พนมนาคา บทที่ 4 : นาคนารี

พนมนาคา บทที่ 4 : นาคนารี

โดย : พงศกร

พนมนาคา นวนิยายลึกลับเรื่องล่าสุดของ พงศกร เมื่อ ‘เอเชีย’ Medical illustrator รับงานวาดภาพประกอบตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคผิวหนังประหลาดที่มองคล้ายเกล็ดงู ทำให้เธอต้องไปพัวพันกับตำนานอันลึกลับของหมู่บ้านที่ผู้คนยังบูชาพญานาค เธอจะได้กลับออกมาไหม ตามไปลุ้นกันที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

–  4 –

ยืนรออยู่อีกพักใหญ่ จนแน่ใจแล้วว่าเด็กหนุ่มทั้งสองคนนั้นได้นำงูสีมรกตใส่กลับลงไปในลังไม้ ปิดผนึกและเตรียมส่งกลับไปปล่อยตามคำสั่ง พุ่มข้าวบิณฑ์ถึงหันมาเอ่ยกับเอเชียว่า

“เรียบร้อยแล้ว เราจะไปกันได้หรือยัง”

“ไปค่ะ” เอเชียพยักหน้า

พุ่มข้าวบิณฑ์เอื้อมมือมาทางหญิงสาว ทำท่าเหมือนจะช่วยถือของ หากเอเชียรีบบอกว่าเธอถือเองได้

สายตาของหญิงสาวยังจ้องมองชายหนุ่มรูปร่างสูง ผิวคล้ำคนนั้นด้วยความสนใจ พุ่มข้าวบิณฑ์เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาเลยรีบแนะนำเพื่อนให้รู้จัก

“ลืมไปเลย…นี่สารัถ…เอก สารัถ เพื่อนของผมเปิดร้านขายวัตถุโบราณอยู่ในตลาดนี่ละ”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” เขาชื่อสารัถ นามสกุลเอก คนเขมรนิยมเรียกชื่อโดยเอานามสกุลนำหน้า ด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงมีนามเต็มว่า เอก สารัถ

“เอเชียค่ะ” เธอแนะนำตัวเองสั้นๆ “ขอบคุณนะคะที่ช่วยเจรจาให้ฉัน”

“ยินดีครับ” สารัถยิ้ม

“ฉันจะพาคุณเอเชียไปส่งโรงแรม นายจะไปด้วยกันกับเราไหม” พุ่มข้างบิณฑ์ถามเพื่อน ตอนนี้พวกเขากลับมาคุยกันเป็นภาษาฝรั่งเศสแล้ว ด้วยเป็นภาษากลางที่ทุกคนในวงสนทนาเข้าใจ

“ไม่ดีกว่า” เอก สารัถส่ายหน้า “ค่ำนี้มีลูกค้านัดเข้ามาดูของที่ร้าน”

“งั้นก็ขอบใจมากนะ ไปก่อนละ ไว้พบกันใหม่” เขาโบกมือให้เพื่อน แล้วเดินนำเอเชียกลับไปที่รถ

เป็นเวลาสี่โมงเย็น จวนจะได้เวลาเลิกงานแล้ว ท้องถนนจึงเริ่มจะขวักไขว่ไปด้วยรถราและผู้คนที่เตรียมเดินทางกลับบ้าน เสียงบีบแตรใส่กันดังเหมือนเป็นเรื่องปกติ เท่าที่เอเชียสังเกต พาพนะส่วนใหญ่เป็นจักรยานยนต์

“คุณนี่ใจป้ำมากนะ” พออยู่ด้วยกันสองคนบนรถ พุ่มข้าวบิณฑ์ก็กลับมาพูดภาษาไทยกับเอเชีย “ซื้องูตัวเดียวตั้งสามร้อยดอลลาร์”

“ก็เป็นชีวิตอีกหนึ่งชีวิต ฉันสงสารเขา…ถ้าช่วยให้เขารอดได้ แพงกว่าสามร้อยดอลลาร์ฉันก็ยินดี” เอเชียยังติดใจกับสายตาอ้อนวอน ราวจะขอความช่วยเหลือของงูตัวนั้นจนกระทั่งบัดนี้ “จะคน จะงู หรือสัตว์ชนิดไหนๆ…ชีวิตก็มีค่าเหมือนกันทั้งนั้น”

“คนนี่ร้ายนะ คุณว่าไหม” พุ่มข้าวบิณฑ์พึมพำ

“ใช่” เอเชียพยักหน้า “คนนี่ละเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายที่สุดในโลกแล้ว สัตว์ต่างๆ ที่สูญพันธุ์ไปมากมาย ก็เพราะน้ำมือคนทั้งนั้น”

