พนมนาคา บทที่ 25 : พระทองและนางนาค

พนมนาคา บทที่ 25 : พระทองและนางนาค

โดย : พงศกร

พนมนาคา นวนิยายลึกลับเรื่องล่าสุดของ พงศกร เมื่อ ‘เอเชีย’ Medical illustrator รับงานวาดภาพประกอบตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคผิวหนังประหลาดที่มองคล้ายเกล็ดงู ทำให้เธอต้องไปพัวพันกับตำนานอันลึกลับของหมู่บ้านที่ผู้คนยังบูชาพญานาค เธอจะได้กลับออกมาไหม ตามไปลุ้นกันที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 25 – 

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“พระเจ้าเกาฑินยะวรมันเทวะ และพระนางโสมา” พุ่มข้าวบิณฑ์พึมพำ “หมายความว่าเทวาลัยแห่งนี้สร้างมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 1 อย่างนั้นหรือครับ”

“ใช่” เจ้าชายพยักหน้า แววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ “นาคเทวาลัยสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยนั้น ได้รับการทะนุบำรุงโดยกษัตริย์ทุกพระองค์ มีการก่อสร้างต่อเติม ซ่อมแซมเรื่อยมา คุณจึงเห็นมีลักษณะของศิลปะหลายยุคปรากฏอยู่ในเทวาลัย”

“พระเจ้าเกาฑินยะวรมัน…พระนางโสมา” สิทธาพยายามนึก “ทั้งสองพระองค์ก็คือพระทองและนางนาคใช่ไหมคะ”

“ใช่แล้ว” เจ้าชายอนันตชัยหัวเราะเบาๆ ดวงตาดำสนิทของเขาจ้องมองมายังเอเชียแน่วนิ่ง ประโยคต่อมาเหมือนกล่าวกับหญิงสาวโดยเฉพาะ “ในบางตำนานก็เรียกพระนางโสมาว่าพระนางทาวดี สุดแท้แต่จะเรียกขาน”

“ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยได้ไหมคะ” เอเชียเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรงใจ

“ได้สิ” เจ้าชายหัวเราะเสียงแผ่ว

เขาเหลือบมองไปยังโส วันนี และนางรำสาวก็รู้หน้าที่ เธอหยิบคนโทแก้วบรรจุน้ำสีฟ้าใสมารินใส่แก้วก้านยาว ส่งให้แขกทุกคนดื่ม ขณะที่เจ้าชายหนุ่มทำเสียงกระแอมเบาๆ ก่อนจะเริ่มเล่าตำนานเก่าแก่ให้หญิงสาวจากอเมริกาฟัง

“เล่าสืบต่อกันมาว่า พระทองคือโอรสของพระเจ้าอาทิตยวงศ์ แห่งกรุงอินทปุรัตบุรีศรีมหานคร…”

“ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่รู้ว่าคือเมืองอะไร…สันนิษฐานว่าอาจจะหมายถึงอาณาจักรจาม” พุ่มข้าวบิณฑ์เล่าเสริมถูกจังหวะ เพราะเอเชียกำลังสงสัยอยู่พอดีว่าเมืองชื่อประหลาดนั้นคือเมืองอะไรกันแน่

“มีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้พระทองเชื่อว่าพระบิดากำลังจะยกสมบัติให้กับพระอนุชา” เจ้าชายเล่าต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย เอเชียยกแก้วขึ้นจิบ น้ำสีฟ้าใสหวานซ่านลิ้น ชุ่มชื่นลำคอ ก่อให้เกิดความผ่อนคลายจากอาการเมื่อยล้ามาตลอดทั้งวันได้เป็นอย่างดี

