จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 17 : ตกกระได หัวใจพลอยโจน

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 17 : ตกกระได หัวใจพลอยโจน

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

“จบง่ายดีจังนะพี่เตย ลงอีแบบนี้พี่ภพคงกลับไปบินยันเช้าเหมือนเดิม”

ฉันเสียดายนิดๆ ที่พี่ภพรอดพ้นอุปสรรครวดเร็วไปหน่อย

“นึกว่าจะห่วงไอ้ภพมัน ร้ายลึกเหมือนกันนะเรา งั้นพี่จะยังไม่เฉลยให้ภพมันรู้” พี่เตยชื่นชม สรรเสริญฉันทำนองหน้าไหว้หลังหลอก ด้วยคำที่เบากว่านั้นครึ่งหนึ่ง  หลังการเล่าว่าพี่ชายผู้สืบทอดตระกูลตำรวจของเธอไปสืบมาจนรู้ว่า แม่สาวน้ำปั่นใช้บัตรประชาชนปลอม ไม่ได้อายุสิบแปดปีอย่างที่เอามาอ้างจริงๆ

“พี่เตยจะบอกว่าตั้งใจจะบอกพี่ภพเลยงั้นสิ” ฉันดักคอ รู้นิสัยพี่เตยว่าจะต้องใช้โอกาสนี้สั่งสอนพี่ภพแน่ๆ

พี่เตยหัวเราะก๊าก “แหม…รู้ใจ เรื่องอะไรจะบอกมันล่ะ ปล่อยให้มันนอนประสาทแดกซะบ้าง เจ้าชู้ดีนัก”

“แล้วน้องคนนั้นเป็นยังไงบ้างพี่”

“นังน้องน้ำปั่นน่ะเหรอ”

“ก็เห็นมาวินบอกว่าทั้งโทรทั้งมาหา แต่คนของเรานี่สิทิ้งเขาไปดื้อๆ น่าสงสารเขานะ”

“ฟังน้ำเสียงแล้วประเสริฐแท้” เธอประชด “งั้นก็รับดามใจแม่คนนั้นซะเลยสิ”

“โธ่พี่…”

“ไม่ต้องโธ่ ฉันแอบเห็นนะ แม่นั่นแทบจะเลียริมฝีปากตอนมองเจ๋งน่ะ”

“เขาแกล้งทำหรอกน่า เขาชอบผู้ชาย”

“อย่างพี่ภพน่ะเอาไว้ใช้..ส่วนพี่เจ๋งเอาไว้จิ้น…” เสียงพี่เตยจีบปากล้อเลียน ก่อนทิ้งท้ายว่า “จาอ๊วก…”

“เอาเถอะๆ…” ฉันบอกปัด รู้สึกว่าจะออกนอกเรื่องไปกันใหญ่ เลยดึงกลับมาที่เรื่องบัตรประชาชนปลอม ซึ่งมันหมายถึงการปลอมแปลงเอกสารทางราชการ ฉันว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องล้อกันเล่นๆ

“โอ้ย…ไม่ได้ปลอมขนาดนั้น ก็คงแค่ใช้โฟโตชอปเปลี่ยน พ.ศ. เกิด แล้วส่งรูปเอามาขู่ไอ้ภพมันนั่นแหละ”

“อ้อ…” ฉันร้องรับ เพราะเธออธิบายต่อว่า ทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากการคาดเดา แต่ลูกสาวตระกูลตำรวจอย่างเธอเช็คประวัติแม่สาวน้ำปั่นมาเรียบร้อยแล้ว หล่อนไม่มีชื่อในฐานข้อมูลอาชกรรม ไม่เคยต้องโทษหรือมีหมายจับมาก่อน

“แล้วพี่เตยจะทำยังไงต่อ”

“ก็ไม่เห็นต้องทำอะไร”

“ฮะ”

“ก็ปล่อยไว้แบบนี้แหละ อย่างดีก็แกล้งบอกให้ไอ้ภพส่งข้อความไปขอโทษ อ้างอะไรก็ได้คนกระหล่อนอย่างนั้นทำได้อยู่แล้ว”

“แล้วเรื่องมันจะเป็นยังไงต่อ”

“ก็แล้วแต่เวรกรรม ยังไงแม่สาวนั่นไม่กล้าเอาเอกสารทางราชการปลอมไปแจ้งความอยู่แล้ว จะว่าไปก็ทำไม่ถูกทั้งคู่นั่นแหละ”

