จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 11 : ข้างหลังภาพ

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 11 : ข้างหลังภาพ

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

เราขับรถออกจากโรงเรียนคนละคัน ฉันขับแจ๊สคันจิ๋ว ส่วนกบขับมาชทำสีเหลืองดำซึ่งคันจิ๋วกว่า

โรงเรียนสวรรค์อนันต์วิทยานั้นอยู่ในอำเภอสวรรคโลกซึ่งเคยเป็นจังหวัดเก่า เมื่อก่อนที่นี่ก็มีสถานะเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด แต่กลายมาเป็นโรงเรียนประจำอำเภอเพราะสวรรคโลกโดนลดชั้นให้มารวมกับจังหวัดสุโขทัย เรื่องนี้ฉันเกิดไม่ทันแม้แต่พ่อก็ยังไม่ทัน

วัดหนองโว้งอยู่ในเขตอำเภอสวรรคโลก แต่โดยระยะทางนั้นใกล้กับตัวอำเภอศรีสำโรงมากกว่ามาก มันเป็นอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ ซึ่งจะเป็นแบบไหนนั้นฉันก็ไม่รู้รายละเอียด

บางข้อมูลบอกว่าวัดหนองโว้งมีอายุเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย บางข้อมูลว่าถูกสร้างราวปี พ.ศ.๒๒๔๒ ซึ่งตรงกับปลายอยุธยา เดิมชื่อว่าวัดหนองโอ่งเพราะสมัยโบราณหน้าวัดหันออกสู่แม่น้ำยม ชาวมอญซึ่งมีอาชีพค้าขายมาจอดเรือขายโอ่งในบริเวณนี้ จนกลายมาเป็นชื่อวัด ต่อมาน้ำเซอะกินตลิ่งลึกเข้ามาจนพื้นดินโค้งเว้า วัดจึงถูกเรียกใหม่เป็นหนองโว้งมาจนถึงทุกวันนี้

แต่กบบอกฉันว่า

“หลวงตาที่ฉันเจอ ท่านบอกว่ากรมศิลป์เข้ามาสำรวจและลงความเห็นว่า อุโบสถน่าจะสร้างสมัยอยุธยาตอนปลายไม่ได้เก่าแก่ไปถึงสมัยสุโขทัยนะ แกว่ามันสร้างสมัยสุโขทัยเลยเหรอ”

“ไม่รู้สิ ข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตน่ะ” ปากฉันบอกด้วยน้ำเสียงที่รู้กันว่ามันไม่ใช่แหล่งข้อมูลน่าเชื่อที่สามารถเอามาอ้างอิงได้ ส่วนมือก็ไถหน้าจอแล้วพูดต่อ

“เป็นไปได้ไหมที่พระอุโบสถหลังนั้นอาจจะสร้างสมัยอธุยา แต่ตัววัดอาจเก่าแก่กว่านั้นหรือเปล่า” ฉันคาดการณ์

กบยักไหล่ เขาก็ไม่มีคำตอบให้เรื่องนี้เหมือนกัน

เรายุติเรื่องอายุของวัด แล้วหันไปสำรวจสิ่งอื่นแทน ตอนนั้นเป็นเวลาห้าโมงเย็น เราลงจากรถซึ่งเทียบเข้าจอดใต้ต้นไม้หน้าวิหารหลวงพ่อสองพี่น้อง น่าจะยังเร็วไปสำหรับการทำวัตรเย็น บริเวณนั้นจึงเงียบเชียบ เห็นเพียงสิ่งก่อสร้างและต้นไม้สูงใหญ่ ไม่เห็นพระในวัดหรือใครอื่นสักคนเดียว

มี ‘เขามอ’ อยู่บนถนนของวัดฝั่งตรงข้ามกับวิหาร ฉันจำมันได้ติดตา ภูเขาหินนั่นด้านล่างมีประตูทางเข้าหลายทาง และเคยทำให้เด็กอย่างฉันจินตนาการไปถึงโลกมหัศจรรย์อย่างวรรณคดีที่ออกฉายเป็นละครจักรๆ วงศ์ๆ ในเช้าวันเสาร์-อาทิตย์มาแล้ว

