เมฆพรางจันทร์ บทที่ 6 : เงื่อนไขยมทูต

เมฆพรางจันทร์ บทที่ 6 : เงื่อนไขยมทูต

โดย : คุณหญิง ร่ำรวยมหาศาล

เมฆพรางจันทร์ นวนิยายโครงการช่องวันอ่านเอาปีที่ 2 โดย คุณหญิงร่ำรวยมหาศาล กับเรื่องราวของว่าที่เจ้าสาวที่วิญญาณหลุดออกจากร่างกับข้อแม้ที่หากอยากฟื้นคืนชีวิตต้องทำภารกิจให้กับยมฑูตหนุ่ม แต่เอ๊ะ! ทำไมอยู่ๆ หัวใจเธอถึงรู้สึกแปลกๆ กับเขานะ มาร่วมลุ้นกับภารกิจและหัวใจที่สั่นไหวของเธอในอ่านเอากับนวนิยายออนไลน์สนุกๆ เรื่องนี้

เปลือกตาสีอ่อนกะพริบปริบๆ ก่อนจะลืมขึ้นอย่างลำบาก ระหว่างกวาดตามองภูมิทัศน์รอบตัว

เธอมานอนทำอะไรอยู่ในพงหญ้านี่!

สมองค่อยๆ ลำดับเหตุการณ์ เมื่อครู่เธอขับรถมาตามเส้นทางที่ใช้อยู่ประจำ แล้วจู่ๆ ก็มีบิ๊กไบก์ขับจี้ท้าย ทำให้เธอเร่งความเร็วรถ แต่ระหว่างผ่อนคันเร่งลง ก็พบว่ามีรถบรรทุกกำลังจะออกจากทางแยก จึงหักหลบเข้าข้างทาง แต่เบรกใช้งานไม่ได้ ทั้งๆ ที่รถเพิ่งออกจากการเช็กระยะการใช้งานที่ศูนย์มา

แรงกระแทกคงทำให้เธอกระเด็นออกมาจากรถ…แต่เอ๊ะ! เธอทะลุกระจกออกมาจากรถได้ด้วยเหรอ

มาสอาภาลุกขึ้นยืน แปลกใจที่ไม่เจ็บตามเนื้อตัวอย่างที่คิด เรียกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยจะดีกว่า ขณะกำลังงุนงงอยู่นั้นก็หันไปมองรถยนต์ของตัวเอง เห็นตำรวจ เจ้าหน้าที่กู้ภัย และผู้คนมากหน้าหลายตา พากันจอดรถข้างทาง และลงมามุงอยู่รอบรถ รถพยาบาลกำลังแล่นเข้ามาใกล้ เสียงไซเรนกรีดร้องดังลั่นถนน ทำให้เธอรู้สึกกลัวขึ้นมา…บอกไม่ถูก

เตียงสำหรับคนไข้ฉุกเฉิน ถูกเข็นออกมาจากทีมช่วยชีวิตชุดขาว ก่อนที่พวกเขาจะพาร่างไร้สติออกมาจากรถยนต์คันหรูด้วยอุปกรณ์ตัดถ่าง

ภาพที่เห็นตรงหน้า ทำเอามาสอาภาตกตะลึง ร่างบนเตียงฉุกเฉินนั้นมีแผลตรงหัวคิ้วและหน้าผาก มีเลือดซึมออกมาค่อนข้างเยอะ มือเรียวยกขึ้นปิดปาก น้ำตามากมายไหลออกมาจากไหนก็ไม่รู้ เมื่อเห็นตัวเองนอนอยู่บนเตียงนั้นเต็มตา!

ขาสองข้างค่อยๆ ก้าวออก แล้วเดินตามร่างตัวเอง ขึ้นรถพยาบาลไป

 

 

มาสอาภาตื้อไปหมด คิดอะไรไม่ออก เธอพยายามทำทุกวิธีเพื่อจะกลับเข้าร่างตัวเอง ทั้งนอนทับร่างที่กำลังหายใจรวยรินบนรถพยาบาล ทั้งยืนอยู่ปลายเท้า รอให้พลังงานลึกลับอะไรสักอย่างดูดกลับเข้าไปในร่าง เหมือนตอนดูละคร

ให้ตายเถอะ! ผู้จัดละครกับคนเขียนบทจะรู้ไหมนะ ว่าทำแบบนั้นมันไม่ได้ผล!

