ร่างสลับอัปสรา บทที่ 3 : คนปากร้าย

ร่างสลับอัปสรา บทที่ 3 : คนปากร้าย

โดย : กุลวีร์

ร่างสลับอัปสรา นวนิยายโรแมนติกคอมเมดี้เรื่องเยี่ยม จากโครงการอ่านเอาก้าวแรกรุ่นที่ ๒ โดย กุลวีร์ ที่กำลังจะเป็นละครในช่องวันเร็วๆ นี้ กับเรื่องของสาวบ้านที่ต้องจับพลัดจับผลูไปเป็นหญิงสาวตัวเก็งเวทีประกวดนางงามระดับชาติ ความอลวนอลเวงพลันบังเกิด นวนิยายสนุกๆ เรื่องนี้ มีให้อ่านที่อ่านเอาที่เดียว

**************************

– 3 –

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

สายลมพัดเอื่อย ขับไล่ความร้อนจากแสงแดดยามบ่ายให้คลายลง ต้นข้าวในผืนนาหลายแปลงกำลังเติบโตแตกใบเขียวงอกงาม ยอดใบลู่ไปตามแรงลม กลิ่นท้องทุ่งยังโชยเข้าจมูกให้รู้ว่าที่แห่งนี้อุดมไปด้วยธัญญาหาร ดังคำที่ผู้คนได้กล่าวไว้ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เสียงน้ำดังจ๋อม ที่ปลากระโดดในทุ่งนายืนยันคำกล่าวนั้นได้อย่างชัดเจน

ใต้ต้นไม้ใหญ่บนคันนาเป็นพื้นที่ประจำในการพักผ่อนหย่อนใจของสามสาว

“ฉันพูดความจริงหมดแล้วทุกอย่าง ถ้าคุณไม่เชื่อ ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไง” คนพูดนั่งคุกเข่า ยกมือไหว้คนที่ยืนอยู่ตรงหน้า จากนั้นสองมือเปลี่ยนมาจับขาคนที่ยังยืนนิ่งแล้วเขย่าโดยแรง “ปล่อยฉันไปเถอะนะ ฉันขอร้องอย่าจับฉันขังไว้ที่นี่เลย” เสียงเว้าวอนของผู้พูดคนเดิม

“ส้มแป้นแสดงได้ดีมากเลย” สุดานั่งมองเพื่อนเล่นละครที่จำมาจากโทรทัศน์ซึ่งเป็นฉากนางเอกถูกพระเอกจับมาขังไว้ในห้อง โดยคนพูดเป็นส้มแป้นและคนยืนคือทองกิ่ง

“กิ่งเห็นด้วย ส้มแป้นเล่นละครเก่ง ถ้าไปคัดเลือกเป็นนักแสดง อนาคตคงจะรุ่ง”

“ถ้าส้มแป้นได้แสดงละคร อย่าลืมขอลายเซ็นพระเอกมาให้ดาด้วยนะ”

“พูดถึงพระเอกคนนั้น แป้นชอบมากเลยนะ อยากเจอตัวจริงสักครั้ง” หล่อนพูดถึงพระเอกหนุ่มซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและโด่งดังอยู่ในขณะนี้

“พี่ชายของกิ่ง ส้มแป้นไม่ชอบแล้วเหรอ” ทองกิ่งเอ่ยถาม

“ตอนนี้แป้นขอเก็บไว้ทั้งสองคนแล้วกัน คนหนึ่งหล่อเข้ม อกน่าซบ ส่วนอีกคนแค่ยิ้มก็โดนใจ พี่ทองก้านยังอยู่ในใจของแป้นเสมอ” หล่อนยิ้มหวานเมื่อนึกถึงหน้าผู้ชายสองคนที่ชอบเก็บไปฝันทุกคืน

“ไม่โลภเลยนะส้มแป้น ถ้าพี่ก้านได้ยินคงปลื้มน่าดู”

“แต่ดาว่า พี่ทองก้านคงอุดหูไม่อยากฟังมากกว่า”

ส้มแป้นเห็นด้วยกับเพื่อนสาวจึงหัวเราะออกมา

“ให้กำลังใจส้มแป้นบ้างก็ได้ สักนิดสักหน่อยก็คงดี” ทองกิ่งบอกสุดา

“ดาอยากให้ส้มแป้นยอมรับความจริงมากกว่าที่จะเพ้อฝันไปเรื่อยๆ อย่างนี้”

