พรางพัสตรา บทที่ 3 : The veil

พรางพัสตรา บทที่ 3 : The veil

โดย : พงศกร

พรางพัสตรา นวนิยายออนไลน์เรื่องล่าสุดโดย พงศกร ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เมื่อผ้าคลุมผมเจ้าสาวไม่ได้เป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งในชุดเจ้าสาว แต่คือสิ่งที่นำ ‘ลดานิดา’ ไปเห็นบางสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม ความรักของเขาคือความจริงหรือความลวง ผ้าคลุมผมเจ้าสาวนี้มีคำตอบ

***************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

กรุ่นหอมหวานอ่อนๆ ของดอกมะนาวลอยอวลอยู่ในอณูอากาศ ดอกสีขาวกระจิริดบานสะพรั่งอยู่ท่ามกลางความสลัวรางของยามราตรี ดูไปก็เหมือนกับดาวดวงเล็กๆ ที่หล่นลงมาจากฟากฟ้า

ได้ยินเสียงดนตรีดังแว่วมาแต่ไกล เสียงหัวเราะสรวลเสของผู้คนฟังไม่ได้ศัพท์ เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน ลดานิดาพบตนเองกำลังอยู่ในตรอกแคบๆ แห่งหนึ่งที่ห่างไกลผู้คน

หัวใจเต้นรัวเร็วด้วยความตื่นเต้น ร่างสูงโปร่งเบียดตัวเองกับผนังตึก หน้ากากหล่นหายไปตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ หญิงสาวสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะถอนใจออกมายืดยาวเมื่อพบว่าฝรั่งร่างยักษ์คนนั้นไม่ได้ติดตามมา

ถึงตรงนี้ลดานิดาจึงค่อยมีเวลาสำรวจสภาพแวดล้อมรอบกาย และพบว่าลักษณะของอาคารที่รายอยู่สองข้างของตรอกแห่งนั้น เป็นที่อยู่อาศัยมากกว่าร้านค้า

คนเวนิสคงไม่รู้สึกตื่นเต้นกับคาร์นิวัลเหมือนนักท่องเที่ยว ดึกป่านนี้ทุกคนคงเข้านอนกันหมดแล้ว ด้วยบ้านทุกหลังปิดประตูหน้าต่างเงียบ

ยกเว้น…บ้านหลังสุดท้ายที่อยู่ก้นตรอก…

เป็นตึกเก่าทาสีส้มอมชมพู สองข้างประตูปลูกต้นมะนาว กลิ่นหอมอ่อนๆ ในอากาศมีที่มาจากมะนาวสองต้นนี้นั่นเอง อายุอานามของมันน่าจะไม่ต่ำกว่าสิบปี ด้วยกิ่งก้านนั้นดูแข็งแรง และใบสีเขียวเข้มก็ดูเป็นมัน ตอนเดินผ่านต้นมะนาวไป ลดานิดาแอบเห็นลูกสีเหลืองสดซ่อนตัวอยู่ใต้พุ่มใบ

เห็นแบบนี้แล้วอดนึกถึงใครบางคนไม่ได้..ถ้าอยู่เมืองไทยละก็ เพื่อนสนิทคนนั้นของเธอคงจะเก็บมาทำทาร์ตมะนาวให้กินอร่อยไปแล้ว

แสงจากโคมที่แขวนอยู่หน้าบ้าน ส่องให้เห็นสินค้ากระจุกกระจิกที่จัดวางไว้อย่างสวยงาม

อ้อ…เป็นร้านขายของนั่นเอง…ลดานิดาพึมพำ

เหนือประตูแขวนป้ายเล็กๆ ที่ทำด้วยเหล็กดัด เขียนคำว่า ‘Sposa Maledetta’ อันเป็นภาษาอิตาเลียนที่มีความหมายว่า Cursed Bride หรือ ‘เจ้าสาวที่ต้องคำสาป’