ตอนนี้มันยังคงอยู่ที่เดิม แต่ถูกทาเป็นสีทองอร่ามเสียจนผิดแผกไปจากที่ฉันจำได้

เราตัดสินใจเข้าไปกราบหลวงพ่อสองพี่น้อง ระหว่างทางจากรถถึงวิหาร กบชี้ให้ดูดอกสาระสีแดงส้ม มันบานสะพรั่งเต็มลำต้น มีผลสีน้ำตาลกลมเหมือนมะขวิดห้อยเป็นพวงอยู่ข้างๆ เขาถามว่าต้นอะไร

“สาละ”  ฉันตอบอย่างมั่นใจ นึกเอาเองว่าได้ให้ความรู้คุณครูดนตรี เกือบจะยิ้มอย่างภาคภูมิแต่เรื่องกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น แทนที่กบจะชื่นชมว่าฉันมีความรู้รอบตัว เขากลับส่ายหน้า

“ไม่ใช่ หรือว่าจะใช่ก็ได้” กบพูดน่างง

“หมายความว่ายังไง”

“มันมีอีกชื่อว่าต้นปืนใหญ่ ดูลูกมันสิ” เขาชี้ชม “เหมือนลูกปืนใหญ่ไหมล่ะ กลมดิกเลย” ฉันมองตามอีกรอบ ไม่แปลกใจเลยว่ามันจะได้ชื่อแบบนั้น  เมื่อเห็นฉันเพ่งพิศลูกปืนใหญ่ที่ห้อยอยู่ดีแล้ว กบก็พูดต่อ

“เราได้ยินคนเขาเรียก ต้นสาละ ต้นสาละ แต่มันไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติเลยนะ”

“เหรอ แล้วไงต่อ”

“แค่ชื่อมันซ้ำกันกับต้นสาระที่พระพุทธเจ้าประสูตร แต่ไม่ใช้ต้น ‘สาละ’ ชนิดนั้น”

“เห็นปลูกกันเต็มวัด วัดไหนๆ ก็ปลูกทั้งนั้น” ฉันว่า

“ก็ไม่รู้สินะ” เขายักไหล่

“ยังไง เอาจริงๆ…อย่ามากั๊ก”

“แหม…ไม่ได้กั๊ก ไอ้เจ้าต้นนี้คนศรีลังกาเอามาปลูกแล้วเรียกว่าต้นซาล ชื่อมันซาลๆ คงคล้ายๆ สาละละมั้ง” กบบรรยาย ฉันมองหน้าเขา ถามกลับไปอย่างหมั่นไส้

“นี่สอนพุธศาสนาหรือสอนดนตรีกันแน่”

เขาเบ้ปาก ไม่สนคำค่อนขอดแล้วออกเดินนำเข้าไปในวิหาร ฉันงงอยู่เหมือนกันที่จู่ๆ เขามาอวดภูมิรู้อะไรกันตอนนี้

ด้านในวิหารหลวงพ่อสองพี่น้องชวนสงบ ทั้งสององค์อยู่ในครอบกระจกกันการโจรกรรมซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วสามรอบ องค์พี่ใหญ่กว่า ประดิษฐานอยู่ด้านหลัง ส่วนองค์น้องเล็กกว่าเล็กน้อย ประดิษฐานอยู่ด้านหน้า บนแท่นที่ต่ำลงมา

ทุกส่วนขององค์พระอ่อนช้อย อรชร สมกับสร้างขึ้นในยุค ‘รุ่งอรุณแห่งความสุข’ แม้ฉันจะไม่มีความรู้ทางประวัติศาสตร์ใดๆ ก็แยกออกด้วยลักษณะพระพักต์อย่างเฉพาะของสุโขทัยและเปลวกนกบนพระเศียร

หัวใจฉันบอกว่างดงามเหลือเกิน แต่ไม่กล้าเปล่งเสียงออกมา เพราะแค่เสียงลมหายใจ ฉันก็รู้สึกว่ารบกวนความสงบมากเกินไปแล้ว

“ชาวบ้านพบท่านครั้งแรกที่วัดร้างแถวปากน้ำห่างจากที่นี่ไปไม่มาก ตอนแรกพบสี่องค์ เป็นบางมารวิชัยทั้งหมด เขาแบ่งมาไว้ที่นี่สององค์ อีกสององค์เก็บเอาไว้ที่วัดปากน้ำ จริงๆ ท่านเหมือนกันทุกส่วน แต่ดูพระพักต์ท่านสิ” กบว่า ฉันมองตาม

