MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า? บทที่ 11 : ลูกค้าใหม่ของนายตี๋

MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า? บทที่ 11 : ลูกค้าใหม่ของนายตี๋

โดย : แสนแก้ว

MESSY BUDDY คุณบัดเดอร์ ใช่เธอหรือเปล่า?  โดย แสนแก้ว หญิงสาวผู้มีความฝันอยากเป็นนักเขียน จึงตัดสินใจเข้าอบรมในโครงการ อ่านเอา ก้าวแรกรุ่นที่ ๑ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจกลับไปเขียนนวนิยายจนจบเป็นเรื่องแรกและได้รับรางวัลชมเชยจากการประกวดในครั้งนี้ และนี่คือ นิยายออนไลน์ ที่เราอยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

– 11 –

 

“สวัสดีค่ะ นั่นคุณธีระหรือเปล่าคะ”  หญิงวัยกลางคนกรอกเสียงสุภาพลงไปในโทรศัพท์ “ดิฉันสนใจเครื่องดื่มอิตาเลียนโซดาน่ะค่ะ เข้าใจว่าคุณธีระขายตัวนี้อยู่”

“ครับผม ผมดูแลเซตอิตาเลียนโซดาทั้งที่เป็นกระป๋องและเป็นขวดครับ คุณลูกค้าสนใจรสไหนเป็นพิเศษดีครับ หรือสะดวกให้ผมเข้าไปคุยที่ร้านไหมครับ จะได้นำรสชาติใหม่ๆ ไปเสนอด้วยนะฮะ”

“ได้ดูสินค้าก่อนก็ดีเหมือนกันค่ะ แต่ว่าคุณธีระไม่ต้องมาก็ได้ค่ะ เดี๋ยวดิฉันไปหาคุณที่ออฟฟิศจะดีกว่า”

“เอ่อ…ผมไปพบลูกค้าได้นะครับ แต่ถ้าคุณลูกค้าสะดวกมาที่ออฟฟิศมากกว่า ผมก็ไม่ขัดข้องอะไรครับ”

“ขอไปพบคุณที่ออฟฟิศดีกว่าค่ะ..” แล้วหญิงผู้นั้นก็นัดหมายวันเวลาที่สะดวกกับผู้แทนขายหนุ่ม  พอกดวางสายก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะหันไปมองหญิงสาวหน้าใสอีกคนซึ่งนั่งคุกเข่าอมยิ้มทำตาแป๋วอยู่ข้างโซฟา

“มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอลูก” เธอลูบผมสีน้ำตาลแดง ดัดลอนยาวเลยบ่าของอนุธิดาผู้เป็นลูกสาว

“ไม่หรอกค่ะแม่ นี่หนูก็แกล้งเขาตั้งหลายรอบแล้ว ไม่เห็นเป็นไร ตลกดีออก”

คุณแม่ยิ้มอ่อนใจ ด้วยรู้จักลูกสาวดีว่าเป็นคนมุ่งมั่น ตั้งใจทำอะไรก็ต้องทำให้สำเร็จ แม้ในบางครั้งจะเอาแต่ใจเหมือนเด็กๆ ตามประสาลูกสาว หลานสาวคนเล็กของตระกูลไปบ้าง

“เอาน่า คุณแม่ไม่ต้องหนักใจแทนหนูหรอกค่ะ เดี๋ยวแกล้งเสร็จหนูก็มีของขวัญดีๆ ปลอบใจเขาละค่ะ”

“ของขวัญดีๆ อะไรกัน แม่เห็นหนูซื้อให้เขาแต่ละอย่าง ไม่มีชิ้นไหนดีเลยนะลูก ความหมายเจ็บแสบทั้งนั้นเลย”

“รอบนี้รับรองไม่เจ็บแสบหรอกค่า หนูว่าจะลงมือทำอาหารสักอย่าง จะตั้งใจทำให้อร่อยเลย”

“งั้นก็รีบไปทำเถอะลูก แม่นัดคุณธีระเขาไว้พรุ่งนี้ ช่วงบ่ายนะ”

