มะงุมมะงาหรา บทที่ 1 : แต่ต้นเรื่องตกหายพลัดพรายไป

มะงุมมะงาหรา บทที่ 1 : แต่ต้นเรื่องตกหายพลัดพรายไป

โดย : ภาณิณ

มะงุมมะงาหรา โดย ภาณิณ ผู้ชนะเลิศจากโครงการอ่านเอาก้าวแรก…นิยายทะลุมิติที่เล่าถึงนิสิตปริญญาโทด้านวรรณคดีไทยที่หลุดเข้าไปในวรรณคดีเรื่องอิเหนา และพยายามจะเปลี่ยนเรื่องตามวิธีคิดในแบบของตัวเองที่เป็นเด็กยุคใหม่ จึงเกิดเป็นเรื่องวุ่นวายต้องตามแก้ปัญหา ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอา

และหากติดใจอยากอ่านต่อ อดใจรออีกนิด เนื่องจาก “มะงุมมะงา…หรา” อยู่ในขั้นตอนการรวมเล่มกับสำนักพิมพ์กรู๊ฟพับลิชชิ่ง www.groovebooks.com และสามารถติดตามข่าวได้ทางแฟนเพจของสำนักพิมพ์ @Groove publishing ค่ะ

……………………………………………………………….

-1-

 

“กลอนบทละครเรื่อง อิเหนา ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสรให้เป็นยอดของบทละครลำ เพราะดีเด่นทั้งในแง่วรรณศิลป์ นาฏศิลป์ และข้อคิดเตือนใจ ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่า ประการหลังนี้เอง สมควรแก่การต้อง วิเคราะห์ วิจารณ์ และตั้งคำถามว่าสมเหตุสมผลเพียงพอหรือไม่

การทำตามใจตนเองของอิเหนาก่อให้เกิดศึกสงครามแย่งชิงตัวละครหญิงที่สร้างความเดือดร้อนต่อตัวละครอื่นๆในเรื่องแทบทุกคน เว้นแต่ตัวเขาเอง ทั้งที่อิเหนาควรต้องได้รับความเจ็บปวด ผิดหวัง และทรมานเป็นผลจากการกระทำผิดให้ผู้อ่านได้เห็นว่าไม่ควรเอาอย่าง แต่อิเหนากลับมีจุดจบที่สมหวังปรีดิ์เปรม ได้เป็นเจ้าครองเมือง และได้อภิเษกกับหญิงที่ตนต้องการเป็นรางวัลตอนท้ายเรื่อง ในขณะที่ผลจากการกระทำของเขา กลับไปตกอยู่ที่ตัวละครหญิงอย่าง นางจินตะหรา และนางบุษบา รวมทั้งตัวละครรองที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อย่าง วิหยาสะกำ จนต้องมาตายไปแทน จุดนี้เองที่ข้าพเจ้ามองว่าเป็นความย้อนแย้งทางศีลธรรมที่ชัดเจนที่สุดของเรื่อง อันจะขออภิปรายต่อไป ดังนี้…”

“ประกาศครั้งสุดท้าย ผู้โดยสารที่ใช้ชื่อว่า คุณพวงบุหงา หอมชื่น… คุณเป็นผู้โดยสารท่านสุดท้าย ที่ยังไม่ได้ขึ้นเครื่อง กรุณาไปที่ทางออกหมายเลข…”

เสียงตามสายดังก้องไปทั่วบริเวณสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ ไม่เว้นแม้แต่ในห้องน้ำหญิงห้องเล็กๆที่หล่อนกำลังทำธุระอยู่นี้ หญิงสาวเจ้าของชื่อสะดุ้งสุดตัว จนมือน้อยสองข้างเกือบเผลอปล่อยให้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนร่วงหล่นลงพื้น เพียงมาถึงสนามบินสายก็แย่พออยู่แล้ว นี่ดันมาท้องร่วงเข้าเอาวินาทีสุดท้ายจนต้องถูกประกาศเรียกชื่อแบบนี้อีก! ไม่อยากนึกภาพตอนเดินขึ้นเครื่องเอาเสียเลย ทั้งแอร์บัสจะต้องรู้เป็นแน่ว่าตัวการที่ทำให้เครื่องขึ้นช้าคือหล่อน ผู้ซึ่งมีชื่อแปลกประหลาดน่าขัน

พวงบุหงา ไม่เคยชอบชื่อจริงของตัวเอง… ไม่ควรมีพ่อแม่คนไหนตั้งชื่อลูกว่าพวงบุหงาด้วยซ้ำ!

ตั้งแต่เด็ก ชื่อของหล่อนเป็นปัญหามาโดยตลอด ตั้งแต่เวลาขานชื่อในห้องเรียน “สุวนันท์” – มาค่ะ “สุวัจนี” – มาค่ะ “พะ-วง…’พวง’… พวง-บุหงา?… ไม่มาเหรอคะ?” – มาค่ะ แค่ไม่อยากยกมือรับว่าชื่อนั้น…

เด็กน้อยมักซ่อนอยู่ในมุมลึกหลังห้อง ทุกเช้าที่ครูประจำชั้นเอ่ยชื่อ หล่อนทำได้เพียงแต่มุบมิบตอบในลำคอ ซึ่งมักตามมาด้วยเสียงหัวเราะคิกของผองเพื่อน โดยเฉพาะพวกผู้ชายที่พร้อมใจกันเรียกล้อแผ่วเบาว่า “พวงสวรรค์” บ้างละ “อีพวงหอม” บ้างละ หรือไม่ก็แค่ “อีพวง” เสมอมา แม้ตอนนั้นหล่อนจะไม่เคยเห็นว่าไอ้ พวงสวรรค์ ที่ว่านั่นมันควรจะหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่ แต่มันก็ให้ภาพอวัยวะเบื้องต่ำของผู้ชาย ห้อยหยุ่นเป็นพวง แกว่งต่องแต่งไปมาในจินตนาการให้แสลงใจทุกครั้งที่ถูกเรียก

หล่อนพยายามจะไปเปลี่ยนชื่อหลายต่อหลายครั้ง แต่แล้วคุณสุรีย์แม่ผู้ป่วยกระเสาะกระแสะตลอดมาของหล่อนก็จะเอ่ยขอขึ้นมาทุกครั้ง พร้อมดวงตาเปียกรื้น อย่างที่เลียนแบบมาจากละครช่องหลายสีอย่างแนบเนียน “พวง ชื่อนี้ป๊าแกตั้งนะ… อย่าเปลี่ยนเลย ถือว่าให้เขาสบายใจอยู่บนสวรรค์เถอะ”

ชื่อของหล่อนจึงกลายเป็นคำสาปติดตัวเสมอมา ครั้งใดที่ได้ยินชื่อจริงของตัวเองก็จะขวยอายแทบแทรกแผ่นดินหนีทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นในที่สาธารณะเช่นคราวนี้…

“คุณพวงบุหงา หอมชื่น… คุณเป็นผู้โดยสารท่านสุดท้าย กรุณาไปขึ้นเครื่องโดยด่วน…”

ค่า รู้แล้ว ค่า  พวงบุหงานึกบ่นในใจ มันจำเป็นต้องเรียกชื่อถึงสองครั้งติดกันไหมล่ะฮะ?!