“จึงวางแผนชิงราชสมบัติ แต่ไม่สำเร็จจึงถูกเนรเทศ พระองค์ออกเดินทางมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเกาะกลางน้ำแห่งหนึ่ง…ชื่อเกาะโคกหลอก ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายพอดี น้ำขึ้นสูง ท่วมเส้นทางทำให้พระทองเดินทางไปต่อไม่ได้ จึงต้องพักค้างแรมที่เกาะแห่งนั้น และช่วงนั้นเอง นางทาวดีหรือโสมา ซึ่งเป็นธิดาพญานาคได้ขึ้นมาเล่นน้ำและพบกับพระทองเข้าพอดี…ทั้งสองตกหลุมรักซึ่งกันและกันตั้งแต่แรกเห็น พระทองนำทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่นำติดตัวมา ไปสู่ขอนางทาวดีจากบิดาซึ่งก็คือพญานาค เพื่อขอนางมาเป็นคู่ครอง”

“แปลกดีนะคะ…รู้ว่านางเป็นลูกสาวพญานาค แต่พระทองก็ไม่นึกตกใจ” เอเชียครุ่นคิดตาม

“มีหลายทฤษฎีครับคุณ” พุ่มข้าวบิณฑ์เอ่ยแทรกขึ้นอีก เขาทำวิจัยเรื่องนี้ เก็บข้อมูลมานานหลายปี อ่านเอกสารที่เกี่ยวข้องมากมายหลายร้อยฉบับ จึงมีเรื่องมาเล่าเสริมความรู้โดยไม่น่าเบื่อ

“ถ้าคุณมีโอกาสได้อ่านวรรณคดีสันสกฤตหลายเรื่องก็จะพบว่ามีเรื่องทำนองนี้อยู่มากมาย สมัยก่อนโน้น คน นาค ครุฑ และเทพเจ้าต่างๆ มีความใกล้ชิดกัน สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ เป็นเรื่องปกติธรรมดา…ดังนั้น การที่คนกับนาคจะรักกันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่ก็มีบางทฤษฎีที่บอกว่า นาคในเรื่องเล่าไม่ใช่งูใหญ่อย่างรูปสลักที่เราเห็น แต่เป็นชนพื้นเมืองที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณนี้ ส่วนพระทองคือเจ้าชายจากต่างเมือง…อาจจะเป็นอินเดีย อยู่ในวรรณะกษัตริย์ เดินทางมาทางทะเลจนถึงกัมพูชา…แต่ละทฤษฎีก็มีหลักฐานมายืนยันความเชื่อของตัวเอง ก็แล้วแต่ว่าคนฟังจะเชื่อทฤษฎีไหน”

เจ้าชายอนันตชัยและโส วันนีฟังแล้วพลอยหัวเราะออกมาเบาๆ พาให้บรรยากาศยามบ่ายที่ทุกคนกำลังเคร่งเครียด ค่อยผ่อนคลายลงไปได้มาก

“แล้วยังไงต่อคะ” เอเชียเหลือบสายตาไปทางเจ้าชาย ดวงหน้าของอนันตชัยภายใต้แสงจากโคมระย้าดูมีสง่าราศี ไรหนวดสีเขียวอ่อนจางขับให้ดวงหน้าขาวสะอาดของเขาแลดูเข้มคมสัน

“พญานาคเห็นว่าพระทองมีเชื้อสายกษัตริย์ คู่ควรกับธิดาของตน จึงยอมยกนางทาวดีให้ และเกณฑ์ให้บริวารช่วยกันสูบน้ำรอบเกาะโคกหลอกจนหมด จากนั้นก็เนรมิตเมืองขึ้นมาบนเกาะให้พระทองและนางทาวดีหรือนางนาคครอง ตั้งชื่อว่ากรุงกัมพูชาธิบดี พระทองได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าเกาฑิณยะวรมันเทวะ กษัตริย์พระองค์แรกของกัมพูชา ส่วนนางนางหรือนางทาวดีก็ได้รับการสถาปนาเป็นพระมเหสี พระนามว่าพระนางโสมายังไงครับ…และชาวกัมพูชาทุกคนจึงถือว่าตนสืบเชื้อสายมาจากนาค ซึ่งก็คือชายาของพระทองนั่นเอง…”

