จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 21 : ผีเสื้อและดอกไม้

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก บทที่ 21 : ผีเสื้อและดอกไม้

โดย : คีตาญชลี แสงสังข์

จระเข้คอยเธออยู่บนทางช้างเผือก โดย คีตาญชลี แสงสังข์ ผลงานจากโครงการช่องวันอ่านเอา เมื่อเจ๋งต้องกลับบ้านที่ไม่อยากกลับเพื่อเจอกบเพื่อนตุ๊ดที่เป็นรักแรกและการกลับไปครั้งนี้เจ๋งยังพบจดหมายที่อังศุมาลิน เพื่อนอีกคนทิ้งเอาไว้ก่อนตายไปในซ่อง มันจะนำพาเจ๋งและกบไปสู่จุดหมายปลายทางที่สุขสมหรือทุกข์ทนนั้น…ไม่มีใครจะล่วงรู้

วันอังคารเดินทางมาถึงจนได้

มันไม่ใช่วันที่ฉันรอคอยหรอก สาบานได้เลย แต่ฉันก็ดีใจที่ได้เจอพี่เตย มาวิน ใบตอง และโดยเฉพาะพี่ภพที่มาถึงสุโขทัยอย่างอวัยวะครบส่วน ไม่ได้แหว่งหายไปแม้แต่ชิ้นเดียว

กบมาถึงบ้านฉันในเวลาไล่ๆ กับรถของพี่ภพ จนแทบจะนึกว่าพวกเขาร่วมขบวนกันมา และเมื่อกบลงจากรถมารวมกับขบวนของพวกที่มาจากกรุงเทพฯ ฉันก็เผลอคิดไปว่ากองทัพแฟชั่นวีกบุกบ้านฉันแล้ว

ฉันไม่ได้พูดอะไรออกมาหรอก แต่ใบตองมีญาณวิเศษที่พอจะรู้ได้จากสายตาฉัน เธอเท้าสะเอวมองอย่างหาเรื่องแล้วพูดเองเออเองว่า

“มองอะไรพี่เจ๋ง อ๋อ…ชุดนี้น่ะเหรอ” ใบตองหมุนตัว “จะได้ดูเข้ากับการมาเมืองเก่าแก่อย่างสุโขทัยไง”

“ยังไง”

“พี่เจ๋งอะ…ช่างไม่มีจินตนาการเล้ย ไม่คิดว่ามันคล้ายๆ นุ่งโจงกระเบนบ้างเหรอ”

“กางเกงเป้ายานนี่น่ะนะ”

“ช่าย…” เสียงใบตองภาคภูมิใจ “ตองว่าคล้ายอยู่นะ เป็นแบบไทยประยุกต์ไง”

ฉันว่าเธอโดนพี่ภพหลอกให้ใส่มาเป็นเพื่อน สำหรับพี่ภพนั้นเขาใส่อะไรก็ดูนำแฟชั่นทั้งนั้น แต่กับใบตองน่ะหรือ…มันดูไม่ต่างกับตอนที่ฉันพยายามจะใส่ชุดแส็กนักหรอก อีกอย่างฉันก็ไม่เห็นว่าไอ้กางเกงเป้ายานแบบชาวเขา มันดูเป็นสุโขทัยตรงไหน

พี่เตยเดินดูรอบบ้าน ติดอกติดใจนอกชานเปิดโล่งและเฉลียงอันกว้างขวาง พ่อคุยว่าบ้านหลังนี้อายุราวๆ หกสิบปี แก่กว่าอายุของพ่อเสียอีก

“ไม้แผ่นใหญ่มากเลยนะคะ” พี่เตยซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิดตื่นเต้น

“ปู่ของเจ๋งเป็นคนชอบไม้ สะสมไม้เอาไว้เป็นกองๆ ก่อนจะเอามาสร้างบ้าน เตยดูความยาวสิ บ้านหลังนี้ไม่ได้สร้างเอาสวยงามหรอกนะ ปู่สร้างแบบไม่ได้ตัดความยาวไม้ ยาวเท่าไรก็ใช้เท่านั้น ท่อนไหนสั้นก็เอามาต่อ พื้นกระดานเลยมีรอยต่อตรงโน้นตรงนี้”

“เตยชอบชานบ้านกับเฉลียงจังเลยค่ะ โล่งแบบนี้น่านอนดูดาว”

“คืนนี้ก็นอนดูกันสิ คนบ้านนี้ก็ชอบนอนดูดาวเหมือนกัน”

“นั่นสิคะ เจ๋งเลยชื่อซะเพราะเลยว่าดาริกา” พี่เตยว่า ฉันไม่กล้ามองหน้าพ่อ เพราะการเอ่ยถึงนอกชาน กลางคืน และโดยเฉพาะการนั่งดูดาว มันสร้างแรงสั่นสะเทือนบางอย่างให้หัวใจของฉัน