หญิงสาวรีบกวาดตามองข้อความที่กำลังพิมพ์ลงแอพลิเคชั่นโน้ตในโทรศัพท์ ก่อนจะพบว่ามีคำผิดอยู่สองสามแห่งจนต้องรีบลงมือแก้… ละครรำสิ ละครลำให้ภาพไม่ดีเลย ในเวลานั้นเองใครบางคนที่รอทำธุระต่อจากหล่อนมานาน ก็อดรนทนไม่ได้จนต้องเคาะประตู พร้อมร้องเร่งเรียกให้หล่อนรีบออกไป

“ค่า ค่า เสร็จแล้วค่า” พวงบุหงาร้องตอบ ในช่วงนั้นเองก็มีอีกเสียงดังก้อง

กรี๊ดดดดดดด เสียงหญิงสาวกรีดร้องโหยหวนจากหนังฆาตกรรมที่หล่อนใช้เป็นริงโทน หญิงสาวก้มมองรายชื่อผู้เรียกเข้าที่ปรากฏหราบนหน้าจอ อาจารย์มนตรี ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์สุดฮ็อตนั่นเอง

“สวัสดีค่ะอาจารย์” หล่อนกดรับ ขณะพยายามเก็บข้าวของพะรุงพะรังเตรียมพร้อมออกจากห้องน้ำ พลางปั้นเสียงให้ดูแจ่มใสนิ่งสงบที่สุด “ค่ะ กำลังกลับจากเชียงใหม่… เปล่าค่ะไม่ได้มาร่วมประท้วงบ้านป่าแหว่ง… หนูมางานประมูลวัตถุโบราณที่ มช.ไงคะ อาจารย์รู้ไหมว่าหนูได้อะไรมา?! เอกสารโบราณที่อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็น…”

เสียงเคาะประตูจากด้านนอกดังขึ้นอย่างร้อนรนอีกครั้ง ทว่าหล่อนไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะเสียงอันร้อนรนกว่าของอาจารย์มนตรีที่ดังอยู่ข้างหูเรียกร้องเอาสมาธิทั้งหมดไปจากหล่อนแล้ว

“พะ… โพรพอสซอลธีซิสเหรอคะ…” เหงื่อเย็นๆหลายเม็ดผุดพรายอยู่บนหน้าผาก ตายละวา เอาไงดี  “อ๋อ เสร็จแล้วค่า แค่กำลังตรวจทานอยู่ค่ะ’จารย์…”

ความจริงคือกำลังนั่งพิมพ์ระหว่างเข้าห้องน้ำอยู่นี่ไง จนสายการบินประกาศขึ้นเครื่องด่วนเนี่ยแหละ… เอ๊ะ ประกาศขึ้นเครื่องด่วน…  ฉิบหาย ฉันต้องไปขึ้นเครื่องแล้วนี่!

วันเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์คือพรุ่งนี้เช้า! หล่อนไม่สามารถตกเครื่องได้เพราะนี่คือเที่ยวบินสุดท้ายที่จะออกจากเชียงใหม่ ไฟลท์เช้าพรุ่งนี้ก็ไม่เช้าพอ ซึ่งถ้าไม่ได้ไปเสนอหัวข้อพรุ่งนี้ หล่อนจะต้องรอไปอีกตั้งเป็นเทอม! เมื่อนึกได้ดังนั้น พวงบุหงาจึงรีบยกเท้าขึ้นกดชักโครกอย่างรวดเร็ว เพราะมือข้างหนึ่งต้องหิ้วของทั้งหมดไว้ ซ้ำร้าย อีกข้างยังไม่ว่างด้วยต้องถือโทรศัพท์ ทว่า ชักโครกกลับกดไม่ลง!

“อาจารย์ขาคือตอนนี้หนูไม่ค่อยสะดวกคุย… ”

เสียงด้านนอกแปรจากข้อนิ้วเคาะบานประตู เป็นเสียงกำปั้นทุบปังอย่างรุนแรงแทน

“น้องคะ เข้านานเกินไปแล้วนะคะ!” นอกจากเสียงเคาะจะเปลี่ยนเป็นทุบจนประตูแทบจะถล่ม แม่คนคอยด้านนอกคงทนไม่ไหวอีกต่อไปถึงขนาดต้องโวยวายออกมาอย่างเกรี้ยวกราด

ความปั่นป่วนรอบตัวทำเอาพวงบุหงาร้อนรน เร่งกระทืบคันโยกอีกสองสามครั้ง จนเกือบจะถอดใจว่ากดน้ำไม่ลงเสียแล้ว ทว่าในจังหวะกระทั้นเท้ารุนแรงเป็นครั้งสุดท้ายนั่นเอง จู่ๆระบบชักโครกก็อาจจะรวนหรืออะไรไม่รู้ได้ แต่น้ำในคอห่านกลับเอ่อปะทุขึ้นมาราวลาวาล้นทะลักจากภูเขาไฟระเบิด พร้อมเสียงโครกครากอย่างฟ้าผ่า!

“แว้กกกก” พวงบุหงากรีดร้องเข้าไปในสาย ขณะที่หล่อนรีบชักเท้ายกออกจากคันโยก และผงะถอยหลัง ในจังหวะนั้นเอง เท้าอีกข้างที่ยืนขาเดียวอยู่ก็ไถลลื่นล้มก้มจ้ำเบ้า มือหนึ่งปล่อยถุงผ้าที่ถือไว้ร่วงลงพื้น อีกมือเผลอปล่อยโทรศัพท์กระเด็นลอดออกไปห้องที่อยู่ติดกัน!

“คุณพวงบุหงา หอมชื่น… คุณเป็นผู้โดยสารท่านสุดท้าย…”

หญิงสาวตัดสินใจรีบล้วงมือเข้าห้องข้างๆ เพื่อฉวยเอาโทรศัพท์กลับคืนมา หล่อนรีบลุกก่อนเปิดประตูห้องน้ำ วิ่งถลาฝ่าฝูงชนออกไป ทว่าไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องกลอกตาให้ตัวเอง หล่อนลืมทิ้งถุงผ้าใส่เอกสารโบราณที่ประมูลมาได้เอาไว้ในห้องน้ำ วิ่งกลับไปหยิบถุงได้ก็กอดมันไว้แนบอก

อุตส่าห์ได้ของสำคัญขนาดนี้มา ดันลืมได้ไงนะยัยพวง

วันนี้จะซวยกว่านี้ก็ได้ แต่อย่าให้ซวยขนาดทำสมุดข่อยเล่มนี้หายเลย!        