“รวมถึงคุณด้วยใช่ไหมคะ” เอเชียถาม

เจ้าชายอนันตชัยไม่ตอบ เขาเพียงแต่หัวเราะเสียงแผ่วในลำคอ

“แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับนาคเทวาลัยที่พนมนาคาด้วยครับ” พุ่มข้าวบิณฑ์อยากรู้ เจ้าชายจะเล่าเรื่องเทวาลัย แต่ทำไมต้องเท้าความยาวไปถึงเรื่องพระทองและนางนาคด้วยนะ

“เกี่ยวสิครับ เพราะในวันแต่งงาน พิธีจัดขึ้นที่เมืองนาคใต้บาดาล” เจ้าชายเล่าต่อ “พระทองซึ่งเป็นมนุษย์ ไม่สามารถลงไปได้…นางทาวดีจึงให้พระทองเกาะสไบนางลงไป เมื่อทำพิธีเสร็จแล้วจึงพากลับขึ้นมา และนี่จึงเป็นที่มาของประเพณีแต่งงานกัมพูชา ที่เจ้าบ่าวต้องเกาะชายสไบของเจ้าสาวเดินเข้าเรือนหอ”

“เหมือนกับที่พระทองจับชายสไบของนางนาคไปยังเมืองบาดาลนั่นเอง” สิทธาพยักหน้าหงึกๆ แม้เธอเป็นคนกัมพูชาโดยกำเนิด หากทว่าเพิ่งเข้าใจที่มาที่ไปเรื่องที่เจ้าบ่าวจับชายสไบของเจ้าสาวในวันนี้

“และเส้นทางที่นางนาคพาพระทองลงไปเมืองบาดาล…ก็กลายมาเป็นปากปล่องภูเขาไฟในทุกวันนี้…” เจ้าชายเล่าต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ขณะที่อาคันตุกะทั้งสามอ้าปากค้าง

“หมายความว่า…” ดวงตาของเอเชียเบิกกว้าง “พนมนาคา…”

“ใช่” เจ้าชายยิ้ม “ปากปล่องภูเขาไฟบนยอดเขาพนมนาคา…ก็คือปากทางสู่เมืองบาดาล เทวาลัยแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนาคทุกตนจะต้องชำระล้างความสกปรกของเมืองมนุษย์ ก่อนจะกลับเมืองบาดาล…และตระกูลของผมก็คือผู้ที่คอยเฝ้าดูแลปากทางเข้าออกแห่งนี้ สืบต่อกันมานับแต่สมัยของพระทอง…”

“คุณพระช่วย…” เอเชียพึมพำได้เพียงเท่านั้นก็นิ่งไป ด้วยไม่รู้จะพูดอะไร ทุกอย่างดูราวกับเป็นเทพนิยายมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง

“ตกใจหรือคุณเอเชีย” เจ้าชายยิ้มขัน ขณะที่สีหน้าของโส วันนีนั้นอ่านไม่ออกว่าเธอรู้สึกอย่างไร “ก็แค่เรื่องเล่าเท่านั้นละครับ…ครอบครัวของผมอยู่กันที่ตรงนี้มานานแล้ว และเมื่อเราอยู่ใกล้กับเทวาลัย…เราก็เลยช่วยดูแลเทวาลัย…ก็เท่านั้น”

…ก็เท่านั้นเองละหรือ…

เอเชียฟังแล้วได้แต่นิ่งนึก แม้เจ้าชายอนันตชัยจะพูดราวกับเป็นเรื่องเล่นๆ ไม่จริงจังนัก หากทว่าเอเชียกลับรู้สึกตรงกันข้าม…

“มิน่า” พุ่มข้าวบิณฑ์พึมพำ “วิลลาของเจ้าชายถึงชื่อว่า Villa de Entrée …”

