พนมนาคา บทที่ 5 : คราสแห่งจันทร์

พนมนาคา บทที่ 5 : คราสแห่งจันทร์

โดย : พงศกร

พนมนาคา นวนิยายลึกลับเรื่องล่าสุดของ พงศกร เมื่อ ‘เอเชีย’ Medical illustrator รับงานวาดภาพประกอบตำราทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคผิวหนังประหลาดที่มองคล้ายเกล็ดงู ทำให้เธอต้องไปพัวพันกับตำนานอันลึกลับของหมู่บ้านที่ผู้คนยังบูชาพญานาค เธอจะได้กลับออกมาไหม ตามไปลุ้นกันที่ anowl.co เว็บไซต์ที่มีนิยายสนุกๆ ให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

–  5 –

เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงที่อากาศกำลังเย็นสบาย นวลแสงจันทร์สีเงินยวงส่องทาบทับมายังปราสาทหินขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางน้ำ เกิดเป็นภาพความงามที่ทำให้เอเชียถึงกับหยุดเดิน และมองจ้องด้วยความตื่นตะลึง

ศิลาเก่าแก่สีเข้มขรึม ยามเมื่อต้องแสงจันทร์ ก่อให้เกิดความลึกลับที่น่าค้นหา ยังจะเงาของพญานาคทั้งสองที่พันโอบรอบปราสาทกลางน้ำนั่นอีก มันดูราวกับมีชีวิตจริง เอเชียจะไม่ประหลาดใจเลยสักนิด หากพญานาคศิลาสลักนั้นจะสามารถขยับไหวได้

สายลมพัดผ่านมารวยริน ขนอ่อนตรงหลังคอของเอเชียลุกเกรียว รู้สึกอีกแล้ว…สายตาของใครบางคน กำลังจ้องมองตรงมา

ไม่ใช่พุ่มข้าวบิณฑ์และสิทธา สองคนนั้นกำลังมองหาที่นั่งให้เอเชีย

ถ้างั้นจะเป็นใครกัน…

เหลือบมองไปรอบๆ หากไม่เห็นจะมีใครมองมายังหล่อน นอกจากพญานาคในบารายนั่น…

“เพ้อเจ้อไปกันใหญ่แล้วเรา”

อดบ่นพึมพำกับตนเองไม่ได้ ดูเหมือนประสาทรับรู้ของหล่อนจะทำงานไวเกินปกติ เอเชียดึงความสนใจของเธอมายังปัจจุบัน จ้องมองปราสาทอายุกว่า 800 ปีเบื้องหน้า

ปราสาทนาคพันหรือเนียกเพียน ตั้งอยู่กลางสระน้ำใหญ่ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘บารายพระขรรค์’ สร้างขึ้นโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งราชอาณาจักรขอมอันเกรียงไกร

ตามจารึกปราสาทพระขรรค์ เกาะกลางบารายอันเป็นที่ตั้งของปราสาทแห่งนี้มีชื่อเรียกว่า ‘เกาะราชัยศรี’ ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ประจำราชอาณาจักรขอมโบราณ ด้วยเปรียบเสมือนสระอโนดาตในสรวงสวรรค์ น้ำในบารายแห่งนี้จะสะอาดบริสุทธิ์ตลอดเวลา ไม่มีวันเหือดหาย จนกว่าจะสิ้นกัปกัลป์

ด้วยเหตุที่เชื่อกันว่าน้ำในสระแห่งนี้เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ปราสาทแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนกับสถานพยาบาล มีคนป่วยไข้ได้เจ็บมากมาย เดินทางมาที่เนียกเพียนเพื่อนำน้ำไปรักษาอาการป่วยของตน

แสงจันทร์อันมลังเมลือง ส่องให้เอเชียเห็นปราสาทซึ่งตั้งอยู่กลางน้ำ เป็นอาคารมีหลังคาชั้นซ้อนเหมือนปราสาทขอมทั่วไป ความน่าสนใจอยู่ที่ฐานของปราสาทที่มีพญานาคสองตนใช้ลำตัวโอบล้อมอยู่ ปลายหางพันกันเป็นเกลียว เป็นที่มาของชื่อปราสาท