 

พวงบุหงามาขึ้นเครื่องได้อย่างหวุดหวิด แม้จะเป็นไปอย่างที่คิดคือ ทุกคนบนเครื่องมองหล่อนมาเป็นสายตาเดียวในฐานะผู้ขึ้นเครื่องสายที่สุด จนเครื่องบินเกือบจะดีเลย์ และเพราะความซวยอีกขั้นที่ที่นั่งของหล่อนอยู่ลึกไปจนเกือบท้ายลำ หญิงสาวจึงต้องฝ่าสายตาตำหนิไปอีกหลายก้าว พร้อมทั้งใบหน้าก้มงุดราวกับอยากจะแทรกพื้นเครื่องบินหนีลงไปยังพื้นใต้ท้องเครื่องแล้วแทรกตัวหนีอีกทีไปให้ถึงใต้พิภพ

จนท้ายที่สุดเมื่อหล่อนเดินมาจนถึงที่นั่ง ก็ยังคงไม่กล้าสบตาใคร ได้แต่ก้มมองโทรศัพท์มือถือแทน

อาจารย์มนตรีวางสายไปตอนไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่หล่อนคิดว่าคงจะเสียมารยาทอย่างมากหากไม่ไลน์ไปบอกเขาเสียหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น หล่อนไม่ได้เป็นเพียงนิสิตปริญญาโทในที่ปรึกษาของเขาเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ช่วยสอนด้วย ดังนั้นความสนิทสนมจึงมากพอจะมีไลน์ของกันและกัน

“เมื่อกี๊มีปัญหาวุ่นวายนิดหน่อย ตอนนี้อยู่บนเครื่องแล้วนะคะ เดี๋ยวคงต้องปิดเครื่อง ถึงดอนเมืองจะโทรหาอีกทีค่ะ” ไลน์ไปไม่กี่วินาทีเขาก็พิมพ์ตอบกลับมา

“เห็นกรี๊ดซะลั่น เป็นห่วงแทบแย่… เดินทางปลอดภัยนะครับ ผู้ช่วยที่น่ารักของผม”

ผู้ช่วยที่น่ารัก… ของผม ให้ตายเถอะ ถึงไม่ได้มาพูดตรงหน้า แต่ตัวอักษรไม่กี่ตัวแค่นี้ก็มีพลานุภาพยิ่งใหญ่พอจะทำให้หล่อนขวยเขินวาบหวิวประหนึ่งมีผีเสื้อนับล้านกำลังกระพือปีกบินอยู่ในช่องท้อง.. ยิ่งเมื่อเพ่งมองรูปดิสเพลย์ของเขาด้วยแล้ว… จะไม่ให้หล่อนขวยได้อย่างไร ก็อาจารย์มนตรีหล่อเท่ถึงเพียงนี้

ใบหน้าคมเข้มในรูปนั้นดูสมวัย เปี่ยมไปด้วยอำนาจ ผิวขาวเหลือง ไว้ผมยาวมัดเป็นมวยสูงอย่างที่เรียกว่าแมนบัน รอยหนวดเคราเขียวจางยิ่งขับให้ดูแมนแฮนซั่มและน่าซั่มขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว! นี่ยังไม่นับร่างกำยำที่แม้เสื้อเชิ้ตที่สวมก็เก็บกลบมัดกล้ามไว้ไม่มิดด้วยนะ แค่นี้ก็แทบจะเป็นลมคาเก้าอี้แล้ว

ยิ้มกว้างฉายชัดบนหน้าหล่อนแม้เพียงเพ่งมองรูป ดวงตาคมกริบราวพญาเหยี่ยวที่จ้องกลับมานั้นถึงจะเป็นภาพนิ่งก็ดูวาววะวับทำเอาหล่อนขวยจนต้องหลบตาเสมองไปด้านข้าง

ตรงนั้นเป็นหน้าต่างเครื่องบินที่ต้องเปิดไว้ยามเอาเครื่องขึ้น และเพราะรัตติกาลที่เป็นฉากหลังมืดมิดพอจนสะท้อนเงาของหล่อนจ้องกลับมา พวงบุหงาจึงได้เห็นตัวเอง พลันนั้นรอยยิ้มก็เลือนหายไปทันที

นอกจากไม่ชอบชื่อแล้ว หน้าตัวเองหล่อนก็ไม่ชอบ ไม่ใช่ว่าพวงบุหงาเป็นคนขี้ริ้ว แต่จุดบกพร่องก็เยอะเกินจะเรียกได้ว่าสะสวย คิ้วเข้มไป จมูกโด่งและโตไป ตากลมปูดโปนเกินไป ปากก็หนาเกินไป ผมบ็อบแค่บ่าที่ตั้งใจไปดัดลอนหนาให้พอเป็นคลื่น ก็ยังดัดผิดเป็นลอนเล็กหยิกขอดเกินไป จนถ้ามาตรฐานความงามคือนางลำหับไม่ใช่ดาราเกาหลีอย่างสมัยนิยมเมื่อไหร่ล่ะก็ เมื่อนั้นละหล่อนจึงจะนิยามตัวเองว่าสวยได้

หน้าแบบนี้หรือ อาจารย์มนตรีจะมารัก?

“อ้อ ลืมไป อ่านทวนโพรพอสซอลเสร็จแล้ว ส่งให้ผมด้วยนะครับ” ข้อความใหม่จากอาจารย์มนตรีเด้งขึ้นมา ตอนนั้นเองที่ปลุกหล่อนตื่นขึ้นจากภวังค์รักเพ้อพก… หล่อนยังเขียนโพรพอสซอลไม่เสร็จด้วยซ้ำ!

ต้องรีบแล้ว… ถึงไหนแล้วนะ…

“….ความย้อนแย้งทางศีลธรรมที่ชัดเจนที่สุดของเรื่อง อันจะขออภิปรายต่อไปดังนี้…” หล่อนอ่านทวนบรรทัดสุดท้ายที่เขียนค้างไว้ ก่อนจะพิมพ์ต่อไปในแอพลิเคชั่นโน้ต

“วิหยาสะกำ เป็นตัวละครรองคนหนึ่งในตอน ศึกกะหมังกุหนิง เขาควรเป็นหนุ่มรูปงามที่ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขจวบวาระสุดท้าย หากองค์ปะตาระกาหลาไม่เข้ามาวุ่นวายกับชีวิตของเขา จนวาระสุดท้ายนั้นมาถึงเร็วเกินไป ในวันที่ออกเดินทางเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์ เทวดาต้นตระกูลของอิเหนาได้วางอุบาย “…หยิบกระดาษวาดรูปนฤมล เหาะจากไพชยนต์วิมานมาฯ” แล้ว “แอบวางไว้ใต้ต้นไทรใหญ่” ก่อนจะแปลงองค์เป็นกวางทอง ล่อหลอกวิหยาสะกำมาพบรูปนางบุษบาจนเขาคลุ้มคลั่งหลงรักนาง เป็นเหตุให้ท้าวกะ-               หมังกุหนิงพระบิดาต้องยกทัพออกไปรบกับเมืองดาหาเพื่อชิงตัวบุษบา

