พรางพัสตรา บทที่ 1 : เงาสะท้อน

พรางพัสตรา บทที่ 1 : เงาสะท้อน

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

***************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

บางครั้งแสงสลัวรางยามพลบค่ำก็หลอกตาใครหลายคน นั่นอาจจะเป็นเหตุผลทำให้ภาพที่ปรากฏในเงาสะท้อนเบื้องหน้าผิดไปจากความจริง หากเธอรู้แน่แก่ใจว่า ไม่ใช่เพราะสนธยากาลทำให้เป็นไปแต่อย่างใด หากทว่า…นี่คือความจริง…

เป็นความจริงอันหลีกเลี่ยงมิได้ แม้ว่าใจของเธอจะยังมิอาจยอมรับ

เรื่องเลยเถิดมาเป็นแบบนี้ได้อย่างไร จนบัดนี้…ลดานิดาก็ยังตอบตัวเองไม่ได้

รู้แต่ว่าจะต้องมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติไปอย่างมาก…แต่อะไรล่ะ…

ดวงตาของสตรีสูงวัยที่จ้องมองมาจากกระจกเงา ก็คือดวงตาของเธอ

ร่องรอยเหี่ยวย่นรอบดวงตาและมุมปาก…เส้นผมที่เริ่มมีสีขาวและสีเทาแซม ผิวหนังที่เริ่มเหี่ยวย่น กระสีเข้มที่เริ่มปรากฏบนหลังมือและท่อนแขน ทั้งหมดนั้นคือสัญญาณของวัยชราที่เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

หญิงในกระจกมีอายุไม่ต่ำกว่าหกสิบปี

หากเธอ…คนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากระจกเงาบานยาวจรดพื้น มีอายุตามทะเบียนราษฎร์เพียง ๒๘ ปีเท่านั้น !

เป็นไปได้อย่างไรกัน ที่เธอกลายเป็นคนแก่ไปแล้ว

ไม่ได้แก่แบบก้าวกระโดด จากยี่สิบกว่าๆ ไปเป็นหกสิบกว่าๆ

แต่เป็นการแก่อย่างรวดเร็ว ภายในเวลาแค่ไม่กี่เดือน อายุเธอเดินหน้าไปหลายสิบปี !

“ไม่นะ นิดา…อย่าเพิ่งสติแตก เธอต้องใจเย็นๆ ตั้งสติ เรื่องนี้จะต้องแก้ไขได้” ลดานิดาพึมพำบอกกับตนเอง ทั้งที่ใจกำลังเต้นแรง

…ก็อกก็อก ก็อก ก็อก ก็อกก็อกก็อก…

เสียงเคาะประตูห้องเป็นจังหวะถี่ๆ ที่คุนเคย หากหญิงสาวยังไม่พร้อมจะพบใครทั้งนั้น

“เปิดประตูหน่อยนิดา…ได้ยินผมไหม นิดา…”

เสียงเรียกชื่อหล่อนดังลั่นด้วยความเป็นห่วง หากหญิงสาวยังไม่ยอมขยับเยื้อนจากตำแหน่งเดิม ไม่แม้แต่จะส่งเสียงตอบคนที่กำลังเคาะประตูด้วยอาการร้อนรน

เธอถอนใจยาว นิ่วหน้าด้วยความเครียด รอยย่นรอบดวงตายิ่งปรากฏแจ่มชัด หัวคิ้วขมวดมุ่นและเงาในกระจกก็ยิ่งดูแก่ลงไปยิ่งกว่าเดิม

“นิดา…คุณอยู่ในนั้นหรือเปล่า เปิดประตูหน่อย นี่ผมเองนะ”

“ฉันอยากอยู่คนเดียว” หล่อนร้องบอกในที่สุด เพราะรู้จักเขาดีว่าเป็นคนใจร้อนแค่ไหน

ถ้าหล่อนไม่ตอบอะไรภายในห้านาที นอกจากจะไม่ยอมหยุดเคาะแล้วละก็…ดีไม่ดีบทจรอาจจะพังประตูเข้ามาเลยก็ได้

“เปิดประตูมาคุยกันหน่อย” กระนั้นเขาก็ยังไม่ยอมแพ้

“ไม่” ลดานิดาทำเสียงไม่พอใจ อย่างที่ชอบทำใส่เขาบ่อยๆ

“นิดเดียว…” เขาต่อรอง “นะ”

