดิบพอดี ผมยาวหยักศกเรี่ยไล้อยู่ริมหูจนขนลุกไปแทบทั้งตัว “อย่าลืมสิว่า งานชิ้นนี้เราร่วมกันทำนะจ๊ะ”

คำว่าร่วมคือหล่อนเขียนให้เขาทั้งหมด ส่วนเขาก็เพียงแต่อ่านทวนและได้แต่สั่งว่าควรเขียนอะไรต่อไปเท่านั้น แต่ช่างเถอะ ถึงหล่อนจะไม่ได้มีชื่อ ร่วมวิจัย แต่ไม่ว่ากี่ครั้ง ในกิตติกรรมประกาศเขาก็จะเขียนเอาไว้ในบรรทัดสุดท้ายเสมอว่า ขอขอบใจผู้ช่วยที่แสนน่ารัก

แค่คำว่า น่ารัก คำเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้หล่อนยอมเป็นนักเขียนเงาของเขาต่อไป

“จริงๆแล้ว คุณเป็นคนเก่งมากนะครับพวง” อาจารย์เอ่ยข้างหู… แค่ข้างหูก็หนักพอแล้ว ทำไมต้องใช้เสียงต่ำ แหบ เซ็กซี่ขนาดนั้นด้วยล่ะค้า “นี่ถ้าคุณตั้งใจทำวิทยานิพนธ์ของตัวเอง แบบจริงๆจังๆ อย่างนี้บ้าง ป่านนี้คุณคงได้เป็นดอกเตอร์ก่อนผมไปตั้งนานแล้ว”

“แต่หนูก็จริงจังกับงานของหนูมากเหมือนกันนะคะ” หล่อนเถียงกลับขวยเขิน

มนตรีถอนตัวขึ้นจากท่าชวนสยิวนั้น ก่อนเดินไปที่โต๊ะตรงโซฟา ชะงักงันไปเพียงไม่กี่วินาที กับกระป๋องเบียร์ที่วางบนโต๊ะ และหยดเบียร์ที่พวงบุหงาพ่นพรวด ในใจคงคิดว่านิสิตในที่ปรึกษาของเขาคงอาการหนักเต็มทน จึงหันกลับมาพูดตะล่อมต่อไป

“อาจารย์ปริตตาให้คุณซ่อมหัวข้อปลายเดือนหน้า ลองใช้ทฤษฎีเฟมินิสต์อ่านวิจารณ์เฉยๆไหม?”

“แต่หนูไม่อยากให้งานหนูแค่ เฉยๆ นี่คะ หนูอยากได้งานปังๆน่ะค่ะ”

พวงบุหงาตอบด้วยยิ้มแหย คราวนี้ถอนตาจากจอคอมพิวเตอร์ มองกลับไปก็เห็นมนตรีนั่งอยู่บนโซฟา สองแขนเท้าพนัก สองขาอ้าออก…ตรงกลาง ใต้กางเกงแสลคพอดีตัว พวงของเขาปรากฏโครงร่างอย่างเห็นได้ชัด จนหล่อนต้องหันหน้าหนีอีกที

“มันจะไม่ปังน่ะสิ ผมกลัวจะพังมากกว่า” คำพูดเขาทำเอาไหล่หล่อนห่อลงในบัดดล

“ขอเวลาให้หนูลองถอดรหัสมันดูก่อนเถอะนะคะ”

มนตรีจ้องหล่อน ใครจะรู้ว่าในใจเขาคิดอะไรอยู่ ท้ายที่สุด เขาทอดถอนใจ และตอบไปว่า

“ในฐานะที่ปรึกษา ผมคงไม่อยากให้คุณเดินหน้าต่อกับไอ้กระดาษโบราณนั่นหรอก แต่ฐานะคน สนิทกัน ผมก็คงอยากให้คุณทำตามฝันนั่นละ” พวงบุหงาหันกลับไปจ้องเขาอีกครั้ง คราวนี้พยายามโฟกัสอยู่ที่แค่ยอดกระหม่อมของอาจารย์หนุ่ม ไม่กล้ามองต่ำลงไปกว่านั้นอีก “ก็ลองดูแล้วกัน”