ตอนนั่งรถมาด้วยกัน สิทธาเล่าว่า บางตำนานกล่าวกันว่า ที่ปราสาทแห่งนี้เป็นปากทางสู่เมืองพญานาคอีกด้วย

เอเชียไม่เคยเห็นปราสาทแห่งไหน ดูสวยงามและน่าอัศจรรย์ใจเท่ากับปราสาทแห่งนี้มาก่อนเลย…

“มิส…มิส”

สิทธาเขย่ามือเอเชีย

“หือ” เอเชียหันไปทางหญิงสาว รู้สึกได้ว่าดวงตาคู่คมของพุ่มข้าวบิณฑ์กำลังจ้องมองมาพอดี

“แหม ถึงกับตะลึงไปเลยนะคะ หนูเรียกมิสอยู่ตั้งนาน” สิทธายิ้มเห็นฟันขาวเรียงกันเป็นระเบียบ สำเนียงภาษาไทยของเธอเหมือนคนไทยแท้ๆ ถ้าไม่บอกว่าเป็นคนขแมร์จะไม่รู้เลย พุ่มข้าวบิณฑ์เล่าว่าสิทธาได้ทุนรัฐบาลไทยไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยทางภาคอีสาน ด้วยเหตุนี้สิทธาจึงคุ้นเคยกับภาษาและจริตของคนไทยเป็นอย่างดี

“มีอะไรหรือเปล่า” เอเชียถาม

“ว่าจะชวนมิส ไปนั่งทางด้านโน้นกันดีกว่าค่ะ ยังพอมีที่ว่างอยู่ รอให้ดึกกว่านี้จะเริ่มแน่นละค่ะ” สิทธาชี้ชวนไปทางเก้าอี้ที่ตั้งเรียงรายอยู่ทางด้านเหนือของบาราย ตำแหน่งนั้นมองไปเห็นปราสาทกลางน้ำและเวทีสำหรับรำบวงสรวงได้ชัดเจนที่สุด

รอบกายของเธอเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่หลั่งไหลมาจากทั่วสารทิศ เพื่อร่วมในพิธีการอันศักดิ์สิทธิ์ ตอนนั่งรับประทานอาหารเย็นอยู่ด้วยกัน พุ่มข้าวบิณฑ์บอกว่าหมู่บ้านที่จะมารำนาคนารีในค่ำคืนนี้ มีไม่ต่ำกว่าสิบหมู่บ้าน

‘แล้วจะรำพร้อมกันทั้งหมด หรือรำทีละหมู่บ้านคะ’ เอเชียอยากรู้

‘รำทีละหมู่บ้าน เพราะแต่ละหมู่บ้านรำไม่เหมือนกัน ทั้งยังตระเตรียมเครื่องบูชามาไม่เหมือนกัน’ ชายหนุ่มว่า ‘อีกอย่าง…ดูเหมือนทางเจ้าพิธีเขาจะมีการลำดับตามความสำคัญของแต่ละหมู่บ้านเอาไว้แล้ว’

‘ลำดับตามความสำคัญ ยังไงคะ’ เอเชียไม่ค่อยเข้าใจ

‘เหมือนเมืองเอกเมืองรองยังไงคะ’ สิทธาช่วยหัวหน้าของเธอเล่า ‘เมืองไหน หมู่บ้านไหนมีความสำคัญน้อยก็ขึ้นรำก่อน หมู่บ้านไหนสำคัญที่สุดก็จะได้รำบวงสรวงตอนที่เกิดจันทรคราสพอดี’

‘และปีนี้ หมู่บ้านที่จะได้ขึ้นรำตอนเที่ยงคืน ซึ่งเป็นเวลาเกิดจันทรคราสพอดีก็คือ…พนมนาคา’ พุ่มข้าวบิณฑ์บอก และข้อมูลนี้ทำให้เอเชียต้องฝืนทน แม้จะง่วงและเพลียจากการเดินทางแค่ไหน ก็ต้องอยู่รอชมระบำนาคนารีของพนมนาคาให้จงได้

