จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 15 : รักเร่

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 15 : รักเร่

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

กบเงียบมาตลอดทาง เขาไม่มีน้ำตาหรอก มันคงแห้งหายไปตั้งแต่ ๑๓ ปีก่อนแล้ว แต่ถ้าหัวใจไม่ได้หยาบจนเกินไป ใครก็ตามที่ได้อ่านจดหมายฉบับนั้นและรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในบ้านหลังนั้น ก็คงจะสะเทือนใจไม่ต่างจากพวกเราตอนนี้

ฉันไม่รู้หรอกว่าการสื่อสารทางจิตคืออะไร และคนเราจะสื่อสารแบบนั้นได้ไหม แต่ฉันบอกได้ว่ารับรู้ถึงความรู้สึกของกบที่แผ่ซ่านออกมาในตอนนี้ และฉันก็แน่ใจว่ากบรับรู้ได้อย่างเดียวกัน

สำหรับฉัน ณ เวลาหนึ่งของชีวิต อังศุมาลินคือเสี้ยวส่วนสำคัญในช่วงมัธยมต้น เธอทำให้ฉันรู้จักรสชาติของอะไรหลายๆ อย่าง และบางทีอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญบางอย่างที่ทำให้ฉันเป็นอย่างทุกวันนี้

ส่วนกบนั้นฉันไม่รู้ แต่เชื่อแน่ว่าความเป็นเพื่อนระหว่างพวกเรา กำลังผูกรัดเงื่อมปมบางประการ จนทำทั้งฉันและกบรู้สึกว่าบางทีเราอาจจะมีส่วนในการหนีหายไปของอังศุมาลิน

โดยเฉพาะกับฉัน… จดหมายฉบับนั้นเอ่ยอ้างถึงฉัน ซึ่งมันแสดงให้เห็นชัดๆ ว่า ในหัวใจของอังศุมาลินนั้น มีฉันอยู่ตลอดเวลา

แล้วฉันล่ะ….

“คิดอะไรอยู่” กบถามขึ้น ตอนนั้นเรากำลังแล่นผ่านหน้าโรงเรียนของพวกเราลงไปทางใต้ จุดหมายคือหลวงพ่อพวงมาลัยวัดทุ่ง ซึ่งให้ตาย… ฉันไม่พร้อมที่จะทำงานเลย อยากจะชวนกบไปหาที่ไหนสักแห่ง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปหา ‘ที่ไหนสักแห่ง’ เพื่อทำอะไร

“คิดเรื่องอังศุมาลิน” ฉันตอบออกไปตรงๆ

กบพยักหน้ารับ สีหน้าครุ่นคิด ก่อนหน้านี้เขาทำเหมือนว่าฉันควรจะลืมๆ เรื่องนี้ไปได้แล้ว แต่ตอนนี้ฉันว่าเขาเปลี่ยนใจแล้ว

“มันน่าสงสัยไหมล่ะ จู่ๆ อังศุมาลินก็ทำเรื่องเหลือเชื่อ แล้วจากไปเฉยๆ เหมือนกับอากาศว่างเปล่า ไม่เหลืออะไรไว้ให้เลย” ฉันพูดอย่างที่ใจคิด

กบเงียบ  เรามองหน้ากัน มีการตัดสินใจบางอย่างได้เกิดขึ้น แต่กบยังคงสงวนท่าที ก็เขาเพิ่งจะด่าฉันไปหยกๆ เรื่องฟื้นฝอยหาตะเข็บอะไรนั่น คนขวางโลกอย่างเขาคงจะไม่ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า เขาเองก็อยากจะรู้เรื่องอังศุมาลินใจแทบขาด เพียงแต่เด็กมอหกในตอนนั้นไม่มีปัญญาจะหาความจริงเรื่องนี้

ถ้ากบเป็นใบตอง ฉันจะแกล้งเฉยให้หล่อนคลั่งแล้วพูดออกมาเอง แต่นี่เป็นกบ ฉันรู้ว่าเขายอมตายไปทั้งๆ ที่อึดอัด ถ้าจะให้ถ่มน้ำลายรดหน้าตัวเอง

“ฉันอยากจะรู้สาเหตุที่อังหนีไป” ฉันว่า น้ำเสียงแน่วแน่

“แล้วแกจะทำยังไง” เขาไม่ห้ามสักนิด เข้าทาง ฉันพูดต่อ

“ฉันยังไม่รู้เหมือนกัน แต่มันต้องมีสักทางสิน่า เช่นว่า…” ฉันใช้ความคิด “อย่างน้อยๆ ก็รู้ให้ได้ก่อนว่าอัง… อังเกิดเรื่องวันไหน”

