MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า? บทที่ 10 : ดินเนอร์กับคุณบัดเดอร์

MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า? บทที่ 10 : ดินเนอร์กับคุณบัดเดอร์

โดย : แสนแก้ว

MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า?  โดย แสนแก้ว หญิงสาวผู้มีความฝันอยากเป็นนักเขียน จึงตัดสินใจเข้าอบรมในโครงการ อ่านเอา ก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจกลับไปเขียนนวนิยายจนจบเป็นเรื่องแรกและได้รับรางวัลชมเชยจากการประกวดในครั้งนี้ และนี่คือ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

– 10 –

 

เอกอักษรเงยหน้ามองร้านอาหารสไตล์โมเดิร์นลอฟต์หรูหราที่เธอเคยแค่นั่งรถเมล์ผ่าน  คุณบัดเดอร์บอกว่าให้มาเจอกันที่นี่เลย หญิงสาวรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกที่จะได้พบกับเขา แม้ว่าในใจจะไม่มีตัวเลือกใด ๆ ให้เดาเลยว่าเขาน่าจะเป็นใคร … พี่เบียร์กับแอร์รี่ก็ไม่น่าจะใช่ เก็จดาวก็คงไม่ใช่ หรือจะเป็นนายตี๋ใหญ่… แต่เขาไปทำธุระนี่นา คงไม่แจ็กพอตแตกขนาดมาเจอกันที่นี่หรอกนะ

ตามกติกาแล้ว เกมบัดดี้จะเฉลยตอนไปเที่ยวทะเลกันทั้งออฟฟิศช่วงปลายปี แต่ในวันนี้เธอและคุณบัดเดอร์จะมาเจอกันก่อน อาจจะดูผิดกติกาไปสักหน่อย แต่คุณบัดเดอร์คงมีเหตุผลที่ทำแบบนี้ เขาอาจเห็นเธอซูบเซียวไปเพราะโหมงานหนักมาเต็มเดือน เลยจะขุนให้กลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิมหรือเปล่า หรือแค่อยากเลี้ยงปลอบใจที่แพ้เดิมพัน หรือมากกว่านั้น… เขาก็อาจจะอยากเจอเธอเหมือนที่เธออยากเจอเขา

หญิงสาวก้าวเข้าไปด้านในแล้วแจ้งชื่อผู้จองโต๊ะ บริกรพาเข้าไปยังห้องวีไอพีซึ่งตกแต่งด้วยต้นไม้ดอกไม้ประดิษฐ์ร่มรื่น แต่ที่สะดุดตาเป็นพิเศษก็คือโคมไฟระย้าซึ่งประดิษฐ์จากกิ่งไม้กับหลอดไฟทรงกลม บริกรหนุ่มเชิญให้นั่งที่โต๊ะกระจกกลางห้อง เธอเลือกนั่งในตำแหน่งที่มองเห็นประตูได้ถนัด และคอยมองอยู่อย่างนั้นอย่างใจจดใจจ่อ

ครู่เดียว ประตูก็เปิดออกพร้อมกับชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งก้าวเข้ามา  หญิงสาวใจเต้นตึกตักแทบลืมหายใจ แต่แล้วก็กลับพบว่า เขาคือบริกรอีกคนที่เข้ามาเสิร์ฟอาหาร หนุ่มผู้นี้รินน้ำส้มคั้นสดกับน้ำเปล่าไว้ให้อย่างละหนึ่งแก้ว  แล้วกับข้าวหน้าตาน่ารับประทานจานที่หนึ่ง จานที่สอง จานที่สาม ก็ทยอยวางเรียงกันชวนให้ท้องร้องโครกครากเสียจริง หญิงสาวดูนาฬิกา เลยเวลานัดไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้วคุณบัดเดอร์ก็ยังไม่มา อาจต้องไลน์ไปตามเสียหน่อย

แต่พอจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจากกระเป๋า พนักงานหนุ่มก็นำจานสุดท้ายมาเสิร์ฟลงตรงหน้า และเมนูเด็ดจานสุดท้ายนี้ก็ทำเอาเธอต้องอ้าปากค้าง กะพริบตาปริบอยู่หลายที เพราะมันคือแท็บเลตซึ่งเชื่อมต่อวิดีโอคอลไว้เรียบร้อย

“สวัสดีครับ คุณเอ”

“คะ…คุณ คุณหมีบราวน์!”