ฟังแล้วขนลุกในแวบแรก

หากทว่าในอีกวินาทีต่อมา ลดานิดากลับรู้สึกถึงความท้าทาย เย้ายวนใจ จนต้องก้าวเข้าไปหาโดยไม่ทันรู้ตัว

เจ้าสาวต้องสาป…คำนั้นทั้งน่ากลัว ลึกลับและน่าค้นหาในเวลาเดียวกัน

ใครกันนะช่างคิดตั้งชื่อร้านได้น่าสนใจเช่นนี้

แรงดึงดูดมีมากเสียจนลดานิดามิอาจห้ามใจตัวเองได้ อาจเพราะเธอกำลังจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าในร้านจะมีคำสาปอะไร

ไหนๆ ก็หลงมาจนถึง Sposa Maledetta แล้ว นี่อาจจะเป็นโชคชะตาก็ได้ ที่พาหล่อนมาจนถึงร้านที่ดูสวยงามและลึกลับ ตั้งอยู่สุดตรอกซึ่งอยู่ไกลหูไกลตาผู้คน

คิดยังไม่ทันถ้วนถี่ว่าควรจะเข้าไปชมสินค้าในร้านหรือไม่ เท้าทั้งสองข้างก็พาลดานิดามาหยุดอยู่หน้าร้านเป็นที่เรียบร้อย

ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป ลดานิดาพบว่าภายในร้านว่างเปล่าปราศจากคนขาย

“สวัสดีค่ะ…มีใครอยู่ไหมคะ” ลดานิดาส่งเสียงทักทายเป็นภาษาอิตาเลียนตะกุกตะกัก หากทั้งร้านมีแต่ความเงียบสงัด

“สวัสดีค่ะ…มีใครอยู่ไหม”

คราวนี้เธอเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ เพราะนึกขึ้นได้ว่าหากเจ้าของร้านตอบกลับมาเป็นภาษาอิตาเลียนเธอคงไม่เข้าใจ ประโยคที่เอ่ยออกไปในตอนแรก เป็นประโยคที่ท่องจำมาจากคู่มือนักท่องเที่ยว หากทว่าก็ยังไม่มีเสียงตอบอยู่ดี

ที่นี่คงไม่มีขโมย หรือถ้าจะมี ขโมยก็คงไม่สนใจของพวกนี้ เจ้าของก็เลยไม่ได้สนใจว่าจะต้องนั่งเฝ้าร้านตลอดเวลา

เทียนหอมที่วางอยู่บนเคานเตอร์ยังส่องแสงสว่างวอมแวม กลิ่นเวอร์บีนาหรือดอกมะนาว หอมกรุ่นเข้ากับบรรยากาศของร้านเป็นอย่างดียิ่ง

ลดานิดาชอบร้านลักษณะเช่นนี้มาก

Sposa Maledetta เป็นร้านขายของกระจุกกระจิก เหมาะสำหรับคนที่กำลังจะเข้าพิธีแต่งงานเป็นอย่างมาก ภายในร้านมีครบครันทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ของเล็กๆ อย่างริบบิ้นผ้าไหม ไปจนถึงของชิ้นใหญ่อย่างชุดเจ้าสาว สินค้าทุกชิ้นเป็นของวินเทจ เน้นความเรียบหรู มีลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ และมีลูกไม้ประดับ

ประเมินดูด้วยสายตา ลดานิดาคาดว่าเกินกว่าครึ่งเป็นของเก่าที่ยังอยู่ในสภาพดี พร้อมกันนั้นก็นึกในใจว่าหากร้านนี้ตั้งอยู่ที่เมืองไทย คงขายของแทบไม่ได้

เจ้าสาวเอเชียส่วนมาก ไม่น่าจะมีใครอยากใช้ชุดเก่าของคนอื่นในวันแต่งงานของตัวเอง หากเจ้าสาวชาวยุโรปไม่ได้ถือเรื่องพวกนี้ เพื่อนฝรั่งของลดานิดาหลายคน นิยมสวมชุดเจ้าสาวของแม่ ในวันแต่งงานของตัวเองด้วยซ้ำ