“เอ๋…” อนุธิดาหน้าตื่น “พรุ่งนี้แล้วเหรอคะ ตายละ จะทันไหมเนี่ย ถ้างั้นหนูรีบไปก่อนนะคะแม่” หญิงสาวร่างขาวผ่องหอมแก้มมารดาข้างละฟอดแทนคำขอบคุณที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในแผนการ แล้วรีบเข้าครัวไปอย่างกระตือรือร้น

วันรุ่งขึ้นธีระตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักอึ้งบนศีรษะราวกับมีหินก้อนโตมากดทับไว้ ต้องใช้แรงฮึดพาตัวเองลุกขึ้นจากเตียงอย่างยากลำบาก รู้สึกตัวรุมๆ คล้ายจะเป็นไข้ ใจหนึ่งอยากลาป่วยสักวัน แต่พอดีมีนัดกับลูกค้าใหม่จึงไม่อยากพลาดโอกาสสำคัญในการเปิดช่องทางขาย

พอมาถึงออฟฟิศก็ต้องรีบเคลียร์งานจนหัวหมุนเพราะมีงานด่วนรอจ่อคอหอยเต็มไปหมด เขาต้องปฏิเสธเมื่อไอ้เอ เพื่อนสาวสุดซี้มาชวนกินข้าวกลางวัน ได้แต่ฝากซื้อข้าวกล่อง ตั้งใจว่าคงได้รับประทานตอนบ่ายสามโมง หลังพบลูกค้าซึ่งจะมาที่ออฟฟิศบ่ายโมงครึ่ง ครั้นเมื่อถึงเวลาบ่ายโมงตรงอันเป็นเวลาเข้างานหลังพักกลางวัน พี่เป้ยก็มาบอกว่า ท่านประธานเชิญเข้าพบ

“คุณตี๋ ผมรบกวนหน่อยสิ พอดีคุณเติ้งไม่อยู่” คุณคิมหันต์เริ่มเข้าประเด็นทันทีที่เขานั่งลงตรงกันข้าม  “ผมอยากได้สเปกเครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลมกับอิตาเลียนโซดาที่คุณดูแลอยู่ คุณเติ้งได้คุยกับคุณเรื่องแผนขายเดือนนี้กับเดือนหน้าบ้างหรือยัง”

“คุยแล้วครับ ตอนนี้การขายก็เป็นไปตามแผนครับ” ชายหนุ่มตอบ แอบดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือของเจ้านายด้วยกลัวเลยเวลานัดลูกค้า

“ดีมาก งั้นคุณช่วยเล่าแผนขายของทีมคุณให้ผมฟังหน่อยสิ พอดีผมจะเข้าประชุมกับผู้ถือหุ้นวันพรุ่งนี้เช้า จะได้รายงานในส่วนนี้ไปด้วยเลย”

ตี๋ใหญ่นิ่งอึ้ง เขาจะเล่าข้อมูลมากมายได้อย่างไรในตอนนี้ที่เหลือเวลาอีกแค่ยี่สิบนาทีก็ต้องลงไปพบลูกค้า แต่ท่านประธานก็ต้องการข้อมูลค่อนข้างด่วนเหมือนกัน ใจจริงอยากอยู่เล่าให้คุณคิมหันต์ฟังโดยละเอียด เพราะแน่นอนว่าหากพูดถึงลูกค้ากับสินค้าที่เขาดูแลอยู่ ก็ไม่มีใครรู้สถานการณ์ดีเท่าเขาอีกแล้ว  แต่เหตุการณ์คับขันเช่นนี้ คงต้องเลือกเสียมารยาท ปฏิเสธท่านประธานไป

“เอ่อ คุณคิมครับ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับ พอดีผมมีนัดลูกค้าตอนบ่ายโมงครึ่งน่ะครับ”  เขาตัดสินใจพูดไปตามตรง “ถ้ายังไง เดี๋ยวผมกลับมาประมาณบ่ายสามโมงได้ไหมครับ”