ฉันรู้ว่าตัวเองกำลังเป็นอะไร รู้สึกอะไร เลยทำเป็นเดินเลี่ยงออกไปเตรียมน้ำ เมื่อกลับเข้ามายังวงสนทนาอีกครั้ง ฉันก็รู้ตัวว่าพลาดไปอีกแล้ว เพราะกองทัพแฟชั่นที่ขนกันมาจากกรุงเทพฯ กำลังตัดสินใจว่าจะนอนที่นี่ดีหรือเปล่า

“ก็อยากนอนอยู่ครับ แต่กลัวคุณพ่อจะลำบาก…เกรงใจ” มาวินว่า แต่พ่อก็ดูออกว่าเขาพูดไปตามมารยาทอย่างนั้นเอง พ่อรีบสนองว่า

“ไม่เลยลูก ไม่ลำบากอะไรเลย เครื่องนอนที่นี่มีเยอะแยะ ห้องว่างก็มี เดี๋ยวจะให้น้าพุดเขาจัดให้” พ่อพูดอย่างใจดี ฉันว่าถ้ามาวินกลายร่างเป็นไอ้มุกได้ ก็คงจะวิ่งไปตะกายขาแล้วเลียหน้าพ่อไปแล้ว แต่ฉันไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอยไป ในเมื่อมาวินแสดงบทเกรงใจโดยมีพี่ภพพยักพเยิดอยู่ข้างๆ ฉันเลยรีบเข้าช่วยหาข้ออ้างให้พวกเราเสียเลย

“เกรงใจน้าพุดซ้อน ต้องมาลำบาก อีกอย่างมันไม่สะดวกหรอก ต้องนอนเบียดกัน”

“ไม่เลย” ทั้งสี่คนแทบจะประสานเสียง

“อบอุ่นดีออก” พี่เตยรีบออกตัว

“น้าก็ไม่ลำบากเลยค่ะ” น้าพุดซ้อนยืนยันอีกแรง ฉันจะทัดทานอะไรได้ ขนาดทำหน้าเหม็นเบื่อใส่ สี่คนนั้นยังไม่สน อ้างแต่ว่ามีเรื่องอยากจะพูดคุยกับครูโคเระ นอนที่นี่ใกล้บ้านครูเคโระ ถึงดื่มบ้างนิดๆ หน่อยๆ ครูเคโระก็สามารถขับรถกลับบ้านได้

“เรียกผมว่ากบดีกว่าครับ ‘เคโระ’ ผมเอาไว้เล่นติ๊กต็อก ฟังแล้วมันเขินๆ”

“เคโระน่ารักดีออกค่ะ ครูเคโระหน้าก็เหมือนพระเอกญี่ปุ่นด้วย คนนั้นไงคะ ที่ชื่อ…” ใบตองนึก ฉันว่านึกอย่างไรหล่อนก็นึกไม่ออก เพราะหล่อนมันเจ้าแม่ละครเกาหลี

“ชื่อ…แหมนึกไม่ออก เอาเป็นว่าหล่อเหมือนพระเอกญี่ปุ่นก็แล้วกันค่ะ”

กบยิ้มรับ ไม่รู้ว่าคิดด่าในใจหรือเปล่า ถ้าบอกว่าเขาสวยเหมือนนางเอกญี่ปุ่นกบจะชอบกว่าเหมือนพระเอกหนังญี่ปุ่นหรือเปล่า

แต่กบก็ไม่ใช่คนที่จะเดาได้ง่ายๆ เขามีวิธีคิดและการแสดงออกด้วยเหตุผลแปลกประหลาด ถ้าเขาได้ยินความคิดฉันเขาอาจจะตอกกลับด้วยความมั่นหน้าว่า เขาไม่เคยหนีตัวเองโดยพยายามจะเป็นคนอื่น เขารู้ตัวว่าทั้งสูง ทั้งหล่อ และเขาก็ยินดีที่จะมีรูปลักษณ์แบบนี้

“อะไร…” เขาถาม ฉันเพิ่งรู้ว่าเผลอมองหน้าเขาก็ตอนนี้เอง

“เปล่า…” ฉันรู้ตัวว่าทำหน้าตื่น นึกกลัวว่าเขาจะอ่านใจได้ ซึ่งงี่เง่าชะมัด

กบเหล่ตามองอย่างรู้ทัน แต่เขาก็รู้อีกนั่นละว่าไม่มีทางงัดปากฉันให้สารภาพได้ เขาจึงปล่อยผ่านเรื่องนี้ไปง่ายๆ โดยยังหรี่ตาลงมาครึ่งหนึ่ง เหมือนจะบอกว่า อย่าให้จับได้ก็แล้วกัน

