จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 12 : จำเลยรัก

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 12 : จำเลยรัก

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

แดดยังจ้าขณะขับรถกลับบ้าน กบติดธุระเราจึงแยกกันที่วัดหนองโว้ง ฉันเลื่อนกระจกลง ขับช้าๆ มองข้างทาง ดวงอาทิตย์สีเข้มเหมือนไข่แดง เมื่อแตะขอบโลกมันก็เคลื่อนหายลงดินไปอย่างรวดเร็ว

เย็นนี้ท้องฟ้าเป็นสีชมพูหวาน กลีบเมฆแทรกสลับชั้นอ่อนเข้ม ดูเหมือนเนื้อไอศกรีมสตรอเบอร์รี่ เชอร์เบท ฉันไม่ได้เห็นท้องฟ้าสีนี้บ่อยนัก กรุงเทพฯ อากาศปิด แม้ย่านชานเมืองอย่างสายไหมก็เต็มไปด้วยการก่อสร้าง มันขมุกขมัวจนเห็นท้องฟ้าเป็นสีเทาอ่อน เทากลาง และเทาเข้ม นานครั้งจึงจะเห็นเป็นสีฟ้าบ้างแต่ก็แทบจะไม่เคยเห็น

ระหว่างทางฉันชั่งใจว่าจะหาข้าวเย็นกินเอง หรือว่าจะกลับไปกินข้าวเย็นที่บ้านดี เดาได้ไม่ยากว่าป่านนี้อาหารคงเตรียมเอาไว้เต็มโต๊ะ แต่เห็นแก่การเข้าวัด ฉันตัดสินใจไม่ทำร้ายน้ำใจใคร จึงขับรถตรงกลับบ้าน โดยบอกแม่ในใจว่า ฉันไม่ได้เห็นใครดีกว่าแม่ ไม่เคยลืมความเจ็บปวดของแม่ ฉันก็แค่กลับไปกินมันอย่างแกนๆ อย่างดีพวกเขาก็จะเห็นฉันกินแบบขอไปที ไม่ได้เอร็ดอร่อยอะไรเลย

หกโมงเย็นแล้วเมื่อฉันเลี้ยวรถเข้าไปในโรงจอด ไอ้มุกส่งเสียงหงีดหงาดอยู่บนนอกชาน ประตูบันไดปิดอยู่ ฉันเดาว่ามันคงจะอาบน้ำแล้ว

ฉันเดินขึ้นบันได อากาศข้างนอกกำลังดี ทักไอ้มุกนิดหน่อยพอให้มันผละไปไม่มายุ่งกับฉัน แล้วยืนมองมะม่วงตลับนากที่ยืนเคียงกันอยู่กับต้นจำปา มันติดลูกกระจายอยู่เต็มทรงพุ่ม ไม่เกินสองเดือนมะม่วงจะแก่ได้ที่ ถ้าย่ายังอยู่ฉันคงได้ทำส้มแผ่นเก็บไว้กินได้ทั้งปี

ฉันใช้ชีวิตที่นี่สองช่วงเวลา ครั้งแรกทุกปิดเทอมเมื่อยังเป็นเด็ก อีกครั้งเมื่อตอนเข้าวัยรุ่น ห่างกันเพียงสามปีแต่ฉันกลับรู้สึกว่าระหว่าง ป.๔ กับ ม.๑ นั้นฉันโตขึ้นมาก

ตอนอายุ ๑๓ นั้นฉันเลิกเกาะพ่อและแม่เหมือนลูกลิงแสมขี้อ้อนแล้ว อันที่จริงต้องบอกว่าฉันรู้สึกสบายใจเวลาที่ได้อยู่คนเดียว และน่าตกใจที่ไม่รู้สึกรู้สมอะไรเวลาที่แม่กลับบ้านดึก หรือมีเวลาให้ที่บ้านน้อยลง

นึกย้อนไปแล้วฉันไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่า พ่อจะรู้สึกอย่างไรกับการสลับสถานะกับแม่ จากผู้นำเป็นผู้พึ่งพิง