แม้ในตัวบทจะไม่ได้กล่าวถึงเหตุจูงใจ แต่จะเห็นได้ว่า ทรงสร้างศึกชิงนางนี้ขึ้นเพื่อชักนำให้อิเหนาไปร่วมรบที่ดาหาจนได้พบกับนางบุษบา และเกิดอยากได้นางจนถึงกับต้องลักตัวไป ผลของเหตุดังกล่าวนอกจากจะทำให้ผู้บริสุทธิ์เช่นวิหยาสะกำต้องตายแล้ว ยังสร้างจะความเจ็บช้ำให้กับนางจินตะหราด้วย”

“ผู้โดยสารคะกรุณาปิดเครื่องมือสื่อสารด้วยค่ะ” เสียงทักดังข้างๆ พวงบุหงาสะดุ้งน้อยๆก่อนเงยหน้าขึ้นมองพนักงานต้อนรับ แม้ใบหน้าจะยิ้มแย้มสมหน้าที่บริการ แต่แววตานั้นดุเสียยิ่งกว่าแม่ของหล่อน “สัมภาระบนตักรบกวนเก็บไว้ในที่ใส่ของเหนือศีรษะด้วยนะคะ”

นางหมายถึงถุงผ้าใส่สมุดข่อยโบราณอันนั้นเอง ทั้งสายตาและน้ำเสียงเล่นเอาพวงบุหงาทำอะไรไม่ได้นอกจากยิ้มแหยส่งให้ เก็บไว้ตามคำบอก ก่อนยอมนั่งมองการสาธิตเรื่องความปลอดภัยบนเครื่องบิน

“เมื่อหน้ากากออกซิเจนร่วงลงมา โปรดสวมใส่ให้ตัวท่านก่อนช่วยเหลือผู้อยู่ในความดูแล…”

ใช่ อิเหนาไปช่วยท้าวดาหารบก็ถูกแล้ว แต่เขาก็ควรกลับมาใส่ใจดูแลนางจินตะหราผู้เป็นภรรยาด้วยไม่ใช่เหรอ?

เหลียวซ้ายแลขวา พนักงานทุกคนออกไปสาธิตหมดแล้ว ไม่มีใครจะมาด่าว่าหล่อนให้ปิดมือถือได้อีก จึงรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นเขียนโพรพอสซอลต่อให้เสร็จ จะได้รีบส่งให้อาจารย์มนตรีเมื่อถึงดอนเมือง

“เพราะท้าวกะหมังกุหนิงยกทัพมารบกับท้าวดาหา ฝ่ายหลังจึงต้องส่งจดหมายไปเชิญให้อิเหนามาร่วมรบ แม้เขาอาจปฏิเสธเสียก็ได้เพราะการศึกนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเขา แต่ “…เพราะกลัวภัยพระราชบิดา” อิเหนาจึงต้องตัดสินใจทิ้งนางจินตะหราไปออกศึก จริงอยู่ว่านี่ไม่ใช่ความผิดและอาจเป็นความรับผิดชอบของลูกที่ดีที่ควรจะช่วยเหลือพ่อ แต่การที่เขากล่าวกับจินตะหราว่า “อย่าหม่นหมองเศร้าสร้อยละห้อยหา” ก็แสดงให้เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้สนใจความรู้สึกของชายาแม้แต่น้อย

ฝ่ายนางจินตะหราเมื่อรู้ความก็นึกน้อยใจจนรำพันออกมาเป็นวรรคทองที่นักอ่านวรรณคดีจำได้แม่นยำ “แล้วว่าอนิจจาความรัก เพิ่งประจักษ์ดั่งสายน้ำไหล” ทั้งนี้เพราะหล่อน “รู้เท่าเข้าใจในทำนอง” ว่าหากอิเหนาไปเมืองดาหา และได้พบนางบุษบาละก็ เขาจะต้องไปรักใคร่ฝ่ายนั้นอย่างแน่นอน ซึ่งข้อสรุปนี้ก็เป็นจริงเพราะอิเหนาก็หาได้กลับมาหานางจินตะหราที่เมืองหมันหยาไม่ กลับมัวแต่ไหลไปเกี้ยวนางบุษบาที่เขาวิลิศมาหราอยู่หลายนาน

ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายเข้ามาเกี้ยวนางจินตะหรา และทิ้งหล่อนไปรบเสียเอง แต่ฝ่ายหญิงกลับต้องมา “อายชาวดาหาเป็นแม่นมั่น”  เมื่อท้าวดาหามีจดหมายมากล่าวว่านางว่า “แกล้งให้แต่งตัวไว้ยั่วชาย” หากอิเหนาจริงใจและซื่อสัตย์ต่อนาง หรือหากจินตะหราจะตัดสินใจทำอะไรเพื่อตนเองบ้าง นางก็คงไม่ต้อง “คั่งแค้นแน่นใจ” เช่นนี้แน่

ไม่เพียงแต่กับวิหยาสะกำและจินตะหรา เหตุที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้ตัวละครหญิงอย่างนางบุษบาต้องมารับกรรมต่อไปอีกทอดหนึ่งด้วย”

กรี๊ดดดดดด เสียงริงโทนของหล่อนโหยหวนขึ้นอีกครั้ง จนมือที่พิมพ์ค้างอยู่ชะงักไป อะไรกันคะอาจารย์มนตรี ก็บอกแล้วว่าขึ้นเครื่องแล้ว มันจะคิดถึงหนูอะไรขนาดน้านนน

“หนูบอกแล้วไงคะอาจารย์ว่ากำลังบินกลับจากเชียงใหม่” ไม่ทันเหลือบมองชื่อผู้โทรเข้าก็กรอกเสียงอ่อนเสียงหวานตอบไปในมือถือเสียก่อนแล้ว ทว่า ทันทีที่เสียงแหลมกรีดร้องก้องกลับมา พวงบุหงาจึงตระหนักได้เดี๋ยวนั้นว่า หล่อนเผลอรับสายเรียกเข้าจากแม่ไปเสียแล้วทั้งที่พยายามหนีนางมาเป็นอาทิตย์!