เธอเรียกตามที่เห็น เพราะในหน้าจอนั้นคือภาพแอนิเมชันหมีบราวน์สีน้ำตาลตัวใหญ่หน้าตาจิ้มลิ้ม นั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารซึ่งบัดนี้ก็เต็มไปด้วยกับข้าวมากมายเช่นกัน เธอหัวเราะจนน้ำตาไหลเมื่อเข้าใจทุกอย่าง

“ขำอะไรเหรอคุณ”  พี่หมีถามเสียงอ่อย เอานิ้วชี้มาจิ้มกัน คงจะเริ่มเสียความมั่นใจเมื่อหญิงสาวยังไม่หยุดหัวเราะ

“โธ่ เอก็นึกว่าจะได้มาเจอตัวจริง ที่ไหนได้ ต้องมานั่งกินข้าวกับแท็บเลตเสียนี่”

“น่ารักไหมล่ะ”

เธอหัวเราะอีกครั้งจนต้องเช็ดน้ำตา  “น่ารักค่ะ”

ตัวหมีบราวน์ที่ปรากฏบนจอนั้นเป็นลูกเล่นหนึ่งของวิดีโอคอล ที่สร้างภาพการ์ตูนขึ้นมาทับกับตัวคน ขยับตัวได้ตามอย่างที่ตัวคนขยับ และยังกะพริบตาได้ด้วย ส่วนเสียงของคุณบัดเดอร์นั้นก็น่าจะเป็นเสียงที่แปลงผ่านแอปพลิเคชันมาเช่นกัน เธอและเขามัวแต่คุยเล่นกันจนแทบลืมกินข้าวไปเลย

เมื่อรับประทานไปสักพัก คุณบัดเดอร์คงสังเกตเห็นว่า เธอเอาแต่สนใจกับบางสิ่งบนหน้าจอแท็บเลต กดอะไรง่วนอยู่ จึงได้เอ่ยถาม

“บนจอมีอะไรเหรอครับ”

“เอกำลังหาดาวน์โหลดแอปที่ใช้ลบตัวการ์ตูนออกน่ะค่ะ มันมีแอปที่ทำตัวการ์ตูน ก็น่าจะมีแอปที่ใช้ลบบ้างสินะ” เธอเองก็ตอบหน้าตาเฉย  แต่คุณหมีสะดุ้งโหยง

“อ้าว! อย่าทำอย่างนั้นสิ ถ้าลบออกคุณก็เห็นตัวจริงผมน่ะสิ”

“ก็ใช่น่ะสิคะ อยากเห็นตัวจริงนี่ เลยต้องทำ”

“อย่านะคุณ!” หมีบราวน์ยกมือห้าม ท่าทางลุกลี้ลุกลนนั้นน่าเอ็นดูจนต้องอมยิ้ม  “ไม่งั้น… ไม่งั้นผมไม่กินข้าวด้วยแล้วนะ  ไม่กินจริง ๆ ด้วย”

“โอเค ๆ ไม่แกล้งแล้วก็ได้” เธอเท้าโต๊ะเอียงคอมองจอแท็บเลต “แต่ที่บอกว่าอยากเจอคุณบัดเดอร์น่ะ เอพูดจริงนะ ไม่รู้ว่าทำไมเอถึงรู้สึกคุ้นเคยกับคุณบัดเดอร์อย่างบอกไม่ถูก”

หมีใหญ่กะพริบตาปริบ ๆ โงนเงนหัวไปมา เธอเพิ่งเคยอยากขยี้แก้มหมีบราวน์ก็วันนี้

“ก็เราอยู่บริษัทเดียวกันนี่ครับ ก็ต้องคุ้นเคยกันอยู่แล้วละ”

“ไม่ใช่อ่ะ เอไม่ค่อยได้คุยกับใครในออฟฟิศหรอก มีสนิท ๆ แค่ไม่กี่คน”

เธอไล่นับในใจซึ่งคนให้นับก็มีไม่มาก ถ้าตัดเก็จดาวซึ่งเป็นผู้หญิงออกไป ก็เหลือแค่อีกคนเดียวคือ…ตี๋ใหญ่

