จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 13 : ฤดูดาว

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 13 : ฤดูดาว

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

เมื่อก่อนนั้นแม้กบจะเหมือนๆ ที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่กบก็มีร่างกายที่บึกบึนกว่าฉัน ไหล่กว้างกว่าฉัน อุ้งมือและลำข้อที่แข็งแรงกว่าฉัน ความใกล้ชิด ฮอร์โมนวัยรุ่นหรืออะไรบางอย่างที่วิ่งอย่างผิดปกติอยู่ในร่างกายของฉัน คงทำให้ฉันเผลอมีใจให้กบ

ตอนนั้นฉันแทบไม่อยากยอมรับกับตัวเอง แต่ก็อดที่จะรู้สึกวาบหวาบไม่ได้ยามที่เขาเบียดไหล่เข้ามาชิด  ยิ่งตอนที่มีดบาดมือแล้วเขาปราดมาหาด้วยความเป็นห่วง ฉันแทบจะอธิษฐานให้เขาหายจากความเป็นกะเทย หรือไม่ฉันก็กลายไปเป็นผู้ชายเสียเอง

ส่วนตอนนี้…

กบมาตามนัด ด้วยเสื้อผ้าสีขาวทั้งชุด มันไม่เหมือนชาวพุทธชวนไปวัดหรอก แต่ดูเหมือนกำลังมาชวนฉันไปเที่ยวทะเลเสียมากกว่า

เขาผอมลงไปมาก ร่างกายแบบบางดูนุ่มละมุน นิ้วมือเรียวยาว ใบหน้าขาวอย่างคนดูแลตัวเองเป็นอย่างดี และมีท่วงท่าอ้อนแอ่น แบบที่เชื่อได้ว่าเขาฝึกฝนจนไม่เหลือร่องรอยของความเป็นผู้ชาย ให้ผู้หญิงคนไหนหวั่นไหวได้อีก

เสื้อผ้าป่านบางเบาทอลายในตัวเป็นรูปวงกลม กางเกงทรงหลวมพับปลายขา กับรองเท้าหนังสานหุ้มส้น ถึงจะเป็นชุดที่ผู้ชายอย่างพี่ภพก็ใส่ แต่เขาก็ทำให้การแยกแยะของผู้คนต่อตัวเขาชัดเจนขึ้นกว่าตอนจับลูกบาสและวิ่งอยู่ในสนาม

ตอนที่กบขับรถเข้ามาจอดนั้นเกือบสี่โมงเช้า ฉันเพิ่งอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ไม่อยากบรรยายชุด เสื้อยืดแขนยาวสีเทากับกางเกงผ้าฝ้ายหูรูดขาจั๊มสีดำ เกือบจะเหมือนชุดนอนของดาราที่ฉันเห็นตามพวกรายการบุกบ้านคนดัง แต่ตอนนี้ฉันทำอะไรไม่ได้แล้ว เพราะมีมาจากกรุงเทพฯ แค่เพียงเท่านี้

กบพาหน้าใสๆ ของเขาเดินขึ้นมาบนชานบ้าน มองสำรวจอย่างจะทวนความทรงจำ ร่างสูงของเขายืนนิ่ง ครู่หนึ่งก็เดินไปสุดระเบียง อย่างน่าหวาดเสียวว่าจะตกลงไป

จริงๆ มันสูงกว่าพื้นดินไม่ถึงสองเมตรด้วยซ้ำ พ่อเคยเล่าว่าตอนเด็กๆ พ่อกับอาๆ ชอบเล่นกระโดดลงไปยังลานดินข้างล่าง ฉันเคยทำตามครั้งหนึ่งตอนกำลังจะขึ้นประถม ๔ ฉันไม่ต้องให้ย่ามาคอยตามตีแบบพ่อหรอก มันจุกจนฉันไม่ยอมกระโดดลงไปอีก

ฉันถามเขาเรื่องอาหารเช้า เมื่อรู้ว่าเขายังไม่ได้กิน ฉันก็ชวนเขาเข้าไปในครัว

ครัวคือส่วนต่อขยายทางด้านข้างมีทางเข้าสองทาง คือทางด้านหน้าที่ต้องผ่านเฉลียง กับทางด้านหลังที่ออกมาจากตัวบ้านซึ่งเป็นส่วนที่ติดกับห้องน้ำและใกล้กับน้องนอนของฉัน