“ได้เงินมากขนาดนี้ พวกนั้นคงไม่ต้องเปิดร้านไปอีกหลายวัน” พุ่มข้าวบิณฑ์หัวเราะเสียงแผ่วต่ำ “แต่ยังไงก็ต้องปิดร้านเนอะ เพราะต้องเอางูไปปล่อยตามคำสั่งของคุณ”

“คำสั่งของเพื่อนคุณมากกว่า” เอเชียว่า “เขาเป็นใครกันแน่ ทำไมพวกนั้นถึงดูพินอบพิเทาเหลือเกิน”

ลำพังเป็นแค่เจ้าของร้านขายวัตถุโบราณ ไม่น่าที่เด็กหนุ่มสองคนในร้านจะต้องเกรงอกเกรงใจมากมายอย่างที่เห็น

“พ่อของสารัถเป็นนายพล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง…มีหน้าที่ดูแลด้านกำลังทหาร” พุ่มข้าวบิณฑ์เอ่ยชื่อบิดาของสารัถ ชื่อนั้นเป็นชื่อของนายทหารที่มีอิทธิพลสูงผู้หนึ่งในประเทศ และนั่นทำให้เอเชียเข้าใจเรื่องทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว

“มิน่าล่ะ” หญิงสาวพยักหน้า

“คุณสบายใจได้เลย…ได้รู้ว่าสารัถเป็นใคร พวกนั้นไม่กล้าเบี้ยวหรอก จะลำบากยังไงก็ต้องพางูตัวนั้นกลับไปคืนถึงป่าที่จับมาจนได้…วีไอพีแบบนี้ ไม่มีที่ไหนอีกแล้ว” พุ่มข้าวบิณฑ์หัวเราะชอบใจ “นับว่าเป็นบุญของงูตัวนั้นมาก”

“จริงสิ ขอถามอะไรคุณหน่อย” เอเชียนึกขึ้นได้ “ฉันได้ยินมาว่าคนแถบนี้ออกจะบูชางูกันเป็นส่วนใหญ่ ทำไมพวกเขาถึงกล้าจับงูมาขายแบบนี้ล่ะ”

“ที่คนแถวนี้บูชาคือพญานาค ไม่ใช่งูทั่วไป” พุ่มข้าวบิณฑ์เอ่ยด้วยความระมัดระวัง เรื่องราวความเชื่อทำนองนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน

“แล้วคุณว่างูตัวนั้นเป็นงูทั่วไปอย่างนั้นหรือ” เอเชียนึกไปถึงดวงตาสีแดงจัดคู่นั้น

“ก็ไม่เห็นมีอะไรแปลกนี่” พุ่มข้าวบิณฑ์ไม่เห็นอย่างที่หล่อนเห็น “แค่ตัวใหญ่หน่อย และมีสีเขียว…พื้นที่แถวนี้มีงูพันธุ์ที่เราไม่รู้จักตั้งมากมาย”

“ที่คอของมัน เหมือนถูกผูกเอาไว้ด้วยเชือกอะไรก็ไม่รู้ด้วยนะคุณ…ดูเก่าๆ แปลกๆ” เอเชียจดจำรายละเอียดได้แม่นยำ

“น่าจะเป็นเชือกที่พวกหมองูใช้สะกดงู…คล้ายๆ สายสิญจน์น่ะ” พุ่มข้าวบิณฑ์สันนิษฐาน “รู้จักหรือเปล่า สายสิญจน์”

“รู้สิ” ถึงจะอยู่นิวยอร์ก แต่พ่อและแม่ก็พาเธอกลับมาเยี่ยมญาติที่เมืองไทยอยู่บ่อยๆ “เป็นเชือกเวทมนตร์นี่เอง…มิน่า งูตัวนั้นถึงอยู่นิ่งๆ ไม่กระดิกกระเดี้ยเลย”

“ผมว่ามันหมดแรงมากกว่า” พุ่มข้าวบิณฑ์กลับคิดไปอีกทาง “ถูกจับมาขังไว้ในลังนานกี่วันแล้วก็ไม่รู้”

“ก็จริงของคุณ” เอเชียคล้อยตาม “ว่าแต่คุณสารัถเขาเปิดร้านวัตถุโบราณ ที่ร้านของเขาจะมีหนังสือเก่าขายบ้างไหมคะ…ฉันอยากได้หนังสือภาพถ่ายเก่าๆ ของเขมร”