วงสนทนาของเรา ซึ่งก็มีแอลกอฮอล์มาเป็นเครื่องประกอบ มีพ่อร่วมวงอยู่ด้วย

เราล้อมวงตรงนอกชาน รับลมที่พัดผ่านสวนเข้ามาจนรู้สึกเย็นสบาย

พ่อลงจากรถเข็นมานั่งเหยียดขาบนพื้น ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่า ขาพ่อนั้นไม่ได้ไร้ความรู้สึกเสียทีเดียว เพียงแต่มันหมดเรี่ยวแรงใช้การไม่ค่อยถนัด อีกอย่างมันก็ไม่ได้ลีบติดกระดูกเหมือนปีกไก่ อย่างคนที่ไม่ได้ใช้งานขามาหลายปีแล้ว

ฉันรู้สึกแปลกๆ ที่จะนั่งล้อมวงดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับพ่อตัวเอง เลยเลือกจะผสมเหล้ากับโค้ก อันที่จริงฉันอยากดื่มโค้กเพียวๆ แต่ใบตองไม่ยอม เธอว่ามันไม่เท่าเทียม ซึ่งน่าจะหมายถึงสติที่เหลืออยู่จะไม่เท่าเทียม และเธอคิดว่าไม่ควรมีใครเหลือความสามารถในการยั้งปากยั้งใจได้มากกว่าใคร ยกเว้นก็แต่พี่เตย ก็ใครจะกรอกเหล้าเข้าปากคนอย่างพี่เตยได้ล่ะ ฉันว่าพี่ภพเองก็คงไม่กล้า

การพูดคุยส่วนใหญ่เป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ เรื่องสุโขทัยสมัยพ่อยังเป็นเด็ก พ่อเล่าว่าเมื่อก่อนสุโขทัยหนาวมาก พอย่างเข้าเดือนตุลาคมย่าจะเอาเสื้อกันหนาวออกมาซัก ถ้ามีเวลาย่าจะเอาไหมพรมมาถักเป็นเสื้อ เป็นหมวก เป็นผ้าพันคอ เดือนธันวาคมหน้าหนาวมาถึงเต็มตัว พ่อและน้องๆ จะจุดไฟกลางลานดินหมกมันเทศ มันไข่เอาไว้กินแก้หนาว

ทุกวันนี้สุโขทัยไม่หนาวเหมือนเมื่อก่อนแล้ว หน้าร้อนออกไปกลางแจ้งก็เหมือนเดินลุยไฟ แต่พ่อก็ยังเก็บเสื้อกั๊กลายสับปะรดที่ย่าถักให้เอาไว้อย่างดี

น้าพุดซ้อนไม่ได้อยู่ร่วมวงสนทนานี้ หล่อนแยกตัวไปทำอะไรกุกกักในครัว แล้วทยอยยกกับแกล้มมาให้ จนพี่ภพบอกว่าเยอะจนกินไม่หมด น้าพุดซ้อนเลยยอมนั่งลง แต่เพียงครู่หนึ่งก็ลุกขึ้นขอตัวไปอาบน้ำ

“บ้านนี้ห้องอาบน้ำมีห้องเดียว ต้องทยอยกันไปอาบค่ะ” หล่อนว่า แล้วหายไปนานมาก เมื่อกลับออกมาอีกทีก็เหมือนจะรู้เวลา ฉันเห็นพ่อเริ่มหาว น้าพุดซ้อนจึงไปหยิบเอาไม้ค้ำยันมาให้ แล้วช่วยประคองพ่อให้เดินยักแย่ยักยันเข้าบ้าน

นี่พ่อเดินได้อย่างนั้นหรือ นึกๆ ไปแล้ว ตั้งแต่กลับมา ฉันเจอพ่อแค่ที่โต๊ะกินข้าว และพยายามหลีกเลี่ยงการเจอหน้าด้วยการออกจากบ้านทุกวัน ถ้าเป็นหนังฆาตกรรม แล้วฉันได้รับบทนักสืบ ฉันคงหลงทางเพราะไปคิดเอาว่าฆาตกรคือหญิงรับใช้หน้าไหว้หลังหลอกที่แสดงโดยน้าพุดซ้อนแน่ๆ

ตอนนี้เพิ่งสามทุ่ม แต่ฉันกำลังคิดว่าควรจะเปลี่ยนจากเหล้าผสมโค้กเป็นโค้กเพียวๆ เพราะโมเลกุลของน้ำตาลมันช่วยดึงแอลกอฮอล์เข้ากระแสเลือด จนรู้สึกว่าตัวเองเมาล้ำหน้าคนอื่นไปแล้ว

หลังจากลุกไปเข้าห้องน้ำ ฉันเปลี่ยนจากการนั่งซ้ายมือของกบเป็นขวามือของกบแทน เพื่อให้ใกล้ถังน้ำแข็งและทำหน้าที่ผสมเครื่องดื่มแทนมาวิน