การร่ายรำเริ่มขึ้นตามกำหนด แต่ละหมู่บ้านมีลีลาการร่ายรำไม่เหมือนกัน…จริงอย่างที่พุ่มข้าวบิณฑ์บอก

เอเชียนั่งจ้องมองภาพนางรำบนเวทีตรงหน้า รู้สึกทึ่งในแรงศรัทธาของมวลมนุษยชาติต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาเคารพ

เสียงดนตรีบรรเลงอ่อนหวาน ไพเราะเสนาะหู

นางรำทุกคนแต่งกายด้วยชุดคล้ายกับนางอัปสราที่สลักอยู่ในนครวัด ศีรษะของพวกเธอสวมชฎาสามยอด อันมีรูปลักษณะคล้ายกับพระปรางค์ แต่ละยอดประดับดอกไม้สองดอก รวมเป็นดอกไม้ทั้งหมดหกดอก มีกะบังหน้าและจอนหูห้อยพวงมาลัยข้างละหนึ่งพวง

นางรำทุกคนทำผมทรงเดียวกันหมด คือแสกตรงกลางหน้า เก็บปลายผมเหน็บหูเอาไว้ ผมด้านหลังปล่อยยาวถึงกลางหลัง ต่างหูระย้าย้อยเป็นทองคำมลังเมลือง และลูกปัดที่สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายระยับ

นางอัปสราที่นครวัดไม่สวมเสื้อ หากในปัจจุบันปรับประยุกต์สวมเป็นเสื้อแบบบอดี้สูทแนบตัวสีเนื้อ บางคนสวมเป็นสีขาวนวล มีกรองคอทำจากกำมะหยี่สีแดงสด ประดับด้วยเส้นทองทาบทับอีกชั้นหนึ่ง

การร่ายรำของแต่ละหมู่บ้าน ดูเผินๆ มีความคล้ายกันในแง่ของท่วงทำนอง จังหวะที่นางรำส่ายตัวไปมาคล้ายกับงูเลื้อย หากเมื่อตั้งใจพิจารณาจะเห็นมีความแตกต่างกันในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จริงดังที่พุ่มข้าวบิณฑ์อธิบายให้ฟัง

ตอนแรกๆ เอเชียก็นั่งชมระบำนาคนารีด้วยความตื่นเต้น ครั้นพอผ่านไปได้ราวสามถึงสี่หมู่บ้าน เธอก็เริ่มอ้าปากหาว กำลังจะยกโทรศัพท์มือถือเพื่อบันทึกภาพ หากมือแข็งแรงของพุ่มข้าวบิณฑ์รีบเอื้อมมาตะครุบไว้

“ไม่ได้นะคุณ”

“ทำไมล่ะคะ” เอเชียสงสัย

“ผิดธรรมเนียมของที่นี่” พุ่มข้าวบิณฑ์ลดเสียงพอได้ยินกันแค่สองคน สิทธาไม่ได้สนใจ เธอหันไปเจอเพื่อนสมัยเรียนมานั่งชมระบำด้วย เลยหันไปคุยกันสนุกสนาน “นี่เป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ”

“ขอโทษนะคะ ฉันเสียมารยาทไปหน่อย” เอเชียบ่นพึมพำ หากยอมเก็บโทรศัพท์แต่โดยดี พุ่มข้าวบิณฑ์ยักไหล่ เขายกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเป็นทำนองให้เอเชียเบาเสียงลง หญิงสาวเพิ่งรู้สึกตัวตอนนั้นว่าทำเสียงดัง

“โซมโต๊ะส์…ขอโทษค่ะ” ภาษาขแมร์ที่เอเชียท่องมา ได้ใช้ประโยชน์ในตอนนั้นเอง

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เอเชียพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่เผลอหลับ

ระบำนาคนารีมีจังหวะสนุกสนาน สลับกับทำนองเชื่องช้า สลับไปสลับมา ช่วงไหนที่จังหวะกลองระรัวเร็ว เอเชียก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมาหน่อย ตอนที่ดนตรีลากเสียงยาว เอเชียก็จะเริ่มอ้าปากหาว จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปจวนจะเที่ยงคืน และราหูก็เริ่มเคลื่อนเข้าบดบังบางส่วนของพระจันทร์