ฉันรายงานเขาไปว่า เรื่องถ่ายรายการขอเลื่อนไปก่อนสักสองสามวันเพราะทีมงานยังไม่พร้อม เขาทำท่าดีใจที่ฉันจะได้อยู่สุโขทัยนานกว่าเก่า แล้วถึงพูดร้านอาหาร เพื่อนเก่า และแหล่งท่องเที่ยวสองสามแห่งที่เขาอยากจะพาฉันไป

 

เมื่อคืนพี่ภพส่งข้อความมาตอนสี่ทุ่ม เมื่อฉันตอบข้อความกลับเขาก็โทรมาหาทันที

พี่ภพเล่าเรื่องที่ฉันรู้อยู่แล้ว แต่ในแบบที่เขาดูดีกว่าคำบอกเล่าของมาวินไปหลายขุม ฉันไม่ได้แกล้งทำเป็นไม่รู้ เพียงแต่รับฟังเฉยๆ โดยไม่ออกความคิดเห็น

สรุปแล้วพี่ภพจะต้องเลื่อนการถ่ายทำออกไปก่อนอย่างไม่มีกำหนด หรือถ้าเป็นไปได้ให้ฉันจัดการเรื่องงานไปคนเดียวก่อน

“แต่พี่ว่าไม่นานนักหรอก พี่จะไปช่วยเตยถ่ายซูเปอร์ริชก่อน แล้วที่สุโขทัยก็คงได้ไปหลังจากนั้น” เขาพูดอย่างมีความหวัง เพียงแต่น้ำเสียงไม่ร่าเริงนัก มั่นใจได้ว่าเขาเองก็ไม่เชื่อคำพูดของตัวเอง แต่ฉันว่าสิ่งที่พี่ภพรู้สึกคือ มันอุ่นใจกว่าถ้าจะมีพี่เตยอยู่ข้างตัวในสถานการณ์อย่างนี้

“ลองใจเย็นๆ นั่งคิดนะพี่ภพ งานทางนี้เจ๋งจะพยายามจัดการเอง” ฉันปลอบพื้นๆ เพราะไม่รู้จะช่วยอะไรได้นอกจากเป็นห่วง

“ขอบใจนะเจ๋ง” เสียงเขาเศร้า ไม่เหลือความกะล่อนอย่างที่ฉันคุ้นสักนิด สงสัยคราวนี้เขาคงจะเข็ด บางทีพี่เตยอาจจะเอาเรื่องคุกเรื่องตะรางมาขู่ ฉันเดาว่าพี่เตยคงได้โอกาสสั่งสอนพี่ภพเสียรอบหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือเข้าช่วย

บ้านพี่เตยเป็นตระกูลตำรวจ ฉันแน่ใจว่าพี่เตยคงไม่ใช้วิธีอะไรก็ตามที่จะเอาชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลมาเสี่ยง แต่ต้องมีสักทางสิน่า ที่เธอจะคลี่คลายเรื่องนี้ได้

เมื่อคิดได้แบบนั้นฉันก็ปล่อยวางและรู้สึกสบายใจขึ้น

 

ครัวของบ้านย่าหน้าตาเหมือนที่กบเคยเห็น แต่สำหรับฉันแล้วมันเปลี่ยนแปลงไปมาก

สมัยที่ย่ายังอยู่ ครัวของย่าเป็นแบบโบราณ ข้าวของเครื่องใช้พวกหม้อ กระทะ กระด้ง หอม กระเทียมแขวนเอาไว้บนฝาบ้าน มีตั่งกว้างๆ วางเอาไว้มุมหนึ่ง บนนั้นย่าวางเตาถ่าน ครก เขียง ส่วนมีดก็ตีไม้บนฝาให้มีช่องสำหรับเสียบมีดแบง่ายๆ