“ไม่” หญิงสาวยังยืนกราน

“คุยแค่สองคำ แล้วผมจะไม่กวนคุณอีก” บทจรพยายามเกลี้ยกล่อม “ขอให้ผมเห็นหน้าคุณหน่อย จะได้สบายใจว่าคุณโอเคจริงๆ”

“กลับไปก่อนเถอะ” ลดานิดาส่งเสียง “ฉันยังไม่อยากเจอใคร”

“แต่ว่า…”

“ฟังไม่รู้เรื่องหรือไงเบน…คุณกลับไปก่อน” ลดานิดาย้ำ “ฉันไม่เป็นไรหรอกน่ะ ถ้ากลัวว่าฉันจะคิดสั้น คิดฆ่าตัวตายละก็…คุณรู้จักฉันดีว่าไม่มีทางทำแบบนั้นแน่ๆ”

“พีทติดต่อมาบ้างไหม” อีกฝ่ายยังไม่ยอมกลับไปง่ายๆ

“ไม่” ลดานิดาพยายามควบคุมตัวเองจนสุดความสามารถ ที่จะไม่ร้องไห้ออกมา “ไม่มีอะไรต้องยุ่งเกี่ยวกันแล้ว เขาจะติดต่อมาทำไม”

“ไอ้บ้าเอ๊ย” ชายหนุ่มที่ยืนอยู่นอกห้องสบถ “มันทำแบบนี้กับคุณไม่ได้นะ”

“เขาทำไปแล้ว” ลดานิดาแค่นเสียง

ใช่…เขาทำไปแล้ว

พีธันดรทำลงไปแล้ว

เขากับเธอกำลังจะแต่งงานกัน แต่เจ้าบ่าวของเธอ กลับบอกเลิกล้มทุกสิ่งทุกอย่าง ก่อนงานแต่งงานแค่สามวัน !

เธอพยายามแล้วและเขาก็พยายามแล้ว หากปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นใหญ่โตเกินกว่าจะแก้ไขหรือทำใจยอมรับได้ง่ายๆ

ลดานิดาเสียใจมากและพยายามที่จะเข้าใจ….ดาราหนุ่มที่กำลังมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างพีธันดร จะมีภรรยาหน้าแก่กว่าแม่ของเขาได้อย่างไร

ถ้าแก่ไปด้วยกันแบบที่ฝรั่งว่า…Growing older together…ก็ว่าไปอย่าง แบบนั้นเธอคงกล่าวโทษพีธันดรได้เต็มปากที่มาบอกเลิกอย่างกะทันหันแบบนี้

แต่อยู่ดีๆ ในเช้าวันหนึ่ง…ก่อนงานแต่งงานเพียงไม่กี่สัปดาห์ ลดานิดาก็ตื่นขึ้นมาและพบว่าตัวเองแก่ตัวลงไปในชั่วข้ามคืน

ยังจำได้ว่าเช้าวันนั้น เธอนั่งกะพริบตาปริบๆ อยู่หน้ากระจก สมองว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออก ในหูมีแต่เสียงวิ้งๆ ลดานิดาเห็นริ้วรอยเหี่ยวย่นปรากฏบนดวงหน้าที่เคยสวยหวาน ผมที่เคยดกดำก็เริ่มมีสีขาวแซม เธอดูเหมือนหญิงสาวอายุปลายสามสิบภายในเวลาหนึ่งคืน

พยายามคิดทบทวนว่าทำอะไรผิดไปหรือเปล่า…

นอนดึก…ไม่ใช่แน่นอน เธอเข้านอนตั้งแต่ยังไม่สี่ทุ่ม

ดื่มเหล้าล่ะ…แค่ไวน์แดงแก้วเดียว ไม่น่าทำให้เป็นแบบนี้

ตอนที่พีธันดรมารับไปลองชุดเจ้าสาวที่เพิ่งจะเสร็จสมบูรณ์ เขาได้แต่จ้องมองหล่อนด้วยความประหลาดใจ แกล้งล้อว่า

‘นี่คุณแม่แกล้งปลอมตัวมาหรือเปล่า’

‘ไม่ใช่ นิดาเอง’

‘นิดา…อืม…’ เขาถึงกับอึ้ง

‘มีอะไรหรือคะพีท’ ลดานิดาจำได้ว่าถามเขาไปเช่นนั้น นัยน์ตาของเธอจ้องมองเขาแน่วนิ่ง รอฟังคำตอบ