“แต่ของเราทิ้งเขาก่อน” อย่างไรฉันก็ไม่สบายใจเรื่องนี้อยู่ดี

“ก็แม่นั่นมีแฟนอยู่แล้ว แต่น่าจะกำลังมีปัญหากัน คนอย่างพี่ภพของเจ๋งมันก็ไม่ได้คิดให้เรื่องมันยืดยาว ก็เจอกันในที่อย่างนั้น…. พอรู้อย่างนี้ก็รีบชิ่ง พี่ว่าพอๆ กันทั้งคู่ ผีเน่ามาเจอโลงผุ เรื่องมันก็แค่นั้น”

เราจบการสนทนาเรื่องพี่ภพแต่เพียงเท่านั้น คนอย่างพี่เตยปล่อยเวลาให้ไร้สาระไปได้ไม่นาน ในที่สุดเธอก็กลับมาเข้าเรื่องงาน ซึ่งฉันเตรียมพร้อมเอาไว้อยู่แล้ว

“เจ๋งหาข้อมูลไปถึงไหนแล้ว” เสียงพี่เตยกลับมาเป็นงานเป็นการ

“ก็ได้มาพอสมควรทั้งสองวัด เดี๋ยวเจ๋งจะส่งรูปกับเนื้อหาไปให้พี่เตยดู น่าจะเป็น…” ฉันคำนวณเวลา ไม่อยากผิดคำพูด “ภายในพรุ่งนี้แหละ”

“ดี..เจ๋งนี่เจ๋งสมชื่อ” เธอชื่นชม “แล้วมีช่องทางขออนุญาตถ่ายทำได้หรือเปล่า”

“คิดว่าขอได้ค่ะ” ฉันพูดไม่เต็มคำ “บังเอิญที่บ้านรู้จักกรรมการวัด” ส่วนประโยคนี้เบาลงไปกว่าเดิมอีก

“เยี่ยมเลยเจ๋ง” พี่เตยชมเปลาะก่อนเราจะวางสายจากกัน ส่วนฉันรู้สึกกระอักกระอ่วน ภาพในห้องครัวเมื่อชั่วโมงที่แล้วตีกลับขึ้นมา

มันคือเวลาอาหารเย็น ฉันจำต้องกลับบ้านเพราะพ่อโทรมาบอกว่าเพื่อนของพ่อเอาปลาช่อนตัวโตมาให้ และน้าพุดซ้อนกำลังแกงส้มมะละกอรอฉันอยู่ พ่อบอกให้ชวนกบมากินข้าวที่บ้านด้วย ฉันรับปากกับพ่อแต่ไม่ได้บอกกบ

ฉันกำลังรู้สึกว่าที่เก่า เพื่อนเก่า กำลังเรียกความสุขและความทรงจำเก่าๆ ให้ฟื้นคืนมา

ฉันไม่อยากให้กบเข้ามามีส่วนร่วมในความทรงจำที่บ้าน ฉันกลัวว่าเขาจะทำให้ภาพวันนี้กลายเป็นความสุข ความทรงจำ หลังความแตกร้าวครั้งใหญ่ที่ ๑๕ ปีก่อน

คงจะสับสนน่าดู เมื่อเราต้องการจะหนีจากบางสิ่งแต่ดันเอาความสุขไปเติมใส่ให้ที่ตรงนั้น

ดังนั้นฉันจึงยืนส่งกบหน้าบ้าน จริงๆ เขาทำท่าว่ายังไม่อยากไปหรอก ฉันจึงรีบตัดบทด้วยการนัดเขาไปว่า พรุ่งนี้จะไปเลี้ยงกาแฟเขา ให้เขามารับและหาร้านเตรียมถล่มฉันเอาไว้ได้เลย

เมื่อกลับเข้าบ้าน แน่นอนพ่อเอ่ยถาม ฉันก็แค่โกหกไปว่ากบติดธุระ ให้เรื่องมันจบอยู่แค่นั้น

แต่เรื่องบางเรื่องมันก็ไม่ยอมจบ และไม่ว่าจะอยากได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ ฉันก็จำเป็นต้องรับ

ฉันไม่ได้ตั้งใจจะขอความช่วยเหลือ แต่อย่างที่เคยบอก น้าพุดซ้อนเป็นคนประเภทถามซอกแซกได้อย่างเป็นธรรมชาติ พอรู้ว่าฉันจะต้องไปถ่ายรายการที่วัดทุ่งและยังไม่ได้ขออนุญาตเจ้าอาวาส พ่อก็ดันนึกขึ้นได้ ว่าญาติพ่อคนหนึ่งเป็นกรรมการวัด