เขายินดีให้ฉันทำหน้าที่แทน เพราะกำลังฝอยเรื่องตัวเองสมัยทำเว็บข่าวของโรงเรียน ดูเหมือนทุกคนจะผลัดกันเล่าเรื่องชีวิตมัธยมปลายไปจนครบ ในที่สุดก็วนเข้ามาถึงตัวฉัน

“ตอนเด็กๆ พี่เจ๋งไม่เล่นกีฬาอะไรเลยเหรอครับครู” เสียงมาวินถาม กบใช้ลำตัวกระแทกสีข้างของฉัน

“ไอ้เจ๋งน่ะเหรอ มันไม่ทำอะไรเลย มันแค่ยืนตัวยาวไปวันๆ”

“เสียดายความสูงเนอะ น่าจะเล่นบาส” ใบตองว่า ในวงยังยึดฉันเป็นหัวข้อสนทนา ทั้งๆ ที่ฉันไม่ได้พูดถึงตัวเองออกมาจนคำเดียว แต่จะมีอุปสรรคอะไรล่ะ ในเมื่อกบรู้เรื่องของฉันดีกว่าตัวฉันเสียอีก

“จริงๆ มันเก่งภาษาอังกฤษ พูด ฟัง อ่าน เขียนได้ทั้งหมด แต่มันบ้า ตื่นเวที อาจารย์จะส่งไปแข่งพูดสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษมันก็ไม่เอา มันก็ยืนเป็นเสาธงเฉยๆ อยู่ในโรงเรียนนั่นแหละ” กบพูดแล้วหัวเราะ

“ใครจะเหมือนแกล่ะ” ฉันเอาบ้าง “ตอนเป็นนักกีฬา ดัดจริตทำแมนจนผู้หญิงมาขอเบอร์โทร”

“จริงหรือพี่” ใบตองทำตาโต ฉันว่าหล่อนกำลังจินตนาการเป็นละครเกาหลีสักเรื่องแน่ๆ

“ไม่ได้ดัดจริตโว้ย” เขาโวย “ตอนเล่นกีฬา มันไม่ได้คิดอะไร ก็แค่วิ่งให้ทันลูกบาส ส่งต่อให้เพื่อน ชูตให้ลงห่วง แกจะให้ฉันไปเดินบิดตูดในสนามหรือไงล่ะ”

“เหรอ…” ฉันทำท่าจะเถียง ภาพรอยยิ้มของกบในสนามปรากฏขึ้นมาซ้อนทับ เอาเข้าจริง เขาอาจจะไม่ได้คิดอะไรจริงๆ เลยก็ได้

มีสมาธิอยู่กับลูกบอลสีส้ม ไม่ต้องคิด ไม่ต้องแค้น ไม่ต้องประชดใคร ความสุขเวลาที่ทีมได้แต้มทำเขายิ้มเต็มที่ นั่นอาจจะเป็นอารมณ์อันจริงแท้ที่สุดของมนุษย์คนหนึ่งแล้ว

“จะบอกว่าพวกผู้หญิงพลาดเองงั้นสิ” ฉันแกล้งต่อความ ดึงวิญญาณตัวเองจากสนามบาสกลับมาที่วงสนทนาอีกครั้ง

“ก็เหมือนที่ใครๆ ก็พลาดกับแกไง” กบว่า ใบตองแทบร้องกรี๊ด

“จริงพี่จริง” หล่อนเสริมกบแล้วหันไปหัวเราะกิ๊กกับมาวิน

“เวลาไปเที่ยวกลางคืนนะพี่ ไม่ต้องระวังพี่ภพหรอก ต้องระวังพี่เจ๋ง” มาวินพูดแบบทิ้งให้ใบตองมาเสริมต่อ

“ใช่พี่” หล่อนยื่นหน้าทำตาพองได้น่ายันกลับ “ใครก็เข้าใจว่าพี่เจ๋งเป็นทอม ส่งสายตามาให้เป็นแถว แล้วรู้ไหมว่านางทำยังไง” นางในที่นี้หล่อนหมายถึงฉัน “นางก็ไม่ใส่คอนแท็กต์สายตาสั้นสี่ร้อยของนางไปค่า แต่ใส่แว่นสายตาสั้นสองร้อยไปแทน จะได้มองเห็นแต่ยังเบลออยู่ เพื่อที่จะได้ไม่เห็นว่าใครกำลังมองนางอยู่บ้าง เพื่อนพี่น่ะ ขี้อายจนประสาทแดก แต่รู้ไหม…” ประะโยคหลังใบตองหันมาทางฉัน