‘คือ…’ พีธันดรอ้ำอึ้ง ถึงจะเป็นดาราหากพีธันดรซ่อนความตกใจไว้ไม่มิด

‘พูดมาเถอะคุณ…มีอะไรคะ’ ลดานิดาคะยั้นคะยอ ทั้งที่พอจะเดาได้ว่าเขาจะพูดอย่างไร

‘คือ…วันนี้ ผมรู้สึกว่า ทำไมคุณ…เอ้อ…ดูแก่จังครับ’ เขาเก้อไปนิดหนึ่ง ‘คือผมไม่ได้จะล้อเลียนคุณนะ…แต่คุณดูผิดปกติไปจริงๆ…ตอนแรกผมนึกว่าคุณแกล้งแต่งตัวให้ดูเป็นผู้ใหญ่ แต่…คุณไม่ได้แกล้งนี่…ดูกระที่แขน ดูตีนกา…เอ๊ย รอยย่นสิ…คุณต้องไม่สบายแน่ๆ เลยนิดา ไม่เป็นไรนะคุณ วันนี้พักก่อนก็ได้ ค่อยไปลองชุดวันหลัง ดีไหมครับ’

คำพูดของพีธันดรนอกจากไม่ช่วยอะไรแล้ว กลับทำให้ใจของลดานิดายิ่งหล่นวูบ

จากวันนั้นความแก่ก็ค่อยๆ พัฒนาเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาแค่ไม่กี่วัน อายุของลดานิดาเดินล้ำหน้าเจ้าบ่าวของเธอไปหลายสิบปี ประเมินดูด้วยสายตา…จากสภาพร่างกายที่ปรากฏตรงหน้า ตอนนี้อายุของเธอในตอนนี้น่าจะราวห้าสิบปลายๆ

งานวิวาห์ใกล้เข้ามาทุกขณะ และลดานิดามองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายทางเลยแม้สักนิด พยายามทุกวิถีทาง แต่ก็ไม่อาจย้อนอายุกลับคืนได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอและเขาก็นั่งลงปรึกษากันอย่างจริงจังว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป

ในตอนแรกพีธันดรก็ให้กำลังใจเธอเป็นอย่างดี เขาคิดว่าลดานิดาอาจจะป่วยด้วยโรคประหลาด…โรคแก่ก่อนวัย…หากลดานิดารู้ว่าไม่ใช่ นี่ไม่ใช่อาการป่วย ไม่ใช่โรค หากเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากภายในร่างกายของเธอเอง

คนเราทุกคน แก่ตัวลงไปเรื่อยๆ ทุกวัน…นี่คือวัฏจักรของชีวิต

มนุษย์มีช่วงอายุราวแปดสิบถึงหนึ่งร้อยปี คนทั่วไปค่อยๆ แก่ตัวลงในอัตราปกติ หากทว่าอัตราการแก่ของลดานิดาเหมือนจะเร่งเร็วขึ้นหลายเท่าตัว

บางสิ่งบางอย่างหมุนนาฬิกาชีวิตของเธอให้เร็วขึ้น

งานวิวาห์กำลังจะมาถึง และภาพของเจ้าบ่าวหนุ่มหล่อกับเจ้าสาวคราวแม่ก็จะเผยแพร่ไปทั่ว

ไม่มีทางที่จะปิดได้ เพราะพีธันดรกำลังดังสุดขีด

ช่างน่าอับอายเสียนี่กระไร

ยังไม่นับว่าตัวเธอจะกลายเป็นขี้ปากของผู้คนมากมาย ใครที่ได้เห็น ใครที่ได้รู้ จะต้องเกิดคำถามมากมายว่าลดานิดาไปทำอะไรมา ทำไมถึงแก่และดูทรุดโทรมได้ถึงขนาดนี้

แน่นอน…ถ้าหากเธอยังชราภาพด้วยอัตราเร่งขนาดนี้ อีกไม่กี่เดือนเธอจะกลายสภาพไปเป็นคนอายุหกสิบปี เจ็ดสิบปี แปดสิบปีอย่างรวดเร็ว ในขณะที่พีธันดรแก่ตามไปไม่ทัน…

ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว จะโทษเขาได้อย่างไร…ลดานิดาพร่ำถามตนเองเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน

ได้สิ ทำไมจะโทษไม่ได้…ถามเองแล้วก็ตอบเอง…พีธันดรใจร้ายมาก ที่ทิ้งเจ้าสาวของเขาไป ในยามที่เธอต้องการเขามากที่สุด