“บ่ายสามโมงคงไม่ทันนะครับ เพราะผมมีประชุม ถ้าอย่างนั้นไม่เป็นไร เดี๋ยวผมโทรหาคุณเติ้งเองดีกว่า”

“ผมคิดว่าพี่เติ้งก็คงติดนัดลูกค้ายาวเหมือนกัน เพราะได้ยินว่าจะเลี้ยงลูกค้าต่อเย็นนี้ด้วย ถ้าอย่างนั้นผมฝากให้เอมาเล่าแทนได้ไหมครับ เอก็รู้เรื่องนี้ดี เพราะตอนทำแผนขายก็อยู่ด้วยกันทั้งทีม”

คุณคิมหันต์นิ่งไปครู่ก็ตอบตกลง ธีระจึงรีบขอตัวออกจากห้องไปทันที ก็พอดีกับลูกค้าโทร.มาบอกว่ามาถึงหน้าบริษัทแล้ว เขาคุยโทรศัพท์ไปก็คว้าสมุดปากกาบนโต๊ะไป รีบวิ่งลงบันไดไปชั้นสิบสองเพื่อเตรียมตัวอย่างสินค้า จากนั้นหอบหิ้วทุกอย่างลงลิฟต์ เอียงคอหนีบโทรศัพท์เข้ากับบ่าขณะโทร.บอกเพื่อนสาวคนสนิทว่าให้เข้าไปเล่าแผนขายให้คุณคิมหันต์ฟังด้วย

เมื่อลงมาถึงชั้นล่าง เขาก็พบกับเพื่อนเซลส์ในแผนกที่นั่งดื่มกาแฟคุยกันอยู่ในคาเฟ่เล็กๆ เปิดโล่ง

“เฮ้ย ตี๋ มากินกาแฟด้วยกันก่อนไหม” พวกนั้นเห็นเขาก็โบกมือเรียก แต่เซลส์หนุ่มส่ายหน้าเนือยๆ

“ฉันลงมาหาลูกค้าเว้ย ไม่ได้ว่างมากินกาแฟ เลยเวลาเข้างานแล้วยังไม่ขึ้นตึกกันอีก พี่เติ้งไม่อยู่ก็ถือโอกาสอู้เลยนะพวกแกเนี่ย”

รุ่นพี่คนหนึ่งยักไหล่ “เออๆ เชิญๆ เถอะ ไอ้คนขยัน ขอให้ได้ท็อปเซลส์กับเขาสักทีเถอะ”

“สาธุว่ะพี่” เขาหัวเราะหึๆ ออกมานิดหนึ่ง ก็ปราดไปถึงห้องประชุมเล็กสำหรับรับรองลูกค้าขาจร

จากที่คุยโทรศัพท์กับคุณผู้หญิงผู้เป็นลูกค้าในเบื้องต้นนั้น คาดว่าน่าจะเป็นเจ้าของห้างร้านแห่งหนึ่งเพราะน้ำเสียงฟังดูค่อนข้างมีอาวุโสและมีการพูดการจาดี เสียดายว่าถ้ามีเวลากว่านี้อีกหน่อยจะจัดชุดของที่ระลึกของบริษัทให้ลูกค้าไว้ด้วย เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกันไว้

เขาผลักประตูกระจกเข้าไปในห้องประชุม ในตอนนี้เองที่เขาต้องประหลาดใจเมื่อคุณลูกค้าที่นัดกันไว้มิใช่อาซ้อใหญ่ที่ไหน แต่เป็นเด็กสาวอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบ มาในชุดเสื้อยืดกับกระโปรงยาว นั่งยิ้มท่าทางเกรงอกเกรงใจอยู่ที่อีกฝั่งของโต๊ะประชุม

“สวัสดีครับ” เขายกมือไหว้ทั้งที่ไม่ค่อยสะดวกใจนัก “ขอโทษทีนะครับที่ให้รอนาน พอดีว่าผมไปเตรียมตัวอย่างสินค้ามาให้น่ะครับ อันนี้เป็นอิตาเลียนโซดารสใหม่สองรสครับ เพิ่งปรับปรุงสูตรกันเสร็จไม่นานมานี้เอง และทางเราก็กำลังจะเริ่มโปรโมตอยู่พอดี…”