“แป้นรู้ว่าพี่ทองก้านคิดอย่างไร แต่ขอให้แป้นเพ้อไปอย่างนี้ดีกว่า มีความสุขดี ใจของพี่ทองก้านเหมือนหินที่จมมิดอยู่ในดินแข็ง แป้นขอเป็นอะไรก็ได้ที่จะแซะดินรอบๆ หินก้อนนั้นให้มันหลุดออกมา แป้นจึงตามตอแยพี่ก้านทุกครั้งที่ได้เจอ สักวันเขาอาจจะใจอ่อนพูดคุยและยิ้มให้กันบ้าง”

“เป็นความคิดที่ดีนะ เลือกวิธีใช้แรงเหมาะกับขนาดตัว”

ทองกิ่งหัวเราะออกมาให้กับคำกล่าวของสุดา

“ข้าวใกล้ตั้งท้องแล้ว แป้นต้องช่วยป้าแดงเตรียมของทำขวัญข้าว” หล่อนเอ่ยขึ้น ยามมองดูต้นข้าวในนา

“ทำขวัญข้าวปีนี้ กิ่งอยากให้พระแม่โพสพนั้นช่วยให้ข้าวในนาของบ้านกิ่งงอกงาม ได้ข้าวมากๆ เมื่อเอาไปขายจะได้นำเงินมาใช้หนี้ลุงแดง”

“พ่อของดาคงเข้าใจ อย่าคิดมากเลยกิ่ง”

หล่อนชวนเพื่อนสองคนเปลี่ยนบรรยากาศ “แป้นว่าพวกเราไปเดินดูข้าวในนาจนถึงท้ายวัดดีกว่า แล้วไปไหว้พระด้วยกัน เมื่อวานวันเกิดแป้นยังไม่ได้ขอพรจากองค์พระเลย”

สามสาวเดินเรียงแถวไปตามคันนา ชะโงกหน้าดูต้นข้าวไปด้วยพร้อมกับร้องเพลง สามเสียงประสานกันเป็นบทเพลงสนุกสนาน ที่ใครๆ ก็ร้องตามได้

เมื่อถึงผืนนาแปลงที่อยู่ใกล้ท้ายวัด มีไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งตั้งตระหง่าน บ่งบอกว่าตรงนี้คืออาณาเขตของวัดนาหลาย

ใต้ต้นไม้นั้นมีเด็กวัดนอนเอกเขนกอยู่ ผ้าขาวม้าปิดหน้าปิดตา ขาสองข้างเหยียดตรง ปลายเท้ากระดิกเป็นจังหวะตามทำนองเพลงที่ลอดมาจากริมฝีปาก เขายังตื่นรู้สึกตัวดี มือข้างหนึ่งถือผลทรงกลมสีเหลืองจ่อตรงจมูกใต้ผ้าขาวม้าผืนบางเพื่อสูดกลิ่นหอม

พวกหญิงสาวเดินอย่างแผ่วเบาที่สุดเข้าไปในวัด โดยที่ไม่ให้เพื่อนชายรู้ตัว แต่เสียงฝีเท้าของคนตัวใหญ่อย่างหล่อน คงไม่รอดพ้นประสาทหูของคนที่นอนอยู่ใต้โคนต้นอินจัน ชายหนุ่มจึงยกผ้าขาวม้าออกจากใบหน้าแล้วหันมองมาทางสามสาว

“หวัดดีคูน พวกเรามาดูข้าวในนาแล้วจะไปไหว้พระในวัด” หล่อนเริ่มพูดขึ้นก่อน เพราะเป็นคนต้นคิดที่ให้ย่องเบา ไม่อยากให้ชายหนุ่มรู้ว่าตัวเองผ่านมาทางนี้

เขารีบลุกขึ้นนั่งแล้วยืนอย่างรวดเร็ว เดินเข้าไปหาสามสาว

“นั่นลูกจันใช่ไหม” ทองกิ่งถามถึงสิ่งที่อยู่ในมือคูน

“ใช่แล้ว มันกำลังหอมมาก ช่วงนี้นานๆ ทีจะมีให้เห็น” ชายหนุ่มยื่นผลทรงกลมสีเหลืองออกมาด้านหน้า

“ลูกจันจริงๆ ด้วย ดาว่าหอมดีนะ”

“เอาไปไกลๆ เลย แป้นไม่ชอบกลิ่นของมัน” หล่อนมีความเห็นต่าง ยกมือขึ้นปิดจมูกแล้วหันหน้าไปอีกทางหนึ่ง

คูนได้ยินจึงรีบวิ่งนำลูกจันไปวางไว้ใต้ต้นดังเดิม เขาคงไม่อยากให้หล่อนอารมณ์เสีย และพาลไม่อยากเห็นหน้าเขา