หมู่บ้านที่กำลังร่ายรำอยู่หยุดลงพอดีกับที่ดวงจันทร์โดนกลืนไปถึงครึ่งดวง

เสียงดนตรีหยุดลง พร้อมกับที่เสียงตีเกราะเคาะไม้ดังขึ้นจากรอบบริเวณ

แสงนวลสว่างที่ส่องลงมาจากฟากฟ้า เหมือนจะหม่นลงไปเรื่อยๆ ยังดีที่รอบบารายมีคบไฟตามเอาไว้ ทุกคนจึงยังพอมองเห็นหน้ากันบ้าง

บนเวทีมีการขยับเคลื่อนไหวรวดเร็ว นางรำจากพนมนาคาสลับเปลี่ยนขึ้นไปแทนที่นางรำจากหมู่บ้านสุดท้ายที่เพิ่งรำเสร็จ

เปรี๊ยะ!

เสียงหม้อแปลงไฟที่ถนนด้านหน้าประทุดังสองสามหน ก่อนที่แสงไฟรอบบริเวณจะดับมืดลง

“อุ๊ย” สิทธาสะดุ้งตกใจ เด็กสาวเอื้อมมือเยียบเย็นมาจับมือของเอเชียไว้แน่น พุ่มข้าวบิณฑ์ไม่ได้แปลกใจนัก เขาดูระแวดระวังมากกว่าจะตกใจ ด้วยเหตุการณ์ไฟดับที่เมืองนี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

ช่วงเวลาสำคัญที่สุดกำลังจะมาถึง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การบวงสรวงจะต้องดำเนินต่อไป

แสงจากคบไฟรอบบารายยังคงส่องสลัว สายลมที่พัดแรงขึ้นทุกขณะพาให้เปลวไฟส่ายไหว และนั่นทำให้รูปเงาของผู้คนโดยรอบส่ายไปมาราวเงาปีศาจ

เอเชียเห็นเงาสตรีรูปร่างอรชรจำนวนมากค่อยๆ ปรากฏบนเวที

ทีละคน…ทีละคน

นางรำทุกนางค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากพื้นเวทีราวกับงูกำลังส่ายตัว จู่ๆ ลมก็พัดกระโชกแรงขึ้นมาวูบหนึ่ง พาให้คบไฟรอบบารายพร้อมใจกับดับลงในฉับพลัน

ความมืดมิดแผ่เข้าครอบคลุมอาณาบริเวณโดยทันที

เป็นจังหวะเดียวกับที่ดวงจันทร์ถูกบดบังจนมิดทั้งดวงพอดี

“ตึง ตึง ตึง…”

เสียงรัวกลองดังกระหึ่ม เป็นจังหวะแตกต่างจากระบำชุดก่อนหน้า

มีใครบางคนจุดคบไฟขึ้นมาดวงหนึ่ง และแสงสีส้มสว่างส่องให้เห็นนางรำอีกหนึ่งคนที่ปรากฏขึ้นกลางเวที

นางรำผู้นี้แต่งกายแตกต่างจากนางรำคนอื่นๆ ชฎาที่สวมเป็นสีทอง ประดับอัญมณีล้ำค่า และถึงมีห้ายอด ขณะที่ชฎาของคนอื่นมีเพียงสามยอดเท่านั้น

ดวงหน้าของเธอสวยจัด ริมฝีปากอิ่มเต็ม ดวงตาดำขลับเป็นประกายราวนิลเนื้องาม ทรวดทรงของเธออิ่มเต็ม คอดโค้งในส่วนที่ควรคอดโค้ง อวบอูมในส่วนที่ควรอวบอูม

กายท่อนล่างสวมภูษาปักเลื่อมระยับ มองจากที่ไกลเหมือนเกล็ดงูไม่มีผิด…

แสงจากไต้ขับให้ผิวของเธอขาวจัด เอเชียอยากจะคิดว่ามีแสงเรื่อเรืองราวออร่า เปล่งออกเป็นรัศมีโดยรอบ