“น่าจะมีนะ” พุ่มข้าวบิณฑ์ว่า “ผมเคยเห็นหนังสือเก่าในร้านของสารัถหลายเล่ม เอาไว้วันไหนพอจะมีเวลา คุณลองแวะไปดูก็ได้ ถ้าไม่มีที่ต้องการก็สั่งเอาไว้ สารัถหาของเก่ง เขามีเส้นสายเยอะ”

“ดีจังเลยค่ะ” เอเชียยิ้มชอบใจ

“ที่จริงพ่อของสารัถก็อยากให้ลูกชายรับราชการ แต่เจ้านี่มันโลกส่วนตัวสูง เลยมาเปิดร้านขายวัตถุโบราณเล่นแก้เบื่อ อย่างเขาไม่ต้องทำงานอะไรเลย ก็มีกินไปจนแก่ตาย”

“ดูพวกคุณสนิทกันดีนะ” เอเชียว่า

“รู้จักกันตั้งแต่เรียนหนังสือแล้ว” พุ่มข้าวบิณฑ์เล่าด้วยท่าทางสบายๆ “พอผมจบจากนิวยอร์ก ก็ข้ามไปเรียนโบราณคดีที่ฝรั่งเศส เรารู้จักกันที่โน่น พอผมมาทำงานที่เสียมเรียบ ก็ได้สารัถนี่ละคอยช่วยเหลือเรื่องนั้นเรื่องนี้”

นับเป็นความรู้ใหม่ของเอเชีย เพราะเพกาไม่เคยเล่ารายละเอียดพวกนี้ของน้องชายให้เธอรู้

คุยกันมาถึงตรงนี้ ก็มาถึงโรงแรมพอดี พุ่มข้าวบิณฑ์เลี้ยวรถขึ้นไปจอดที่ด้านหน้า พนักงานสองคนช่วนกันเข็นรถมา เตรียมจะรับกระเป๋าเดินทาง หากก็ต้องผิดหวังเพราะแขกเดินตัวปลิวลงมาพร้อมกับกระเป๋าสะพายและถุงกระดาษสองสามใบ

โรงแรมที่เอเชียพักเป็นโรงแรมขนาดเล็กที่มีทุกอย่างทันสมัย ตั้งอยู่ในย่านธุรกิจ ทีมงานของดอกเตอร์เบเนดิกต์ทำเรื่องจองมาให้ทางออนไลน์ เพื่อความสบายใจ เอเชียขอจ่ายเงินส่วนเกินเอง เพราะเธอล่วงหน้ามาก่อนจะถึงวันเริ่มทำงาน

พุ่มข้าวบิณฑ์เดินตามหญิงสาวไปทำเรื่องเข้าพัก รอจนแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยเขาก็บอกว่า

“ที่พักผมอยู่ไม่ไกลมาก ถัดไปสองถนน เดี๋ยวทุ่มนึงผมจะมารับคุณไปกินข้าวเย็น”

“ไม่ต้องก็ได้” เอเชียไม่อยากรบกวนเขา และเริ่มรู้สึกเพลียๆ

“ไม่ได้” พุ่มข้าวบิณฑ์ส่ายหน้า “พิ้งค์กำชับให้ผมดูแลคุณเป็นอย่างดี”

“แต่…” เอเชียอ้าปากจะค้าน หากอีกฝ่ายรีบบอกว่า

“ห้ามปฏิเสธ คืนนี้กินข้าวเสร็จแล้ว ผมจะพาคุณไปดูระบำที่ปราสาทนาคพัน…เขามีพิธีบูชาพญานาคกันพอดี ไม่อยากไปดูหรือไง…ไม่ได้มีให้ดูกันบ่อยๆ นะคุณ ว่ากันว่าหลายสิบปีจึงจะมีสักครั้ง พลาดจากครั้งนี้ ไม่รู้จะได้ดูอีกเมื่อไร”

“จริงหรือคุณ ฉันไปด้วยนะคะ” เอเชียตัดสินใจรวดเร็ว เธอแอบเห็นรอยยิ้มปรากฏบนดวงหน้าคมสันของอีกฝ่าย ก่อนที่นายหนูยักษ์จะรีบทำหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม ราวกับกลัวจะเสียฟอร์ม

“ถ้างั้น พบกันทุ่มนึงที่ล็อบบี” พุ่มข้างบิณฑ์โบกมือให้หล่อน

ชายหนุ่มรอจนเอเชียเดินตามพนักงานโรงแรมไปที่ห้องของหล่อนแล้วนั่นละ เขาจึงค่อยเดินย้อนกลับไปทางด้านหน้าโรงแรม…