ระหว่างที่เดินไปยังอุโบสถของวัด สามสาวเดินเรียงหน้ากระดาน และมีหนึ่งหนุ่มเดินตามหลัง

“วันมะรืนเป็นวันประกวดสาวงามสยามประเทศ กิ่งมาดูกับพวกเราไหม ช่วยกันลุ้น น่าจะสนุกดี” หล่อนอยู่ตรงกลางซึ่งชอบดูการประกวดสาวงามเป็นชีวิตจิตใจชวนเพื่อนสาว

“คูนจะมาดูกับพวกเราด้วยก็ได้” สุดาเชิญคนด้านหลัง

“เราไม่ไปหรอก การประกวดสาวงามเป็นเรื่องของผู้หญิง ถ้ามีเราอยู่ด้วยอาจเสียบรรยากาศได้” คูนพูดอย่างเจียมตัว

ทั้งสี่คนเดินมาถึงหน้าทางเข้าอุโบสถ “ถ้าวันนั้นคูนเปลี่ยนใจ มาดูกับพวกเราได้ บ้านดายินดีต้อนรับเสมอ”

“ดาพูดอย่างนี้ได้ยังไง ชวนผู้ชายเข้าบ้าน ไม่เข้าท่าเลยนะ” หล่อนมองมาทางคนข้างตัว

“คูนเป็นเพื่อนพวกเรา เพื่อนชวนเพื่อนมาเล่นสนุกที่บ้าน ดูไม่ดีตรงไหน”

“กิ่งเห็นด้วยกับดา”

เมื่อมีความคิดไม่ตรงกับผองเพื่อนเพราะกลัวชาวบ้านคิดว่าคูนกับหล่อนนั้นไม่ใช่เพื่อนกัน หญิงสาวจึงไม่อยากยืนอยู่ตรงนี้ “แป้นขอตัวเข้าไปไหว้พระข้างในก่อนแล้วกัน”

เมื่อพูดจบหล่อนทำหน้าบึ้งใส่ชายหนุ่ม แล้วเดินเข้าไปด้านในสถานที่ที่ตั้งใจมาขอพร

ภายในอุโบสถไม้สักหลังเก่า เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปทำจากสำริดซึ่งมีสีน้ำตาลไหม้ทั่วทั้งองค์ ยังมีร่องรอยบอกถึงความเก่าแก่ ผ่านเวลามาหลายสิบปีที่ตั้งอยู่ในวัดนาหลาย คนในหมู่บ้านมากราบไหว้ขอพรเป็นประจำเพื่อให้พบเจอสิ่งดีหรือรอดพ้นจากเภทภัย

หญิงสาวคลานเข่าเข้ามานั่งใกล้ฐานสูงสี่ฟุตรองรับพระพุทธรูปที่มีความสูงพอๆ กัน หล่อนนั่งท่าเทพธิดาอย่างเคยชิน สองมือยกขึ้นมาพนมไหว้ตรงกลางอก เงยหน้าจ้องมองพระพุทธรูปที่มีลําพระองค์ตั้งตรง พระบาททั้งสองซ้อนกันโดยข้างขวาทับอยู่บนข้างซ้าย ส่วนพระหัตถ์ขวาวางซ้อนหงายอยู่บนพระหัตถ์ซ้ายซึ่งวางซ้อนกันบนพระเพลา

หล่อนก้มกราบแล้วเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์ของพระพุทธรูปอีกครั้ง “ดิฉัน นางสาวส้มแป้น เลิศลอย เนื่องในวันเกิดครบยี่สิบปี หากผลบุญที่ตัวเองเคยสั่งสมไว้มีมากพอ ขอให้ชีวิตต่อจากนี้ ได้สมความปรารถนาตามที่หวังไว้ และขอให้ได้ชิดใกล้กับคนที่อยู่ในดวงใจด้วยเถิด”

เมื่อกล่าวจบหญิงสาวตั้งจิตอธิษฐาน นึกถึงการได้เป็นคนสวยยืนอยู่บนเวทีประกวดสาวงามพร้อมทั้งได้รับมงกุฎ และก่อนที่หล่อนก้มกราบลาองค์พระประธาน ส้มแป้นยังนึกถึงพระเอกคนนั้นที่ตนชื่นชอบอีกด้วย เมื่อเดินออกมานอกอุโบสถ เพื่อนสามคนยังยืนรออยู่ที่เดิม คุยกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“แป้นนึกว่าจะเข้าไปไหว้พระด้วยกัน”