เตาแก๊ซ หม้อหุงข้าว หม้ออบลมร้อน ย่าก็มีใช้กับเขาเหมือนกัน แต่วางแยกไว้บนชั้นที่ใกล้กับปลั๊กไฟ ย่าบอกว่าพอต้องอยู่คนเดียวก็ไม่ค่อยได้ใช้ของเหล่านั้น ย่ากินน้อย ทำกินแบบง่ายๆ ก็พอ

ครัวย่าไม่มีโต๊ะเก้าอี้ เรากินข้าวด้วยการปูเสื่อล้อมวงกินบนเฉลียงหน้าครัว เพิ่งจะมีโต๊ะเก้าอี้ เคาน์เตอร์ครัว และอะไรต่อมิอะไรก็เมื่อคราวที่เราปรับปรุงบ้าน ฉันไม่รู้ว่าเตาถ่านและข้าวของของย่าหายไปไหน เพราะตอนอายุ ๑๓ ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรนอกจากตัวเอง

เมื่อเราเข้ามาถึงส่วนที่เป็นครัวแล้ว กบก็ถามหาหวี ฉันไม่รู้ว่ากบจะเอาไปทำอะไร เพราะผมเขาก็เป็นทรงดีอยู่แล้ว ถึงอย่างนั้นฉันก็ไปหยิบหวีจากห้องนอนออกมาส่งให้

โดยไม่คาดคิด เขาจับฉันกดลงบนเก้าอี้แล้วลงมือจัดการสางหัวกบาลยุ่งๆ ของฉัน จากนั้นก็ถักเปียสามเส้นง่ายๆ แล้วเอายางวงที่หาได้แถวนั้นรัดปลายเอาไว้

ฉันนั่งงง ความเงียบอันแปลกแยก ถอดวิญญาณของฉันออกมาดูสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ฉันพิจารณาภายในจนตระหนักว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อนฉันไม่ได้ถูกฮอร์โมนเอสโตรเจนเล่นงานเหมือนแม่พวกสาวๆ ที่นั่งเฝ้าเขาในขอบสนาม ความเอาใส่ใจ ความเจ้ากี้เจ้าการเกินควรของเขาต่างหาก ที่เล่นงานหัวใจน้อยๆ ของฉัน ให้ไหววูบไปในทางไม่ถูกไม่ควร

“เอาล่ะ เป็นผู้เป็นคนกับเขาแล้ว” กบพูดเหมือนคุณครู ฉันยกมือลูบเปียสั้นๆ ของตัวเองแล้วมองหาว่าจะทำอะไรให้เขากินได้บ้าง

เราพบโน้ตแม่เลี้ยงของฉันแปะเอาไว้บนฝาชี ฉันเพิ่งรู้ตอนนี้ว่าไม่มีใครอยู่ในบ้าน

หล่อนบอกว่าไปทำบุญที่วัดกับพ่อจะกลับมาถึงราวเที่ยง มีข้าวผัดอยู่ในหม้อและผลไม้อยู่ในตู้เย็น ถ้าฉันกับกบกินข้าวผัดเหลือให้ไปเทให้ ‘ไอ้มุก’ ตอนนี้มันยังอยู่ในกรง เวลาปล่อยมันออกมา ให้มันอยู่บนบ้านอย่างเปิดประตูบันได

ฉันพูดไปว่าข้าวผัดเย็นๆ ไม่เห็นจะอร่อย แล้วก็รู้สึกถึงความขี้อิจฉาของตัวเอง

กบแย้งว่ากินๆ ไปเถอะ วันนี้นอกจากบ้านอังศุมาลินแล้ว เรายังจะต้องไปวัดทุ่ง ดังนั้นอย่าทำอะไรให้มันยุ่งยากเลย

กว่าฉันจะรู้ตัวว่าทำอะไรลงไปก็เมื่อกบชายตามองอย่างดูถูก เมื่อฉันงับข้าวช้อนสุดท้ายของจานที่สองเข้าปาก เขาถามเสียงเรียบๆ ว่า