ครั้นแล้วภาพสมัยเรียนมหาวิทยาลัยก็ปรากฏขึ้นกลางความทรงจำ งานกีฬามหาวิทยาลัยตอนปีสาม นายตี๋ใหญ่เคยได้รับมอบหมายให้ใส่ชุดมาสคอตหมีไปยืนเต้นยุกยิกหน้าอัฒจันทร์กองเชียร์

เมื่อตอนที่เธอกำลังเห่อชุดใหม่ที่คุณบัดเดอร์ซื้อให้ก่อนวันสัมภาษณ์ เก็จดาวบอกว่าไม่เหมาะกับเธอ แต่ก็เป็นนายตี๋ใหญ่ไม่ใช่เหรอที่เห็นต่าง  เขาก็มีสิทธิเป็นคุณบัดเดอร์อยู่ไม่น้อยเลย

แหม… เลือกชุดได้ถูกไซซ์เป๊ะเชียวนะ ไอ้ตี๋ 

พร้อมกันกับที่ความคิดนี้ผ่านแว่บเข้ามา ใบหน้าก็ร้อนผ่าว เธอไล่ความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป ไม่ว่าคุณบัดเดอร์จะเป็นใครก็ตาม เธอก็อยากใช้เวลากับเขาในตอนนี้ นาทีนี้ก่อน อยู่กับคุณบัดเดอร์ผู้แสนดีคนเดิม ไม่ต้องพยายามนึกภาพใครมาซ้อนทับ

 

เช้าวันใหม่ เอกอักษรเข้าไปขอยืมสมุดจดงานของตี๋ใหญ่ทันทีที่เขามาถึงออฟฟิศ

“ขยันจังวะเอ จะดูอะไรล่ะ ฉันก็สอนงานแกไปหมดแล้วนี่”

“เปล่า ทบทวนความรู้เฉย ๆ”

ความจริงเธอไม่ได้จะทบทวนอะไรหรอก แต่จะเทียบลายมือต่างหากล่ะ

“งั้นเอาไว้ก่อนได้ไหม ฉันมีประชุมเช้า ต้องไปแล้วเนี่ย”

“เถอะน่า ยืมแป๊บเดียว สิบวินาที”

ไอ้เพื่อนรักทำเป็นถอนใจเสียงดัง “เออ ๆ สิบวิจริง ๆ นะเว่ย พี่เติ้งลุกแล้วเนี่ย”

พอสมุดจดบันทึกของตี๋ใหญ่มาอยู่ในมือ เธอก็เปิดผ่างเอาตรงกลางเล่ม แล้วก็ต้องตกตะลึงเมื่อมีลายมือจดเป็นระเบียบเรียบร้อย แถมยังใช้ปากกาหมึกดำด้วย เหมือนกับที่เขียนบนการ์ดของคุณบัดเดอร์ไม่มีผิด  ยิ่งลองเอาการ์ดมาเทียบด้วยแล้ว ยิ่งยืนยันว่าเหมือนเปี๊ยบราวกับเป็นลายมือคน ๆ เดียวกัน

“เอามาได้แล้ว!” ชายหนุ่มแย่งสมุดไป เอกอักษรไม่ทันตั้งตัวจึงปล่อยการ์ดคุณบัดเดอร์หลุดมือตกพื้น

“หืม อะไรน่ะ” เขาก้มลงดู หญิงสาวรีบตะครุบ จะให้เขาเห็นไม่ได้เด็ดขาดว่าเธอกำลังจับผิดลายมือเขา

“เอ่อ เศษกระดาษน่ะ แกอย่าสนใจเลย  รีบไปประชุมสิ พี่เติ้งลุกแล้วไม่ใช่เหรอ”

“อะไรวะ ทีอย่างนี้ละมาไล่ ไปก็ได้”

หญิงสาวพ่นลมหายใจแรงอย่างโล่งอกเมื่อร่างสูงเดินจากไป เก็บการ์ดเข้ากระเป๋าเงียบเชียบ

ขั้นต่อไป เอกอักษรก็หาจังหวะเหมาะ ๆ  ชวนเพื่อนชายคนสนิทคุยเรื่องขนมสุขภาพ ไม่น่าเชื่อว่า สายปิ้งย่างชาบู ขาหมูพิเศษหนัง หอยทอดออส่วนเจ้าดัง แล้วตามด้วยขนมปัง ลอดช่อง แตงไทย อย่างนายตี๋ใหญ่จะรู้จักร้านขายขนมแคลอรีต่ำอยู่หลายเจ้า ทั้งที่มีหน้าร้านขายตามห้างสรรพสินค้า  ร้านสแตนด์อะโลนข้างนอก และร้านที่ขายออนไลน์