“จริงเหรอคะ?” หล่อนกรีดร้องออกมาเสียงแหลม

“เอาเลย ถ้าพิสูจน์ได้จริง ก็คงจะ ปัง แน่ๆ แต่ต้องรายงานผมเป็นระยะนะ” เขายิ้ม เป็นยิ้มที่อบอุ่นและให้กำลังใจหล่อนได้ยิ่งนัก ยิ้มที่เหมือนโอเอซิส ในสองวันที่หล่อนผจญทะเลทรายอันแห้งแล้ง จนหญิงสาวแทบจะพุ่งตัวเข้าไปสวมกอดเขาไว้เดี๋ยวนั้น แต่ไม่ทันจะได้ทำอะไร จู่ๆ อาจารย์มนตรีก็เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ “เฮ้อ ไอ้นิสิตคนสุดท้ายนั่น พูดมากกว่าคุณอีกนะพวง กินเวลาผมจนเลทมาตั้งหลายนาที เดี๋ยวผมต้องไปบรรยายละนะ แล้วนี่คุณจะไปไหนต่อ? ให้ผมไปส่งที่รถไฟฟ้าเหมือนเดิมไหม?”

คำว่า ไปไหน ทำเอาพวงบุหงาตัวกระตุก จริงสิ ตกลงอาจารย์มนตรีจะไปไหนกับนายยอดบุตรนั่น?

“เอ่อ อาจารย์คะ หนูลืมแจ้ง เมื่อกี้นี้ อาจารย์ยอดขึ้นมาหาน่ะค่ะ บอกให้หนูแจ้งอาจารย์ว่าเขาเคลียร์งานเรียบร้อย และ ไปได้ น่ะค่ะ แต่ไม่ได้บอกว่าไปไหน…”

“อ้อ น้องยอทช์!” เขาแก้ หน้าตาดูสว่างไสวดั่งเด็กน้อยได้ของเล่นใหม่ ก่อนกล่าวกึ่งถามกึ่งสั่ง “ไปได้เหรอ ดีจัง นี่พวงผมมีเรื่องอยากให้คุณช่วยหน่อยน่ะ”

หืม? “ช่วยอะไรคะ?”

“คุณช่วยมานั่งตรงนี้แป๊บนึงสิ” สิ้นคำ เหมือนประกาสิทธิ์ขององค์ปะตาระกาหลา พวงบุหงาเดินเกาหัวงุนงงเข้าไปนั่งข้างเขาบนโซฟา รักษาระยะห่างเป็นวา จนมนตรีหัวเราะกลั้วคอ แล้วเลื่อนตัวเข้ามาชิดหล่อน แบบที่วงแขนขวาของเขา พาดค้ำอยู่บนบ่าของหญิงสาวพอดิบพอดี

กลิ่นน้ำหอมที่เขาใช้ประจำโชยเข้าฆานสัมผัส มันเป็นกลิ่นลาเวนเดอร์จางๆ เจือความสดชื่นของป่าไม้ สะกดให้พวงบุหงาได้แต่เผลอจ้องเขานิ่ง หญิงสาวไม่เคยใกล้อาจารย์มนตรีมากเพียงนี้ และไม่เคยมองหน้าเขานานเท่านี้มาก่อน หล่อนเพิ่งเห็นใบหน้าที่ไม่ได้เหี่ยวย่นตามวัย ดวงตาคมกริบนั้นช่างเย้ายวน จมูกโด่งรั้นน้อยๆสะท้อนลักษณะนิสัยบางอย่าง ริมฝีปากบางใต้ไรหนวด เหนือรอยเครางามนั้น เม้มเข้าราวกล้าๆกลัวๆ… ไม่อยากไปไหนเลย อยากอยู่ตรงนี้ไปนานๆ…