ครู่เดียว รถพยาบาลก็แล่นเข้ามาจอดหน้าห้องฉุกเฉิน เธอรีบวิ่งตามร่างตัวเองไปไม่ให้คลาดสายตา คิดว่าอีกไม่นาน พอหมอทำการใช้ไฟฟ้ากระตุ้นหัวใจ วิญญาณของเธอก็คงถูกดูดกลับเข้าไปเองนั่นแหละ

“ไม่นะ…ไม่จริง ฉันจะตายตอนนี้ได้ยังไง ฉันยังต้องทำอะไรอีกหลายอย่าง ฉันยังตายไม่ได้ ฉันยังใช้ชีวิตไม่คุ้มเลย” มาสอาภาคร่ำครวญ เมื่อมองเห็นว่าทีมแพทย์พากันส่ายหน้า

พ่อ แม่ พี่ดิน และพี่รุจ มายืนรออยู่หน้าห้องฉุกเฉินตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มาสอาภาวิ่งตามคุณหมอออกไปหาพวกเขาทันที

“พ่อขา แม่ขา ช่วยมาสด้วยค่ะ มาสอยู่ตรงนี้ไง ทำไมไม่มีใครเห็นมาส” น้ำตาร้อนไหลพรากลงมาไม่ขาดสาย หัวใจเริ่มปวดหนึบ เมื่อยื่นมือออกไป แต่กลับสัมผัสใครไม่ได้ “พี่ดิน พี่รุจ มาสอยู่ตรงนี้ค่ะ มาสกลับเข้าร่างไม่ได้ ช่วยมาสด้วย”

แต่คำร้องอ้อนวอนของเธอ คล้ายคลื่นกระทบฝั่ง ไม่มีใครได้ยิน

คุณอาภาฟังรายงานของคุณหมอแล้ว ถึงกับเป็นลมหมดสติไปเลย

มาสอาภาตัวสั่น เริ่มคิดถึงบางอย่างที่น่ากลัวขึ้นมา

ความตาย…

นี่เธอตายแล้วจริงเหรอ เธอตายแล้วใช่ไหม

หญิงสาวคร่ำครวญในใจ กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ทำไมเรื่องบ้าๆ พวกนี้ต้องเกิดขึ้นด้วย…วันนี้เป็นวันอะไร…

วันวินาศสันตะโรแห่งชาติหรือยังไง!

ทำไมความซวยพุ่งเข้าหาเธอไม่หยุดหย่อนราวกับแม่เหล็กต่างขั้ว ตั้งแต่หลวงตาทักแล้ว ทำไมเธอถึงดื้อ ไม่เชื่อฟัง ถ้าวันนี้ยอมเชื่อแม่ ให้คนขับรถพาออกมาข้างนอก เหตุการณ์ตรงนี้ก็ไม่เกิดใช่ไหม

ไหนจะเรื่องแจ้งความโฆษณาสินค้าเกินจริงอีก

หรือว่าทุกอย่างเกิดขึ้น เพราะความฝันบ้าบอนั่น!

แล้วผู้หญิงคนนั้นที่กรีดข้อมือฆ่าตัวตายเป็นใคร จะต้องมาเข้าฝันให้เธอเห็นทำไม…

“คิดอะไรได้ตอนนี้ ก็สายไปแล้ว ทำใจยอมรับง่ายกว่า” เสียงขรึมพึมพำเบาๆ มาพร้อมไอเย็นจางๆ จากด้านหลังทำเอามาสอาภาขนลุก แต่ภาพความเสียใจของครอบครัวตรงหน้าทำให้เธอไม่มีกะจิตกะใจจะใส่ใจเสียงที่แว่วมานั้น ยกมือกอดตัวเอง แล้วเซไปปะทะกับผนังเย็นเฉียบของโรงพยาบาล เบ้าตาร้อนผ่าว อิงศีรษะมองพ่อจับมือแม่ที่ไม่ได้สติเข้าไปปฐมพยาบาลในห้องใกล้กัน

พี่ดินตบบ่าพี่รุจ…เธอเห็นผู้ชายทั้งสองคนกระซิบคุยกันเหมือนมีเรื่องสำคัญ และพวกเขาไม่ได้ร้องไห้

เป็นครั้งแรกที่มาสอาภานึกแปลกใจในความสัมพันธ์ของพี่ชายกับคู่หมั้น

แต่นี่ไม่ใช่เวลามาคิดเรื่องอื่น เธอต้องหาทางกลับเข้าร่างให้ได้ก่อน

เอ๊ะ! เมื่อกี้เหมือนมีเสียงใครพูดกับเธอกัน!