“อ๋อลุงหวินแฟนป้าจือน่ะเหรอคะ” หล่อนร้องแล้วหันมาอธิบายกับฉันว่า “ลุงหวินเป็นญาติน้องเจ๋ง เขาเป็นหลานของตาทรัพย์ลูกพี่ลูกน้องคุณย่าใช่ไหมคะ” หล่อนหันมาถามพ่อ เมื่อพ่อพยักหน้ายืนยันคำตอบ หล่อนก็เล่าต่อ

“แล้วทีนี้ลุงหวินแกมาแต่งกับป้าจือ ป้าจือเป็นน้องสาวป้ากิ่ง ป้ากิ่งนี่มาแต่งกันหลานยายปลั่งที่เป็นป้าของปู่น้าเอง” หล่อนชี้ตัวเองเพื่อไม่ให้ฉันงง แต่ฉันงงตั้งแต่ป้ากิ่งแล้ว

น้าพุดซ้อนสรุป

“น้ากับลุงหวินเลยคุ้นเคยกัน เรื่องแค่นี้เดี๋ยวน้าโทรไปคำเดียว แกเป็นธุระจัดการให้ได้ น้องเจ๋งไม่ต้องเป็นห่วง”

ฉันฟังตาค้าง กำลังงงกับลำดับญาติ น้าพุดซ้อนก็ใช้เวลาช่วงนั้นโทรไปหาคนชื่อ ‘ลุงหวิน’ ทันที

เสียงเธอเจื้อยแจ้ว พูดคุยด้วยสำเนียงสุโขทัย นานจนฉันจับใจความไม่ได้ซ้ำว่าหล่อนพูดอะไรไปบ้าง พักใหญ่ๆ น้าพุดซ้อนก็กลับมาด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง บอกว่าไม่มีปัญหา เดี๋ยว ‘ลุงหวิน’ จะบอกท่านเจ้าอาวาสให้ ดีเสียอีกที่จะได้ประชาสัมพันธ์วัดให้คนรู้จักด้วย

“เรียบร้อย” หล่อนว่า

“เรียบร้อย” ฉันทวนคำ ปั้นหน้าไม่ค่อยถูก รู้สึกคล้ายๆ ตกกะไดพลอยโจน ถ้าพี่ภพรู้คงขำกลิ้งจนตกเก้าอี้ เป็นไงล่ะ…ทำเป็นรังเกียจเขา ที่แท้ก็ต้องให้เขาช่วย เกลียดตัวกินไข่แท้ๆ ไอ้เจ๋งเอ๋ย

ฉันไหว้ขอบคุณไปทางพ่อแบบรวมๆ โดยมีแม่เลี้ยงหน้ามึนของฉันยืนยิ้มแก้มปริ น่ากลัวว่าตอนที่หล่อนตักข้าวแจกนั้นน้ำลายจากปากที่หุบไม่ลงจะหยดลงไปในจานด้วย

มื้อเย็นวันนี้พ่อของฉันเลยอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ฉันจำต้องปล่อยให้เลยตามเลย ไม่ตั้งแง่ เพราะเหนื่อยกับงานและเรื่องของอังศุมาลินมามากพอแล้ว

“เติมข้าวอีกไหมคะ” น้าพุดซ้อนถามฉันเป็นครั้งที่สาม

“พุด พุด…” เสียงพ่อปราม “เจ๋งกินไปสองจานใหญ่ๆ แล้วนะเดี๋ยวก็จุกตาย”

“แหม….” หล่อนพูดแค่นั้นแล้วหดมือลง

ฉันอยากจะถามพ่อเรื่องหนึ่งเหมือนกันว่าทำไมเวลาอยู่ต่อหน้าฉันถึงไม่พูดภาษาสุโขทัย แต่ยั้งปากเอาไว้ก่อน แค่ถูกใจกับข้าว เรื่องงานราบรื่นไปหนึ่งเปลาะ ฉันก็รู้สึกว่าผิดต่อแม่มากพอแล้ว  ขืนชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ ฉันคงจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนทรยศแน่ๆ

หลังกินข้าวฉันนั่งเล่นกับไอ้มุกอยู่ในโต๊ะกินข้าว จนพี่เตยโทรเข้ามานั่นแหละ จึงถือโอกาสแยกตัวออกมา



Don`t copy text!