“เห็นไหมว่าท่านหน้าตาไม่เหมือนกัน แกรู้ใช่ไหมว่าทำไม” กบถามเสียงเคร่งขรึม ฉันไม่แน่ใจว่ารู้หรือเปล่าเลยได้แต่นิ่ง กบว่าต่อ

“ท่านโดยขโมยเศียรไปขาย ก็ให้พวกเศรษฐีฝรั่งที่มันไม่ได้เห็นคุณค่าอะไรเลย มันมองว่าเป็นของเก่าเหมือนถ้วยเหมือนชามนั่นแหละ ตอนที่เศียรท่านโดยตัดไป คนแก่ร้องไห้กันระงม ชาวบ้านเสียใจกันมาก เจ้าอาวาสท่านเลยจำลองเศียรท่านขึ้นมาใหม่ หน้าตาพวกท่านทั้งสององค์ก็เลยแตกต่างกัน” เขาหยุด ครู่ใหญ่ก็หันมาถาม

“แกคิดเห็นเรื่องนี้ยังไง”

ฉันรู้ตัวว่าทำหน้าเบ้ ยังจับใจความไม่ออกว่าเขาหมายความว่าอย่างไรแน่ กบก็พูดต่อ

“ชาวบ้านก็รู้สึกสบายใจขึ้น ไม่ว่าเศียรท่านจะของจริงหรือไม่ แต่สำหรับชาวบ้านแถบนี้หลวงพ่อสองพี่น้องก็ยังคงเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ยังคงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ แกว่า… มันไม่มหัศจรรย์หรือ”

“ก็….” ฉันคราง ยังไม่เข้าใจสิ่งที่กบพูดอยู่ดี

“สำหรับฉันนี่คือสิ่งมหัศจรรย์ ขอแค่มีความเชื่อ สิ่งนั้นก็จะมีคุณค่าในหัวใจของเรา ก็เหมือนต้นสาระนั่นไง ถ้าเราเรียกว่าต้นปืนใหญ่ มันก็เป็นแค่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่มีลูกเหมือนลูกปืนใหญ่ แต่ถ้าเราเชื่อว่ามันคือต้นสาระ ชาวพุธอย่างเราก็จะรู้สึกผูกพันธ์กับมันทันที ไม่ได้อยู่กับว่าตัวของมันเป็นอะไรหรอก มันอยู่กับใจของเรานี่แหละ”

กบว่าแล้วขยับจากท่านั่งพับเพียบเป็นท่านั่งแบบเทพบุตร เขาพนมมือ สวดคาถาบูชาหลวงพ่อสองพี่น้องตามป้ายซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้า แล้วกราบลงด้วยท่าเบญจางคประดิษฐ์

ฉันไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดนักหรอก แต่รู้สึกเหมือนจะหยั่งรู้บางอย่างขึ้นมาแวบหนึ่ง

เราสองคนทิ้งเวลาผ่านไปเงียบๆ นานมากแล้วที่ฉันไม่ได้เข้ามาในวิหารแห่งนี้ สมัยก่อนเมื่อถึงงานวัดหนองโว้ง ฉันเคยมากราบท่านพร้อมกบ ไม่เคยมีอังศุมาลินเพราะบ้านเธออยู่ในอำเภอสวรรค์โลก และแม่ก็ไม่ศรัทธาแรงพอจะถ่อไปรับอังศุมาลินถึงที่บ้าน

“ให้ผู้ปกครองเขามาส่งสิ นัดเจอกันหน้าวัดก็ได้” แม่บอกอย่างมีเหตุมีผล แต่ฉันไม่กล้าเอาไปบอกใคร เพราะรู้สึกอายที่แม่ไม่มีน้ำใจเลย

ตอนนั้นเรื่องของเพื่อนมาที่หนึ่งและเป็นเรื่องใหญ่ ฉันมองเห็นทุกอย่างเป็นเรื่อง ‘แค่นี้เอง’ และไม่เข้าใจว่ามันจะเสียเวลาเท่าไรกันเชียวที่จะขับรถไม่ถึงแค่สิบกว่ากิโลเพื่อไปรับอังศุมาลินที่บ้าน