เสียงริงโทนทำเอาผู้โดยสารแทบทั้งเครื่องหันมามอง รวมทั้งแม่พนักงานต้อนรับผู้นั้นด้วย

“แม่ หนูไม่ได้ตั้งใจหลบหน้านะ…” ไม่ทันจะได้แก้ตัว มารดาของหล่อนก็ตะโกนแว้ดสวนมา จนหล่อนต้องละล่ำละลักตอบ “แม่รู้ได้ไงน่ะ…คือ หนูก็แค่ยืมน้องไง เดี๋ยวก็เอาไปคืน ไม่ได้ขอมาฟรีๆซะหน่อย”

เสียงหล่อนดังขึ้นเรื่อยอย่างไม่รู้ตัว คุณสุรีย์แม่ของหล่อนจับได้ว่าหล่อนไปเบียดเบียนยืมเงินน้องมาจ่ายค่าประมูลเอกสารโบราณเข้า สำหรับมารดาผู้มีแต่หัวธุรกิจ แน่นอนว่าจะต้องมองการกระทำของหล่อนเป็นเรื่องไร้สาระอย่างสิ้นเชิง ในเมื่อเงินหลายหมื่นที่จ่ายไปกลับได้มาแต่ซากกระดาษเก่าๆ

ขณะฟังแม่บ่นขรมกรอกสายมา สายตาของพวงบุหงาก็พลันไปสบกับพนักงานต้อนรับหญิงหน้าดุผู้นั้นเข้า นางจ้องจิกเพ่งมาทั้งกำลังสาธิตการรักษาความปลอดภัยอยู่ ดั่งเสือที่พร้อมจะกระโจนเข้าหาเหยื่อ ถึงเป็นเสือแก่ และอุ้ยอ้าย แต่เพราะกลัวถูกไล่ลงเครื่อง เหยื่ออย่างหล่อนจึงจำต้องรีบตัดบท

“แม่คะหนูต้องวางแล้ว สวัสดีค่ะ” เสร็จเรียบร้อยก็ปิดสัญญาณโทรศัพท์ไปในทันที ยิ้มแห้งกลับไปให้พนักงานต้อนรับอย่างรู้สึกผิด ขณะที่คำสุดท้ายของการสาธิตกำลังจะจบลง

“เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ไฟนำทางจะนำท่านไปยังทางออก…”

หึ ต้องมีไฟนำทางหรือ ถึงจะไปทางออกได้?! นางบุษบาพิสูจน์ตัวเองให้เราเห็นในบทพระราชนิพนธ์แล้วว่าเก่งกล้าสามารถพอจะออกมะงุมมะงาหรา รบเมืองโน้นชนะเมืองนี้ไม่ต่างกับผู้ชาย แสดงว่านางก็เก่งอยู่พอควร แล้วทำไมนางจะต้องจำยอมทนให้พ่อจับแต่งงานกับคนที่ไม่ต้องการด้วยเล่า?

ทำไมต้องให้อิเหนาไปนำทาง-ลักนางหนีจรกา ทั้งที่นางจะเลือกหนีไปเองแต่แรกก็ได้!

พวงบุหงากำลังจะหยิบสมาร์ทโฟนบนตักมาพิมพ์ต่อ แต่แม่พนักงานผู้นั้นก็ก้าวฉับๆเข้ามาหาหล่อนทันทีที่สาธิตเสร็จ พวงบุหงาไม่ทันจะได้แก้ตัวว่าอย่างไร ฝ่ายนั้นก็พูดขึ้นเสียงแข็ง

“ผู้โดยสารคะ กรุณาทำตามกฏของสายการบินด้วยนะคะ เรากำลังจะเทคออฟ ฉะนั้นช่วยปิดเครื่องมือสื่อสารด้วยค่ะ ไม่เช่นนั้นอาจต้องเชิญให้คุณลงจากเครื่อง!”

ดุจังเลยค่ะป้า พวงบุหงาเอียงอายก้มหน้างุด ดุเหมือนแม่ ทำไมนะ ทำไมฉันต้องถูกคนโน้นคนนี้บังคับทุกทีเลย! เออ ปิดก็ปิด! เครื่องขึ้นเมื่อไหร่ ฉันจะพิมพ์ให้นิ้วหักเลยคอยดู!

น้ำตาคลอหน่วยด้วยทั้งน้อยใจแม่ และกลัวจับจิต

เวลาที่เอาเครื่องขึ้น คือตอนที่พวงบุหงากลัวที่สุดในชีวิต หล่อนไม่ชอบเรื่องหวาดเสียวตื่นเต้นอะไรแม้แต่น้อย การเล่นรถไฟเหาะ หรือเข้าบ้านผีสิงที่คนเขานิยมกันนั้น เป็นกิจกรรมสุดท้ายบนโลกที่พวงบุหงาจะเลือกทำ! หล่อนรักที่จะอยู่เงียบๆในอพาร์ทเมนท์ของหล่อนนั่งอ่าน นั่งเขียนอะไรไปตามเรื่องตามประสาคนอยากเป็นนักเขียน แต่เมื่อโตขึ้นความฝันก็ต้องพับเก็บไปเพราะทางบ้านไม่สนับสนุน จึงต้องผันตัวไปสายวิชาการ ซึ่งแม้จะดูมีเกียรติขึ้นบ้าง แต่ก็ถูกดูแคลนอยู่ดีหากเทียบกับน้องสาวที่เป็นแพทย์ผู้ร่ำรวย

สำหรับแม่ของหล่อน ลูกสาวคนนี้อยู่แต่กับฝันมากกว่าความเป็นจริง

ก็จริงของแม่ พวงบุหงาคิด หล่อนฝันว่าอาจารย์มนตรีจะรักหล่อน ทั้งที่หล่อนนั้นอัปลักษณ์ดั่งจรกาในร่างหญิง ฝันว่าสักวันงานวิชาการของหล่อนจะสร้างชื่อเสียงโด่งดัง และสักวัน แม่จะรักหล่อนแบบที่หล่อนเป็น จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันให้หล่อนน้อยใจได้ทุกครั้งเช่นทุกวันนี้

ดูเหมือนว่าไม่มีข้อไหนจะเป็นจริงขึ้นมาได้สักข้อ ฝันที่ไม่มีความพยายามจะลุล่วงให้สำเร็จ ก็คงเป็นได้เพียงแต่ฝันเฟื่องลมๆแล้งๆ

ทันทีที่เครื่องขึ้นเหนือเมฆและบินอยู่ในระดับที่เสถียรมั่นคงแล้ว ทั้งแอร์บัสก็ดับไฟให้ผู้โดยสารได้พักผ่อน เวลานั้นเอง พวงบุหงาสูดหายใจลึก เอาล่ะ… อย่างน้อยให้ฝันมันเป็นจริงสักข้อก็ยังดี ถ้าอยากประสบความสำเร็จนักก็ต้องเรียนโทให้จบ และจะเรียนให้จบได้ก็ต้องทำวิทยานิพนธ์เล่มนี้ให้เสร็จ แต่ถ้า ยังไม่เขียนโพรพอสซอลทั้งที่มีพรีเซนต์พรุ่งนี้แล้วละก็ อย่าหวังว่าฝันจะเป็นจริง!