“รู้เรื่องนี้แล้วจะช่วยได้งั้นเหรอ” กบถาม เขาละสายตาจากถนนแวบหนึ่ง

“ได้สิ ต้องได้” เสียงฉันต่ำและมั่งคง กบชะลอรถหักเข้าไหล่ทาง เหยียบเบรคจนหัวฉันทิ่ม ดวงตาที่เขามองฉันนั้นมีความตื่นเต้นระคนอยู่

เขาหันมาหาฉัน “ฉันรู้ว่าไฟนั่นไหม้วันไหน”

“ฮะ.. แกจำได้เหรอ” คราวนี้เป็นฉันที่ประหลาดใจจนตาค้างเสียเอง เรื่องผ่านมาสิบสามปีแล้ว ไม่น่าเชื่อว่ากบจะยังจำวันเกิดเหตุได้

เขาเล่าว่า อุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้นในวันขึ้นปีใหม่ ในปีที่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก ซึ่งเป็นเวลาที่อังศุมาลินหนีหายออกจากบ้านไปสองปีกว่าแล้ว

วันนั้นคือหลังเที่ยงคืนวันที่ ๑ เข้าสู่วันใหม่ของวันที่ ๒ ของเดือนมกราคม พอเขาไปโรงเรียนวันที่ ๓ มกราคม เรื่องของอังศุมาลินก็กลายเป็นหัวข้อข่าวใหญ่ในหมู่นักเรียน

“เรื่องอังเป็นข่าวหลังปีใหม่ตอนฉันอยู่มอหก ส่วนจดหมายฉบับนั้นมันประทับตราหน้าซองว่าเดือนพฤษจิกายนปีก่อนหน้า หมายความว่าอังเขียนจดหมายมาหาแม่ก่อนที่จะเกิดไฟไหม้ราวๆ สองเดือนเท่านั้นเอง” กบสรุปช่วงเวลาที่น่าปวดร้าวนั่น

“ปีใหม่ตอนเราอยู่มอหกเหรอ” ฉันทวน กบพยักหน้า

“กบจำได้ใช่ไหมว่าเป็นข่าวหนังสือพิมพ์วันที่เท่าไรของเดือนมกราคม”

“ไม่ใช่หนังสือพิมพ์หรอก ข่าวในโทรทัศน์น่ะ ไฟมันไหม้ตอนกลางคืน น่าจะหลังเที่ยงคืนวันที่ ๑ ก็ต้องนับว่าเป็นวันที่ ๒ ฉันดูข่าวทีวีภาคค่ำวันที่ ๒ พอพวกเรามาเจอหน้ากันที่โรงเรียนเช้าวันที่ ๓ ก็เลยคุยเรื่องนี้กันไปทั้งโรงเรียน” เขาทวนช่วงเวลาให้ฉันอีกรอบ

“ฮือ…” ฉันยกมือถูคาง แล้วถามเขาต่อไปอีกคำ ภาวนาขอให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่ฉันคิด “แล้วกบจำได้ไหมว่ามันเป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์หรือเปล่า”

“ลง” เขาพูดหนักแน่น

“แน่ใจนะ”

“แน่ใจ”

“ถ้าอย่างนั้นหนังสือพิมพ์น่าจะเป็นกรอบบ่าย ของวันที่เป็น ๓ มกราคม” ฉันว่า กบทำท่าสงสัย

“ก็กว่าจะขึ้นแท่นพิมพ์ส่งมาต่างจังหวัดหนังสือพิมพ์จะพิมพ์ว่าเป็นวันที่ ๓ มกราคม เพราะหนังสือพิมพ์ของวันที่ ๓ จะออกวางในตลาดบ้านเราตั้งแต่บ่ายๆ เย็นๆ วันที่ ๒ แล้วน่ะสิ”

ฉันตอบกบ ตอนนี้อะดรีนาลีนหลั่งจนหัวใจสูบฉีดรวดเร็ว ใบหน้าของเพื่อนรุ่นพี่ผุดขึ้นมาตรงหน้า นานแล้วที่ไม่ได้เจอกัน หวังว่าเขายังทำงานอยู่ที่เดิม ไม่ได้โดนยื่นซองขาวเหมือนกับสื่อมวลชนแขนงเดียวกันที่กำลังประสบปัญหาอยู่