หญิงสาวค่อยๆ หันมาด้านข้าง ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ เพราะผู้ชายที่ใส่ชุดเสื้อเชิ้ตสีดำกับกางเกงสแล็กส์สีดำ ดูลึกลับ อันตราย เซ็กซี่ และหล่อเร้าใจกว่าใครที่เคยพบเห็นมาในชาตินี้ คือคนเดียวกับผู้ชายที่ปรากฏตัวในความฝันของเธอเมื่อคืน!

“คุณคนหล่อคนนั้น…”

คนถูกทักเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ใบหน้าเรียบเฉย แต่ดูดีไร้ที่ติ ทำเอามาสอาภาเผลอมองจนเคลิ้ม หน้าแดงก่ำ

“จะจ้องอีกนานไหม” เสียงเข้มขรึมเอ่ยถามขึ้นอีก

“คะ…คุณพูดกับฉัน” มาสอาภาพยายามตั้งสติ ตอนนี้เรื่องสำคัญกว่าที่เขาหล่อมากคือ…

“คุณเห็นฉัน คุณพูดกับฉันได้”

“แล้วนี่ฉันพูดอยู่กับใครล่ะ” สุดหล่อในชุดดำถามกลับมา

“คุณพูดกับฉัน คุณเห็นฉัน แต่ทำไมคนอื่นไม่เห็นล่ะคะ” หญิงสาวถามอย่างกังขา “หรือคุณประสบอุบัติมาเหมือนกันเหรอคะ เราต้องรอรับบัตรคิวกลับเข้าร่างกันใช่ไหม”

ฝ่ายถูกถามมองบนแล้วถอนหายใจยาว ขณะหรี่ตาถามเสียงเข้ม “บัตรคิว…เธอคิดว่าความตายเป็นเรื่องล้อเล่นเหรอ”

“ตายหรือคะ…คุณเป็น…เอ่อ อะไรนะคะ ยมบาล มัจจุราช ยมทูต! คุณเป็นยมทูตหรือคะ”

พอเขาพยักหน้า เธอก็พยักหน้าตาม ก่อนจะหันกลับมามองหน้าหล่อๆ ของเขาอีกครั้งอย่างไม่อยากเชื่อ

หา…ยมทูต

เขาบอกว่า เขาเป็นยมทูตอย่างนั้นเหรอ!

หญิงสาวส่ายหน้าคล้ายไม่เชื่อ สายตากวาดมองอีกฝ่ายด้วยความหวาดระแวง

ยมทูตบ้าอะไร จะหล่อ จะเท่ จะเซ็กซี่ จะดูดี แพงไปทั้งตัว แถมยังสวมเสื้อผ้าในยุคเดียวกับเธอ ไม่ยักจะใส่โจงกระเบนสีแดงอย่างที่คิดแบบนี้!

คงเชื่อหรอกนะ  คิดว่าหลอกเด็กอยู่หรือไง!

“ยมทูตในความคิดเธอ คงเชยมากเลยสินะ ต้องหน้าโหดๆ ใส่โจงกระเบน ทาตัวสีแดง แล้วก็ใส่เพชรลิเกมารับวิญญาณหรือไง เขาพัฒนาไปถึงไหนกันแล้ว” เขาเอ่ยขึ้นอย่างรู้ทัน และเยาะเธอขำๆ แต่ไม่ได้ถือสาอะไร

มาสอาภายกมือปิดปาก “คุณรู้ว่าฉันคิดอะไรได้ยังไง ฉันไม่ได้พูดอะไรออกไปสักคำ…คุณเป็นยมทูตจริงๆ หรือคะ ถ้าอย่างนั้น แสดงว่าฉัน…ฉันตายแล้วจริงๆ เหรอ คุณมารับวิญญาณฉันหรือคะ”