“กิ่งกับดาไม่กล้าเข้าไปขอพรพร้อมกับส้มแป้นหรอก กลัวท่านจะจำได้ไม่หมด ถ้าให้ตามที่ส้มแป้นขอไม่ครบ จะทำยังไง” ทองกิ่งหัวเราะออกมา

“แป้นไม่ได้ขออะไรเยอะแยะ ขอแค่ให้สมความปรารถนา”

“แค่นั้นก็เยอะแล้วนะ เพราะส้มแป้นมีเรื่องที่อยากให้สมหวังมากมาย”

“ดาพูดเกินไป แป้นว่าดาพูดทีไร แป้นรู้สึกแสบๆ คันๆ ทุกที” เมื่อได้ยินคำพูดของส้มแป้น คนทั้งสี่ที่ยืนอยู่หน้าอุโบสถหัวเราะออกมาพร้อมกัน

ก่อนที่หล่อนจะก้าวขาเดินนำออกไป ลมวูบหนึ่งพัดเข้ามาพร้อมกับเสียงเสียงหนึ่งราวกับมาพูดกระซิบข้างหู “จงเตรียมตัวรับสิ่งที่เจ้าต้องเป็น”

หล่อนเหลียวหน้าเหลียวหลัง มองดูรอบตัว เสียงคนพูดแน่ๆ แม้จะเป็นเสียงแผ่วเบาก็ตาม แต่น้ำเสียงไม่ใช่ของเพื่อนสามคนนี้แน่นอน

“เป็นอะไรส้มแป้น มองหาใคร” คูนพูดออกมาเมื่อเห็นท่าทางของหล่อน

“พวกเธอได้ยินใครพูดอะไรไหม”

“หูแว่วหรือเปล่าส้มแป้น ลมพัดมาข้างหูอาจทำให้เกิดเสียงประหลาดก็ได้”

“คงเป็นอย่างนั้น แป้นคงหูแว่วไปเอง”

หญิงสาวจึงไม่สนใจกับคำกระซิบ เพราะคิดว่าเป็นเสียงของลมที่พัดผ่านหูตามคำของเพื่อน แต่หล่อนจะรู้หรือไม่ บางสิ่งในโลกใบนี้อาจพิสูจน์ไม่ได้ ต้องพบเจอด้วยตัวเองถึงจะรู้ เพราะเสียงที่มาบอกนั้น เพื่อให้หล่อนเตรียมพร้อมกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

พวกหล่อนเดินมาถึงหน้าวัดพบชายผู้หนึ่งกำลังเดินผ่านไป เมื่อเจอคนที่ชื่นชอบและทำให้หัวใจสั่นไหว หญิงสาวร่างอวบจึงเข้าไปแซะอย่างที่ตั้งใจไว้

“พี่ทองก้านไปไหนมาจ๊ะ” หล่อนตะโกนถามพร้อมกับเร่งฝีก้าวให้เร็วขึ้นเพื่อเข้าใกล้หนุ่มหน้าตาคมเข้ม คิ้วหนาดกดำ แล้วปล่อยให้เพื่อนอีกสามคนต้องก้าวขายาวตามหลังมา

หากคนถูกเรียกจำเป็นต้องหยุดอยู่กับที่

“พี่ก้านไปไหนมาจ๊ะ หรือว่ามาตามฉันกลับบ้าน” น้องสาวถามย้ำอีกครั้ง

“พี่กำลังจะไปดูข้าวในนาของบ้านเรา ไม่คิดว่าจะมาเจอกิ่งอยู่ที่วัด”

คนตอบคำถามคงคาดไม่ถึง ว่าจะได้เจอเพื่อนของน้องสาว โดยเฉพาะหล่อนที่ยืนส่งยิ้มและสายตาหวานเยิ้มให้กับเขา

“พี่ทองก้านจ๊ะ แป้นขอบคุณมากสำหรับการ์ดอวยพรวันเกิดที่พี่เขียนให้ แป้นจะเก็บไว้อย่างดี”

“พี่ทำเพื่อน้องสาวของพี่ ไม่ใช่ทำเพื่อใคร”

หล่อนไม่สะทกสะท้านกับคำพูดของเขา “แต่แป้นขอคิดว่าพี่ทองก้านทำเพื่อคนตัวน้อยๆ คนนี้ก็แล้วกัน” คนที่มีขนาดตัวตรงข้ามกับคำพูด ออกอาการขวยเขินเมื่ออยู่ต่อหน้าชายที่แอบปลื้ม

“คิดอย่างนั้นก็ตามใจ แต่พี่ไม่ได้คิดอะไร ฝากบอกเพื่อนกิ่งด้วยแล้วกัน” เขาเลี่ยงที่จะพูดกับหล่อน หันหน้ามาคุยกับน้องสาวแทน