“เวลาพี่ใส่แว่นแม่งโคตรน่ารักเลย รู้ตัวละซี้… ” น้ำเสียงนั้นไม่ได้คลั่งไคล้ ใบตองแบะปากอย่างหยามเหยียด ราวกับว่าสิ่งที่ฉันทำทั้งหมดนั้น เป็นแผนการที่คิดมาอย่างแยบยลแล้ว

“เจ๋งมันรำคาญต่างหาก” พี่เตยช่วยแก้ให้ ใบตองค้อนควับ

“แล้วใครใช้ให้แต่งตัวแบบนี้ล่ะ เท่ตลอดละเขาละ”

“มันมีอยู่ของมันแค่นี้ไม่ใช่เหรอ”

“พี่เตยก็แก้ตัวให้ตลอดนั่นแหละ” ใบตองสะบัด เสียงเริ่มดัง หล่อนน่าจะเมาแล้ว “พี่เจ๋งน่ะมันใจร้ายจะตาย ใจร้ายเห้…ๆ เลย”

“อ้าว…ไอ้ตอง” มาวินเอามือผลักไหล่เพื่อนสาวที่นั่งอยู่ด้านข้าง สองคนนี้เรียนจบที่เดียวกัน ซึ่งก็คือที่เดียวกับพี่ภพและเตยนั่นแหละ เพียงแต่ห่างกันหลายปีจนไม่ทันกันในมหาวิทยาลัย

“แกท่าจะไม่ไหวแล้วละ” เขาว่า ในที่นี้มาวินหมายถึงใบตองเมาจนควบคุมปากและความคิดของตัวเองไม่ได้อีกแล้ว แต่ฉันไม่ถือสาหรอก

ใบตองหันมามองมาวินตาเขียว ก่อนหันไปซบพี่เตยทำเสียงฮือๆ เหมือนจะร้องไห้ แต่หล่อนก็ไม่ได้ร้องออกมาจริงๆ หรอก

กบหันมามองหน้าฉัน เขาอยากรู้ว่าไอ้คำสรรเสริญที่ใบตองมอบให้ฉันนั้นหมายถึงอะไร ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเหมือนกัน

คนเรามีเชื้อบ้าคนละแบบ อย่างใบตองก็เป็นคนบ้าประเภทหนึ่ง หล่อนคลั่งละคร และคิดเอาเองว่าฉันเหมาะกับการเป็นทอม หรือไม่ก็ต้องเผลอใจให้ผู้หญิงตัวเล็กน่ารักน่าชังเข้าสักคนหนึ่ง

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองไปทำอีท่าไหน เพื่อนใบตองที่เห็นฉันในรูปถ่ายที่ใบตองลงเอาไว้ในเฟซบุ๊กถึงสนใจขึ้นมา

เธอคนนั้นชื่อเชอร์รี ตัวเล็ก น่ารัก กิริยาดุกดิก ถ้าใบตองรวดเร็ว ว่องไว เหมือนนกกินปลีอกเหลือง เชอร์รีก็ไม่ผิดไปจากนกหงส์หยก ดูได้เพลินตาแต่จะหาสาระอะไรมากนั้นคงไม่มี

เชอร์รีเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ที่บ้านพักหนึ่ง บางทีเธอก็ขอตามไปเป็นผู้ช่วยที่กองบ้าง ไม่มีใครรังเกียจ ยิ่งฉันก็ยิ่งไม่คิด และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองไปทำท่าไหน เด็กสาวถึงหวั่นไหวและเข้าใจผิดว่าฉันเองก็มีใจให้หล่อน

ก็ในเมื่อเชอร์รีเป็นผู้หญิง ฉันก็เป็นผู้หญิง การที่ฉันจะโดนตัวหล่อนบ้าง หรือยอมให้หล่อนแอบอิงอยู่ข้างๆ มันจะมีอะไรแปลกไปกว่าการที่ฉันอยู่ใกล้ใบตองและพี่เตยล่ะ

แต่มาวินมาบอกตอนหลังว่า ‘อิพวกนี้มันมโน มันเลยฟุ้งซ่านยังไงล่ะพี่’ และเมื่อวันซวยของฉันเดินทางมาถึง หล่อนก็มาสารภาพรักกับฉันตอนที่หล่อนเมาเหมือนใบตองตอนนี้ แน่ละว่าฉันก็ต้องปฏิเสธ มันไม่ได้รุนแรงมากไปกว่าพี่สาวคนหนึ่งอธิบายความจริงให้น้องสาวคนหนึ่งฟัง แต่เชอร์รีรับไม่ได้ หล่อนว่าฉันใจร้าย ไม่รักกันก็ไม่ต้องโกหกก็ได้ว่าชอบผู้ชาย หล่อนรู้นะว่าฉันไม่เคยมีแฟนเป็นผู้ชายมาสักคนเดียว