ยมทูตหนุ่มหน้าขรึมทำเสียงในลำคอ ไม่ตอบคำถามนั้น แต่แนะนำตัวเอง

“ก่อนอื่น ฉันชื่อ ดับปราณ ยินดีที่ได้รู้จัก”

ใครยินดีที่ได้รู้จักกับยมทูตก็บ้าแล้ว…มาสอาภาคิดในใจ กัดริมฝีปากแน่นมองคนแนะนำตัวเสร็จก็ขนลุกไปหมดทั้งตัว

“เสียมารยาท” ผู้ล่วงรู้ความนึกคิดของอีกฝ่ายตำหนิตรงๆ ทว่าริมฝีปากหยักได้รูปสวยนั้นกลับเหยียดออก…คล้ายกับจะยิ้มขัน

“ชื่อคุณแปลกจัง…มีความหมายไหมคะ”

“ตรงตัว” เจ้าของชื่อบอก “ดับปราณ แปลว่า ‘ตาย’”

“อ่า…” คนถามอ้าปากค้าง ตัวเย็นเฉียบ…ชื่อของเขามีความหมายน่ากลัวจัง

“ยมทูตในความคิดของเธอ ต้องชื่อโบราณหรือไง ดับปราณนี่แหละ ดูดี มีสไตล์ เหมาะกับอาชีพฉันสุดๆ” ดับปราณพูดเหมือนภูมิใจกับชื่อตัวเอง

“ฉันตายแล้วจริงๆ ใช่ไหมคะคุณดับปราณ” พอฟังความหมายของชื่อเขาแล้วก็อดถามออกไปอีกครั้งไม่ได้จริงๆ ทั้งที่พยายามกลั้นน้ำตา แต่มันก็ไหลออกมาอีกไม่ขาดสาย

“ขึ้นอยู่กับเธอเลือกเลย ถ้าเลือกตาย…ก็นั่งเฟอร์รารีไปกับฉัน”

มาสอาภาชะงัก น้ำตาที่ไหลก็หยุดไหลเสียดื้อๆ ขมวดคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยสายตาสงสัยระคนใคร่รู้…ยมทูตขับเฟอร์รารีนี่นะ!

“อย่าสงสัยให้มากนักเลย รู้ไว้แค่ว่าฉันมีหน้าที่มาบอกเงื่อนไขการกลับเข้าร่างให้เธอฟัง”

“ฉันมีทางเลือกกลับเข้าร่างด้วยหรือคะ” ดวงตากลมโตเริ่มมีประกายแห่งความหวัง

ยมทูตพยักหน้าเบาๆ “มีไม่กี่คนหรอกนะ ที่ได้โอกาสนี้”

คนที่ชื่นชอบในการได้รับโอกาสสุดพิเศษเป็นปกติอยู่แล้วรีบพยักหน้า ยกมือเช็ดน้ำตาออกจากแก้ม “ฉันเอาค่ะ ฉันเลือกค่ะ ฉันเลือกกลับเข้าร่าง ฉันยังไม่อยากตาย ไม่ว่าคุณจะให้ทำอะไร ฉันก็จะทำค่ะ คุณบอกมาได้เลย”

“เธอตกลงง่ายๆ อย่างนี้เสมอเลยเหรอ ไม่ลองฟังข้อเสนอก่อน คิดไตร่ตรองถึงผลได้ผลเสีย แล้วค่อยตัดสินใจ”

คนยังไม่อยากตายส่ายหน้า พยายามฝืนไม่ให้ตัวเองร้องไห้ออกมาอีก แค่เห็นแม่หมดสติ ตอนที่รู้ว่าเธอยังไม่ฟื้นนั้น หัวใจก็ร้อนเป็นไฟ อยากจะกลับเข้าร่าง กลับไปหาทุกคนอีกครั้ง

“อะไรที่ทำให้ฉันสามารถกลับไปหาคนที่รักได้ ฉันยอมทั้งนั้นค่ะ ยอมทำทุกอย่างจริงๆ”