มองจากภายนอกเหมือนในร้านจะแคบ หากพอเข้ามาแล้วลดานิดากลับพบว่าไม่แคบอย่างที่คิด เจ้าของจัดวางข้าวของแยกกลุ่มเอาไว้อย่างมีระเบียบ และตัวร้านยังลึกเข้าไปด้านในอีกหลายเมตร

เธอค่อยๆ เดินสำรวจไปทั่วร้าน มองนั่นนี่ด้วยสายตาสนใจ มีบันไดซ่อนอยู่ในมุมลึกสุด ลดานิดาจึงเดาว่าเจ้าของน่าจะพักอยู่บนชั้นสอง และถัดจากบันไดไปเล็กน้อยมีหุ่นลองเสื้อที่ทำจากไม้อยู่ตัวหนึ่ง มองด้วยตาก็รู้ว่าหุ่นก็เป็นของเก่าแก่

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่าหุ่น ก็คือของที่อยู่บนศีรษะของหุ่นตัวนั้น…

ผ้าบางเบาที่ทำจากลูกไม้ถักด้วยมือสีงาช้างทิ้งตัวลงมายาวจนจรดพื้น สายลมเย็นๆที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ พาให้ผ้าผืนนั้นพลิ้วไหว…

…Veil…

…ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว…

ดวงตาของลดานิดาเบิกกว้าง ด้วยไม่เคยเห็นผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวผืนไหนงดงามเท่าผืนนี้มาก่อน

ลวดลายดอกมะนาวกระจิริดนั้นน่ารักอ่อนหวาน เหมือนจริงจนลดานิดาแทบจะได้กลิ่นหอมลอยออกมาจากผ้า ลดานิดาเห็นแม้กระทั่งนกตัวจิ๋วที่แอบซ่อนอยู่ระหว่างช่อดอกไม้ ใครก็ตามที่ถักผ้าผืนนี้ขึ้นมา ต้องทำด้วยใจรัก บรรจง ตั้งอกตั้งใจเป็นอย่างยิ่ง จึงดูพิเศษและไม่เหมือนผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวผืนไหนๆ ที่หญิงสาวเคยเห็นมา

ดวงตาของเธอจ้องมองผ้าที่สวมอยู่บนศีรษะของหุ่นแน่วนิ่งราวต้องมนตร์สะกด

แวบหนึ่งนั้น แสงจากดวงไฟสะท้อนให้เกิดเงาพร่าพรายบนผ้าผืนยาว ราวกับว่าจู่ๆ มันก็จะเลือนหายไปต่อหน้าต่อตาได้ เหมือนสายหมอกที่ถูกแรงลมพัดให้สลายหายไป

แต่แล้วพอลดานิดากะพริบตาถี่ๆ ผ้าผืนนั้นก็กลับปรากฏชัดเจนเหมือนเก่า

ลดานิดาเห็นรอยเปื้อนสีเหลืองอยู่บนด้านหลังของผ้า ไม่ใช่รอยสกปรกหากเป็นรอยเปื้อนที่เกิดจากกาลเวลา ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวผืนนี้คงมีอายุหลายสิบปี

จะดีแค่ไหน…ถ้าหล่อนได้สวมมัน

ความคิดนั้นวาบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ราวสายฟ้าที่สว่างวาบ และลดานิดาก็อดตกใจมิได้ ด้วยความคิดเช่นนี้ไม่เคยอยู่ในหัวของเธอมาก่อน

“เจ้าสาวที่เป็นคนเอเชีย ที่ฉันรู้จัก…ส่วนมากไม่ชอบซื้อของเก่าไปใช้หรอกนะแม่หนู”

เสียงกังวานใสที่ดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง ทำเอาลดานิดาถึงกับสะดุ้งโหยง