งานวัดหนองโว้งจึงไม่มีเราสามคน มีแค่ฉันกับกบ แม่ พ่อและน้าพุดซ้อน ซึ่งตอนนั้นหล่อนเป็นเพียงลูกจ้างและน่ารักกว่านี้มาก

ฉันจำท่าทางซื่อๆ ช่างเจรจาของหล่อนได้ แม่ชอบให้หล่อนติดสอยห้อยตาม ให้เสื้อผ้า ให้เครื่องสำอางที่คิดว่าน่าจะเหมาะกับหล่อน เรื่องที่เกิดขึ้นในครอบครัวของเรา  ฉันคิดว่าคนที่เจ็บหนักที่สุดคงเป็นแม่ และต่อมาก็ตัวฉัน

สำหรับฉันน้าพุดซ้อนไม่ใช่เพียงลูกจ้าง ถึงหล่อนจะแก่กว่าฉัน ๑๒ ปี แต่บางครั้งฉันก็รู้สึกว่าเราเป็นเพื่อนกันด้วย

ในงานวัดหนองโว้งหล่อนจะเดินตามฉันกับกบ ชวนไปเล่นปาลูกโป่งบ้าง เข้าบ้านผีสิงบ้าง และคะยั้นคะยอให้ฉันลองนั่งชิงช้าสวรรค์เป็นครั้งแรกของชีวิต

บางเวลาหล่อนก็จะเอาเรื่องข่าวลือ ข่าวชาวบ้านมาเล่าให้ฟัง เราพูดคุยเรื่องดารา ข่าวบันเทิง ซึ่งสำหรับแม่แล้วเรื่องที่ออกจากปากน้าพุดซ้อนล้วนเป็นเรื่องไร้สาระแทบทั้งนั้น ผิดกับฉันที่รู้สึกสนุกกับเรื่องทุกเรื่องของหล่อน

 

ยังไม่ทันดำดิ่งกลับอดีต แค่แตะๆ พอจะทำให้ใจหาย เสียงกริ่งโทรศัพท์โบราณที่ฉันตั้งเป็นเสียงเรียกเข้าก็แผดก้อง

ฉันสะดุ้ง ลนลานหยิบโทรศัพท์ขึ้นกดรับ

ฉันเหลือบมองกบ เมื่อเห็นเขาไม่ว่าอะไร ไม่ได้มองอย่างตำหนิด้วยซ้ำ ฉันเลยเดินเลี่ยงออกมาด้านนอก

เสียงมาวินโพล่งออกมาตามสัญญาณที่ถูกส่งโดยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

“ซวยแล้วพี่เจ๋ง….” มาวินร้อนรนมาจากอีกฝากหนึ่ง

“ซวยอะไร” ฉันถาม เอียงคอหนีบโทรศัทพ์แล้วใช้สองมือสวมรองเท้าผ้าใบ

“ก็ผู้หญิงที่พี่เล่าว่าจะมาเชือดพี่ภพเมื่อสองอาทิตย์ก่อน… นังน้องน้ำปั่นน่ะพี่เจ๋ง”

“ทำไม น้องคนนั้นมาที่บ้านอีกเหรอ”

“ก็ตั้งแต่วันที่ยายนั่นมาอาละวาด พี่ภพหลบหน้าไม่ยอมไปเจอนางเลย โทรมาก็ไม่รับ เมื่อวานมาหาถึงบ้านพี่ภพก็หลบ แทนที่จะปฏิเสธไปดีๆ ก็ไม่ทำ แล้วพี่เจ๋งรู้ไหมว่านางทำยังไง”

“ยังไง”

“นางก็ส่งบัตรประชาชนมาให้ดู เป็นเรื่องเลยทีนี้”

“นามสกุลใหญ่ล่ะสิท่า” ฉันเดา

“ไม่ใช่พี่ แย่กว่านั้น”

“ยังไง”

“นางอายุไม่ถึงสิบแปด นางขู่ว่าถ้าพี่ภพทิ้งไปดื้อๆ แบบนี้ นางจะไปแจ้งความ ซวยชิ-หายเลย”

“ฮะ…” ฉันร้อง แทบพูดไม่ออก นึกชื่นชมว่าเด็กผู้หญิงสมัยนี้มันช่างจะร้ายกาจยิ่งกว่ามิชฉาชีพซะอีก