ดับปราณถอนหายใจเฮือก ก่อนจะยื่นโทรศัพท์ให้ “ถ้าเธอตกลง ก็กดปุ่มเขียวในนั้นเลยแล้วกัน”

นิ้วเรียวกำลังจะยื่นไปกด แต่แล้วก็ฉุกคิดถึงคำเตือนของคู่สนทนาขึ้นมาได้ จึงหดนิ้วกลับมา “แต่ฉันคิดว่าฟังเงื่อนไขของคุณก่อนก็ดีค่ะ คุณยังไม่ได้บอกฉันเลยนะคะว่าต้องทำอะไรบ้าง ขืนกดยอมรับไปตอนนี้ ถ้าเงื่อนไขที่คุณบอกมา เป็นสิ่งที่ฉันทำไม่ได้ล่ะ ฉันก็ตายจริงๆ สิ”

“อ้าว…ก็เห็นบอกว่า ตกลงค่ะ ตกลงค่ะ ให้ฉันทำอะไรก็ได้ทั้งนั้นไง” เขาเลียนเสียงและท่าทางของเธอด้วยความขบขันเหมือนเป็นเรื่องสนุก ก่อนจะเก๊กขรึมอีกครั้ง ขณะบอกเงื่อนไขยมทูตให้เธอฟัง “เธอต้องช่วยชีวิตห้าชีวิต ภายในเวลาสิบสี่วัน”

มาสอาภาอ้าปากหวอ…ช่วยชีวิตห้าชีวิต ภายในสิบสี่วัน

“ทำไมต้องห้าชีวิต แล้วทำไมต้องสิบสี่วันด้วยล่ะคะ” หญิงสาวเกิดความสงสัยขึ้นมา “แล้วห้าชีวิตที่ต้องช่วย มีใครบ้างคะ คุณรู้ไหม”

ยมทูตหนุ่มยกมือกอดอกกับคำถามของวิญญาณขี้สงสัยตรงหน้า นึกอยากจะจับตัวยัดใส่เฟอร์รารีไปเสียตอนนี้เลย

“เงื่อนไขระบุมาแบบนี้ และมันเป็นภารกิจของเธอ ไม่ใช่ภารกิจของฉัน”

“เงื่อนไขยมทูต มีแค่ช่วยห้าชีวิตให้ทันเวลา แค่นั้นเองเหรอคะ ทำไมง่ายจัง” มาสอาภาถามย้ำอีกครั้งเหมือนไม่แน่ใจ

ดับปราณส่ายหน้าระอา มองคนตั้งคำถามกับเขาด้วยสายตาลึกล้ำ…คนตรงหน้าไม่รู้เลยสินะ ว่ามันไม่ใช่ ‘แค่นั้นเอง’ หรือ ‘ง่ายจัง’ เพราะระหว่างการช่วยชีวิตห้าชีวิตที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง จะได้พบกับอะไรบ้าง

“มันอาจจะเป็นภารกิจที่ยากมากเลยก็ได้นะ เพราะเธอต้องสู้กับหัวใจตัวเอง ว่าจะ ‘ช่วย’ หรือ ‘ไม่ช่วย’ ”

วิญญาณสาวไม่ได้ฟังคำเตือนของเขา กลับถามในเรื่องที่สงสัยอีกเรื่องหนึ่ง

“ฉันจะช่วยใครได้ยังไงคะ ในเมื่อพูดกับใคร ก็ไม่มีใครได้ยินเลยสักคน”

ดับปราณยิ้มน้อยๆ กับคำถามที่เขาตอบได้เต็มปากเต็มคำสักที

“ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว เดี๋ยวก็รู้เอง ตามฉันมาได้เลย”

 

 

เธอดึงสายตากลับมาจากความมหัศจรรย์ที่มองเห็น ก่อนจะรู้ตัวว่าตัวเองทำอะไรอยู่ จึงรีบคลายอ้อมกอด และขยับตัวออก

“เอ่อ…ขอโทษค่ะ พอดีว่าฉัน…กลัว”