“ฉันลองทำขายดีไหมวะแก”

“เออ เอาดิ” น้ำเสียงของตี๋ใหญ่ฟังดูตื่นเต้น “ฉันสนับสนุน เดี๋ยวช่วยหาสูตร  ว่าแต่ แกคิดยังไงถึงอยากทำขายล่ะ”

ถ้าจะบอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากขนมของคุณบัดเดอร์ ก็คงฟังดูตลกไปหน่อย เอกอักษรจึงทำขรึม อธิบายเป็นการเป็นงานว่า

“ฉันคิดว่าสมัยนี้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทั้งออกกำลังกาย และดูแลอาหาร เลยคิดว่าขนมแคลอรีต่ำน่าจะตอบโจทย์คนที่อยากกินขนมหวานแต่ไม่อยากอ้วน

“เอาง่าย ๆ เลยนะ บางวันพวกเราหลายคนในออฟฟิศต้องอยู่ทำงานดึก  ยิ่งปลายเดือนยิ่งต้องอยู่ปั่นรายงาน ส่งตัวเลข พอพ้นจากพวกเราไป ฝ่ายบัญชีที่รับช่วงต่อก็ต้องอยู่ดึกตอนต้นเดือน ฉันคิดว่า กลุ่มลูกค้าของฉันคือคนกลุ่มนี้  ฉันเองก็ไม่มีเวลามากนักคงทำได้ไม่เยอะ อาจจะทำแบบพรีออเดอร์ มียอดสั่งเข้ามาก่อนก็ค่อยทำขนม แกคิดว่าไงวะ”

ชายหนุ่มลูบหนวดหลิมบนคางไปมา สีหน้าครุ่นคิด “ฉันเห็นด้วยเรื่องกลุ่มลูกค้า ลองเปิดตลาดในตึกก่อนก็ดีเหมือนกัน  ส่งของก็ง่าย เก็บเงินก็ง่าย แต่เรื่องการทำพรีออเดอร์ฉันไม่แน่ใจเพราะมันไม่สะดวกเท่าไหร่ บางทีคนเราก็ไม่รู้หรอกว่าจะอยากกินอะไร ตอนไหน จริงไหมวะ คนส่วนใหญ่พอหิว ๆ หรืออยากกินขนม ก็เปิดดูในมือถือ เลือก ๆ ดูอันไหนน่ากิน ก็กดสั่งเอาตอนนั้นนะ ฉันว่า”

เสียดายที่เก็จดาวไม่อยู่ด้วย เพื่อนสาวนักการตลาดน่าจะช่วยให้คำปรึกษาได้  ตี๋ใหญ่ชวนออกแบบโลโก้และตั้งชื่อแบรนด์สินค้า หนุ่มศิลปินอย่างเขาถนัดเรื่องนี้มากกว่าวิเคราะห์ตลาด

“ฉันว่า ชื่อ Little Bite ดีไหมวะตี๋ แปลว่าคำเล็ก ๆ ให้ความรู้สึกน้อย ๆ เบา ๆ น่ารักดี”

“งั้นฉันขอเติม เป็น A Little Bite More เล่นคำซะหน่อย แปลว่า ขออีกหนึ่งคำเล็ก ๆ ดูเชิญชวนดีนะ อีกอย่าง มีตัว A นำหน้าด้วย จะได้มีชื่อแกในแบรนด์ไง”

เอกอักษรยิ้มปลื้ม ปรบมือเบา ๆ พร้อมทั้งพยักหน้าเห็นด้วย เพื่อนของเธอเป็นคนละเอียด ช่างเอาใจใส่อย่างนี้เสมอ

“ได้ชื่อแบรนด์แล้ว เรามาออกแบบโลโก้กันเถอะ” หญิงสาวเปิดสมุด หยิบดินสอพร้อม

“เดี๋ยวก่อนสิ นี่มันใกล้หกโมงแล้วนะ เดี๋ยวก็ไปไม่ทันหรอก”