ฉันกำลังนึกว่าคาสโนภพโดนอย่างนี้จะอยู่ในโหมดไหน ช่างมันฉันไม่แคร์(คุก) หรือว่ากำลังซีดและเกาะแข่งเกาะขาของร้องให้พี่เตยคิดหาทางช่วย

เชื่อไหมว่าถ้าทั้งสองไม่ได้อายุเท่ากัน ฉันว่าพี่เตยคงจะเป็นแม่ให้พี่ภพไปแล้ว

“แล้วงี้จะทำยังไงต่อ”  ฉันถาม มาวินนิ่งไปอึดใจ แล้วพูดเสียงเบาลง

“ความซวยของพี่ภพยังไม่จบพี่” เขาทำเสียงกระซิบกระซาบ “พี่เตยขู่ว่าถ้าเรื่องนี้กระทบถึงช่อง พี่เตยจะให้พี่ภพเก็บตัวอยู่บ้าน ไม่ให้ออกเที่ยวกลางคืนอย่างน้อยสามเดือน จนกว่าข่าวจะเงียบ พี่ได้ยินเสียงพี่เตยรึเปล่า”

ฉันเงี่ยหูฟัง ไม่ได้ยินอะไรสักอย่าง

“ไม่ได้ยิน” ฉันว่า มาวินส่งเสียงรำคาญใจเขาพูดต่อ

“ข่าวแบบนี้ต้องดังแน่ๆ ดังอยู่แล้ว เอาหัวผมเป็นประกันเลย พวกช่องข่าวจะพาดหัว ยูทูปเปอร์ชื่อดังล่อลวงเด็กสาวมาขืนใจ แค่นี้ก็อย่างกับตกเหยื่อล่อปลา ปั่นยอดวิวได้กระฉูดแน่ ดีไม่ดีผมว่าพี่เตรียมหลักทรัพย์ไปประกันตัวพี่ภพเผื่อไว้ได้เลย”

“จะร้ายแรงแบบนั้นเชียวเหรอ” ฉันรู้สึกเสียวสันหลังว่าจะลงเอยอย่างนั้นจริงๆ

“ไม่ร้ายก็ทั้งปั่นทั้งปั้นกันจนร้ายได้ ตัวอย่างมีเยอะแยะไป” มาวินสรุปจนเห็นภาพ เดี๋ยวนี้พาดหัวนำเนื้อหา ใครๆ ก็เล่นเฮท สปีชกันทั้งนั้น

“แล้วพี่เตยไม่คิดจะช่วยเลยเหรอ” ฉันรู้สึกห่วงขึ้นมาจริงๆ

“ยังไงก็ต้องช่วยพี่ แต่พี่เตยบอกว่า ไม่ได้เห็นแก่ความเน่าหนอนมักมากของพี่ภพนะ พี่เตยเห็นแก่ช่อง”

“แหม ๆ ๆ ท่องมาเป๊ะเลยนะ…” ฉันแซวเขา เสียงมาวินหัวเราะ เขาพูดอะไรต่ออีกนิดหน่อยในเรื่องทั่วๆ ไปที่เกี่ยวกับความเจ้าชู้ของพี่ภพ ก่อนสัญญาว่าถ้ามีอะไรคืบหน้าจะรีบโทรมารายงาน

“ใบตองกลับไปแล้วล่ะสิ” แทนที่จะบอกขอบใจ ฉันกลับถามกลับ

“ใช่… พี่รู้ได้ไง”

“เปล่า แค่เดาเฉยๆ” ฉันตอบมาวิน ใจก็คิดว่าถ้าใบตองยังอยู่ หล่อนน่าจะโทรมารายงานฉันเป็นคนแรกหรือไม่สายของใบตองและมาวินก็คงจะชนกัน แบบว่าคนหนึ่งวิ่งออกไปโทรที่หน้าบ้าน ส่วนอีกคนกดโทรศัพท์หาฉันอยู่ไหนห้องน้ำ

หลังมาวินวางสาย ฉันตัดสินใจว่าจะโทรหาพี่เตยดีไหม แต่คิดว่าเป็นพรุ่งนี้จะดีกว่า อย่างไรฉันก็ช่วยอะไรใครไม่ได้ เรื่องความสัมพันธ์มันเป็นเรื่องซับซ้อน ขนาดเรื่องเสื้อผ้าฉันยังไร้ความสามารถที่จะจัดการเลย ดังนั้นฉันจึงตัดสินใจช่วยงานพี่เตยให้ได้มากที่สุด เพื่อให้พี่เตยทำหน้าพี่ไปจัดการเรื่องความสัมพันธ์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้คล่องตัวมากที่สุด