ฉันไม่ปฏิเสธเรื่องนั้นหรอก แต่ที่หล่อนไม่รู้คือฉันไม่เคยปฏิเสธผู้ชาย เพียงแต่มันไม่มีเข้ามาต่างหากล่ะโว้ย ฉันอยากจะตอกหน้าไปอย่างนั้น แต่ไม่ได้ทำเพราะมันดูน่าเวทนาเกินไป

และนั่นแหละเป็นที่มาของการที่ใบตองว่าฉัน ‘ใจร้ายเห้…ๆ’

“เมาก็ไปอาบน้ำนอนไป๊” มาวินไล่

“ไม่เมา ไอ้วินไม่ต้องยุ่ง พี่เจ๋งน่ะแค่คนไม่ยอมรับความจริง” ใบตองเถียงเสียงอู้อี้ ฉันมองดูแก้วเหล้าของหล่อน มันยังเต็มปรี่ แต่ก็จำไม่ได้ว่าใบตองเติมไปกี่แก้วแล้ว

“แกนั่นแหละ” มาวินถอนหายใจ “คนนะโว้ย ไม่ใช่ตุ๊กตาบาร์นี้ แกจะมองแต่ภายนอกแล้วจะให้พี่เจ๋งเป็นแบบโน้นแบบนี้ได้ยังไงวะ”

“ทำไมจะเป็นไม่ได้” คราวนี้ใบตองหันมาชี้หน้าฉัน “เสียของ อยู่อย่างพี่เจ๋งน่ะเสียของ โลกมันไปถึงไหนแล้วพี่ เราไม่ได้มีแค่สามเพศสี่เพศ เดี๋ยวนี้มีตั้งสิบสองเพศแล้ว พี่จะอยู่อย่างนี้ไปทำไม”

“ใบตอง…” พี่เตยเข้ามาห้ามทัพ ถึงทุกคนจะรู้ว่าฉันไม่ได้ถือสาใบตองสักนิด แต่พี่เตยผู้ซึ่งไม่ปล่อยเวลาให้เปล่าประโยชน์และไม่ชอบเรื่องไร้สาระคงรำคาญเต็มแก่ เธอเรียกใบตองเสียงเข้มแล้วลุกขึ้นตบมือส่งสัญญาณว่าสมควรแก่เวลาแล้ว

“ทยอยอาบน้ำกันได้แล้ว ใบตองแกไปก่อนเลย…ไม่ต้องมาเถียง ไปอาบซะ หลังจากนั้นใครจะนั่งไปยันเช้าฉันก็ไม่ว่า เพราะฉะนั้น…” พี่เตยยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “ตอนนี้ใกล้ห้าทุ่มแล้ว ไม่ควรเกินเที่ยงคืนนะ นี่คือคำแนะนำไม่ใช่คำสั่ง แต่บอกซะก่อนว่าพรุ่งนี้ฉันจะจิกหัวใช้ทุกคนแน่นอน”

ใบตองลุกขึ้นอย่างว่าง่าย แต่ไม่วายหันมาชี้หน้าฉัน ฉันขำมากกว่าจะโกรธลง หล่อนทำให้นึกถึงนางเอกหนังเกาหลีเพี้ยนๆ สักเรื่องหนึ่ง บางทีฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า กิริยาท่าทางบางอย่างของใบตองมีอิทธิพลมาจากหนังที่หล่อนดู โดยเฉพาะความนึกคิดนั้นน่าจะได้มาจากละครสายวายเสียเกินครึ่ง

สิ้นเสียงของใบตอง บรรยากาศเงียบลงในทันที รัตติกาลกรีดปีกครอบคลุมด้วยเสียงแมลงกลางคืน เสียงใบไม้ส่ายซวบซาบ และชะง่อนเงาไหววูบแปรเปลี่ยนไปตามสายลมพา

“บ้านพี่ ธรรมชาติมากเลยนะ” มาวินมองฝ่าไปยังเงามืดใต้ต้นไม้ เขาทำท่าขนลุก แล้วรีบหันมาบ่นอุบอิบเรื่องจินตนาการของใบตองต่อ ก่อนถามฉันและกบว่า รู้สึกอย่างไรบ้างเวลามีคนเข้าหาเพราะความเข้าใจผิด

กบหัวเราะน้อยๆ กระป๋องเบียร์สีขาวจ่ออยู่ที่ปาก เขาเหลือบตามองฉันก่อนบอกว่าไม่รู้สึกอะไร ออกจะดีใจด้วยซ้ำ

หน้าฉันร้อนวูบ ไม่รู้ว่าเพราะเครื่องดื่มหรือเพราะเรื่องเก่าๆ ที่หัวใจเคยรู้สึก กระนั้นก็แทบจะเขย่าขี้หู และมั่นใจว่าไม่ได้มีฉันคนเดียวที่กำลังมองกบตาค้าง แต่มาวินเร็วกว่าใคร เขาถามกลับอย่างอยากรู้ทันที