ตลอดเวลาที่ผ่านมา พ่อไม่เคยแสดงออกว่าไม่พอใจ มีเพียงครั้งเดียวที่ฉันรู้สึกว่าพ่อเศร้าลงไปทันตาเห็น ก็ตอนที่แม่ปฏิเสธที่จะให้พ่อสร้างที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวขึ้นในบริเวณบ้าน พ่ออยากมีรายได้เพิ่ม แต่แม่ค้านว่า ‘วุ่นวาย’ และ ‘รายได้ที่แม่หาได้ตอนนี้มากพอที่จะส่งฉันเรียนไปได้จนจบปริญญาเอกด้วยซ้ำ’

แม่ ในตอนนั้นกำลังประสบความสำเร็จอย่างงดงาม กับการขายโปรแกรมลดความอ้วนราคาหลักหมื่นสาบานได้ว่าฉันไม่เคยเห็นแม่ดูย่ำแย่มาก่อนเลย แต่ด้วยเทคนิคการขาย แม่เอารูปตัวเองตอนอายุยี่สิบหกหลังคลอดฉันใหม่ๆ มาโอ้อวด เป้าหมายของแม่จะทำตาโต ร้อยทั้งร้อยจะบอกว่า ตอนนี้หุ่นดีกว่าตอนเด็กๆ เสียอีก

แล้วผู้หญิงอายุเหยียบสี่สิบที่ฟิตเพราะการคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างแม่จะยิ้มกว้าง อธิบายวิธีใช้และสรรพคุณโปรแกรมลดอ้วน ก่อนตบท้ายว่าเพราะรู้จักกัน มีของดีก็อยากบอกต่อ

ถ้าแม่พูดเรื่องนั้นต่อหน้าฉันและพ่อ เราจะมองหน้าแบบรู้กัน กลั้นขำแล้วมองเลยออกไปทางอื่น

จริงๆ ฉันไม่เคยประเมินคุณสมบัติพ่อแม่ของตัวเองมาก่อน แต่เมื่อมองย้อนกลับไป พ่อก็เป็นผู้ชายที่หล่อเหลาเอามากๆ ซึ่งมากพอที่จะได้คนดูดี เด็ดขาดและใจร้อนเป็นไฟอย่างแม่มาครอบครอง

พ่อและแม่นั้นทำงานคนละบริษัทในตึกเดียวกัน การพบรักก็เป็นเรื่องทั่วๆ ไปของหนุ่มสาวในลิฟต์ขึ้นลงตึก

พวกเขาแต่งงานกัน มีความสุขร่วมกันจนกระทั่งแม่ตั้งท้องฉันในปีที่สองของการแต่งงาน

ฉันไม่ได้เกิดจากความบังเอิญหรอก แต่ตอนใกล้คลอดแม่มีปากเสียงกับหัวหน้างาน หล่อนเป็นสาวโสด เข้มงวด และแร้งทึ้งตามนิยามของแม่ หล่อนไม่เข้าใจว่าทำไมแม่จะต้องลางานไปเลี้ยงลูกถึง 60 วันทั้งๆ ที่บริษัทจ่ายเงินเดือนให้แค่หนึ่งเดือน แม่ควรจะรีบคลอดๆ ให้เสร็จๆ  จ้างคนมาเลี้ยงลูก แล้วกลับมารับเงินเดือนเต็มเพื่อเก็บเอาไว้ให้ลูกใช้ในอนาคต

หล่อนคิดว่าแม่บ้าไปแล้ว ไม่ใช่แค่เรื่องการเลี้ยงลูก แต่บ้าที่คิดจะทิ้งภาระงานเอาไว้ให้เพื่อนร่วมงานที่ยังไม่มีใครเคยท้องและลาคลอดไปสักคนเดียว