“อุ๊ย” หล่อนร้องอุทานด้วยความตกใจ

ลดานิดาหันกลับไปพบหญิงสูงวัยท่าทางใจดีคนหนึ่งยืนอยู่เงียบๆ อยู่ที่เชิงบันได ผมสีเทาเงินของเธอเป็นมันเงาอย่างคนสุขภาพดี ศีรษะของเธอมีผ้าผืนหนึ่งคลุมเอาไว้ ชายผ้าตกลงมาบดบังดวงหน้าครึ่งหนึ่งให้อยู่ในเงามืด

ดวงหน้าเหี่ยวย่นครึ่งที่เผยให้เห็นเต็มไปด้วยความอารี และนั่นทำให้ลดานิดาอดนึกถึงนางฟ้าใจดีในนิทานที่เคยฟัง เมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็กมิได้

“ตายจริง” หญิงเจ้าของร้านหัวเราะ ดวงตาหลังแว่นวาวของเธอเปล่งประกายระยับ “ขอโทษนะจ๊ะ ที่ทำให้แม่หนูตกใจ”

“เอ้อ…ค่ะ” ลดานิดาส่งยิ้มให้อีกฝ่าย “หนูต่างหากที่เป็นฝ่ายต้องขอโทษ ที่บุกเข้ามาในร้านของคุณยามวิกาล”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ” หญิงเจ้าของร้านหัวเราะเบาๆ “ถ้าประตูร้านเปิด…นั่นหมายความว่า ฉันยินดีที่จะต้อนรับ…”

“ฉันกำลังจะแต่งงานในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้แล้วละค่ะ ตอนแรกเจ้าบ่าวของฉันนัดกันว่าจะมาเจอกันที่นี่ แต่เขาเกิดติดธุระขึ้นมากะทันหัน ฉันเลยตัดสินใจเที่ยวคนเดียว ถือเป็นการส่งท้ายชีวิตโสด”

บรรยากาศเป็นกันเอง กลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้ลดานิดาสบายใจมากพอจะเล่าเรื่องของตัวเองให้เจ้าของร้านฟัง

“ฉันรู้…ฉันรู้ว่าเธอกำลังจะแต่งงาน” หญิงชราผู้นั้นเอ่ยเสียงราบเรียบ รอยยิ้มบนดวงหน้ายังคงความใจดีไม่เปลี่ยนแปลง ลดานิดาพยายามเขม้นมองดวงหน้าเสี้ยวที่ถูกผ้าคลุมศีรษะบดบัง หากทว่าไม่เห็นสิ่งใดนอกจากเงามืด“เพราะมีแต่คนที่กำลังจะเป็นเจ้าสาวเท่านั้นละ ที่จะหาร้านของฉันพบ”

“ชื่อร้านของคุณออกจะน่ากลัวนะคะ” ลดานิดากล่าวออกไปตามที่ใจคิด “เจ้าสาวที่ต้องคำสาป…”

“หรือไม่จริง” คราวนี้หญิงชรายิ้มกว้าง “หนูไม่คิดหรือจ๊ะว่า แท้จริงแล้ว…การแต่งงานคือการต้องคำสาป”

“แต่มันอาจจะเป็นพรวิเศษก็ได้นะคะ” ลดานิดาแย้ง สำหรับเธอแล้วน่าภูมิใจออกจะตายที่ได้เป็นเจ้าสาวของพีธันดร ดาราหนุ่มคนดังที่สาวๆ เรียกเขาว่า ‘สามีแห่งชาติ’

“จ้ะ” หญิงเจ้าของร้านหัวเราะเสียงแผ่ว “ก็แล้วแต่คนจะมอง…ถ้าหนูมองแค่เปลือกภายนอก สำหรับคนบางคน การแต่งงานก็อาจจะเป็นพรจากสวรรค์อย่างที่ว่า…แต่ก็ไม่ใช่ทุกคู่ที่จะสอบผ่าน มีความสุขไปจนชั่วชีวิต เมื่อคนสองคน แตกต่างทั้งความคิดและภูมิหลังต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน หลายครั้งพรนั้นก็กลับสลายไปเหมือนน้ำค้างต้องแสงแดดในยามเช้า…คำว่า Happily ever after มีแค่ในเทพนิยายเท่านั้นละ…”