 

กบตามออกมาชวนฉันไปสำรวจหลังวัดเพื่อดูอุโบสถเก่า เราเดินไปตามทางเดินไม่กี่ก้าวก็พบพระสูงวัยรูปหนึ่งเดินสวนออกมา ท่านรูปร่างสันทัด ใบหน้ากลม ผิวอย่างคนขาวเกรียมแดด รวมๆ แล้วรัศมีความเมตตาแผ่กว้างกว่าความสง่าน่ายำเกรง

กบจำท่านได้ทันที ส่วนท่านต้องใช้เวลาทบทวนอยู่ชั่วครู่ จึงจำอาจารย์หนุ่มร่างสูงปรี๊ดแบบกบได้

“อ้อ…อาจารย์นั่นเอง” ท่านตอบรับ

“ครับหลวงตา ผมเอง วันนี้ผมพาเพื่อนมาด้วย อยากจะรบกวนหลวงตาอีกสักครั้ง” กบแนะนำฉัน ทั้งในฐานะคนสุโขทัยที่ใกล้เกลือกินด่าง และในฐานะเจ้าของช่องเที่ยวถูก ไทยแลนด์ทางยูทูป

“เอาสิ ยินดีๆ แต่ทางเดินลำบากหน่อยนะโยม กรมศิลป์กำลังซ่อมแซมมณฑปอยู่” ท่านออกตัวกับฉัน แล้วเดินนำไปข้างหน้าสองสามก้าว

อุโบสถอยู่เกือบสุดไปทางด้านหลังทางฝั่งริมแม่น้ำยม กบกระซิบว่าสมัยโบราณด้านนั้นคือด้านหน้า เพราะการคมนาคมนั้นทำกันทางน้ำ

ฉันมองอุโบสถหลังที่ว่าอย่างไม่ได้คาดหวัง ผนังภายนอกของมันดูเอี่ยมอ่อง ไม่มีสีหลุดลอกหรือเป็นด่างดวง เกินกว่าจะเชื่อได้ว่ามันถูกสร้างมาตั้งแต่ปลายอยุธยาแล้ว

แต่ฉันมีมารยาทพอที่จะไม่ถามอะไรออกไปตอนนี้ ฉันไม่ได้คิดว่ากบเข้าใจผิดหรอกนะ แต่คิดว่าบางทีมันอาจจะถูกบูรณะจนไม่เหลืออะไรให้ดูแล้ว

หลวงตาเปิดประตูไม้บานเรียบแผ่นหนาของอุโบสถ จากนั้นเดินไล่เปิดหน้าต่างทีละช่อง ฉันเข้าช่วยและประหลาดใจเมื่อเห็นลักษณะกลอนหน้าต่าง  มันมีขนาดเท่าฝ่ามือ ประดิษฐ์เป็นรูปใบเสมาเสียบเอาไว้กับวงกบ เมื่อต้องการจะเปิดหน้าต่าง ก็แค่ดึงสลักง่ายๆ ออกมาเท่านั้น

ไม่มีอะไรซับซ้อน แม้แต่ประตูหน้าต่างก็เป็นไม้แผ่นเรียบ ไร้การตกแต่ง ไม่มีทั้งการลงรักปิดทอง ไม่มีทั้งงานแกะสลัก กระนั้นก็มีความงามอย่างเรียบและง่ายปรากฏขึ้นทุกอณู

เมื่อแสงส่อง  อุโบสถก็สว่างเรือง พระประทานขนาดใหญ่เหลืองอร่ามดังอาบทอง ท่านประดิษฐานอยู่กลางโถงร่วมกับพระพุทธรูปขนาดลดหลั่นกันลงมา เหนือขึ้นไปเป็นเพดานดาว พื้นทาสีแดงเข้มดาวเป็นสีทอง เคียงข้างโคมระย้าซึ่งเห็นชัดว่าเป็นของใหม่ ทั้งหมดลายล้อมด้วยภาพเทวดาชุมชุมสีอ่อนหวาน ขับเน้นให้อุโบสถหลังนี้มีทั้งความสงบและเข้มขลังในเวลาเดียว