แต่ก่อนที่จะข้ามไปเรื่องนั้น ฉันต้องการแน่ใจอีกเรื่อง

“มีทางเป็นไปได้ไหม ว่านั่นไม่ใช่อัง เป็นไปได้ไหมว่าเข้าใจผิด” กบขมวดคิ้ว มองอย่างไม่สบายใจ

“ฉันก็อยากจะให้เป็นอย่างนั้นนะ แต่…”

“เขาตรวจดีเอ็นเอหรือเปล่า รู้ได้ยังไงว่าเป็นอังจริงๆ” ฉันยังพยายามไม่เลิก กบจับไหล่ฉันเขย่าเบาๆ

“อังสำลักควัน เขาว่ามีรอยไหม้เล็กน้อยที่เท้า ตอนรดน้ำศพฉันไม่เห็นเท้าหรอกนะ แต่หน้าของอังก็ยังดูเป็นอังศุมาลินเหมือนที่พวกเราเคยเห็นนั่นแหละ” เสียงเขาเรียบและเย็น นำความเงียบมาสู่รถคันจิ๋วของเขาครู่ใหญ่ เขาจ้องตาฉัน ถ้าดวงตานั้นพูดได้คงกำลังบอกว่า ยอมรับความจริงเสียเถอะ

“ …. ถ้ายืนยันศพได้แบบนั้น ทำไมแม่อังถึงยังมีความหวังขนาดนั้นล่ะ” ประโยคหลังของฉันนั้นฉันถามตัวเอง แต่กลับทำให้กบเปลี่ยนท่าที

จากคุณครูผู้สุขุม ตอนนี้เขากำลังถอยอายุกลับไปเป็นเด็กมัธยมต้น ผู้ต่อต้านทุกอย่างรอบตัวเมื่อ ๑๕ ปีก่อน

กบพูดเสียงเยาะ

“ก็เพราะเป็นผู้หญิงไงล่ะ…. ไม่เคยหมดหวังกับอะไรทั้งสิ้น หลับหูหลับตาเชื่อมันอยู่นั่นแหละ ทำอย่างกับว่าความจริงมันจะทำให้ตายวันนี้พรุ่งนี้”

“กบ…” ฉันคราง เดาไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา

“รู้ไหม… จนถึงตอนนี้แม่ฉันก็ยังเหมือนเดิม พูดพร่ำอยู่นั่นแหละว่าพ่อรักฉันมาก พ่อรักพวกเราทุกคน จนฉันย้ายออกมา ซื้อบ้าน สอนพิเศษจนมีเงินจะท่วมหัวตาย แม่ก็ยังทนอยู่ชั้นสามของตึกหลังนั้น แม่ใหญ่เขาก็ย้ายออกไปอยู่กับลูกๆ แล้ว แต่แม่ก็ยังทนอยู่กับพ่อ”

นี่เป็นคำตอบแล้วว่าเขายังทรมานกับความสัมพันธ์กับพ่อตัวเอง ที่กาลเวลาทำอะไรไม่ได้เลย

ฉันรู้สึกว่ากบก็ยังเป็นกบคนเดิม ส่วนฉันก็ยังเป็นเจ๋งคนเดิม คือรู้สึกเหมือนกำลังจะจมน้ำตายทุกครั้ง เวลาที่เขาอาฆาตแค้นใส่พ่อที่สุดจะเจ้าชู้และแม่ที่แสนอ่อนแอของเขา

ฉันปลอบคนไม่เก่งเหมือนอังศุมาลิน รับมือกับความเศร้าของคนอื่นได้อย่างกะปลกกะเปลี้ย ขนาดเรื่องของตัวเองฉันยังใช้วิธีฝังมันเอาไว้เลย

“แม่กบอาจจะไม่ได้ทนก็ได้นะ” ฉันลองพูดออกไปบ้าง แต่แล้วก็มานั่งถามว่าตัวเองว่าพูดออกไปทำไม

กบเชิดหน้าทำเสียงขึ้นจมูก

“ฮึ… ความรักที่ไม่เคยมีใครเห็นค่า มันไม่เรียกว่าทนแล้วเรียกว่าอะไรล่ะเจ๋ง ยิ่งแก่พ่อก็ยิ่งตัณหากลับ ถึงจะไม่เคยเอาผู้หญิงคนไหนเข้าบ้านมาอีก แต่เขาก็รู้กันทั่วว่านอกบ้านพ่อมีผู้หญิงที่ไหนอีกบ้าง แม่เจ๋งน่ะเจ๋งที่สุดแล้ว”