“ถูกต้อง” เจ้าชายพยักหน้า ก่อนที่ทั้งหมดจะนิ่งกันไปนาน

“ฝนยังตกหนัก” โส วันนีเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบที่แผ่ปกคลุมห้องมรกต “และท่าทางคงไม่หยุดง่ายๆ…ฉันจะไปเตรียมห้องพักให้พวกคุณ คืนนี้คงต้องพักอยู่ที่วิลลาก่อน พรุ่งนี้เช้าฝนหยุดค่อยกลับ”

เอเชียเหลือบมองพุ่มข้าวบิณฑ์และสิทธา อดประหลาดใจมิได้ว่าโส วันนีรู้ได้อย่างไรว่าฝนยังไม่หยุด เพราะเป็นห้องที่ปราศจากหน้าต่าง อีกทั้งผนังที่เก็บเสียงทำให้ไม่ได้ยินเสียงฝนตกกระทบตัวอาคาร

“เอายังไงดีคุณ” เธอกระซิบถาม

“คงไม่มีทางเลือก” พุ่มข้าวบิณฑ์กระซิบตอบ

โส วันนีเหลือบมองเจ้าชาย เมื่อเขาพยักหน้าให้อนุญาต ร่างระหงก็เดินออกจากห้องรับแขกสีมรกตไปอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว

โส วันนีจัดห้องพักให้แขกอยู่กันคนละห้อง แม้ว่าเอเชียจะยืนยันว่าเธอและสิทธานอนด้วยกันได้ หากเจ้าของสถานที่ไม่ได้สนใจคำร้องขอของหญิงสาว

ห้องของเอเชียและสิทธาอยู่ติดกัน ขณะที่ห้องพักของพุ่มข้าวบิณฑ์อยู่แยกไปอีกปีกตึกหนึ่ง ทุกคนมีเวลากลับไปพักผ่อนในห้องของตนเองราวสองถึงสามชั่วโมง ก่อนถึงเวลาอาหารมื้อค่ำ

เอเชียแอบชะโงกมองห้องพักของสิทธา ก็พบว่าเหมือนกันกับห้องของเธอ

แทบไม่น่าเชื่อว่าอยู่กลางป่าดง ไกลจากตัวเมืองขนาดนี้ หากห้องพักในวิลลาของเจ้าชายตกแต่งอย่างทันสมัย มองดูด้วยสายตาก็รู้ได้ทันทีว่าเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นเป็นของราคาแพง เตียงนอนขนาดใหญ่หนานุ่ม ภาพเขียนที่ประดับบนผนังห้องเป็นภาพวาดสีน้ำมันรูปยอดเขาพนมนาคา ฝีมือศิลปินชาวขแมร์

เอเชียผลัดเสื้อผ้าที่เปียกชื้นไปด้วยละอองฝน เดินเข้าห้องน้ำไปแล้วก็ต้องอ้าปากค้างอีกครั้ง ด้วยผนังห้องน้ำนั้นเหมือนอควาเรียมเล็กๆ มองผ่านจากกระจกมีปลาหลากหลายชนิดว่ายเวียน ไม้น้ำหลากสีตกแต่งไว้อย่างสวยงาม แวบหนึ่งนั้น เอเชียอดนึกไปถึงความฝันประหลาดของตนเองมิได้ บรรยากาศคลับคล้ายกันไม่มีผิด ต่างกันตรงที่สัตว์น้ำในตู้กระจกตรงหน้า แลดูเป็นกุ้ง ปลา หอยปกติ หาได้มีหน้าตาแปลกประหลาดเหมือนกับในฝันของเธอ

ฝักบัวเป็นระบบอัตโนมัติ เมื่อเอเชียไปยืนอยู่ข้างใต้ ละอองฝอยก็โปรยปรายลงมาแผ่วเบา อุณหภูมิกำลังอุ่นสบาย กลิ่นของสบู่อาบน้ำเป็นกลิ่นหอมของดอกไม้ที่หญิงสาวไม่รู้จัก สร้างความผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี

เอเชียและทุกคนไม่ได้เตรียมเสื้อผ้ามาด้วย เพราะไม่ได้นึกถึงว่าจะต้องมาค้างคืนที่ไหน แม่บ้านของวิลลาเตรียมเสื้อยืดสีขาวสะอาดและผ้านุ่งยาวกรอมเท้าเอาไว้ให้เรียบร้อย ครั้นเมื่อเดินออกมาจากห้องพัก พบสิทธาเข้าที่ทางเดิน ทั้งสองก็ต้องหัวเราะออกมาพร้อมกัน เพราะต่างคนต่างสวมเสื้อผ้าคล้ายกัน

“เหมือนพนักงานสปาเลยนะพี่” สิทธาว่า

“จริงด้วย” เอเชียหัวเราะคิก “แต่ผ้าที่เรานุ่งนี่ดูสวยกว่าพนักงานนะ”

เธอเหลือบตามองดูผ้าซิ่นสีแดงเข้มที่สวม เนื้อผ้านิ่มสวมสบาย มีลวดลายเรขาคณิตเป็นทางยาว ที่ปลายซิ่นมีลวดลายนาคปักไว้เป็นแนว แตกต่างจากซิ่นผืนที่สิทธาสวม ซึ่งมีแต่ลายเรขาคณิต ไม่มีลวดลายนาคเหมือนกับผืนของเธอ

“โฮลสะเรย” สิทธาว่า

“อะไรนะ” เอเชียฟังไม่ถนัด

“โฮลสะเรย…ผ้าสมปักของเขมรค่ะ” สิทธาอธิบาย “เป็นผ้าที่ทอด้วยกรรมวิธีแบบโบราณ สมัยก่อนเอาไว้ให้เฉพาะขุนนางกับชนชั้นสูงใส่เท่านั้น ถ้าเป็นผ้าผู้ชายจะเรียกว่าโฮลเปราะห์ ของผู้หญิงเราเรียกว่าโฮลสะเรย…แหม…หนูไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสได้สวมผ้าราคาแพงกับเขา”

“เหมือนที่คุณวันนีสวมใช่ไหม” เอเชียนึกไปถึงผ้านุ่งยาวกรอมเท้าที่นางรำคนสวยสวม ผ้าของโส วันนีมีดิ้นเงินปักแทรกอยู่เป็นระยะ ทำให้เวลาเดินเกิดประกายวะวับตามจังหวะการทิ้งสะโพก

“ใช่ค่ะ” สิทธาพยักหน้า “ที่คุณวันนีสวม เรียกว่าสมปักปูมลูกแก้ว เพราะมีลายนูนเล็กๆ รูปดอกไม้ปักซ้อนลงไป…”

“สิทธานี่มีความรู้เรื่องผ้าดีทีเดียว” เอเชียเอ่ยชม

“พอรู้นิดหน่อยจ้ะ” สิทธายิ้มกว้าง “ยายของหนูเป็นช่างทอผ้า ผ้าทอฝีมือของยายสวยมาก”

“สิทธาทอผ้าเป็นไหมจ๊ะ” เอเชียชวนคุย ขณะที่ทั้งสองเดินมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เป็นห้องอาหาร

“ไม่เป็นหรอกจ้ะพี่ ตอนหนูเกิดมายายเสียไปหลายปีแล้ว แต่แม่เล่าว่ายายทอผ้าเก่งที่สุด” สิทธารีบอวด “ผ้าทอของยายหนูชนะประกวดด้วยนะพี่…น่าเสียดาย…”