เธอร่ายรำตามจังหวะอย่างพลิ้วไหว เสียงกำไลข้อเท้ากระทบกันดังกรุ๋งกริ๋ง

…ใช่…เสียงดังกรุ๋งกริ๋ง…

กระจ่างใสราวระฆังแก้ว…

แม้แต่จะนั่งอยู่ไกลขนาดนี้ เอเชียก็ยังได้ยินเสียงกังวานนั้นแจ่มชัด

ความง่วงงุนของเอเชียหายไปเป็นปลิดทิ้ง ทั้งที่มีผู้คนนับร้อยนั่งชมระบำบวงสรวง หากทั่วอาณาบริเวณในขณะนั้นมีแต่ความเงียบ ด้วยทุกคนกำลังชมภาพนางรำตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึงราวถูกสะกด

ร่างบางส่ายไหวไปมา เร็วบ้างช้าบ้าง ตามแต่จังหวะดนตรี

เสียงฟ้าร้องดังครืนครั่น ทั้งที่ท้องฟ้าใสกระจ่างปราศจากแม้เมฆสักก้อน เอเชียแลเห็นฟ้าแลบแปลบปลาบจากที่ไกล

“พญานาคท่านรับรู้” สิทธาพึมพำเสียงสั่น

เอเชียขมวดคิ้ว ด้วยไม่เข้าใจว่ากับแค่ฟ้าร้อง จะตีความหมายว่าพญานาคท่านรับรู้ได้อย่างไรกัน

แล้วก็เหมือนกับมีคำตอบต่อข้อสงสัยในใจของหญิงสาว

จู่ๆ น้ำในบารายตรงหน้าเวทีก็เกิดฟองผุดพรายขึ้นมากมาย พร้อมกันนั้นก็เกิดระลอกคลื่นแล่นเป็นริ้ว เหมือนกับมี ‘ใคร’ หรือ ’อะไร’ บางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ใต้ผิวน้ำ

“พี่หนูพุก…” เสียงสิทธายังไม่หายสั่น เด็กสาวหันไปทางลูกพี่ของเธอ พึมพำว่า “หนูกลัว…กลับกันเถอะ”

“กลัวอะไร ไม่มีอะไรสักหน่อย” พุ่มข้าวบิณฑ์พึมพำตอบ

สายตาคู่คมของเขาจ้องมองผิวน้ำราวจะค้นหาคำมาอธิบาย หากลักษณะการเคลื่อนไหวราวกับงูเลื้อยในบาราย ทำให้ชายหนุ่มได้แต่อ้าปากค้าง อับจนคำพูด ด้วยไม่รู้จะอธิบายปรากฏการณ์ประหลาดตรงหน้าได้อย่างไร

จังหวะนั้นเองที่การแสดงบนเวทีดำเนินมาถึงช่วงท้าย

นางรำที่ยืนสง่าอยู่ตรงกลางเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ที่ถูกบดบังด้วยเงามืด

มือของเธอดึงอะไรบางอย่างออกมาจากข้างเอว…

แสงจากคบไฟในมือของคนหน้าเวที ส่องให้เห็นประกายสีเงินของโลหะด้ามยาว

“พระขรรค์”

เหมือนมีอะไรสว่างวาบขึ้นในห้วงคำนึงของเอเชีย และหล่อนไม่รู้เลยว่าคำว่า ‘พระขรรค์’ วาบขึ้นในหัวสมองของเธอได้อย่างไร ในเมื่อเธอไม่เคยรู้จักมาก่อน

จังหวะที่ดวงจันทร์กำลังเคลื่อนพ้นจากเงามืดนั่นเอง…

เป็นจังหวะเดียวกับที่นางรำเงื้อพระขรรค์ในมือของเธอขึ้นสูง

ร่างระหงเงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์แน่วนิ่ง ริมฝีปากอวบอิ่มพึมพำสังวัธยายมนตรา ก่อนที่มือเรียวยาวจะจ้วงแทงพระขรรค์ลงมาที่ทรวงอกอิ่มของตนอย่างรวดเร็ว

พร้อมกับที่เอเชียกรีดร้องด้วยความตื่นตระหนกจนสุดเสียง

“กรี๊ด…”

 

Don`t copy text!