หล่อนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพิมพ์ต่อ

“นางบุษบาถือเป็นตัวละครที่ไร้ เสียง ของตนมากที่สุดในเรื่อง การกระทำขององค์ปะตาระกาหลาและอิเหนา ส่งผลมาถึงพ่อของหล่อนผู้จับหล่อนตุนาหงันคนนั้นที คนนี้ที โดยที่หล่อนไม่เคยได้มีสิทธิ์เลือก แรกทีเดียวก็ตกลงหมั้นอิเหนาไว้กับหล่อนเพราะ ‘หวังมิให้วงศาอื่นปน’ พออิเหนาไปรักกับนางจินตะหรา ก็บอกปัดการตุนาหงัน ทำให้ท้าวดาหา ‘ซ้ำร้ายอายหน้ายิ่งนัก’ จน ‘แม้นใครมาขอก็จะให้ ไม่อาลัยที่ระคนปนศักดิ์’ จวบเวลาล่วงไป จรกามาขออภิเษกกับนางบุษบา พระองค์ก็ ‘…ให้เขาตามวาสนา’ เพราะเห็นว่า พอแก้หน้าที่ได้ความอัปประมาณ’ กล่าวได้ว่าชะตากรรมของนางบุษบาถูกพระบิดาตัดสินเลือกให้เพียงเพื่อรักษา เกียรติ แห่งความเป็นวงศ์เทวัญเท่านั้น มิได้เคยมีสิทธิ์เลือกทางเดินชีวิตของตน

ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อถึงวันวิวาห์ อิเหนาก็ยังเข้ามาเผาเมืองลักนางบุษบาไป แทนที่องค์ปะตาระกาหลาจะลงโทษอิเหนาที่ทำการใหญ่ก่อความวุ่นวาย แต่กลับเอาลมหอบพัดนางบุษบาไปตกระกำลำบาก ต้องระหกระเหินเป็นโจรป่าไปอีกนาน ซึ่งแน่นอนว่านางบุษบาก็ต้องก้มหน้ารับกรรมไปตามนั้น”

พวงบุหงายิ้มให้กับสิ่งที่ตนกำลังเขียน ขณะนี้หัวแล่นปราดไม่ต่างเครื่องบินที่หล่อนโดยสารซึ่งทะยานไปในรัตติกาลอย่างราบรื่น นิ้วโป้งทั้งสองข้างกดแป้นระรัว เมื่อในที่สุดก็เท้าความเสร็จและกำลังจะมุ่งสู่ประเด็นหลักของหัวข้อวิทยานิพนธ์ของหล่อนแล้ว

“ถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า การกระทำขององค์ปะตาระกาหลาตั้งแต่ต้นเรื่อง จนมาถึงตอนลมหอบนั้น ไม่ได้สมเหตุสมผลตามความคิดหลักของเรื่องแม้แต่น้อย จนน่าคิดเหลือเกินว่าหากแผนการขององค์ปะตาระกาหลาถูกขัดขวาง หรือตัวละครรองไม่ต้องทนยอมกับอำนาจของพระองค์ แต่มีสิทธิ์ตัดสินใจเลือกทางเดินชีวิตของตนเองบ้างแล้ว การณ์จะพลิกผันไปเช่นใด

ที่แน่ๆ วิหยาสะกำจะไม่ต้องตาย จินตะหราจะไม่ต้องเสียอิเหนาไป และหากบุษบาจะกล้าหาญเหมือนครั้งออกมะงุมมะงาหรา หล่อนก็อาจเลือกไม่แต่งงานกับใครเลย และอยู่เป็นโสดอย่างมีคุณค่าก็ได้

เมื่อการณ์กลับเป็นเช่นนี้ การกระทำ เอาแต่ใจ ขององค์ปะตาระกาหลา ก็จะไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่หวัง และข้อคิดของเรื่องที่ไม่ให้ทำตามแต่ใจตนเอง ก็จะเด่นชัดขึ้นและสมเหตุสมผลสมควรแก่การยกย่อง

ปัญหาอยู่ตรงที่ว่า ข้าพเจ้าคงไม่บังอาจไปเปลี่ยนโครงเรื่องของกลอนบทละครฉบับกระแสหลักในพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หากแต่ ข้าพเจ้าจะขอตั้งสมมติฐานการวิจัยว่า เป็นไปได้หรือไม่ ว่าเหตุการณ์ต่างๆที่สะท้อนถึงความคิดของอำนาจชายเป็นใหญ่ที่ไม่ชอบธรรมนี้ ไม่ได้อยู่ในโครงเรื่องเดิม หากเป็นสิ่งที่แต่งเติมเสริมเข้าไปในโครงเรื่องต้นฉบับของเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎ ที่สูญหายไปพร้อมการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง!”

“หนูจ๊ะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหล่อน ทั้งที่พยายามจะเบี่ยงตัวหลบไม่ให้แสงจอมือถือสาดเข้าหน้าคุณป้าที่นั่งหลับอยู่ข้างๆ ทว่ามันก็ยังสว่างเสียจนหญิงชราตื่นขึ้นมากล่าวหัวเสีย “แสงเข้าตาป้าน่ะจ้ะ ขอโทษทีนะ ป้าหลับไม่ได้เลย”

หลับไม่ได้อะไรล่ะคะป้า เมื่อกี้นี้กรนซะจนนึกว่ามีใครมาซ่อมถนนอยู่ข้างๆ!

“ค่ะป้า ขอโทษค่ะ” ไม่อยากทะเลาะกับคนแก่ ปากจึงเอ่ยนอบน้อม ขาลุกขึ้นยืน ในขณะที่ไฟติดพุทธิปัญญาพวยพุ่งอยู่อย่างงี้ จะมาหยุดพิมพ์ให้ป้านอนอยู่ได้ยังไงคะ?! พวงบุหงาก้มหัวปะหลกๆ เดินออกจากที่นั่งไปเข้าห้องน้ำบนเครื่อง ถ้าแสงมันจะรบกวนนัก ก็จะนั่งเขียนบนส้วมให้มันจบๆไป!

ทำไมอุปสรรคมันเยอะเสียจริงนะวันนี้ พิมพ์ไปได้หน่อยก็มีเหตุมาขัดขวาง

คล้ายกับว่า เทพยดาฟ้าดินจะไม่อยากให้หล่อนทำวิทยานิพนธ์หัวข้อนี้เสียอย่างนั้นละ! ถ้าแม้นพวงบุหงามีตาเห็นอนาคตได้ หล่อนจะรู้ว่าวันนี้มีสัญญานหลายสิ่งนักที่เตือนไม่ให้หล่อนเดินหน้าทำเรื่องนี้ต่อไปจริงๆ เพราะมันอาจนำจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในชีวิตมาถึงหล่อน ทว่าเพราะหล่อนไม่รู้นั่นเอง พวงบุหงาจึงนั่งลงบนชักโครก

ตั้งใจพิมพ์บทความเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์ของหล่อนให้เสร็จ… ขออย่าให้เกิดเหตุอะไรอีกเลย

 

สองนิ้วโป้งรัวเร่งพิมพ์ข้อความตัวอักษรต่อตัวอักษรโดยไม่แม้แต่จะชะงักพักเพื่อคิด

“ตอนท้ายของพระราชนิพนธ์เรื่อง อิเหนา ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ปรากฏข้อความที่พอจะกล่าวถึงประวัติของเรื่องนี้ได้ ดังนี้