“ไม่เหลือถึงหมาสักเม็ด ไอ้หมานั่นมันอดข้าวเช้าได้หรือเปล่า” เขาพยักเพยิดไปทางไอ้มุกที่อ้าปากลิ้นห้อยวิ่งวนรอบโต๊ะอยู่ ไอ้มุกส่งสายตาประจบประแจง จมูกของมันคงได้กินกุนเชียงและพยายามหาทางที่จะชิมให้ได้

“อ๋อ…” ฉันรู้สึกหน้าแตกละเอียด แล้วไปคุ้ยหาอาหารเม็ดเทให้ไอ้มุกถ้วยหนึ่ง จำได้ว่าแม่เลี้ยงของฉันบ่นว่า ไอ้มุกไม่ค่อยยอมกินอาหารสำเร็จรูปเพราะชอบกินอาหารแบบคนมากกว่า แต่ทั้งมันและฉันไม่มีทางเลือกอื่น

ฉันเทอาหารลงชามพลาสติกสีขาว ขอบจานมีลายกระดูก มันเข้ามาดมแล้วลงนั่ง เมินอาหารเม็ดหน้าตาน่ากินในจานของตัวเอง ฉันพยายามหลอกล่อ แต่มุกตอบสนองด้วยการส่งเสียงหงืดๆ ในลำคอ แม้ฟังภาษาหมาไม่ออก ฉันก็เข้าใจได้ว่ามันน่าจะหมายถึงกุนเชียงซึ่งไม่เหลือสักชิ้นแล้วนั่นแหละ

“ลองนี่” กบได้นมสดมาจากตู้เย็น เขาเทนมผสมลงไป หมาเรื่องมากของแม่จึงยอมกินเสียได้

 

เราออกจากบ้านหลังอาหารเช้าควบกลางวันเสร็จ ฉันไปเปลี่ยนเสื้อเป็นสีเหลือง เพราะขืนใส่กางเกงสีดำเสื้อสีเทาไปกับเขา แม่ของอังศุมาลินก็คงนึกว่าเราไปงานศพที่บ้านเธอมากกว่าจะไปเยี่ยม

ขณะเปลี่ยนเสื้อฉันอดคิดไม่ได้ว่าบางทีย่าอาจจะเลี้ยงฉันมากเกินไป ฉันเลยถือเรื่องที่คนรุ่นใหม่สมัยนี้เขาไม่ถือกันแล้ว

กบไม่ได้คัดค้านหรือดูถูกเรื่องเปลี่ยนเสื้อ แต่ก่อนออกจากบ้านเขาพูดย้ำแถมทำสีหน้าแบบคุณครูว่า

“แค่ไปเยี่ยมเข้าใจไหม”

“แล้วแกไม่อยากรู้หรือไงว่าอังหนีออกจากบ้านไปทำไม” คราวนี้ฉันลองเสี่ยงถาม เขาอึ้งไปเล็กน้อยแต่ทำเป็นนิ่งไม่ยอมตอบ

ครู่หนึ่งจนฉันเกือบจะลืมไปแล้ว กบก็ถอดถอนใจก่อนจะหันมาพูดเสียงเกือบเย็นชา

“จะไปรื้อฟื้นเรื่องขึ้นมาอีกทำไม”

“ไม่ใช่แบบนั้น” ฉันพูดไม่เต็มคำ รู้สึกว่าตัวเองงี่เง่าและนิสัยเสียขึ้นมานิดๆ

“มันนานแล้วก็จริง แต่คนเป็นแม่คงไม่อยากมานั่งคิดถึงเรื่องลูกหนีออกจากบ้านไปขายตัวแล้วตายในซ่องหรอก”

“อังอาจจะไม่ได้ขายตัวก็ได้”

“ฮึ” กบทำเสียงขึ้นจมูก “โลกสวยไปไหมยะ เด็กยังไม่จบมอหกอย่างพวกเรา จะมีปัญญาหนีไปทำอะไรได้ หรือแกคิดว่าอังมันรับจ้างทำงานบ้านในซ่องกะหรี่กันล่ะ”

“กบ” ฉันเรียกชื่อเขาเสียงเข้ม บอกให้รู้ว่าฉันเริ่มไม่พอใจคำที่เขาเน้นเสียงอย่างน่ารังเกียจ กบถอนหายใจ มองฉันด้วยสีหน้าอ่อนลง