“ก็จริงค่ะ” ลดานิดาพยักหน้า เริ่มรู้สึกว่าคุณยายคนนี้อาจจะมีความหลังฝังใจกับการแต่งงานก็ได้ เธอถึงมองพิธีวิวาห์เป็นเหมือนกับคำสาป

“อย่าเอาคำพูดของฉันมาใส่ใจเลยนะจ๊ะ” หญิงชราพูดเหมือนอ่านใจลดานิดาได้ “ฉันก็พูดไปเรื่อยๆ ตามประสาคนแก่น่ะ…ว่าแต่หนูสนใจอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า”

“Veil” ลดานิดาหันกลับไปมองผ้าคลุมหน้าเก่าแก่ผืนนั้น “ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวผืนนั้นค่ะ…ฉันสนใจ…ไม่เคยเห็นผ้าคลุมผมเจ้าสาวผืนไหน สวยเท่าผืนนี้มาก่อนเลย…ราคาแพงไหมคะ”

ท่ามกลางแสงไฟสลัวราง มันพร่าเลือนไปอีกแล้ว คราวนี้เหมือนกับภาพในจอโทรทัศน์ที่ถูกคลื่นรบกวน แต่พอลดานิดาเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็ปรากฏว่าผ้าผืนนั้นยังคงอยู่ที่เดิมบนหุ่นไม้

ไวน์…ต้องเป็นเพราะฤทธิ์ไวน์ที่หล่อนดื่มมาก่อนหน้านี้แน่ๆ

“ของทุกอย่างในโลกใบนี้ล้วนเป็นมายา” หญิงเจ้าของร้านไม่ตอบคำถามของลดานิดา “ผ้าที่เห็น อาจไม่ใช่ผ้าที่เห็น”

“อะไรนะคะ” ลดานิดาพึมพำถาม

“มายา…” สตรีสูงวัยกล่าวเสียงเยือกเย็น “ฉันกำลังพูดถึงสิ่งซึ่งเป็นมายา…เป็นภาพลวงตา”

“คุณหมายถึงอะไรคะ” ลดานิดาขมวดคิ้ว หากไม่อาจละสายตาจากผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวผืนนั้นไปได้

“ไม่มีความหมายอะไร” เสียงหัวเราะแผ่วต่ำในลำคอ “ฉันก็พูดไปตามที่คิด ไม่ได้มีความหมายอะไรจริงจังนักหรอก อย่าเอามาใส่ใจเลย”

“ค่ะ” ลดานิดาถอนใจเบาๆ ในใจยังอยากได้ Veil ที่อยู่บนหุ่นตรงหน้า “ตกลงผ้าผืนนี้ขายไหมคะ..ฉันอยากได้”

“แน่ใจแล้วหรือ…ฉันออกจะไม่สบายใจ” คำตอบของหญิงเจ้าของร้านทำให้ลดานิดาถึงกับประหลาดใจ มีอย่างที่ไหนลูกค้าอยากได้ แต่เจ้าของกลับไม่อยากขาย

“อ้าว…ไม่ขายหรือคะ” สายตาของลดานิดาเต็มไปด้วยความเสียดาย

“ขายจ้ะ” หญิงชราถอนใจเบาๆ “แต่อยากให้หนูฟังเรื่องราวของผ้าผืนนี้ก่อนตัดสินใจซื้อ…ฉันไม่อยากให้เสียใจในภายหลัง”

“ไม่เสียใจหรอกค่ะ” ลดานิดาใจชื้น…นึกว่าจะไม่ขายเสียแล้ว…หรือว่า นี่คือเทคนิคการโก่งราคาของหญิงสูงวัย “ลูกไม้ละเอียดแบบนี้ แทบไม่เคยเห็นเลยนะคะ”