แม่เถียงว่าแม่ได้หยุดเพราะเป็นไปตามกฏหมายที่ออกมาตั้งแต่มี พ.ศ.๒๕๓๓ น่ะสิ

ในเมื่อที่ผ่านมา แม่ทุ่มเทให้งาน ทำงานแทนคนอื่นไม่เคยปริปากบ่น มันก็ถึงเวลาที่แม่ต้องใช้สิทธิที่พึงมีพึ่งได้ แม่บอกอีกว่าเด็กเดี๋ยวนี้มีปัญหาเพราะคนในสังคมมันเห็นแก่ตัว ปากก็บอกว่าเด็กคืออนาคตของชาติ แต่กลับปากว่าตาขยิบไม่ยอมช่วยกันเลี้ยง ไม่ยอมให้ความสำคัญกับเด็กจริงๆ

ฉันจำรายละเอียดต่อๆ ไปของเรื่องเล่านี้ไม่แจ่มชัดนัก แต่สุดท้ายแม่ลาออกเพราะพ่อมีรายได้มากพอที่จะเลี้ยงครอบครัวเรา แม่ตัดสินใจไม่หางานใหม่แต่ทุ่มเวลาเลี้ยงฉันตามตำราที่ซื้อมาอ่านเป๊ะๆ บางทีฉันอาจจะโตขึ้นมาเป็นอะไรสักอย่างที่น่าภาคภูมิใจกว่านี้ก็ได้ ถ้าพ่อไม่พิการไปเสียก่อน

อดคิดไม่ได้ว่า ฉันเป็นส่วนหนึ่งให้แม่ตัดขาดจากงาน เมื่อมีโอกาสได้ทำงานอีกครั้ง แม่จึงมุ่งมั่นถึงขนาดคลั่ง เท้าทั้งสองข้างของแม่โดนงานเข้าเกาะ แล้วมันก็คลืบคลานเข้าไปในลมหายใจ

ชีวิตแม่มีแต่งาน งาน งาน ใครก็ดูออกว่าแม่เหนื่อยแต่ก็มีความสุขกับความสำเร็จเอามากๆ

น้าพุดซ้อนผู้ซึ่งไม่มีอะไรเทียบแม่ได้ ทั้งความสวย ความรู้หรือความฉลาดเฉลียว ได้โอกาสในตอนนั้น

ทุกเช้าน้าพุดซ้อนจะขี่จักรยานมาดูแลพ่อ ระหว่างนั้นก็ทำงานบ้านเล็กๆ น้อย แล้วใช้เวลาที่เหลือป้วนเปี้ยนคอยดูว่าพ่อต้องการอะไร

บางวันหล่อนมีของติดมือมาฝาก บอกว่าย่าของฉันชอบกิน ย่าไม่อยู่แล้ว ฉันก็ไม่รู้ว่าน้าพุดซ้อนจะหอบของพวกนั้นมาฝากใคร ได้แต่มองว่าหล่อนมีน้ำใจและเป็นคนตลกดี

ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป คล้ายๆ น้ำในตู้ปลา เมื่อไม่ได้ระบายออก ตะกอนของมันก็ค่อยๆ เข้มข้นขึ้น ตอนนั้นปลาอย่างฉันยังไม่รับรู้ สำหรับฉันบ้านยังคงเป็นบ้าน ฉันยังมีทั้งพ่อและแม่ แม้จะรู้สึกว่ามันไม่สดใสอบอุ่นเหมือนเดิม แต่ก็ไม่มีอะไรเลวร้ายสำหรับเด็กวัยรุ่นเช่นฉัน

กว่าฉันจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในครอบครัวของเรา เรื่องมันเดินมาจนสุดทาง แก้ไขอะไรไม่ได้อีกแล้ว

ลึกๆ แล้วส่วนหนึ่งแม่โทษฉัน แม้จะไม่มีคำพูดอะไรมากมาย แต่การที่แม่มองมาแล้วพูดว่า “อยู่บ้านเดียวกันแท้ๆ ไม่เห็นอะไรบ้างเลยหรือไง แม่ต้องทำงานหนัก ไม่เคยจะมีใครรักและเห็นใจแม่สักคนเดียว”

ตอนที่พูดนั้นแม่ก็คงเจ็บปวด แม่เริ่มดื่ม แล้วในที่สุดก็พาฉันกลับมาตั้งต้นใหม่ที่กรุงเทพฯ ทิ้งพ่อเอาไว้กับผู้หญิงที่แม่จ้างมาดูแลพ่อ ซึ่งพวกเขาก็อยู่อย่างมีความสุขจนถึงทุกวันนี้

แล้วแม่ล่ะ….