เขาจะตำหนิไหมที่อยู่ๆ เข้าไปกอด แต่มันกลัวจริงๆ นี่นา ช่วยไม่ได้

อย่าเรียกว่ากลัวเฉยๆ เถอะ…สถานการณ์มันไม่ควรกลัวหรือไง เมื่อประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้เธอยังเป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อ มีร่างกายอยู่ดีๆ ตอนนี้กลับกลายมาเป็นวิญญาณเดินเกาะหลังยมทูตอยู่แบบนี้

โคตรน่ากลัวเลยค่ะแม่…

“ไม่ต้องกลัวหรอก อยู่โรงพยาบาลก็เป็นแบบนี้แหละ มีแต่พวกที่คุ้นเคยกัน” เขาหันมาปลอบใจในประโยคแรก พร้อมกับเอี้ยวตัวไปก้มหัวให้ยมทูตอีกตนที่เพิ่งพาวิญญาณถือดอกไม้สีม่วงออกมาจากห้องไอซียู

มาสอาภาหลับตาปี๋ คราวนี้ถึงกับโผเข้าไปซบอกกว้างของดับปราณ แถมกอดเขาไว้แน่นอีกครั้ง เพราะความตกใจขั้นสุด แต่แล้วค่อยๆ หรี่ตา เงยหน้าแอบมองตามไป พลางลอบถอนหายใจที่เห็นวิญญาณสภาพดี ไม่ได้เละ ตามสภาพร่างกายปัจจุบัน ไม่อย่างนั้น เธอคงหลอนไปจนตายแน่นอน

“มีแต่ในหนัง ในละครเท่านั้นแหละ วิญญาณน่ากลัว หน้าตาเละเทะ เลือดโชกเต็มตัว แบบที่เธอคิดอยู่” ผู้ล่วงรู้ความคิดเธอทุกอย่างอธิบายให้ฟัง ก่อนจะก้มหน้าถามวิญญาณที่กำลังซบอกเขาเพลินด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อยากแวะไปดูร่างตัวเองก่อนไหม”

มาสอาภาเงยหน้ามองคนถาม พร้อมพยักหน้าเร็วๆ อย่างยินดี ประกายตาวิบวับมีความหวัง

“ไปค่ะ ไป”

“อืม…แล้วเราจะเดินไป กอดกันไปแบบนี้เหรอ”

แบบนี้เหรอ…ที่เขาถาม หมายถึงสองแขนอ้อมกอดรัดเอวสอบไว้แน่น แถมหน้ายังซบอยู่กับหน้าอกกว้างอีก

กล้ามอกแน่นชะมัด! เอ๊ย…น่าอายชะมัด! มาสอาภารีบปล่อยมือที่กอดรัดเขา รีบขยับตัวออกห่างอีกครั้ง หลังจากรู้ตัวว่าเผลอลวนลามยมทูตอีกรอบแล้ว

“ขอโทษจริงๆ ค่ะ…”

“ถ้าดูจากสถานการณ์นี้ ก็ต้องตอบว่า ไม่เป็นไร”

วิญญาณสาวหน้าแดงก่ำ พยายามตั้งสติให้ใจจดจ่อกับเรื่องทำภารกิจ เธอจะทำให้สำเร็จโดยไว แค่สิบสี่วัน…สองอาทิตย์เอง แล้วเธอก็จะฟื้นทันวันแต่งงานของตัวเอง ทุกอย่างก็จะกลับมาสุขสดชื่นอีกครั้ง

“สิ่งที่มองเห็นอยู่ทุกวัน อาจจะไม่ใช่อย่างที่เห็นเลยก็ได้นะ” ดับปราณเอ่ยเตือนเบาๆ ขณะหรี่ตามองวิญญาณในความดูแลที่กำลังหมกมุ่นกับความคิดโลกสวยของตัวเอง แล้วถอนหายใจ…

มนุษย์พวกนี้ มีความรักแล้วเหมือนคนโง่ เตือนอะไรไปก็ไม่เคยฟัง

โดยเฉพาะผู้หญิงคนนี้…โง่ซ้ำซาก โง่ซ้ำซ้อน จะผ่านมากี่ชาติภพ กี่ร้อยปี ก็ไม่เคยฉลาดขึ้นเลย เอาเถอะ…ถึงเวลาเดี๋ยวก็รู้สึกเอง



Don`t copy text!