“คุณช่วยหยิบกล่องสีแดงในกระเป๋าผมให้หน่อยสิ…” เขาว่า พวงบุหงาคิ้วมุ่น อะไรกัน เขาไม่เคยเป็นขออะไรแบบนี้เลย เขาเป็นกันเองมากก็จริง แต่ก็ลึกลับไม่เคยเผยพื้นที่ส่วนตัว มันทำให้พวงบุหงาลังเลไม่กล้าทำตามคำขอในทันที ชายหนุ่มจึงเลิกคิ้วและยักคอยื่นหน้าเข้าใกล้ จนหล่อนไม่มีทางเลือก ต้องเปิดกระเป๋าแล้วควานหาของข้างในตามสั่ง ข้างๆขวดน้ำหอม Bvlgari Aqva Pour Homme สีฟ้าทรงกลม หล่อนเห็นกล่องที่ว่านอนอยู่ใกล้ๆกัน… พระเจ้า มันไม่ใช่กล่องธรรมดา… มันคือ กล่องกำมะหยี่สีแดง!

“เปิดสิครับ” เสียงต่ำเครือข้างหูทำเอาพวงบุหงาขนลุกไปไม่ได้เท่าความคาดหวังที่ก่อตัวในใจ…

อะไรกัน ไม้ดอก ไม้ประดับ ไม้ล้มลุก… เขาจะมาไม้ไหนกันแน่!

ทันทีที่เปิดกล่องออก หล่อนก็เห็นแหวนทองคำขาวฝังเพชรเม็ดงามอันหนึ่งอยู่ตรงนั้น

เพชร! ไม่ใช่ เพชรา เชาวราช ไม่ใช่ เพ็ชรทาย วงศ์คำเหลา เพชรจริงๆ! เพชร Diamond! สวยมาก อยากได้ แต่เขาจะให้ฉันเหรอ เขาจะให้ฉันทำไม?!

“ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำให้ผมนะครับ ตลอดเวลาที่เราใกล้ชิดกัน คุณคงคิดว่าผมแค่โปรยเสน่ห์ใส่คุณ หรือหยอดคุณเล่นๆ แต่ผมอยากยืนยันว่า ผมมองคุณแค่คนเดียว”

ตาเบิกโพลง หัวใจสะดุดเต้นไปจังหวะหนึ่ง ถ้าทำได้ พวงบุหงาอยากเอาหัวตัวเองกระแทกโต๊ะน้ำชาเตี้ยตรงหน้าเดี๋ยวนี้ เพื่อได้ตื่นจากฝัน! ไม่จริง ไม่จริงเลย สิ่งที่เกิดขึ้นไม่มีวันเป็นจริงได้

พวงบุหงาพบอาจารย์หนุ่มครั้งแรกเมื่อ 9 ปีก่อน ชื่อเสียงความหน้าตาดีของเขาไม่เพียงจำกัดอยู่ที่ คณะอักษรศาสตร์แต่ดังกระฉ่อนไปทั้งมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์ภายนอก แต่ความสามารถ และบุคลิคอบอุ่นใจดี ทำเอาหล่อนตกหลุมรักเขามากขึ้นทุกครั้งที่พบกับ

ต่อให้เรียนจบและพยายามหางานทำถึง 3 ปี ก็กลับมาเรียนปริญญาโทเพื่อจะได้กลับมาเจอเขา ยิ่งได้มาใกล้ชิดกันในฐานะผู้ช่วย ยิ่งทำให้หล่อนโงหัวจากเขาไม่ขึ้น คำหยอดเล็กๆน้อยๆตลอดมายิ่งเป็นบ่วงรัดใจให้หล่อนไม่อาจตัดใจไปจากเขาได้ และพอยิ่งรู้ว่าเขายังไม่แต่งงานหรือแม้กระทั่งมีแฟน ใจหล่อนจึงยิ่งมีหวัง… หวังว่าสักวันเขาจะเห็นความดีที่หล่อนคอยช่วยเหลือเขามาตลอด ว่าเขาคงเห็นความชอบในวรรณคดีที่ทั้งคู่มีเหมือนกัน  ว่าเขาคงซึ้งใจในความเทิดทูนที่หล่อนมีให้ และคิดจะเปิดใจรับหล่อนไปเป็นคนรัก แม้ใจหนึ่งจะคิดว่าคนหล่อเพอร์เฟคเช่นเขาคงไม่อาจปรายตามามองหล่อนได้ก็ตาม