“เป็นลูกไม้ถักมือ ใช้ด้ายพิเศษซึ่งจะหาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว” หญิงเจ้าของร้านเล่า “อายุเกือบร้อยปี…”

“โอ้โห” ลดานิดาทำตาโต

…ลูกไม้ถักมือ…ของล้ำค่าที่สมัยนี้หาไม่ได้อีกแล้ว

ร่างโปร่งระหงเดินเข้าไปจนใกล้ผ้าที่คลุมอยู่บนศีรษะของหุ่นไม้ สายลมจากหน้าต่างพัดให้ผ้าผืนยาวพลิ้วไหวราวมีชีวิต

บางเหลี่ยมบางมุมของผ้า ทำให้สายตาของผู้มองเกิดอาการพร่าเลือนได้อย่างน่าอัศจรรย์

“ฉันคิดอยู่แล้วเชียวว่าเป็นของเก่า แต่ไม่คิดว่าจะอายุมากขนาดนั้น”

“เจ้าของผ้าคลุมหน้าผืนนี้ถักด้วยตัวเอง เธอเคยอยู่ที่นี่…ชื่อของเธอคือธีโอโดเซีย” หญิงชราเอ่ยเสียงแผ่ว ราวกับเกรงใจใครบางคน

“ธีโอโดเซีย” ลดานิดาพึมพำ “ชื่อเพราะมากค่ะ แต่ฟังไม่เหมือนคนอิตาเลียนสักนิด”

“ธีโอโดเซียไม่ใช่คนอิตาเลียน” หญิงสูงวัยส่ายหน้า

จังหวะนั้นเองที่ชายผ้าซึ่งตกลงมาคลุมดวงหน้าครึ่งหนึ่งพะเยิบไหว ลดานิดาคิดว่าดวงหน้าที่ถูกบดบังด้วยผืนผ้า…เหมือนกับมีรอยแผลเป็นพาดยาว

“เธอเป็นยิปซีสาวที่เดินทางมากับเรือเดินสมุทรจากดินแดนไกลแสนไกล ธีโอโดเซียมีฝีมือในการถักลูกไม้มาก…มากพอๆ กับความงามของตัวเธอ ที่งดงามราวดอกกุหลาบแรกแย้ม”

หญิงชราเล่าต่อ ดวงตาคู่ฝ้าฟางจ้องมองผ้าผืนนั้นราวจะรำลึกถึงประวัติความเป็นมาของมัน

“เธอตั้งใจถัก Veil ผืนนี้เพื่อใช้ในงานแต่งงานของตัวเอง งานแต่งงานที่ใครต่อใครพากันอิจฉาไปทั้งเมือง เพราะเจ้าบ่าวมีฐานะร่ำรวยมาก อีกทั้งยังหน้าตาดีมาก สมกันราวกับกิ่งทองใบหยก”

“แล้วยังไงต่อคะ” ลดานิดาฟังแล้วเกิดความรู้สึกแปลกๆ เรื่องที่หญิงชราเล่าไม่น่าจะจบลงเพียงเท่านั้น

เธอถาม…หากไม่ได้หันไปมองคนเล่า เพราะลดานิดาถูก Veil ดึงดูดราวต้องมนตร์ ทำให้ไม่อาจละสายตาไปจากผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวผืนนั้นไปได้แม้แต่วินาทีเดียว

“ธีโอโดเซียไม่ได้แต่งงาน” หญิงชราผู้นั้นเล่าต่อด้วยน้ำเสียงหม่นเศร้า

“อ้าว” คราวนี้ลดานิดาหันกลับมามองหญิงเจ้าของร้าน พร้อมกับถอนใจ “เกิดอะไรขึ้นคะ”