“ไปไหนวะ”

“อ้าว นี่แกไม่รู้เหรอ” เขาเลิกคิ้วสูง “เย็นนี้พี่เติ้งจะเลี้ยงข้าวเย็นทั้งแผนกไง ไปที่ร้านประจำนั่นแหละ”

“หา… นี่แผนกเราได้ท็อปเซลล์อีกแล้วเหรอ”

ชายหนุ่มตอบว่าใช่ แล้วยิ้มจนตาหยี

เขาเล่าว่าจากการสรุปยอดเมื่อตอนปลายเดือนที่ผลออกมาว่า ทีมขายภาคกลางและปริมณฑลของพวกเรา ขายเกินเป้าสิบห้าเปอร์เซ็นต์เท่ากันพอดีกับทีมขายภาคใต้ แต่เซลล์ทีมเราขายได้เป้ากันทุกคน ขณะที่ทีมภาคใต้มีบางคนขายตกเป้า ดังนั้นเราจึงเป็นฝ่ายชนะ ได้รางวัลท็อปเซลล์ไปครองอีกสมัย พี่เติ้งจึงจัดพาน้อง ๆ ไปเลี้ยงที่ร้านอาหารกึ่งบาร์ซึ่งไปกันประจำจนรู้กันว่า หากได้ท็อปเซลล์ก็จะมาเลี้ยงกันที่ร้านนี้

เมื่อเอกอักษรกับตี๋ใหญ่ไปถึง ทุกคนก็นั่งดื่มและกินกับแกล้มกันอยู่ก่อนแล้ว ส่งเสียงแซวเกรียวกราวเมื่อเห็นว่าเดินมาด้วยกัน

“เมื่อเดือนที่แล้วก็ตัวติดกันยังกับผัวเมีย นี่เลิกงานแล้วก็ยังมาด้วยกันอีก ฉันว่ามันมากกว่าแค่พี่เลี้ยงน้องเลี้ยงแล้วละมั้ง…” รุ่นพี่เซลล์ในทีมส่งเสียงมาแต่ไกล คนอื่น ๆ ก็รับลูกกันใหญ่

“มาด้วยกันมันแปลกตรงไหนวะ” พอตี๋ใหญ่ก้นถึงเก้าอี้ ก็จัดการรินเบียร์ก่อนอย่างอื่น “แต่หายห่วง ผมกับไอ้เอเป็นแค่เพื่อนกันจริง ๆ เว่ยพี่ ไอ้เอนะ ไม่เฉียดสเปกผมสักนิด มัน…”

เขาหยุดคำพูดไว้แล้วหันมามองจ้องเธอ นิ่งไปเสียอย่างนั้น ดื่มเบียร์รวดเดียวครึ่งแก้ว

“อ้าว… เอมันทำไมวะตี๋ รอฟังอยู่เนี่ย” พี่เบียร์เร่งมาอีกคน

“ก็จะบอกว่ามันจืดชืดเฉิ่มเชยก็ไม่ใช่แล้วไงพี่ เดี๋ยวนี้เอมันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เปลี่ยนไปเป็นสาวสวย เก่ง สดใส แถมยังนิสัยดีอีกต่างหาก น่ารักไม่แพ้คนอื่น ๆ ในออฟฟิศเลย  ใครได้มันไปนะ โชคดีตาย สินสอดห้าสิบล้านก็ยังคุ้ม”

จบคำเท่านั้น เสียงเฮก็ดังลั่นร้านมาจากโต๊ะเรา เอกอักษรได้แต่นิ่งอึ้ง ทำตัวไม่ถูก ไม่นึกเลยว่านายตี๋จะจัดการขายเธอสด ๆ ต่อหน้าต่อตาแบบนี้ เสไปหยิบแก้วน้ำอัดลมดื่มแก้เก้อ หวังว่าไฟสลัวในร้านจะไม่ทำให้ใครสังเกตว่าหน้าเธอร้อนผะผ่าวจนอาจแดงก่ำไปแล้วก็ได้