เพราะในทางกลับกัน สมมติว่าเจ้าบ่าวของเธอ เกิดความผิดปกติ…แก่ตัวลงไปอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วัน ลดานิดาคงไม่ทอดทิ้งเขาไปแน่ๆ นอกจากไม่ทิ้งแล้ว เธอยังจะพยายามหาคำตอบและหาทางแก้ไขทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้

…นี่เอง ที่เขาและเธอแตกต่างกัน…

เป็นสิ่งที่หลายคนเคยเตือนลดานิดาไว้แต่แรกแล้ว

หากเธอไม่เคยเชื่อใคร…นอกจากเชื่อตัวเอง

 

แพทย์หญิงลดานิดาเป็นหมอผิวหนัง

เธอและเพชรพธูที่เป็นเพื่อนสนิท เข้าหุ้นกันเปิดคลินิกขึ้นในห้างสรรพสินค้าหรูใจกลางกรุง ชื่อ ‘คลินิกเพชรลดา’

คุณหมอทั้งสองเรียนจบเฉพาะทางด้านผิวหนังจากสถาบันในประเทศไทย หลังจากนั้นลดานิดาไปเรียนต่อด้านเลเซอร์ผิวหนังที่อเมริกา ขณะที่เพชรพธูเลือกไปเรียนต่อเรื่องการฉีดโบทอกซ์และฟิลเลอร์ที่เกาหลี

เนื่องจากทั้งเธอและเพื่อนมีพื้นฐานครอบครัวที่ดี นามสกุลดัง ใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงไฮโซ ประกอบกับเป็นหมอที่หน้าตาดี รูปร่างสูงโปร่ง บุคลิกดีด้วยกันทั้งคู่ เมื่อคุณหมอลดานิดาและคุณหมอเพชรพธูมาเปิดคลินิกด้วยกันจึงทำให้มีชื่อเสียงขจรขจาย เป็นที่นิยมของลูกค้าจนต้องขยายสาขาไปอีกเกือบสิบแห่ง ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี

แต่ลดานิดาไม่พอใจเพียงเท่านั้น ลำพังดูแลความงามเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอแล้วสำหรับโลกที่กำลังเปลี่ยนไป คนกำลังหันมาสนใจเรื่องของสุขภาพและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ เธอมองเห็นวิทยาการทางการแพทย์ที่กำลังก้าวล้ำไปอย่างรวดเร็ว จึงชวนเพื่อนสนิทอีกคนมาร่วมหุ้นด้วย กลายเป็นสามหุ้นส่วน

อาณัฐเป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ชะลอวัย เป็นสาขาใหม่ที่บางประเทศยังไม่ยอมรับ เนื่องจากองค์ความรู้หลายอย่างที่นำมาใช้ดูแลคนไข้ยังเป็นที่ถกเถียงทางการแพทย์ว่าได้ผลจริงหรือไม่ หากทว่าแพทย์สาขานี้กลับเป็นที่ต้องการของผู้คนมากมาย ด้วยเป็นสาขาที่ช่วย ‘ชะลอวัย’ ให้ผู้คนแก่ช้าลง และเมื่อถึงเวลาจะต้องแก่ ก็ให้แก่อย่างมีคุณภาพ

อาณัฐเป็นคนที่มีหัวทางด้านธุรกิจ เขาตกลงร่วมหุ้นกับเพื่อนทั้งสอง และก็เป็นเขาอีกนั่นละเป็นคนเสนอให้เปลี่ยนชื่อจาก ‘คลินิกเพชรลดา’ เป็น ‘Wellness by Nida’ โดยให้เหตุผลว่าชื่อเดิมฟังดูเชย และไม่เข้ากับภาพลักษณ์ของคลินิกที่กำลังจะเปลี่ยนไป

และล่าสุด หุ้นส่วนทั้งสามเพิ่งจะลงทุนซื้อที่ดินผืนใหญ่แถบชานเมือง เพื่อสร้างโรงพยาบาลชะลอวัยแบบครบวงจร มีบริการทุกด้านอย่างครบถ้วน

ในตอนนั้นลดานิดากำลังเป็นบุคคลที่สังคมจับตามองอยู่พอดี เนื่องจาก เพิ่งเปิดตัวเป็นแฟนกับพีธันดรได้ไม่นาน ข่าวการสร้างโรงพยาบาล Wellness by Nida จึงเป็นที่ฮือฮาของวงสังคมเป็นอย่างมาก