หญิงสาวรู้ตัวอีกที ชายหนุ่มกำลังเดินห่างออกไป จึงก้าวเท้าตามอย่างเร็วไว สามคนที่ยืนฟังการสนทนาอยู่นั้นต้องก้าวตามไปอย่างไม่ทันตั้งตัว

เมื่อส้มแป้นรู้ว่าก้าวเร็วยังไงคงตามไม่ทันพี่ทองก้าน หล่อนต้องทำให้คนเดินนำหน้าหยุดก้าวขา จึงกล่าวออกไป “แป้นรู้ว่าพ่อของพี่ทองก้านติดหนี้ลุงสิงห์แล้วยังไม่มีจ่าย ถ้าพี่ยอมแต่งงานกับแป้น แป้นจะขอให้ลุงสิงห์ยกหนี้ให้พ่อของพี่หมดเลยและจะยกนาแปลงที่เช่าอยู่ให้เป็นของพี่ ไม่ต้องเสียค่าเช่าอีกต่อไป”

หล่อนขอยืมความคิดของป้าแดงมาใช้หยุดรั้งเขา ทั้งที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้ ขอแค่ให้ชายหนุ่มหันหน้ามาคุยกันบ้าง แล้วได้ผลตามที่คิดไว้

ทองก้านหยุดเดินกะทันหัน หันมาด้วยสีหน้าที่เรียกได้ว่าโกรธจนหน้าแดง เขาเดินเข้ามาหาหล่อน “ฝันไปเถอะ พี่ยอมอดตายดีกว่าจะเอาเธอเป็นเมีย ตัวใหญ่อย่างกับยักษ์ ดำเหมือนสำลีเม็ดใน ฟันโผล่ออกมานอกปากแทบจะเจาะหน้าพี่ได้อยู่แล้ว คิดหรือว่าแบบนี้พี่จะชอบ ต่อให้ลุงแดงใส่พานมาประเคนให้ฟรีๆ พี่ก็ไม่อยากได้”

หล่อนอึ้งกับคำพูดของชายตรงหน้า เหมือนเขาปาบอลลูกใหญ่ใส่ตัวอย่างแรง แล้วไม่ได้ตั้งหลักคอยรับจึงโดนกระแทกเต็มที่ ทั้งจุก ทั้งเจ็บ พูดแบบนี้เตะก้านคอให้สลบเลยจะดีกว่า

หล่อนยังมองหน้าเขาไม่ยอมหลบสายตา คำที่เขาพูดออกมาทำให้น้ำใสรื้นขอบตาไม่รู้ตัว หล่อนหันหลังวิ่งออกไปจากตรงนั้น

ชายหนุ่มอีกคนที่ยืนดูเหตุการณ์เห็นเพื่อนสาวหายเข้าไปในวัดก็วิ่งตามหลังไป

“พี่ก้านทำไมไปว่าส้มเป็นแบบนั้น มันเลวร้ายมากเลยรู้ไหม” น้องสาวต่อว่าพี่ชาย

ตอนที่เห็นน้ำตาของหญิงสาว เขาเริ่มรู้สึกผิดที่พูดไม่ดีออกไป “พี่ต้องพูดแบบนั้นแหละ ส้มแป้นจะได้เลิกหวังกับคนอย่างพี่เสียที กิ่งน่าจะรู้ ผู้หญิงแบบนั้น ต่อให้พี่มองยังไงก็ไม่ใช่คนที่พี่ชอบ”

“ส้มแป้นไม่ได้คิดอย่างที่พูดหรอกพี่ทองก้าน” สุดาเอ่ยขัดขึ้นมา

“พี่รู้ว่าส้มแป้นล้อเล่นกับพี่ แต่อยากพูดเพื่อให้ไม่ต้องคิดอะไรกับพี่ จะได้เลิกวุ่นวายหรือตอแยพี่เสียที” ทั้งที่รู้สึกผิดแต่ทองก้านยังหัวเราะเบาๆ แล้วเดินจากไป

“พี่ชายของกิ่งร้ายกว่าพระเอกละครในโทรทัศน์เมื่อคืนเสียอีก นี่ถ้าดาไม่ได้ยินกับหูคงไม่คิดว่าพี่ทองก้านจะพูดไม่ดีออกมาได้ คนหน้าตาดีเป็นแบบนี้ทุกคนรึป่าว”

สุดาหันหน้ามาถามเพื่อน แล้วชวนกันเดินเข้าไปในวัดอีกครั้ง

ทองก้านคงคิดว่าคำพูดแค่นี้จะทำให้หล่อนต้องเจ็บช้ำ จนล่าถอยไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับเขา

 

คำพูดร้ายๆ ออกจากปากคนที่แอบชอบ ก็ไม่ต่างจากอีกฝ่ายส่งยิ้มให้ ก่อนนำไม้หน้าสามฟาดหน้าอย่างจัง หล่อนไม่ทันตั้งตัว พูดออกมาอย่างนี้ ยกขาขึ้นถีบให้ล้มลงไปกองกับพื้น ก็จะไม่ว่าอะไร เจ็บที่โดนกระทำแบบนั้น อาจเจ็บน้อยกว่าคำพูดต่างๆ เมื่อสักครู่ที่ผ่านเข้าหู

ความเสียใจซึ่งไม่คาดคิดจะได้ยินคำเหล่านั้น ส่งผลให้น้ำตาเอ่อมาที่ขอบตาทั้งสองข้าง เมื่อรู้สึกว่าตาเริ่มชุ่มน้ำ และมีความอายถ้าอีกฝ่ายเห็นน้ำตา จึงออกมาจากตรงนั้นอย่างเร็วไว

หล่อนเข้ามาในเขตของวัดอีกครั้ง ก้าวเร็วจนกลายเป็นวิ่ง เมื่อเริ่มเหนื่อยเปลี่ยนเป็นเดินก้าวขายาว แต่ไม่ยอมหยุดอยู่กับที่ มือยกขึ้นมาเช็ดน้ำตาออกไปจนหมดไม่มีเหลือ

มีเสียงผู้ชายเรียกอยู่ด้านหลัง “ส้มแป้น หยุดก่อน”

หล่อนรู้ว่าเป็นเสียงของผู้ใด จึงยังเดินต่อไป ไม่สนใจเสียงเรียกนั้นที่เอ่ยออกมาซ้ำๆ แต่ต้องหยุดเดิน เพราะมีอาการเหนื่อยมากขึ้น

“ส้มแป้นรอเราด้วย”

“คูนตามแป้นมาทำไม” คนที่เดินตามหลังไม่ยอมตอบคำถาม กำลังเดินเข้ามาใกล้หล่อน “หรือจะมาสมน้ำหน้าคนอย่างแป้น ที่ถูกพี่ทองก้านต่อว่าอย่างนั้น”

“เราไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น แค่เราเป็นห่วงเพื่อน”

เมื่อได้ยินคำพูดของคูน หล่อนลดความโกรธลงและยอมคุยดีด้วย

“แป้นเสียใจกับคำพูดของพี่ทองก้าน มันกะทันหันเกินไป ไม่คิดว่าพี่ทองก้านจะพูดไม่ดีกับแป้นได้ขนาดนี้”

แม้ไม่อยากให้เขาเข้าใกล้หรือสนิทกันมากกว่าที่เป็น แต่ตอนนี้มีเขาเพียงคนเดียวที่จะรับฟังได้ หล่อนจึงระบายความในใจออกมา

“ถ้าส้มแป้นเสียใจร้องไห้ออกมาก็ได้”

“แป้นไม่ใช่คนที่จะร้องไห้พร่ำเพรื่อ บ่อน้ำตาตื้นขนาดนั้น ตอนนี้หายดีแล้ว แป้นเป็นฝ่ายผิดเองที่แกล้งพูดเรื่องหนี้ขึ้นมา สมควรแล้วที่พี่ทองก้านจะโกรธ”

“อย่าคิดมากแล้วกัน คำพูดของคนที่เกิดจากอารมณ์โกรธ บางครั้งก่อนจะพูดออกมาจึงไม่ได้ยั้งคิด หรือไตร่ตรองให้ดี เราเป็นคนฟังสามารถฟังได้ แต่อย่าเก็บเอามาคิดให้ทุกข์ใจ นั่นคือสิ่งดีที่สุดที่ควรทำ”

“สาธุ” หล่อนยกมือขึ้นไหว้

“จะมาสาธุอะไร เราไม่ได้เทศน์ให้ส้มแป้นฟัง”

“พูดมาขนาดนี้ แป้นเกือบบรรลุธรรมบางประการแล้ว” หญิงสาวมีรอยยิ้ม และพูดต่อ “คิดมากก็แก่เร็ว แป้นยังไม่อยากแก่ พูดได้พูดไป แต่คนอย่างแป้นไม่สนใจหรอก วันไหนนางสาวส้มแป้นสวยขึ้นมา พี่ทองก้านจะต้องถอนคำพูดแน่นอน” หล่อนพูดอย่างเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งตัวเองจะต้องเป็นคนสวย