น้ำเสียงประโยคท้ายของเด็กสาวหม่นเศร้าเสียจนเอเชียสัมผัสได้

“เสียดายอะไร” หญิงสาวเลิกคิ้ว

“ช่วงเขมรแดงเข้ามา…บ้านแตกสาแหรกขาดไปกันหมด” สิทธาพึมพำ “ยายกับตาถูกทหารฆ่า…พ่อแม่หนีตายมาหลบซ่อนตัวอยู่แถวชายแดน ผ้าที่ยายทอถูกเผาไปเกือบหมด เหลืออยู่แค่ผืนเดียวที่แม่คว้าติดตัวมาด้วย…ขนาดแม่บอกว่าผืนนั้นไม่ใช่ผืนที่สวยที่สุด หนูยังรู้สึกว่ามันสวยมากๆ”

“พี่เสียใจด้วยนะสิทธา” เอเชียเอื้อมมือไปบีบมือเด็กสาวเบาๆ สงครามไม่เคยปรานีใคร แม้สงครามจะจบสิ้นลงไปนานแล้ว แต่เถ้าธุลีของมันยังคงฝังแน่นอยู่ในใจของผู้คนไม่มีวันเลือน

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะพี่” สิทธาพึมพำเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าพูดกับเอเชีย “อย่างน้อยสงครามก็ทำให้ครอบครัวของหนูแข็งแกร่ง ทำให้เราเห็นคุณค่าของกันและกัน…”

คุยกันถึงตอนนี้ ทั้งสองก็เดินมาถึงหน้าห้องอาหารพอดี ร่างสูงใหญ่ของพุ่มข้าวบิณฑ์เดินมาจากอีกทางหนึ่ง เขาสวมเสื้อผ้าป่านสีขาวและกางเกงผ้าขายาวสีเดียวกัน

“ผมนอนเล่น…เกือบเผลอหลับแน่ะ” พุ่มข้าวบิณฑ์ว่า

“อากาศเย็น…คืนนี้น่าจะนอนหลับกันสบายไปเลยนะคะ” เอเชียว่า ห้องพักของเธอมีหน้าต่างบานยาว หญิงสาวจึงเห็นว่าฝนยังตกหนักไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ

“หวังว่าอย่างนั้น” พุ่มข้าวบิณฑ์ว่า “เวลานอนผิดที่ ผมไม่ค่อยจะหลับเสียด้วย”

“พี่หนูพุกก็ดื่มไวน์เยอะๆ สิจ๊ะ” สิทธาเหลือบมองขวดไวน์แดงที่วางอยู่บนโต๊ะอาหาร “รับรองหลับสบายแน่”

“ความคิดดีนี่เรา” พุ่มข้าวบิณฑ์หัวเราะ และเอื้อมมือไปเคาะหัวของสิทธาเสียงดังป๊อก

“มากันพร้อมแล้ว…เชิญครับ…”

เสียงทุ้มเป็นกังวานของเจ้าชายอนันตชัยดังขึ้นทางด้านหลัง แขกผู้มาเยือนทั้งสามหันกลับไปและพบว่าเขายังอยู่ในเครื่องแต่งกายชุดเดิม ขณะที่โส วันนีเปลี่ยนชุดใหม่ ผ้านุ่งของเธอเป็นสีเหลืองอ่อน ขับให้ผิวสีน้ำผึ้งของหญิงสาวดูโดดเด่น

รอให้เจ้าชายนั่งลงที่หัวโต๊ะ มีโส วันนีนั่งทางด้านขวา และแขกทั้งหมดนั่งลงประจำตำแหน่งเรียบร้อย คนของเจ้าชายก็เสิร์ฟเครื่องดื่มและซุป

“Bon appetit…ทานอาหารกันให้อร่อยนะครับ” เจ้าชายยกแก้วไวน์ขึ้นและทุกคนก็ยกแก้วของตัวเองขึ้นพร้อมกัน

ยังไม่ทันที่จะจิบไวน์ในแก้ว ประตูห้องอาหารก็เปิดออกโดยกะทันหัน เอเชียหันไปมอง และพบด้วยความประหลาดใจว่ามีใครคนหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น

ใครคนหนึ่ง…ซึ่งมีหน้าตาเหมือนกับเจ้าชายอนันตชัยไม่มีผิด!

Don`t copy text!