อันอิเหนาเอามาทำเป็นคำร้อง     สำหรับงานเฉลิมฉลองกองกุศล

ครั้งกรุงเก่าเจ้าสตรีเธอนิพนธ์                แต่ต้นเรื่องตกหายพลัดพรายไป

จะเห็นได้ว่า ล้นเกล้ารัชกาลที่สอง หาได้พระราชนิพนธ์กลอนบทละครเรื่องนี้ด้วยพระองค์เอง หากแต่ เติมแต้มต่อติดประดิษฐ์ไว้ พัฒนาปรับปรุงจากสำนวนต้นเรื่องมาอีกที จากกลอนบทดังกล่าวที่ยกมา กรุงเก่า ที่ว่าคือกรุงศรีอยุธยา และ เจ้าสตรี ผู้นี้ก็คือเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎพระราชธิดาในพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งว่ากันว่าพระนิพนธ์เรื่อง อิเหนา ขึ้นจากนิทานปันหยีตามคำบอกเล่าของเชลยหญิงชาวปัตตานี

การจะสืบหาต้นเรื่องจากสมัยอยุธยานั้นไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน เพราะขาดหลักฐานที่ครบถ้วนสมบูรณ์พอ ว่ากันว่าสูญหายจากการถูกพม่าเผาเมืองเมื่อครั้งสิ้นกรุง ทว่าข้าพเจ้าขอเสนอข้อสันนิษฐานจากการศึกษา ‘อิเหนาพม่า วัฒนธรรมข้ามแดน จากวรรณกรรมสู่การแสดง มรดกร่วมสมัยทางวัฒนธรรมของอาเซียน’ โดย อาจารย์ สิทธิพร เนตรนิยม นักวิจัยประจำสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียว่า

เมื่อสิ้นกรุง เจ้าฟ้าหญิงมงกุฎได้ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่กรุงอังวะ เมื่อนั้นทางการพม่าได้แต่งตั้งให้พระมหาอุปราช โอรสของพระเจ้ามังระในขณะนั้น แปลเรื่องอิเหนาเป็นภาษาพม่าโดยให้เจ้าฟ้าหญิงมงกุฎเล่าเรื่องราวให้ฟัง แต่มาแปลจนแล้วเสร็จในเวลาร่วมสมัยกับรัชกาลที่ 2 ของสยาม ซึ่งอิเหนาพม่าที่เสร็จสมบูรณ์นั้นมีความคล้ายคลึงกับฉบับของรัชกาลที่ 2 อย่างน่าประหลาดใจ

ถึงกระนั้น อาจารย์สิทธิพรยังได้กล่าวว่า เรื่องอิเหนาในพม่าไม่เป็นที่นิยมนัก ทั้งนี้เพราะทางการพม่าเห็นว่า ‘เป็นเรื่องรักประโลมโลก เป็นที่จดจำแต่เฉพาะกับเจ้าหญิงโยเดียและคนในราชสำนักฝ่ายใน ในขณะที่รามเกียรติ์เป็นวรรณคดีที่สูงส่ง และแสดงถึงเรื่องธรรมของกษัตริย์ได้ดีกว่า’

จาก 2 ประเด็นดังกล่าวข้างต้น ข้าพเจ้าจึงจะขอชี้ให้เห็นว่า การที่เจ้าฟ้าหญิงมงกุฎสามารถเล่าเรื่องอิเหนาให้พม่าแปลได้ตลอดเรื่องที่ยาวกว่า 38 เล่มสมุดไทยนั้น อาจสันนิษฐานได้ว่า ทรงมีต้นฉบับตัวเขียนเรื่องอิเหนาติดพระองค์ไปจนถึงพม่าด้วย และการที่ทางการพม่ามองเห็นว่า เป็นเรื่องรักประโลมโลก ที่เอาไว้เล่ากันในพระราชฐานฝ่ายในอันเต็มไปด้วยสตรี ก็อาจสมเหตุสมผลที่จะกล่าวว่า ต้นเรื่องอิเหนาฉบับเจ้าฟ้าหญิงฯ เดิมน่าจะมีการเล่าที่เหมาะสมกับผู้หญิงมากกว่า จึงไม่เป็นที่นิยมในราชสำนักพม่า ในเวลาต่อมาทางการพม่าจึงได้ปรับปรุงเรื่องอิเหนาให้คล้ายกับพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 2 ซึ่งเป็นฉบับที่มีแนวคิดชายเป็นใหญ่อย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้น จึงอาจสรุปเป็นสมมติฐานการวิจัยได้ว่า ต้นฉบับเรื่องอิเหนาที่เจ้าฟ้าหญิงมงกุฎพระนิพนธ์จากคำเล่าของเชลยหญิงปัตตานีนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่มีตัวละครหญิงเป็นตัวละครหลัก มีอำนาจการตัดสินใจของตัวเอง ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของเทวดา มีคุณค่าการสอนใจเพศหญิงให้แข็งแกร่ง ให้เพศชายรับผิดชอบต่อผลการกระทำของตน แต่ถูกดัดแปลงจนกลายมาเป็นอิเหนาฉบับกระแสหลักที่คนไทยได้รู้จักในปัจจุบัน ตามข้อสังเกตที่ข้าพเจ้าได้เสนอไปข้างต้น”

พวงบุหงาใช้เวลาในห้องน้ำนั้นนานเท่าใดไม่รู้ได้ หากหล่อนเขียนมาจนใกล้จะจบเต็มที ใจกระหวัดนึกไปถึงเอกสารในถุงผ้าที่เก็บไว้ในช่องเก็บของเหนือศีรษะตรงที่นั่ง

เอกสารฉบับนั้นแหละ จะเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าวิทยานิพนธ์ของหล่อนจะประสบความสำเร็จ จนถึงขั้นที่สามารถพลิกหน้าประวัติวรรณคดีไทยได้อย่างแน่นอน!

“วิทยานิพนธ์ของข้าพเจ้าจะศึกษาต้นฉบับดังกล่าวซึ่งมิได้สูญหายไปไหน ทว่าถูกกักเก็บเร้นให้พ้นจากทางการพม่า โดยเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎอาจได้ฝากให้เชลยชาวเชียงใหม่ผู้หนึ่งที่ถูกต้อนไปแสดงเป็นตัวละครอิเหนาในระหว่างที่อยู่ภายใต้การปกครองของพม่านำกลับมาเชียงใหม่เมื่อกลายเป็นประเทศราชของสยามในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ด้วยหวังให้ต้นฉบับวรรณคดีไทยโบราณนั้นได้เดินทางกลับสู่สยามนั่นเอง ต้นฉบับตัวเขียนดังกล่าวเพิ่งถูกค้นพบ และถูกประมูลในงานประชุมเอกสารและวัตถุโบราณ จัดโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในเดือนมิถุนายนปี พศ.2561 ที่ผ่านมานี้