“เราเห็นส้มแป้นคิดได้อย่างนี้ก็สบายใจ คำพูดคนเหมือนกับลมผ่านข้างหู บางครั้งปล่อยให้มันผ่านเข้าหูได้ แต่สมองอย่าไปจำคำพูดที่ไม่ดีก็พอ”

สิ้นเสียงพูดของชายหนุ่ม สองสาวที่เป็นเพื่อนสนิทเดินตามเข้ามาสมทบ

“ส้มแป้นเดินกลับบ้านไปก่อน ดาจะไปเอาของที่บ้านกิ่ง แล้วจะรีบตามไป ถ้าคูนว่างเดินไปกับส้มแป้นด้วยก็ได้” สุดาบอกแล้วยังจูงมือเพื่อนอีกคนให้ออกห่าง ก่อนที่หล่อนจะถามอะไรมากไปกว่านี้

หญิงสาวตะโกนบอก “ฝากบอกพี่ทองก้านด้วยนะ ว่าแป้นยังชอบพี่ก้านเหมือนเดิม” หล่อนเดินไปทางหน้าวัด ไม่สนใจเพื่อนชายที่ยืนอยู่ด้วยกัน

แม้หล่อนจะมีท่าทีเหินห่าง ไม่อยากเข้าใกล้ แต่คูนไม่เคยถือสา เพราะคำว่าเพื่อนนั้นไม่อาจตัดขาดกันอย่างง่ายดาย

บ้านครึ่งไม้ครึ่งปูนขนาดใหญ่ หลังคาทรงปั้นหยา ตั้งโดดเด่นอยู่ตรงกลางบนพื้นที่กว้าง ซึ่งปลูกต้นไม้ไว้ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านเป็นที่โล่ง ใครผ่านไปผ่านมาคงรู้ว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านของผู้ใหญ่เรือง

โต๊ะหินอ่อนใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ตรงทางเข้าบ้าน ชายหญิงสองพี่น้องนั่งคุยเรื่องสัพเพเหระตามประสาของคนที่นานๆ ครั้งจะได้เจอหน้ากัน

“คราวนี้ พี่พร้อมกลับมาอยู่บ้านเกือบอาทิตย์ งานที่พี่ทำอยู่เป็นไงบ้าง หรือเขาเลิกจ้างพี่แล้ว”

“ปากเสีย มาว่าพี่ตกงาน” ชายร่างท้วม ศีรษะไร้เส้นผม ตอบออกมา

“หรือไม่จริง ปกติเห็นพี่มานอนค้างบ้านแค่วันสองวัน ก็เข้ากรุงเทพหายหน้าไปเป็นเดือนๆ”

“ช่วงนี้กองถ่ายหยุดพัก พวกเขากำลังเตรียมละครเรื่องใหม่ พระเอกหาได้แล้ว แต่เหลือตัวนางเอกยังหาไม่ได้” พร้อมเป็นหนึ่งในทีมงานกองถ่ายละครของสถานีโทรทัศน์

ผู้ช่วยผู้กำกับในวัยสามสิบปีบอกชื่อพระเอกให้น้องสาวรับรู้

“ทำไมไม่เอานางเอกคู่ขวัญคนนั้นมาเล่นด้วยกัน ตอนนี้ชาวบ้านกำลังชอบนะพี่”

“ผู้ใหญ่ของช่องบอกว่า นางเอกคนนั้นปีนี้ลงละครหลายเรื่องแล้ว กลัวคนจะเบื่อขี้หน้า แล้วตอนนี้พระเอกคนนี้กำลังดังมาก จึงอยากได้นางเอกใหม่มาคู่กัน เพื่อให้พระเอกดันให้เป็นนางเอกของช่องอีกคน ช่วงนี้พี่จึงมาพักผ่อนอยู่บ้านแล้วค่อยลุยงานต่อ”

น้องสาวไม่ได้สนใจคำของเขา เพราะสายตานั้นมองไปยังถนนหน้าบ้าน ซึ่งเห็นฝ่ายหญิงเดินนำหน้าฝ่ายชาย พริ้มลุกขึ้นแล้วเดินไปยืนอยู่หน้าบ้านของพ่อตัวเอง สองแขนยกขึ้นมากอดอกท่วงท่าคล้ายนักเลงชวนก่อเรื่อง “ไปไหนกันมาจ๊ะ หน้าตาช่างมีความสุขจัง” ทั้งที่ความจริงสองคนนั้นไม่มีรอยยิ้มให้เห็นแม้แต่น้อย