พีธันดรเป็นดาราหนุ่มหล่อชื่อดัง เขาเป็นคนไทยที่ไปเกิดและเติบโตที่อเมริกา ย้ายกลับมาเมืองไทยหลังจากเรียนจบปริญญาตรี เข้าวงการจากได้เล่นโฆษณาธนาคารแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นก็ถูกทาบทามให้เซ็นสัญญากับสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง และพีธันดรก็เริ่มดังตั้งแต่เล่นละครเรื่องแรก ละครหลายเรื่องของเขาถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายต่างประเทศ ดังนั้นชายหนุ่มจึงมีแฟนคลับมากมายทั้งคนไทยและคนจีน

ตอนเปิดตัวว่าเป็นแฟนกับลดานิดา ก็เกิดกระแสมากมาย แฟนคลับของพีธันดรบางกลุ่มชอบและเชียร์ลดานิดา ขณะที่แฟนคลับบางกลุ่มไม่ชอบ คอยค่อนแคะ หาเรื่องนั่นนี่มาโจมตี แต่ไม่ว่าจะมีกระแสเป็นอย่างไร ลดานิดาก็ได้กลายเป็นคนดังไปเรียบร้อย

ลดานิดาพบกับพีธันดรที่คลินิก วันนั้นพี่เป้…ผู้จัดการส่วนตัวพาดาราหนุ่มมาหา เพราะพีธันดรไปถ่ายละครที่ทะเล แล้วเกิดพลาดไปโดนแมงกะพรุนไฟเข้าที่น่อง เกิดเป็นแผลเหวอะหวะ ลดานิดารักษาดาราหนุ่มจนหาย พร้อมกันนั้นความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ก็ค่อยๆ พัฒนากลายไปเป็นคนรักในที่สุด

พีธันดรเป็นดาราหนุ่มชื่อดัง ละครเรื่องไหนที่เขาเล่นจะต้องมีเรตติ้งสองหลักขึ้นไปเสมอ ดังนั้น ชื่อ ‘Wellness by Nida’ จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

ทุกอย่างกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี โครงการเวชศาสตร์ชะลอวัย ทั้งคลินิกและโรงพยาบาลของเธอกับเพื่อนเป็นที่นิยมของลูกค้า ทำให้มีผลประกอบการที่ดีมาก และเธอกำลังจะแต่งงาน

วิวาห์ของลดานิดากับพีธันดรเป็นงานใหญ่ เรียกว่าเป็นงานวิวาห์แห่งปีก็ว่าได้ หากสุดท้ายก็กลับมาพังครืนไปอย่างไม่เป็นท่า

ทั้งหมดเป็นเพราะว่า อยู่ๆ เจ้าสาวก็กลายไปเป็นคนแก่เสียอย่างนั้น

ลดานิดาถอนใจยาวเป็นครั้งที่นับไม่ถ้วน

…เป็นเพราะของสิ่งนั้น…

หญิงสาวหันไปทางมุมหนึ่งของห้อง

แสงสุดท้ายของวัน ส่องจับมายังหุ่นลองเสื้อซึ่งยืนสงบนิ่ง บนศีรษะของหุ่นมีผ้าสีงาช้างคลุมยาวลงมาจนเกือบถึงพื้น

แสงสลัวรางตกต้องผ้าโบราณผืนนั้น ก่อให้เกิดรูปเงาที่แปลกตาออกไป

จู่ๆ เส้นด้ายที่ถักขึ้นเป็นผ้าผืนยาว ก็เกิดพร่าเลือนเหมือนจะจางหายไปได้ในอากาศ หากทว่าในชั่วขณะต่อมากลับชัดเจนจับต้องได้

ผ้าลูกไม้ถักด้วยมืออายุเก่าแก่กว่าหนึ่งร้อยปี ผืนที่เธอเพิ่งได้มาจากเวนิสเมื่อสองเดือนก่อน

…ลวดลายดอกไม้กะจิดริด ละเอียดลออ…อ่อนหวาน เหมาะที่จะใช้เป็น Veil หรือผ้าคลุมหน้าของเจ้าสาวที่สุด…

ลดานิดามั่นใจว่า….ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวผืนนี้นั่นเอง เป็นต้นเหตุที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนผันไป !

           



Don`t copy text!