“แต่ผมยังยืนยัน” ตี๋ใหญ่ก็ยังอุตส่าห์ทำเสียงดังขัดทุกคน “ยังยืนยันว่าผมกับเอเป็นแค่เพื่อนกันเหมือนเดิม แต่ที่พูดเนี่ย ก็เพื่อการโฆษณาครับทุกท่าน เพื่อนผมคนนี้ยังโสด..โปรดจีบด้วย นางสาวเอกอักษร กุลสตรี ของดี กทม. ใครมากรุงเทพฯ แล้วไม่มาเจอ ไม่มาจีบ ก็เหมือนยังมาไม่ถึง”

เธอตีผัวะเข้าที่หัวไหล่เขาทีหนึ่ง “ไอ้บ้า! ฉันคนนะเว่ย ไม่ใช่ศาลหลักเมือง”

“อ้าวเหรอ..” ชายหนุ่มทำหน้าซื่อรับลูก แล้วทั้งโต๊ะก็หัวเราะกันครื้นเครง

อาจเป็นเพราะว่าทีมของเราได้รับรางวัลท็อปเซลล์ค่อนข้างบ่อย ยิ่งตำแหน่งท็อปเซลล์ระดับบุคคลด้วยแล้ว แอร์รี่ก็รับรางวัลจนชินตาราวกับว่ามันเป็นรางวัลที่ทำไว้เพื่อเธอ เรื่องที่ทุกคนสนใจจึงเป็นเรื่องต้อนรับเซลล์ใหม่แต่คนไม่ใหม่อย่างเธอมากกว่า

ทุกคนต่างพากันชื่นชมที่เธอปรับเปลี่ยนบุคลิกใหม่จนดูดีขึ้นผิดหูผิดตา แล้วพี่เซลล์รุ่นใหญ่ที่เอ็นดูเธอมากกว่าแต่ก่อนก็ผลัดกันเล่าประสบการณ์ขายสุดโหดมันฮาให้ฟัง ไม่รู้ว่าจะได้ความรู้หรือความขยาดกลัวมากกว่ากัน  เซลล์น้องใหม่ซึ่งกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนไปแล้วอย่างเธอ ก็ยังพูดน้อยตามบุคลิกเดิม แต่ยิ้มแย้มแจ่มใสเข้ากับพี่ ๆ ในทีมได้อย่างอบอุ่นกลมกลืน

ทว่า… มีแว่บหนึ่งที่เอกอักษรสังเกตเห็นใครคนหนึ่งซึ่งไม่พูดไม่จา เอาแต่ดื่มเบียร์แก้วแล้วแก้วเล่า หญิงสาวซึ่งความจริงสมควรจะเป็นดาวเด่นในค่ำคืนนี้  ไม่ใช่เธอ

แล้วพอถึงเวลาแยกย้ายกลับบ้าน พวกเราก็ลุกกันหมดทั้งโต๊ะโดยไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า อนุธิดายังนั่งดื่มอยู่  เอกอักษรเข้าไปเขย่าบ่าหญิงสาว ร่างอันขาวผ่องนั้นโยกไปมาไร้แรงต้านทาน

“แอร์รี่ ทำไมเมาขนาดนี้เนี่ย”

“ฉัน…ไม่ เมา อย่ามายุ่ง” เสียงอ้อแอ้ตอบกลับมา แล้วคนพูดก็นิ่งไปอีกคล้ายกึ่งหลับกึ่งตื่น เอกอักษรหันมามองตี๋ใหญ่ รายนี้ก็เมาแต่ยังมีสภาพดีกว่า ในตอนแรกเธอตกลงกับตี๋ใหญ่ว่า จะไม่ดื่มเพื่อจะขับรถให้ ตี๋ใหญ่จะได้ซดน้ำเมาให้เต็มคราบ แต่มาตอนนี้คงต้องเปลี่ยนแผนซะแล้ว โดยให้ตี๋ใหญ่กลับกับพี่อีกคน ส่วนเธอไปส่งแอร์รี่

หญิงสาวขับรถไปตามถนนใหญ่ซึ่งมีรถไม่มาก แต่ก็ไม่ถึงกับโล่ง แอร์รี่หลับไปแล้วทั้งที่ยังนิ่วหน้า เธอไม่เคยไปบ้านแอร์รี่เลยแต่ก็พอจะไปถูก เมื่อใกล้ถึงหมู่บ้านใหญ่สุดหรูย่านชานเมือง ก็ปลุกให้เพื่อนสาวตื่นเพื่อบอกทางต่อ