ผู้แทนขายหนุ่มเลื่อนแพ็กน้ำอัดลมกระป๋องไปกลางโต๊ะ เธอยังคงยิ้มเหมือนเมื่อตอนที่เขาเข้ามา

“เอ่อ คือ…” แล้วคุณลูกค้าก็พูดบ้าง เขาจับสังเกตได้ว่าเสียงของเธอไม่เหมือนกับที่เคยคุยกันในโทรศัพท์จริงๆ ด้วย แวบหนึ่งเขาสงสัยว่าตนอาจจะเข้าห้องประชุมผิดก็ได้ จึงเหลือบไปมองเลขห้องตรงประตู ก็แน่ใจว่าเข้าถูกห้องแล้วตามที่นัดลูกค้าไว้

“ครับผม คุณลูกค้ามีอะไรอยากเพิ่มเติมไหมครับ” แต่อย่างไรก็ต้องรักษาฟอร์มผู้แทนขายไว้ก่อน

“คือ หนูไม่ใช่ลูกค้าอะไรหรอกค่ะ เป็นแค่แม่บ้านเท่านั้นแหละค่ะ เจ้านายหนูสั่งว่าให้เอาของมาให้คุณธีระน่ะค่ะ” เด็กสาวมีสำเนียงอีสานชัดแจ๋ว ว่าแล้วก็เกร็งแขนยกหม้ออวยใบโตขึ้นมาจากเก้าอี้ข้างๆ ยื่นมาตรงหน้าเขา

“เอ่อ…อะไรเหรอครับ”  ชายหนุ่มไม่กล้ารับสักเท่าไร

“เป็นของจากบัดเดอร์ค่ะ บัดเดอร์ฝากมาบอกอีกด้วยค่ะว่า ‘ทำงานหนักอย่าเครียดมากนะ’”

คนเป็นบัดดี้ถึงกับอึ้ง ได้แต่ยืนอยู่อย่างนั้น สาวใช้คงเห็นเขาเอาแต่เฉย ไม่รับหม้ออวยไปสักทีก็เลยวางลงบนโต๊ะ แล้วขอตัวกลับอย่างรวดเร็ว

ธีระกัดฟันแน่น จ้องหม้อสีนวลตาไม่กะพริบ…ทำงานหนักอย่าเครียดมากนะ งั้นเหรอ!

ฉับพลันนั้น เขาคว้าเอาหม้ออวยซึ่งค่อนข้างหนักเอาการ พุ่งออกจากห้องประชุมไป เจอเพื่อนๆ ที่ตั้งวงกาแฟเมื่อครู่เพิ่งยกขบวนออกจากร้านพอดี มาขวางทางเขาไว้

“เฮ้ยๆๆ ตี๋ หม้ออะไรวะ ใบเบ้อเริ่ม”

“นั่นสิ แกว่าจะไปหาลูกค้าไม่ใช่เหรอวะ”

พี่เซลส์หนุ่มใหญ่ถือวิสาสะเปิดฝาออก แล้วทุกคนก็ชะโงกมาดู

“เฮ้ย…อะไรวะเนี่ย”

แม้แต่ธีระเองซึ่งเป็นคนถือหม้ออยู่ก็แทบผงะไป เมื่อได้เห็นจะๆ ตาว่าในหม้อมีน้ำซุปใส กับไก่ดำอวบอ้วนนอนหมอบอยู่

“ซุปไก่ดำตุ๋นยาจีน!” พี่คนหนึ่งร้องขึ้นมา “เล่นตุ๋นทั้งตัวเลยเหรอวะ โถ…ไก่เอ๊ย นอนคอม้วนเชียวลูก”