“เจ๋ง…” เขาลากเสียงอ่อน “อังศุมาลินสวยมากนะ สวยกว่าแม่อัง-ฮิเดโกะที่ทมยันตีบรรยายเอาไว้ในหนังสือซะอีก อังของแกสวยเหมือนนางบุษบา ทั้งผิวทั้งผมเหมือนนางบุษบาส่าหรีไม่มีผิด”

“แกเคยเห็นนางบุษบาหรือไง”

“อ่านหนังสือแล้วฉันก็มีจินตนาการ ไม่ได้สมองกลวงขนาดจะไปรื้อฟื้นเรื่องให้คนแก่สะเทือนใจเหมือนแกนี่” กบจิกกัด เขาคงรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ ถึงเลือกใช้วิธีพูดรุนแรงขนาดนี้

“ก็ได้” ฉันยอมแพ้ “แค่ไปเยี่ยมก็ได้”

“สัญญามา”

“สัญญา” ฉันว่า

“จำสัญญาแกด้วยนะ”

“เออ” ฉันกระแทกเสียง ชักรำคาญ ไม่เข้าใจว่าทำไมกบถึงเป็นห่วงแม่ของอังศุมาลินขนาดนี้ บางทีแล้วอาชีพครูของเขาคงชำระล้างหัวใจกระด้างของเด็กชายอารมณ์ฉุนเฉียวให้อ่อนโยนขึ้นกระมัง

ฉันลอบมองเขา เวลาที่กบนิ่งเงียบและกังวล สร้างความสับสนบางอย่างให้หัวใจของฉัน สีหน้าของเขากระด้างขึ้นเล็กน้อย ไม่เหลือจริตของหญิงสาวอย่างที่เขาอยากจะเป็น ฉันอดคิดไม่ได้ว่าตัวจริงของเขาเป็นแบบไหนกันแน่

ผู้หญิงในร่างผู้ชาย หรือผู้ชายที่คิดอยากจะทำเป็นผู้หญิง

ฉันจ้องมองเขา นึกถึงคืนวันหนึ่งบนระเบียงบ้านของย่า ตอนนั้นพวกเราเพิ่งอยู่ ม.๒ ไม่ว่าก่อนหน้านี้เราจะเหลวไหลมาเท่าใดก็ตาม ปีนั้นพวกเราตัดสินใจกันว่าจะตั้งใจเรียนให้มากขึ้น ฉันจำรายละเอียดไม่ได้เสียแล้วว่ามันเริ่มต้นอย่างไร รู้เพียงว่าเรานัดกันมานอนอ่านหนังสือสอบ และพวกผู้ปกครองก็อนุญาต

ในที่สุดเมื่อเกรดเทอมแรกออก พวกเราไม่มีใครได้เกรดเฉลี่ยต่ำกว่าสามจุดห้า ส่งผลให้การขอมาค้างอ้างแรมที่บ้านของฉันในครั้งต่อๆ ไปง่ายขึ้น

ตอนนั้นมันน่าจะเป็นเดือนเดียวกันกับตอนนี้ คืนนั้นเดือนดับ อากาศดี ฟ้ากระจ่าง เรานอนดูดาวอยู่บนนอกชานบ้านย่า ไฟถนนอ่อนแสงกว่าหลอดแอลอีดีแบบสมัยนี้มาก ดวงดาวจึงมารวมตัวกันแข่งแสงอยู่ในดวงตาของพวกเรา

ฉันจำได้ดีว่าอังศุมาลินเริ่มต้นบอกทุกคนว่าเธออยากเป็นครู กบเลยเผยความในใจว่าตัวเขาอยากจะเป็นนักแสดง ส่วนฉันอยากเป็นไปหมดตั้งแต่ผู้กำกับภาพยนตร์ไปจนถึงสัตวแพทย์

“ถ้าฉันสวยอย่างนังอัง ฉันจะไปประกวดมิสทีนไทยแลนด์” กบวาดมือขึ้นกลางอากาศ ฉันนอนติดกับเขา ใกล้พอจะเห็นว่าปลายนิ้วของกบอยู่ที่ดาวลูกไก่