“ฮือ..ขอบใจนะ”

“แล้วแม่เจ๋งเป็นยังไงบ้าง”

“แม่เสียไปสามปีแล้ว”

“เหรอ…ฉันไม่รู้เลย” เขามีสีหน้ารู้สึกผิด ซึ่งจริงๆ คนที่น่าจะรู้สึกผิดควรจะเป็นฉัน ที่หายหัวไปจากชีวิตเขามากกว่า

“อุบัติเหตุบนท้องถนนนี่แหละ ตอนนั้นฉันกับเพื่อนๆ เปิดช่องยูทูปแล้ว แม่เลยไม่เป็นห่วงอะไร นอนโรงพยาบาลได้ ๒ คืนก็ไปง่ายๆ แบบนั้นเอง”

“แล้วเจ๋งเหงาไหม”

“ก็…ไม่หรอกนะ สมัยเรียนมหาลัยก็ไม่ค่อยได้กลับบ้าน”

“แล้วแม่เจ๋งล่ะ” กบถามขึ้นหลังจากเงียบไปพักหนึ่ง ฉันเกือบจะไม่เข้าใจคำถามนั่นแล้ว แต่เขาพูดต่อ

“เจ๋งบอกว่าไม่ค่อยได้กลับบ้าน แล้วแม่ไม่เหงาเหรอ”

“หลังฉันเรียนจบปอตรี แม่เริ่มคุยกับผู้ชายคนหนึ่ง ก็คงจะไม่เหงาเหมือนกัน”

“งั้นเหรอ” กบมองฉันด้วยสายตาที่ชวนให้เข้าใจว่าเขากำลังสงสาร ฉันหัวเราะยาวเพราะรู้ว่าเขาเข้าใจผิดอย่างมหันต์

“ฉันไม่รู้สึกอะไรหรอกนะ  สบายใจด้วยซ้ำที่แม่มีคนคุยด้วย กบไม่เข้าใจหรอก คนที่หมกหมุ่นอยู่กับความรักที่มันเป็นไปไม่ได้มันน่าเศร้าแค่ไหน ส่วนคนที่ต้องอยู่ข้างๆ มันกดดันแค่ไหน ดีเสียอีกที่แม่เลิกห่วงความรู้สึกลูกอย่างฉัน แล้วหันกลับมาคิดเรื่องของตัวเองบ้าง รู้จักหาความสุขใหม่ๆ ซะบ้าง”

“ใครว่าฉันไม่เข้าใจล่ะ” กบพูดแค่นั้น แต่ฉันรู้สึกถึงตะกอนความเจ็บช้ำที่นอนนิ่งอยู่ข้างใต้ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนผิด  ทั้งๆ ที่ไม่ได้เริ่มบทสนทนาเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน

ถึงตอนนี้ฉันก็อยู่ข้างแม่และรักแม่เสมอ แม้จะรู้ว่าความจริงแม่ไม่ได้เข้มแข็งหรือเจ๋งอย่างที่ใครๆ เห็น

แม่นอนร้องไห้ ใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องช่วยให้หลับ สกัดกั้นรักครั้งใหม่โดยบอกตัวเองว่าไม่อยากให้ฉันลำบากใจ ทั้งๆ ที่ตัวแม่เองก็เหงาแสนเหงา แต่แม่ก็ฉาบเปลือกหุ้มไว้แน่นหนา โดยไม่ยอมให้ใครเห็นข้างในที่มันเปื่อยยุ่ยและอ่อนแรงเลย

ฉันบอกได้เต็มปากว่าภาคภูมิใจในตัวแม่ ไม่ว่าทั้งหมดมันจะเป็นแค่ภาพที่แม่สร้างขึ้นหรือปะปนความจริงอยู่บ้าง แม่ก็ยังคงเป็นผู้หญิงที่เต็มไปด้วยความเข้มแข็งและศักดิ์ศรี อย่างที่แม่พร่ำสอนฉันและหวังว่าฉันจะเป็นได้นั่นแหละ