แล้วทั้งวงก็หัวเราะ ทั้งแซวทั้งล้อเลียนกันใหญ่ว่าไปหาลูกค้ายังไงให้ได้ไก่ตุ๋นกลับมา แต่ธีระไม่มีอารมณ์จะขำหรือสงสารใครทั้งนั้น เขาแหวกทางออกแล้วก้าวเร็วๆ ไปยังประตูหน้าอาคาร ซึ่งเด็กสาวคนนั้นยังยืนรีรออยู่ อาจกำลังรอเรียกแท็กซี่หรือไม่ก็รอใครมารับ

“คุณ!” เขาร้องเรียกก่อนถึงตัว “เอาหม้อของคุณคืนไปด้วย ผมไม่รับ”

เด็กสาวผงะถอยหลัง “ไม่ได้หรอกค่ะ นายสั่งให้เอามาให้น่ะค่ะ”

“งั้นก็บอกนายคุณไปสิ ว่าผมไม่รับ” เขายื่นหม้อไปให้ แต่เด็กสาวโบกมือปฏิเสธ

“คุณรับไปเถอะค่ะ หนูเอากลับไปไม่ได้จริงๆ เพราะนายย้ำนักย้ำหนาว่าต้องให้คุณให้ได้ ต้องให้กับมือเลยด้วย  หนูไหว้ละค่ะ รับไปเถอะค่ะ ไก่ตุ๋นยาจีนนี่ของดีนะคะ”

ธีระหัวเราะหึ “ของดีงั้นเหรอ  ถ้าของดีก็เอาไปกินเองสิ ผมยืนยันว่ายังไงผมก็ไม่รับ”

เด็กสาวถอยอีกก้าว คงจะกลัวเขาจริงๆ “เอาคืนไม่ได้จริงๆ ค่ะ ไม่งั้นหนูโดนนายเล่นงานแน่ๆ โธ่…คิดซะว่าสงสารคนรับใช้อย่างหนูเถอะนะคะ”

คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเริ่มมอง ลุงวันชัย รปภ.บริษัทเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น เด็กสาวชักจะหน้าเสีย กอดกระเป๋าแน่น มองไปรอบๆ อย่างหวาดหวั่นแล้วโบกมือเรียกแท็กซี่ที่วิ่งมาถึงกลางซอยและกำลังตรงมาทางนี้ ธีระสบถอย่างหัวเสีย

“ได้! จะเอาอย่างงั้นใช่ไหม”

จบคำ เขาก็ก้าวยาวๆ ไปตรงบาทวิถีหน้าบริษัทซึ่งมีท่อระบายน้ำอยู่ เปิดฝาหม้อแล้วเททิ้งลงท่ออย่างไม่คิดเสียดาย เหลือเพียงไก่ดำตัวใหญ่ที่ยังค้างเติ่งอยู่บนตะแกรง ซึ่งอีกไม่นานก็คงมีสุนัขจรจัดแถวนี้คาบไปกิน

ธีระทุ่มหม้อลงพื้นดังเคร้งสนั่น แล้วเดินกลับมาหาสาวใช้ซึ่งยืนตัวเกร็งอยู่ข้างรถแท็กซี่ เขาชี้หน้า พูดชัดถ้อยชัดคำ ย้ำหนักด้วยเสียงอันไม่เบานักว่า

“ฝากไปบอกนายคุณด้วยนะ ว่าอย่าเล่นบ้าๆ กับเรื่องงานแบบนี้อีก”

จบคำเขาก็หันหลังกลับเข้าอาคารโดยไม่คิดแยแส อาการปวดหัวเมื่อเช้ายังค้างอยู่แท้ๆ ก็ต้องมาเจอเรื่องน่าโมโหอีกจนได้ นานมากแล้วจริงๆ ที่เขาไม่ได้โกรธใครมากจนแทบขาดสติขนาดนี้ และไม่ว่าบัดเดอร์ของเขาจะเป็นใคร ตำแหน่งใหญ่แค่ไหนก็ช่าง เขาก็จะไม่อ่อนข้อให้กับการกระทำอันไม่รู้กาลเทศะครั้งนี้เป็นอันขาด

Don`t copy text!