“ไม่เอาหรอก ไม่อยากใส่ชุดว่ายน้ำ” อังศุมาลินส่งเสียงเหมือนฟังเรื่องสยดสยอง

“ไม่ได้ประกวดเวทีผู้ใหญ่ แกไม่ต้องใส่ชุดว่ายน้ำ”

“ไม่เอา” อังศุมาลินยืนยันหนักแน่น “ฉันชอบอยู่แบบนี้แหละ ไม่กล้าไปเดินหมุนบนเวทีหรอก”

“โง่… มีรูปเป็นทรัพย์ ไม่รู้จักใช้”

“งั้นรอโตก่อนค่อยไปประกวดมิสอะไรพวกนั้นก็ได้ แต่ตอนนี้เด็กอยู่ เก๊าอาย” อังศุมาลินพูดเสียงเอาใจ เธอเป็นแบบนี้เสมอ อ่อนหวาน อบอุ่น ฉันเดาว่าทั้งหมดคงมาจากความรักของแม่และพี่สาว อังศุมาลินเป็นคนเดียวในพวกเราที่เหลือแต่แม่ และแม่ก็ค่อยข้างสูงวัยเมื่อเทียบกับแม่ของฉันและกบ เธอถูกประคบประหงมด้วยความใจเย็น และก็ยังได้รับคุณสมบัติขี้อายของสาวยุคเก่ามาไว้ในตัวด้วย ซึ่งมันน่ารักชะมัด

“งั้นก็ต้องกินนมเยอะๆ เพราะอย่างแกมันเตี้ยไป ถ้าจะไปประกวดเวทีใหญ่ ไปเป็นดาวจรัสแสง ต้องสูงอย่างไอ้เจ๋งนี่” กบพูดน้ำเสียงจริงจัง เขายืดตัวขึ้นมองข้ามฉันไปพูดกับอังศุมาลิน

“งั้นก็ส่งเจ๋งประกวดสิ” อังศุมาลินหัวเราะกิ๊ก

“ตอนนี้แกสูงเท่าไรแล้วเจ๋ง” กบหันมาคาดคั้นฉันแทน

“ก็…ร้อยหกสิบเก้ามั้ง” ฉันตอบ

“ใช่เหรอ” กบไม่เชื่อ

“ร้อยเจ็ดสิบเอ็ดก็ได้” ฉันบอกความจริง

“อยู่มอสองสูงเท่านี้ ถ้าแกกินนมกับออกกำลังกายเยอะๆ นะ ฉันว่าแกอาจจะสูงถึงร้อยเจ็ดสิบห้า แล้วตอนนั้นฉันจะไปเป็นพี่เลี้ยงนางงามให้แกเอง” กบวาดหวัง อังศุมาลินกลั้นหัวเราะ เธอเกาะแขนข้างหนึ่งของฉันแล้วซุกศีรษะลงไป คงนึกขำภาพฉันใส่ชุดว่ายน้ำเดินบนรองเท้าส้นสูงอยู่แน่ๆ

“อุ๊ยๆ ดาวตก อธิษฐานเร็ว” อังศุมาลินชี้ เธออธิษฐานดังๆ ออกมาว่าขอให้ได้เป็นครู ฉันทำท่าหลับตาตาม แต่ไม่ได้อธิษฐาน เพราะตอนนั้นนึกไม่ทันจริงๆ ว่าตัวเองอยากได้อะไร

วันเวลาผ่านไป อังศุมาลินไม่อยู่กับพวกเราแล้ว ฉันไม่ได้เป็นดาวจรัสแสงสวมรองเท้าส้นสูง ส่วนกบนั้นไม่ได้เฉียดใกล้วงการบันเทิงแต่ได้มาเป็นครู ลมโชคชะตาพัดพาพวกเราไปยังที่ต่างๆ ถึงตรงนี้ฉันอดคิดไม่ได้ว่า บางทีกบอาจจะกำลังทำหน้าที่แทนเพื่อนรักของเราอยู่ และนึกอยากรู้ว่าคืนนั้นเขาขออะไรกับดาวตกกันนะ

 



Don`t copy text!