“เวลาผู้หญิงมาชอบครูนี่ ครูดีใจเหรอครับ”

“มีคนรักก็ดีกว่ามีคนเกลียดไม่ใช่หรือครับ”

“ผมนึกว่าครูจะรำคาญซะอีก แบบขยะแขยง คันคะเยออะไรแบบนั้น” มาวินว่า

“คันเลยเหรอ” คราวนี้กบหัวเราะกว้างและยาว “คนนะ ไม่ใช่ตัวบุ้ง”

“ก็ไม่รู้สิครับครู ผมเห็นพวกเกย์ตัวแม่ๆ เวลามาเล่าว่าผู้หญิงชอบเขา เขาบอกว่าแขยง ต๊าย…อีชะนี อย่ามาใกล้ฉันนะ เดี๋ยวคัน” มาวินบีบเสียงแล้วทำท่าปัดป้องตัวเอง ทำเอาทุกคนฮาครืน เว้นแต่พี่ภพที่ยกเท้าขึ้น ทำเป็นห้ามส้นเท้าตัวเองเอาไว้

“เขาคงพูดให้ขำไปแบบนั้นเองมั้งครับ เพราะถ้าเขาทำท่าขยะแขยงผู้หญิงแบบนั้นแล้วมาเรียกร้องให้คนอื่นๆ ไม่ขยะแขยงเพศทางเลือก มันก็คงจะเหมือนที่คนโบราณเขาว่าความผิดคนอื่นเท่าภูเขา ความผิดตัวเราเท่าเส้นผม ทำแบบนั้นก็ไม่เห็นจะต่างอะไรกัน”

เสียงกบเรื่อยๆ เรียบๆ แต่ฉันกลับรู้สึกทึ่งจนอยากจะคารวะเขาสักหนึ่งจอก

“ครูกบ…” พี่เตยร้อง “ครูพูดได้น่าคิด สมกับเป็นครูจริงๆ” พี่เตยชิงแสดงความนับถือตัดหน้าฉันไปอีกคน กบยิ้มเขิน

“พี่เตยพูดแบบนี้ผมเขินแย่” เขาว่า อย่างไรฉันก็ว่าเขาพูดไปอย่างนั้นเอง ตลอดหลายวันมานี่ถ้ามีโอกาส เขามักจะพูดอะไรแปลกๆ ฟังคล้ายปรัชญาชีวิต ถึงฉันจะทึ่มเกินกว่าจะตีความสิ่งที่เขาต้องการสื่อสาร แต่ก็รู้ว่าเขาไม่ได้พูดเรื่อยเปื่อย ทิ้งๆ ขว้างๆ อย่างคนเมาน้ำลายหรอก

กบเปลี่ยนไป ทั้งความเป็นครูที่มีอยู่เต็มเปี่ยม และการมองเห็นโลกในตำแหน่งที่กว้างขวางและชัดเจนกว่าเก่า แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เปลี่ยนไปเลยคือ ‘เขายังคงเป็นเพื่อนของฉันที่มีปัญหากับพ่อของตัวเอง’

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า คนเรามักเปลี่ยนแปลงไปทุกสิบปี ไม่ใช่แค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่ความคิดและจิตใจก็เปลี่ยนไปด้วย ตอนนี้ฉันและกบผ่านสิบปีมาสองครั้งและกำลังจะเข้าครั้งที่สาม ใครจะไปคิดว่ากบผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยหลอกด่าผู้หญิงข้างสนามบาส เวลานี้เขากลับเข้าข้างผู้หญิง มองผู้หญิงเป็นสิ่งมีชีวิตร่วมโลกที่ต้องถนอมและเมตตาเสียอย่างนั้น

“แปลว่า ครูไม่เคยรู้สึกอึดอัดเวลาที่ผู้หญิงมาชอบเลยหรือครับ” พี่ภพถามเพื่อความแน่ใจ ท่าทางของพี่ภพเหมือนกำลังทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการในรายการเที่ยวถูก-ไทยแลนด์ เลือดพิธีกรซึมเข้าเส้น จนเขาแยกตัวเองไม่ออกจากบทบาทนี้แล้ว

กบยิ้มเย็น เขาคิดก่อนจะพูดออกมา

“ถ้าแค่ชอบ ไม่ล้ำเส้นก็ไม่รำคาญหรอกครับ ผมว่าเวลาที่มีคนมาชอบเรา ใครก็ต้องรู้สึกดีกับตัวเองด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าจะอึดอัดไม่ใช่เพราะเขาเป็นเพศไหน แต่อยู่ที่เขาเป็นใครต่างหาก”