“ผู้ใหญ่ที่เขาอยู่ด้วยกันไม่ได้ มันก็เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เราอยู่ในส่วนของลูก ยังไงเราก็ยังเป็นลูก” พี่ภพพูดกับฉันในวันก่อนทำบุญออฟฟิศใหม่ เขามาบอกว่าพ่อจะมาทั้งๆ ที่รู้ว่าฉันไม่สบายใจเลยที่จะมีพ่อและครอบครัวใหม่เข้ามาในบ้าน

แต่คนอย่างฉันจะทำอะไรได้ ที่ว่าโกรธอย่างดีก็แค่เมินชา ฉันไม่ได้ถูกเลี้ยงมาให้เหวี่ยงคนไปได้ทั่วหรือแสดงออกทางอารมณ์มากมายนัก อย่างกรณีของน้าพุดซ้อน ฉันเคยจินตนาการว่าได้เฉือดเฉือนฝีปากกับหล่อน หล่อนพูดร้ายๆ มา ฉันก็โต้กลับได้อย่างผู้ดีและร้ายกาจกว่า

แค่จินตนาการฉันก็รู้สึกชนะและสะใจที่ได้ฟาดคำเจ็บๆ ใส่คนอื่นได้แล้ว

แต่โลกจริงมันไม่ง่ายและไม่ได้อย่างใจฉันเลย

เธอรักพ่อ อาจจะถึงขั้นศรัทธาและพลอยรักและศรัทธาฉันซึ่งเป็นลูกของพ่อไปด้วย

เรื่องพวกนี้มันยุ่งยากและถึงขั้นคอขาดบาดตายที่มาเกิดในบ้านของฉัน แต่ถ้าเป็นบ้างของกบ บางทีเรื่องอาจจะง่ายกว่านี้มาก

พ่อของกบเป็นคนดุ เขาเป็นผู้ชายที่หาเงินได้มาก มีอิทธิพลสูงส่งอยู่ในบ้านซึ่งแวดล้อมด้วยเมีย ๒ ลูก ๓ ที่ไม่มีใครกล้ามีปากเสียง ยุคสมัยหลายเมียในเมืองไทยมันน่าจะหมดไปนานแล้ว แต่บ้านของกบยังเป็นแบบนั้น

ดูเหมือนทั้งฉันและกบต่างก็มีปัญหาเรื่องพ่อเป็นของตัวเอง จะต่างกันหน่อยก็ตรงที่กบเผชิญปัญหาอย่างชินชามาตั้งแต่เกิด ส่วนของฉันนั้นมันมาเหมือนพายุใหญ่ ตอนนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะเป็นอย่างไรถ้าไม่มีเพื่อนอย่างกบและอังศุมาลินอยู่เคียงข้าง

จำได้ว่าวันแรกที่รู้เรื่องฉันทิ้งดิ่ง นอนเน่าอยู่ในห้องตัวเอง กลับมาเข้มแข็งได้ก็เพราะกำลังใจจากเพื่อนโดยเฉพาะจากเด็กดีอย่างอังศุมาลิน แต่ประการสำคัญที่สุดก็คงจะเป็นเพราะแม่

ฉันไม่เคยเห็นแม่อ่อนแออย่างนี้มาก่อน ถึงแม่จะฝืนทำเป็นเข้มแข็งแต่ฉันก็ดูออก และเพื่อตอบแทนแม่ฉันจึงกดอารมณ์ทุกอย่างของฉันให้แคระแกร็น ฝังอยู่ก้นบึ้ง และมันก็อยู่ของมันมาอย่างนั้น

 



Don`t copy text!