“ผู้หญิงหาเลี้ยงตัวเองไม่ได้น่ะนะ ศักดิ์ศรีมันก็หายไปครึ่งหนึ่ง ดูบ้านของตาทรงยศสิ เมีย ๒ คนเรียนจบ ป.๔ คนหนึ่ง ส่วนยายแหม่มแม่ของกบจบ มศ.๓ แต่ไม่มีใครมีปัญญาไปทำมาหากินอย่างอื่น ต้องนอนรอเงินสามี ตาทรงยศจะมีผู้หญิงนอกบ้านกี่คนเลยไม่กล้าหือกล้าอือ เกิดเป็นผู้หญิงนะเจ๋ง ต้องพึ่งตัวเองให้ได้ ถ้าหวังแต่จะรอเจ้าชายขี้ม้าขาวมันก็ไม่พ้นมีแต่ข้าวให้กินมีแต่รถให้ขับ จะถูกย่ำยีศักดิ์ศรีแค่ไหนก็ต้องยอมทน เพราะถ้าไม่ทนทั้งลูกทั้งตัวเองจะไปทำมาหากินอะไรได้”

“งานเยอะแยะไปแม่ ถ้าไม่เลือกงาน” ฉันเคยออกความคิดเห็นไปตามคำพูดที่เคยได้ยินพวกผู้ใหญ่พูดมา ตอนนั้นแม่กระดกเบียร์แล้วหัวเราะ อย่างที่ไม่เคยเห็นแม่หัวเราะแบบนั้นมานานหนักหนาแล้ว ก่อนที่จะพูดปนน้ำตาที่เร็ดออกมาเพราะความขำว่า

“คนเคยสบาย มีคนรับใช้เต็มบ้าน จะให้ออกมาเป็นแม่บ้านหรือรับจ้างล้างจานในร้านอาหารแบบในหนังน่ะหรือเจ๋ง” แม่พยายามกลั้นหัวเราะ “ถ้าตอนนั้นพ่อมีเงินเท่าตาทรงยศ บางทีแม่อาจจะยอมทนอยู่ที่นั่นต่อไปก็ได้ คงไม่กระเตงกันมาให้ลำบากลำบนแบบนี้หรอก”

แม่ยังคงหัวเราะเบาๆ แต่อึดใจต่อมาก็ถอนหายใจ กระดกเบียร์ในกระป๋องจนหมดด้วยท่าทางที่ฉันไม่คุ้นตามาก่อน ฉันรอฟังคำพูดต่อไปของแม่ แต่แม่นิ่งแล้วเหลียวมองออกไปยังความมืดนอกหน้าต่างบานกว้าง ตอนนั้นเรายังอยู่คอนโมมิเนียมให้เช่า ยังไม่ได้ซื้อทาว์โฮมแถวสาทร จากหน้าต่างห้องเช่าของเรา มองเห็นตึกรามที่แต้มด้วยแสงสีมลังเมลืองของกรุงเทพฯ และเป็นวันที่อากาศเบาบางจากหมอกและควันพิษมากที่สุดวันหนึ่ง

แม่ก้มหน้ายิ้มกับตักของตัวเอง ก่อนจะพูดด้วยเสียงเครือและแหบเบากับฉัน

“คนเรามีศักดิ์ศรีเท่ากัน มีความเป็นมนุษย์เท่ากัน เจ๋งอย่าให้ความรักบังตาจนทิ้งศักดิ์ศรีของตัวเองไปนะ แม่ไม่เคยเสียใจที่แม่พาเจ๋งมากรุงเทพ แม่ไม่เคยเสียใจเลยจริงๆ”

วันนั้นแม่ไม่ได้เงยมองฉันแต่กางสองแขนมาให้ ฉันโผเข้าไปในอ้อมกอดของแม่ตามสัญชาตญาณ แม่สะอื้นอยู่บนไหล่ขณะที่ฉันไม่มีน้ำตาออกมาสักหยดเดียว หัวใจด้านชา รู้สึกเหนื่อยแทนแม่เหลือเกิน

เรื่องก็ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่แม่ก็ยังถอนตัวออกจากความขมขื่นไม่ได้ ฉันอยากรู้เหลือเกินว่านอกจากความเกลียดที่แม่บอกตัวเองว่ารู้สึกต่อพ่อ แม่จะรู้ไหมว่าความรักที่แม่มีต่อพ่อต่างหากที่เป็นพิษและทรมานแม่จนเกือบจะถึงวาระสุดท้าย



Don`t copy text!