สวยเหลือเกิน งามเหลือเกิน ฉันไม่รู้จะพรรณาใดๆ ได้อีก ยิ่งเมื่อได้รู้ว่า ภาพวาดเทวดาชุมนุมที่ฉันกำลังตะลึงมองอยู่นี้ คือฝีมือช่างสมัยอยุธยาแท้ๆ ไม่เคยบูรณะและเหลือรอดมาถึงฉันในปัจจุบันซึ่งเวลาห่างกันถึงสามร้อยกว่าปี ฉันก็อยากจะทรุดลงนั่ง ไม่อยากรีบก้าวเท้าออกไปไหนเลย

แต่เวลาไม่ใช่ของฉัน ตอนนี้ใกล้ถึงเวลาทำวัตรเย็นแล้ว ฉันเดินสำรวจ จดจำเทวดาแต่ละตน แล้วขออนุญาตเก็บภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

หลวงตาบอกกับฉันว่าอุโบสถเก่าหลังนี้ ตอนนี้ถูกถอนใบเสมาจนกลายเป็นเพียงวิหารไปแล้ว ระหว่างที่เดินชมด้านนอก ท่านชี้ให้ดูใบเสมาโบราณ และบอกให้ฉันรู้ว่าหน้าบันทั้งสองด้านของอุโบสถนั้นมีลวดลายต่างกัน เพื่อให้ฉันบันทึกภาพเอาไว้

จากอุโบสถเก่า ท่านกรุณาพาพวกเราไปยังมณฑปด้านข้างซึ่งกำลังบูรณะ ฉันได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปบนนั่งร้าน แม้จะไม่ใช่คนกลัวความสูง แต่การต้องทรงตัวบนแผ่นกระดานโดยสะพายกล้องถ่วงไว้ที่คอ ก็นับว่าหวาดเสียวพอควร

กบไม่ยอมขึ้นไปด้วย เขาบอกว่าดูอยู่ข้างล่างก็เห็นความงามแล้ว ฉันรู้ว่าไม่จริง แต่ไม่อยากเซ้าซี้

เครื่องหลังคามณฑปมองไกลๆ ว่าสวยแล้ว แต่เมื่อขึ้นไปเห็นของจริง ฉันยิ่งไม่อยากจะเชื่อสายตา มันเป็นไม้แกะด้วยงานระดับช่างฝีมือ อ่อนช้อยราวภาพวาด หน้าบันแต่ละด้านมีลวดลายเฉพาะ ก่อนขึ้นมาฉันบอกตัวเองว่าอยากจะถ่ายหน้าบันไปให้ครบทุกด้าน แต่เมื่อขึ้นมาไต่บนความสูงระดับตึกสามชั้นเข้าจริงๆ  ฉันบอกตัวเองว่าถ่ายสองด้านก็เพียงพอแล้ว

ฉันไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมวัดหนองโว้งถึงได้เป็นพระอารามหลวง และอดคิดเลยไปถึงอยุธยาเมื่อครั้งกระโน้นไม่ได้

นี่แค่วัดบ้านนอก ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์หน้าหลักยังสวยงามขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นวัดดังอย่างวัดพระศรีสรรเพชญ์จะงดงามเพียงใดหนอ

ฉันมาวัดนี้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทำไมฉันหยุดเท้าตัวเองเอาไว้แค่วิหารหลวงพ่อสองพี่น้องกันนะ

“เป็นไงบ้าง” กบถามเมื่อฉันลงไปข้างล่างแล้ว

“สวยมากๆ” ฉันยังรู้สึกทึ่งอยู่

“ไม่ใช่ ขาสั่นไหม” เขาว่า ฉันเกือบค้อน “มันก็แหงอยู่แล้ว” ฉันว่า กบหัวเราะชอบใจ

เรากราบลาท่านเจ้าอาวาส และถือโอกาสของอนุญาตในการเข้ามาถ่ายทำรายการ ท่านให้เบอร์โทรติดต่อและยินดีที่จะให้เราเข้ามาได้ แต่ขอให้ระมัดระวัง เพราะสิ่งเหล่านี้คือสมบัติของชาติ

ฉันทั้งรับปากและรับรอง ยังตื่นเต้นไม่หายที่ได้มาเห็นความสมบูรณ์อย่างกระจะตาแบบนี้ 

 



Don`t copy text!