แต่สิ่งที่หล่อนรอคอยมาตลอด 9 ปีกำลังจะเกิดขึ้นจริง นี่เขากำลังจะ…

มนตรีลุกขึ้นจากโซฟา ก้มลงคุกเข่าข้างเดียว เขา-กำลัง-จะ-ขอ-ฉัน-เป็นแฟน?!!!!

“เป็นแฟนผมนะครับ…”

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด! ยอมแล้วจ้า วรรณคดีโบราณอะไรไม่อ่านแล้วจ้า ฉันจะเปลี่ยนไปใช้ทฤษฎีเฟมินิสต์ตามที่เขาบอก ใบปริญญาและความปังของวิทยานิพนธ์คงไม่จำเป็นอีกแล้ว! เพราะฉันจะเรียนจบไปเป็นแม่บ้านให้เขา ฉันจะให้แม่สอนทำกับข้าว ฉันจะฝึกทำงานบ้าน เราจะมีลูกน่ารักๆกัน เอาลูกสาวคน ลูกชายคน เราจะซื้อบ้านอยู่ด้วยกันที่ชานเมือง ฉันจะช่วยเขาทำวิจัยทุกอย่างที่เขาขอ ฉันจะ…

“…ยอทช์”

“ฮะ?” ภาพฝันทั้งสิ้นดับสลายในพลัน ราวภาพเขียนสีน้ำที่เพิ่งก่อร่างยังไม่แห้งดี แต่ถูกน้ำสาดจนสีเละละลายในพลัน พวงบุหงาผงะเหวอ หัวคิ้วเบียดติดกันจนจวนจะรวมเป็นเส้นเดียว

“เป็นแฟนกับผมนะยอทช์” เขาว่า ปล่อยมือจากเชือกรองเท้าที่เพิ่งก้มลงไปผูก ยืนขึ้นต่อหน้าหล่อน พร้อมเอ่ยขึ้นอย่างเคร่งเครียด “คุณว่าทำแบบนี้ จะเยอะไปไหม ยอทช์เขาจะยอมเป็นแฟนกับผมรึเปล่า?”

อาจารย์มนตรี… หนุ่มหล่อมาดเข้มของหล่อน… เป็นเกย์!!!

“เอ่อ…” น้ำตากำลังก่อตัวขึ้นในหัวใจ และไม่นานคงเอ่อล้นมาปรากฏบนดวงตา “ไม่รู้สิคะ ฉะ… ฉันไม่ใช่คุณยอดบุตร”

“แต่คุณเป็นยอดรักของผมเลยนะ” เขาว่า ยิ้มยังหวานเชื่อมอยู่ราวแอปเปิ้ลหอมหวานแต่ที่จริงคือยาพิษ “ไม่มีใครเป็นผู้ช่วยที่เพอร์เฟคได้เท่าคุณอีกแล้ว เป็นไง คอมเมนต์หน่อยสิ ผมเยอะไปไหม?”

พวงบุหงาไม่ใช่คนที่ซ่อนสีหน้าได้เก่ง สิ้นประโยคเมื่อครู่ อาจารย์มนตรีจึงจับความผิดปกติบางอย่างได้จากท่าทีของหล่อน จนต้องเอ่ยถามขึ้นทันที

“อะไรกัน คุณคงไม่คิดว่าผมจะขอคุณเป็นแฟนหรอกนะ” เขาว่า ก่อนหัวเราะลั่นเมื่อจบประโยค พวงบุหงาหน้าชา ไม่คิดว่าเรื่องแบบในละครจะมาเกิดขึ้นกับตนตอนนี้