“ไม่ต้องมายุ่ง!” ขนาดละเมอก็ยังเกรี้ยวกราดขนาดนี้ ถ้ามีสติอยู่จะเป็นยังไง หญิงสาวไม่อยากคิด

“ใกล้ถึงบ้านแล้วนะแอร์รี่ พอเข้าหมู่บ้านแล้วไปยังไงต่อ”

“จะไปยังไงล่ะ ไปทางไหนฉันก็ผิดทุกที”

เอกอักษรหันขวับมามองเพราะไม่เข้าใจความหมาย ก็พบแอร์รี่หลับตาปี๋ส่ายหน้าไปมา คงจะละเมอ

“เอ เธอมีดีอะไร ทำไมใคร ๆ ก็ต้องเข้าข้างเธอ ทำไมนายตี๋ต้องเข้าข้าง ออกหน้าปกป้องเธอทุกทีเลย ทำยังกับว่าฉันมันเลว เป็นตัวซวย เจอทีไรต้องมีเรื่องแน่ ๆ ต้องคอยไล่ไปให้ไกล ฉันทำอะไรก็ไม่ดีเลยสักอย่าง  ขนาดพยายามจนได้เป็นท็อปเซลล์แล้ว แต่นายตี๋ก็ไม่เคยสนใจเลย… ไม่เคยสนใจฉันเลย…”

เอกอักษรตัดสินใจเทียบจอดข้างทาง  ไม่ใช่เพราะแอร์รี่เมาไม่รู้เรื่องจนไม่บอกทาง  แต่เป็นเพราะความในใจของหญิงสาวที่บังเอิญพรั่งพรูออกมาต่างหาก

“นายตี๋… ทำไมล่ะ ทำไมถึงเอาแต่สนใจยัยหน้าจืดที่แค่ขายให้ถึงเป้าก็ยังทำไม่ได้ ฉันอยู่นี่ไง สวยที่สุด เก่งที่สุด แล้วทำไมนายถึงไม่รัก ทำไมนายไปรักยัยเฉิ่มที่ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่องสักอย่างนั่น ทำไม ทำไม ทำไม! ฮือ..”

เอกอักษรรวบมือของแอร์รี่ที่ทุบขาตัวเองรัว ๆ มากุมไว้ ไม่ต้องการให้คนที่เจ็บปวดใจต้องมาเจ็บตัวอีก คำถามที่ค้างคาใจมานานได้พบคำตอบก็ตอนนี้เอง เหตุผลที่ว่าทำไมแอร์รี่ถึงไม่ชอบหน้าเธอทั้งที่เป็นคู่งานกันแท้ ๆ  ทำไมต้องหาเรื่องกลั่นแกล้งทั้งที่เธอไม่เคยตอบโต้เลย ที่แท้ สาเหตุก็มาจากบุคคลที่สาม เพื่อนรักของเธอนั่นเอง…

“เดี๋ยวสิแอร์รี่” เธอพยายามเขย่าตัวให้เพื่อนได้สติ “เรากับตี๋เป็นแค่เพื่อนกัน เมื่อกี้ตอนอยู่ที่ร้านตี๋มันก็พูดเอาไว้ชัดแล้วไม่ใช่เหรอว่า ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้”

“แล้วเธอล่ะ เธอชอบนายตี๋หรือเปล่า”  คนเมาเอาแต่ใจ โวยวายสวนขึ้นมา

“จะบ้าหรือไง ฉันกับตี๋ใหญ่เป็นเพื่อนกันมาตั้งกี่ปี แล้วฉันจะชอบมันได้ยังไง”

แต่ครั้นพูดออกไปแล้ว เธอก็กลับคิดหนัก จริงอยู่ที่แต่ไหนแต่ไรมา ไม่ว่าจะใกล้ชิดกันขนาดไหน ก็ไม่เคยคิดเกินเลยสักครั้ง แต่ในวันนี้ที่ใจไปผูกพันกับบุคคลผู้เป็นปริศนาอย่างคุณบัดเดอร์เข้าให้แล้ว หากว่าท้ายที่สุดเฉลยออกมาว่าคุณบัดเดอร์คือตี๋ใหญ่จริง ๆ อย่างที่กำลังสงสัย เธอจะยังยืนยันคำตอบเดิมกับแอร์รี่ได้หรือเปล่า

Don`t copy text!