“ยังไงครับ” พี่ภพโยกตัวไปข้างหน้า เขาสนใจคำถามนั้นจริงๆ ซึ่งอันที่จริงทุกคนในวงสนทนาต่างก็จดจ่ออยู่กับคำตอบของกบ

บรรยากาศเงียบกริบเมื่อกบพูดต่อออกมาว่า คนที่เราไม่รักไม่ชอบ แค่ไม่สนองตอบก็จบ แต่ถ้าใครคนนั้นเป็นคนที่เรายกเอาไว้ในฐานะเพื่อน โดยเฉพาะเพื่อนสนิท มันคงจะน่าอึดอัด เพราะการตัดสินใจทำอะไรลงไปไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย ทุกอย่างที่ดำเนินมาก็คงจะไม่เหมือนเดิม

เสียงของกบต่ำและจริงจังกับประโยคนั้น ฉันเสียวสันหลัง สาบานกับตัวเองว่าจะไม่เผยความรู้สึกสมัยกระโปรงบานขาสั้นให้เขาได้รู้เป็นอันขาด

เกิดช่องว่างในวงสนทนา เหมือนกับว่าคำพูดของกบใช้เวลาไชเข้าไปในกะโหลกหนาๆ อย่างยากลำบาก พี่ภพอึ้งกับคำตอบ ฉันเห็นรอยยิ้มเย้ยปรากฏบนใบหน้าเขาเสี้ยวเวลาหนึ่ง มันเป็นรอยยิ้มอย่างที่เรามอบให้ตัวเอง เหมือนจะบอกว่าสมควรแล้ว แต่เมื่อคำพูดของกบทำงานในสมองของทุกคนแล้ว พี่ภพผู้เชี่ยวชาญกับการดำเนินรายการก็ตบมือให้กบดังและถี่ยิบ

“พูดได้ดีๆ ครูกบสรุปได้สวยมากๆ ผมดื่มให้เลย”

“งั้นคนดีๆ อย่างนี้ยกให้ฉันนะ” พี่เตยปาดหน้าเค้ก

“เออ…นึกอยู่แล้วว่าแกต้องขอ แต่ฉันไม่ให้โว้ย..ยังไงฉันก็จะต้องจัดรายการคู่กับครูกบ” พี่ภพเย้ย

“ไอ้ภพ”

“ไม่ให้…ไปอาบน้ำดีกว่า” พี่ภพลุกพรวด วิ่งหนีพี่เตยเข้าบ้านไปไม่ฟังเสียง พี่เตยลุกขึ้น แต่ไม่ได้จะตามไปจัดการพี่ภพ เธอว่าจะไปต่อคิวอาบน้ำเพราะชุดที่ใส่ไม่สบายตัว เดี๋ยวจะออกมาใหม่

แน่ละสิ เสื้อหนาออกปานนั้น ดีที่พี่เตยไม่ใส่กางเกงเป้ายานมากับเขาด้วย

“พี่ว่ามันแปลกๆ มะ” จู่ๆ มาวินก็พูดขึ้น

“แปลก…อะไรแปลก” ฉันถาม มาวินคิ้วขมวด หน้าครุ่นคิด

“พี่ภพกับพี่เตยน่ะสิ”

“ยังไง”

“ก็ที่ครูกบพูดเมื่อกี้ ผมว่าพี่ๆ เขาอึ้งๆ ไปนะ หรือเขาจะแอบชอบกันพี่” มาวินว่า ฉันหัวเราะก๊าก

“พี่เตยมีพี่วิทย์อยู่ทั้งคน แกจะบ้าเหรอมาวิน”

“อ้าวพี่ ผมบอกว่าแอบชอบ ไม่ได้ว่าเขาจะมาชอบกันจริงจัง แล้วไอ้การแอบชอบนี่มันห้ามกันได้เหรอพี่” มาวินมองอย่างดูแคลน “สงสัยพี่เจ๋งจะเหมือนที่ไอ้ตองบอกนั่นแหละ”

“เฮ้ยๆ…พูดดีๆ นะ”

“คนไร้หัวใจ” มาวินสะบัดหน้า หันไปทำปากยื่นพยักพเยิดกับกบ สาบานได้ว่าก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยคิดเรื่องนี้หรอก แต่หลังจากเห็นสีหน้าพี่ภพเมื่อครู่นี้ ฉันอดคิดไม่ได้เสียแล้ว

ฉันมองหน้ากบ เขาเป็นทั้งเพื่อนสนิท เป็นทั้งกะเทย ข้อจำกัดมากมายขนาดนั้น ฉันยังอุตริเผลอใจให้เขามาแล้วเลย แต่มันก็แค่เผลอละนะ อย่างไรเสียคนเราก็ควรจะต้องมีสติและหัดบอกหัวใจตัวเองให้รู้ว่า อะไรควรหรือไม่ควร

 



Don`t copy text!