“ม่ะ… ไม่คิดหรอกค่ะ ไม่มีวันคิด”

“อื้ม ถ้าฉากหลังเป็นสะพานบรูคลิน ขณะพระอาทิตย์กำลังตก เห็นตึกบนเกาะแมนแฮตตันส่องแสงสว่างไสวอยู่ไกลๆ ยอทช์เขาคงชอบมากแน่ๆ”

“สะพานบรู๊คลิน?… แมนแฮตตัน” คำถามโพล่งออกไปทันที เมื่อได้ยินคำเหล่านั้น

“ก็งานคอนเฟอเรนซ์ที่นิวยอร์ค ที่ผมจะไปเสนอเปเปอร์อาทิตย์หน้าไง…”

“อ้าว” พวงบุหงาชะงักงัน ราวถูกฟาดเข้าท้ายทอย “หนูนึกว่าอาจารย์จะ… ไปกับหนู…”

“ตายล่ะ ผมลืมบอกคุณไปเลย คืออย่างนี้พอดีอาจารย์ ปริตตา เขาอยากได้ผู้ช่วยไปทำวิจัยที่หนองคายกับเขาน่ะ เขาอยากได้คนเก่งๆ เลยเสนอชื่อคุณไป แล้วให้ยอทช์ไปนิวยอร์คกับผมแทน ตอนแรกคิดว่าเขาจะไปไม่ได้เพราะติดงานคณะผมเลยกั๊กไว้ก่อน แต่เอ่อ… นี่ไง เขาฝากคุณมาตอบว่าไปได้แล้ว ใช่ไหม ทุกอย่างลงตัวพอดีเลย”

หนองคาย… จากนิวยอร์ก เป็นหนองคาย! พวงบุหงาคงหน้าสลดลงไปเป็นกอง มนตรีจึงถามต่อไป

“คุณไม่อยากไปหนองคายเหรอ?”

“โอ๊ย อยากมากค่ะ” หล่อนรีบละล่ำละลักตอบไม่อยากให้เขารู้ว่าหล่อนไม่พอใจ “นะ… นิวยอร์ก คงไม่มีตลาดอินโดจีน Shake Shack ก็คงสู้แดงแหนมเนืองไม่ได้หรอกค่ะ ส่วนสะพานบรูคลิน… หนูไปถ่ายรูปกับอาจารย์ปริตตาที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแทนก็ได้ รุ่มรวยทางวัฒนธรรมออกค่ะ”

“ตอนแรกก็กังวลว่าคุณไม่อยากไป โอเค สบายใจละ ผมไปก่อนนะ” ไม่ได้รู้หรือแม้รู้ก็ไม่ใส่ใจเลยว่าพวงบุหงารู้สึกอย่างไรกันแน่ เขาลุกขึ้นแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนถาม “สคริปท์อยู่ไหนนะ?”

“บะ… บนโต๊ะค่ะ” มือยกขึ้น นิ้วชี้ไปที่โต๊ะทำงานตามอัตโนมัติเหมือนถูกโปรแกรมไว้

“ขอบใจจ้ะ อ้อ แล้วเรื่องบทความวิจัย ของเรา อย่าลืมอีเมลบทที่คุณเขียนล่าสุดให้ผมตรวจด้วยนะ” คว้าเอาสคริปท์บนโต๊ะใส่กระเป๋า เดินพุ่งไปที่ประตู ก่อนจะหมุนตัวกลับมาแตะไหล่พวงบุหงาเบาๆ    2-3 ที เขาเอ่ยด้วยเสียงทุ่มต่ำที่ข้างหูหล่อนอีกครั้ง “อย่าเผลอ cc หาคนอื่นอีกนะครับ ผมขี้เกียจตามไปแก้ข่าว อย่าให้มีใครรู้ว่าคุณเป็นคนเขียนบทความชิ้นนั้นเชียวนะ แล้วก็…

ขอให้สนุกมากๆที่หนองคาย… ผู้ช่วยที่น่ารักของผม”

Don`t copy text!