“นั่นสิ…เกิดอะไรขึ้นกับเธอบ้าง…เฮ้อ เรื่องมันนานเสียจนผู้คนลืมเลือนกันไปหมดแล้ว” หญิงสูงวัยพึมพำ พร้อมกับทอดถอนใจยาว

“อย่าสนใจมันเลยนะ เอาเป็นว่าในที่สุดธีโอโดเซียก็ไม่ได้ใช้ผ้าคลุมหน้าที่อุตส่าห์ถักขึ้นมาอย่างตั้งอกตั้งใจ เพราะผู้ชายคนนั้นทิ้งเธอไปก่อนเข้าพิธีแต่งงานเพียงไม่กี่วัน และผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวผืนนี้ก็ถูกขายต่อมาหลายทอด…จนมาอยู่ที่ร้านของฉันในที่สุด”

ลดานิดาฟังแล้วอดจะขนลุกมิได้ ใครจะเชื่อว่าเบื้องหลังผ้าลูกไม้ผืนงาม จะมีเรื่องราวที่น่าเสียใจแฝงอยู่อย่างลึกเร้น

ธีโอโดเซีย…ลดานิดาพึมพำกับตนเอง…เธอจะงดงามเพียงใดกันนะ

เธอคงเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในเวนิส

ขณะเดียวกันก็เป็นเจ้าสาวที่โศกเศร้าที่สุดเช่นกัน…

“ไม่ใช่ธีโอโดเซียคนเดียวนะจ๊ะ…ที่ไม่ได้แต่งงาน” หญิงชราเล่าต่อ “เจ้าสาวอีกสองสามคนที่ซื้อผ้าคลุมหน้าผืนนี้ไปใช้ ก็ไม่ได้แต่งเหมือนกัน”

“ทำไมคะ” ลดานิดาถามอย่าลืมตัว “ทำไมถึงไม่ได้แต่ง”

“ด้วยเหตุผลต่างๆ กัน” หญิงชราว่า “แต่พวกเธอล้วนประสบชะตากรรมเดียวกับธีโอโดเซีย คือถูกเจ้าบ่าวทิ้งไปก่อนวันงาน”

“ผู้ชายพวกนั้นแย่มาก” ลดานิดาอดพึมพำไม่ได้

“สุดท้าย…พอไม่ได้แต่ง พวกเธอก็เอาผ้าคลุมหน้ากลับมาขายคืนให้ที่ร้าน” หญิงเจ้าของร้านเล่าต่อ “ในเมื่อรู้ประวัติอย่างนี้แล้ว…แม่หนูยังจะอยากได้ผ้าคลุมหน้าผืนนี้อยู่อีกหรือเปล่าจ๊ะ”

แสงสลัวรางจากโคมไฟบนเพดานที่ตกต้องผ้าลูกไม้ถักมือ ทำให้ผ้าที่คลุมอยู่บนศีรษะของหุ่นดูยิ่งมีเสน่ห์เชิญชวน

ลดานิดากำลังลังเล…ใจหนึ่งก็อยากได้ หากอีกใจหนึ่งก็เริ่มประหวั่น…

ไม่เกี่ยงเรื่องราคา แพงเท่าไรหล่อนก็มีเงินซื้อ

จะกังวลก็ตรงเรื่องที่หญิงเจ้าของร้านเล่านั่นละ

แต่เรื่องเล่าก็คือเรื่องเล่า ลดานิดามั่นใจว่าเรื่องที่เกิดกับธีโอโดเซียหรือเจ้าสาวคนอื่นๆ ไม่มีวันเกิดขึ้นกับเธอแน่นอน

“ว่าอย่างไรจ๊ะแม่หนู…ตกลงจะซื้อหรือเปล่า” หญิงชราถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย รอยยิ้มบนดวงหน้าเหี่ยวย่นยังดูใจดีเช่นเดิม

“ขอหนูกลับไปตัดสินใจได้ไหมคะ” ลดานิดาต่อรอง พร้อมกับอาการทอดถอนใจยาวด้วยความลังเล…



Don`t copy text!