หลังจากเข้าห้องพักเรียบร้อย เอเชียก็รีบเปิดอีเมลเช็กดู เผื่อว่าจะมีข้อความจากสายการบินแจ้งเรื่องกระเป๋าเดินทาง หากทว่าในกล่องจดหมายของเธอมีแต่โฆษณาขายสินค้า ไม่มีข่าวสารใดๆ ที่น่าสนใจ

ไม่กล้าเอนหลังนอน เพราะกลัวจะหลับเพลินจนเลยเวลานัด เอเชียเลือกจะไปนอนแช่น้ำอุ่นในห้องน้ำแทน จนรู้สึกผ่อนคลายสบายตัว จึงหยิบเสื้อผ้าที่เพิ่งซื้อจากตลาดซาจ๊ะมาเปลี่ยนใหม่ เป็นเสื้อยืดคอกลมสีขาวและกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้ม

เอเชียชักจะติดใจ เสื้อผ้าที่ตลาดซาจ๊ะคุณภาพดี ราคาไม่แพง ไม่ใช่แบรนด์หรู แต่ถ้ารู้จักเลือกแล้วก็ดูดีไม่น้อย

คราวนี้พุ่มข้าวบิณฑ์มาก่อนเวลา ตอนที่เอเชียเดินไปถึงล็อบบีนั้น ชายหนุ่มมารออยู่แล้ว ข้างกายเขามีเด็กสาวหน้าตาน่ารักตามมาด้วยคนหนึ่ง

“เอ้า สิทธา…นี่ยังไงมิสเอเชียที่ฉันเล่าให้ฟัง”

…เล่าให้ฟัง เล่าเรื่องอะไรของฉันให้เด็กคนนี้ฟังยะ…เอเชียเอียงศีรษะจ้องมองชายหนุ่ม หากพุ่มข้าวบิณฑ์ไม่ทันได้สนใจ เพราะเขามัวแต่หันไปเอ่ยกับเด็กสาวผู้นั้นด้วยท่าทางผ่อนคลาย

“ทิวาซัวซะเดย…สายัณห์สวัสดิ์ค่ะมิส หนูชื่อสิทธา เป็นลูกน้องของพี่หนูพุก” เด็กสาวรายงานตัวเป็นภาษาไทยเสียงฉาดฉาน เอเชียอดหัวเราะคิกไม่ได้ เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียกชื่อเล่นของพุ่มข้าวบิณฑ์

เธอหันไปยักคิ้วให้เขา เป็นทำนองเยาะหยัน…ไหนว่าชื่อเล่นให้เฉพาะคนในครอบครัวเรียกยังไง…ทำไมลูกน้องเอามาเรียกเสียสนิทสนมอย่างนั้น

“สิทธาเป็นลูกน้องคนสนิทของผม เหมือนเป็นน้องสาวของผมคนหนึ่ง” พุ่มข้าวบิณฑ์รีบแก้ตัว “ผมชวนมาด้วย เพราะสิทธาอยากเจอคุณ”

“อยากเจอฉัน” เอเชียกะพริบตาถี่ๆ “เธอรู้จักฉันหรือ”

“ไม่รู้ค่ะ” สิทธาหัวเราะซื่อๆ เอเชียนึกถูกชะตากับเด็กสาวหน้าตาหมดจดผู้นี้ขึ้นมาในทันทีนั้น “แต่หนูรู้จากพี่หนูพุกว่ามิสเป็นนักวาดภาพประกอบตำราเรียน วาดสวยมาก วาดเก่งมาก เป็นคนมีชื่อเสียงของ The MET พิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา…หนูชอบวาดภาพมานานแล้ว แต่วาดไม่ค่อยเก่ง เลยอยากให้คุณช่วยแนะนำหนูบ้าง”

“ได้สิ เอาไว้เรานัดกัน…สิทธาลองเอาภาพที่เคยสเกตซ์ไว้มาให้ฉันดูหน่อย ขอดูสไตล์วาดภาพของสิทธาก่อน แล้วฉันถึงจะช่วยแนะนำได้ว่า สิทธาจะพัฒนางานอย่างไร” เอเชียบอกสิทธา ก่อนจะหันไปค้อนพุ่มข้าวบิณฑ์

นี่เธอมาถึงเสียมเรียบยังไม่ครบ 24 ชั่วโมง ลูกน้องของเขาคนนี้กลับรู้จักเธอละเอียดยิบ เอเชียจะไม่ประหลาดใจเลย ถ้าอีกสักวันสองวัน มีหวังคนทั้งพิพิธภัณฑ์ของเขาคงจะรู้เรื่องของเธอกันหมด

ปากมากจริงเชียวนายหนูยักษ์!