หากข้าพเจ้าสามารถถอดรหัสต้นฉบับตัวเขียนเล่มนี้ และพิสูจน์สมมติฐานการวิจัยได้ วิทยานิพนธ์ฉบับนี้จะมีประโยชน์ต่อการศึกษาวรรณคดีไทยทั้งในแง่ประวัติวรรณคดี และสตรีศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจต่อเรื่อง อิเหนา ในมุมมองใหม่ อันจะเป็นการพลิกโฉมการอ่านกลอนบทละครเรื่องนี้ได้อย่างมีพลวัต”

หล่อนลังเลกับวิทยานิพนธ์เล่มนี้มานานเสียจนแทบจะถอดใจเลิกเขียน และคิดจะไม่เข้าเสนอหัวข้อในวันพรุ่งนี้ จนกระทั่งได้ข่าวงานประมูลเอกสารครั้งนี้ และไปได้ต้นฉบับเรื่องอิเหนาสมัยอยุธยามานี่แหละ จึงฮึดสู้ เริ่มเขียนหัวข้อวิทยานิพนธ์ในห้องน้ำสนามบินจนมาขึ้นเครื่องสายนั่นเอง!

ถ้าหัวข้อผ่าน ได้ทำเรื่องนี้จริงๆ หล่อนอาจจะประสบความสำเร็จตามที่ฝันไว้ หล่อนจะกลายเป็นนักวิชาการเลื่องชื่อ และถ้าโชคดี อาจารย์มนตรีคงจะยอมรับ และรักหล่อนในฐานะคนเก่งฉลาดเท่าเทียมกัน และแม่ก็อาจจะเลิกมองว่าหล่อนเป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อได้ในที่สุด!

ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณค่ะ!… ไม่สิ พระเจ้าไม่มีจริง ฉันต้องขอบคุณตัวเองที่คิดได้ ใช่ ฉันเก่งมาก อยากจะเฮลให้ตัวเองสามครั้งเลยว่า เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริงๆ เยี่ยมจริ…

ในขณะที่กำลังโลดแล่นดีใจอยู่นั้น จู่ๆพื้นที่หล่อนยืนก็กระตุกวูบ ก่อนสั่นสะเทือนลั่นแทบคล้ายมีแผ่นดินไหว เครื่องบินเจอหลุมอากาศเข้าเป็นแน่ละ!

ซวยซ้ำซวยซ้อนอะไรเนี่ยยัยพวง หญิงสาวบ่นขรมในใจ เหงื่อเย็นๆผุดพราวขึ้นเต็มหน้าผาก สองฝ่ามือชื้นเสียน่ากลัวจะจับอะไรยึดไม่ได้ ใจหล่อนกระตุกเต้น โธ่เอ๋ย แค่เครื่องขึ้นและส่ายน้อยๆหล่อนยังกลัวแทบจะตาย แต่นี่มันสั่นรัวราวมีมือที่มองไม่เห็นจับเครื่องบินหล่อนเขย่าโยก คงได้หัวใจวายในไม่กี่นาทีนี้แน่

ตอนนั้นเองที่มีเสียงประกาศดังขึ้น

“ขอบคุณที่เดินทางกับสายการบินของเรา หวังว่าท่านคงได้รับความสะดวกสบาย…”

สบายกับผีน่ะสิยะ ไปสบายล่ะมากกว่า! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย

“ท่านผู้โดยสารครับ นี่คือเสียงจากกัปตัน เมื่อสักครู่เราเปิดประกาศผิด” ฮะ?! ได้ด้วยเหรอ “ขณะนี้เครื่องบินกำลังฝ่าสภาพอากาศแปรปรวน ขอให้ท่านกลับสู่ที่นั่ง และคาดเข็มขัดนิรภัย…”

อยากกลับไปที่นั่งมากค่ะกัปตัน แต่ประตูมันติด! สองมือของพวงบุหงาพยายามทุกทางที่จะปลดล็อคและเปิดประตู ทว่าไม่ว่าจะออกแรงมากเพียงใด ใช้วิธีไหน ประตูนั้นก็ยังแน่นิ่งปิดสนิท ถ้าเกิดเครื่องบินมันสั่นหนักเข้า แล้วหล่อนล้มหัวฟาดส้วมตายจะเป็นยังไง?!  โธ่ ฉันจะตายไม่ได้นะ ฉันยังไม่ได้ทำวิทยานิพนธ์สุดบรรเจิดอันนี้เลย อาจารย์มนตรียังไม่ได้รักฉัน แล้วแม่ก็ยังงอนฉันอยู่อย่างนี้ ไม่เอานะ ไม่นะ

“ช่วยด้วยค่าาา” พวงบุหงาตะโกนลั่น “ฉันติดอยู่ในส้วมฉันออกไปไม่ได้!”

ตะโกนจนแทบได้กลิ่นเหล็กจากเลือดในลำคอ สองมือทุบประตูจนข้อนิ้วแทบหัก แต่ก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น พวงบุหงาร้อนรน กลัวตายจนแทบจะตายไปเดี๋ยวนั้นจริงๆโดยไม่ต้องมีเรื่องใดเกิดขึ้นด้วยซ้ำ! น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม ฉันจะเอาชีวิตมาทิ้งไว้บนนี้ไม่ได้นะ ถ้าเครื่องบินตก ศพฉันต้องเละแน่ๆ ที่ไม่สวยอยู่แล้วก็ยิ่งจะไม่สวยไปกันใหญ่ ฮือ ฉันอยากตายสบายๆบนเตียงนุ่มๆตอนแก่เฒ่า ไม่ใช่แบบนี้!

พลันนั้นเอง เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเลวร้ายไม่พอ จู่ๆไฟเหนือหัวหล่อนก็กระพริบวูบ คล้ายกับจะดับลงไปต่อหน้า อะไรอีกวะเนี่ย! พวงบุหงาพยายามยึดตัวเองไว้กับอ่างล้างมือ เครื่องยังเขย่าโยกโยนดังเดิม…หนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ! ไม่ทันจะทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ จู่ๆหางตาของหล่อนก็สังเกตเห็นบางสิ่งในกระจก… ไม่ใช่บางสิ่ง… บางคน

ผี! คือคำแรกที่หล่อนนึกออก ไม่มีทางที่จะมีใครโผล่มาอยู่ในห้องน้ำกับหล่อน แสงเหนือหัวสลัวลง และกระพริบถี่จนเห็นหน้าคนคนนั้นไม่ชัด ทว่าพิศจากโครงร่าง เป็นคนร่างสูง ดูไม่ออกว่าหญิงหรือชายและทั้งๆที่ไม่คิดว่าเขาอ้าปากพูด จู่ๆเสียงหนึ่งก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งห้องราวกับผ่านเครื่องขยายเสียง

“อย่าโทษดินโทษฟ้าชะตาตก     อย่าตีอกชกหัวโทษใครไหน

จะเปลี่ยนโลกเปลี่ยนแปลงสิ่งอื่นใด         ไม่เทียบเท่าเปลี่ยนใจตัวเราเอง”

Don`t copy text!