“จริงหรือจ๊ะ” สิทธาเขย่ามือเอเชียด้วยความยินดี ดวงตาของเธอเปล่งประกายระยิบระยับโดยเปิดเผย

“จริงสิ” เอเชียพยักหน้า “ฉันมีเวลาอยู่ที่นี่ราวๆ หนึ่งสัปดาห์…อีกวันสองวันฉันจะแวะไปที่พิพิธภัณฑ์ เอาไว้เราค่อยคุยกันดีไหม”

“ดีจ้ะ” สิทธาหัวเราะชอบใจ

“ไปกันได้แล้ว มัวแต่คุยอยู่ได้” พุ่มข้าวบิณฑ์สะกิดเด็กสาว “เดี๋ยวไม่ทันดูระบำหรอก”

“นาคนารี” สิทธาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วต่ำ

“อะไรนะ” เอเชียได้ยินไม่ถนัด

“นาคนารีค่ะ” สิทธาอธิบาย “เป็นระบำบูชาพญานาค”

“ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน” ก่อนมาทำงานครั้งนี้ เอเชียอ่านข้อมูลเรื่องเขมรมาเยอะมาก หากไม่มีหนังสือเล่มไหนเอ่ยถึงระบำนาคนารี

“เป็นพิธีกรรมเก่าแก่ เป็นพิธีกรรมท้องถิ่นของบางหมู่บ้านเท่านั้นค่ะ เพราะอย่างนี้มิสก็เลยไม่รู้จัก เพราะไม่มีบอกไว้ในหนังสือเล่มไหน” สิทธาอธิบาย “จะทำกันในปีนาคใหญ่เท่านั้น เพราะเป็นปีที่พญานาคจะมีฤทธิ์สูงสุด หลายรอบนักษัตรเลยนะคะ กว่าจะเวียนมาถึง…แล้วคืนนี้ยังเป็นคืนจันทรคราสเต็มดวงอีกด้วย เห็นไหมคะมิส…ไม่ใช่ว่าจะตรงกันง่ายๆ ลำพังรอให้ถึงปีนาคใหญ่ก็ต้องรอเป็นสิบๆ ปีแล้ว แถมคืนนี้ยังเป็นคืนราหูอมจันทร์อีกด้วย ถ้าพลาดคืนนี้ไป ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรออีกกี่ร้อยปี กว่าคืนสำคัญแบบนี้จะมาบรรจบอีกครั้ง บางทีชั่วชีวิตนี้เราอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นอีกก็เป็นได้…คืนนี้พวกเขาจึงมารำถวายพญานาคกันที่เนียกเพียน”

สิทธาเรียกปราสาทนาคพันว่า ‘เนียกเพียน’ ตามแบบที่คนขแมร์เรียกกัน

“ต้องมารำกันที่ปราสาทนาคพันเท่านั้นหรือคะ” เอเชียสนใจ

“ไม่ใช่ค่ะ” สิทธาอธิบายต่อ “สถานที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามแต่ว่าตำแหน่งที่เกิดจันทรคราสเต็มดวงจะมาตรงกับสถานที่ไหน…โหราจารย์คำนวณดูแล้ว บอกว่าคืนนี้ ตำแหน่งของจันทรคราสเต็มดวง มาเกิดตรงกับปราสาทเนียกเพียนพอดี”

“แล้วพวกที่มารำถวายพญานาคนี่ พวกเขามาจากที่ไหนหรือคะสิทธา” เอเชียถามด้วยความสนใจ

“มาจากทั่วประเทศ มากันหลายหมู่บ้านเลยค่ะ” สิทธาเล่าต่ออย่างคนช่างพูดช่างเจรจา “หมู่บ้านไหนที่บูชาพญานาค จะต้องมาที่นี่ในคืนนี้ เพราะพวกเขาเชื่อว่า หากได้มารำระบำนาคนารีถวายละก็…พญานาคจะอวยชัยให้พร คุ้มครองคนในหมู่บ้านให้ปลอดภัย น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ เพาะปลูกได้ผลดี ไม่อดอยาก มีข้าวปลาอาหารกินตลอดปี”

“หนึ่งในนั้น เป็นหมู่บ้านที่คุณน่าจะสนใจ” พุ่มข้าวบิณฑ์ที่นิ่งฟังมานาน เอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก

ดวงตาของเอเชียเบิกกว้าง เมื่อเธอหันไปหาเขาแล้วพึมพำว่า

“อย่าบอกนะว่า…”

“ใช่” พุ่มข้าวบิณฑ์พยักหน้า น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นหนักแน่น “หนึ่งในนั้นคือกลุ่มชาวบ้านจากพนมนาคา!”

 

Don`t copy text!