พริ้มยังเอ่ยต่อ “คนหนึ่งฟันเหยินเหมือนนางแก้วหน้าม้า อีกคนตัวดำผมหยิกเหมือนเงาะป่า ช่างเหมาะสมกันเหลือเกินคู่นี้ ถ้าจะไปหาที่พลอดรักก็หาที่มิดชิดหน่อยนะ กลัวชาวบ้านนำเอาไปลือกันอีก ฉันเป็นห่วง” คนพูดยกมือขึ้นปิดปาก หัวเราะให้กับความคิดของตัวเอง

หญิงร่างอวบหันหน้ามองเพื่อนชายที่เดินตามหลังมาแล้วพูดเสียงลอดไรฟัน “บอกให้กลับไปวัดก็ไม่เชื่อ แป้นเดินกลับคนเดียวได้”

คูนอยากพูดคุยและเดินเคียงกันไป แต่ความจริงหญิงสาวเงียบเมื่อชวนคุย ตอนเดินมาอยู่ข้างๆ ส้มแป้นเร่งฝีเท้านำหน้าไป สีหน้าเรียบตึง ไม่ยินดียินร้ายที่มีเพื่อนชายเดินร่วมทาง

“ดูแลกันให้ดีๆ นะ ฉันว่าเดินตามกันต้อยๆ อย่างนี้ อีกไม่นานคงมีตัวเล็กๆ เดินตามอีกสักคนสองคนแน่ๆ เลย พี่พร้อม” พริ้มทำเหมือนเอ่ยกับเขาแค่สองคน

ส้มแป้นคงเหลืออดกับคำที่ได้ยิน ยกมือขึ้นเท้าสะเอว สีหน้าถมึงทึงเหมือนนางยักษ์ดูดุดัน หันมาพูดกับคูน “ถ้าอยากเป็นเพื่อนแป้นก็กลับวัดไปได้แล้ว”

ชายผู้นั้นวิ่งไปอีกทางหนึ่ง หญิงผิวคล้ำเดินต่อไปไม่สนใจใดๆ ทั้งสิ้น เขามองตามไม่ละสายตา

“คอจะหลุดแล้วพี่พร้อม นางฟันเหยินคนนั้นไม่เหมาะกับพี่หรอก”

“ทำไมไปว่าเพื่อนอย่างนั้น”

“มันไม่ใช่เพื่อนของพริ้ม ตั้งแต่มันแย่งกิ่งไปจากน้อง มันคือศัตรูและยิ่งรู้ด้วยว่ามันจ้องจะจับพี่ทองก้าน ชาตินี้อย่ามาดีกันเลย”

“ส้มแป้นเป็นคนดีนะ ทำไมต้องคิดอคติขนาดนั้น”

“พี่พร้อมไม่ต้องเข้าข้างมัน พี่เป็นพี่ชายต้องอยู่ข้างพริ้ม แม้พี่พร้อมจะชอบมัน แต่ขอบอกไว้เลยว่าพริ้มไม่ยอมรับมันเป็นพี่สะใภ้แน่นอน”

เขาไม่ฟังเสียงน้องสาว ตะโกนบอกคนที่เดินห่างออกไป “ส้มแป้นหยุดคุยกับพี่ก่อนสิจ๊ะ”

“พี่พร้อมจะไปคุยดีกับมันทำไม ดูหน้าตามันคงอยากพูดกับเรามากนัก”

คนถูกเรียกเดินย้อนกลับมาที่ตัวเขา

“พรุ่งนี้พี่จะไปกรุงเทพแล้ว ไม่ได้เจอหน้าส้มแป้นอีกหลายวัน คงคิดถึงมาก”

ส้มแป้นเชิดหน้าพูดขึ้น “พี่พร้อม แป้นไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรกับพี่”

“ทำอย่างกับแกสวยเลือกได้ ไม่ดูตัวเองบ้างเลย” น้องสาวพูดแทรก

“พี่ไม่ดีตรงไหน ลูกชายผู้ใหญ่บ้าน มีงานดีๆ ทำ ส้มแป้นไม่รับพี่ไปพิจารณาบ้างหรือจ๊ะ”

“พี่พร้อมจะไปสนใจมันทำไม ผู้หญิงขาวๆ สวยๆ หุ่นดีๆ ในเมืองกรุงมีตั้งเยอะ พี่ไม่เห็นเหรอ เมื่อกี้ก็มีคนตามเฝ้าไม่ห่าง ระวังนะพี่ จะได้ของที่มีคนเคยใช้มาก่อนแล้ว”

ส้มแป้นนิ่งรับฟังแล้วบอกความรู้สึกแท้จริง “พี่พร้อม ฉันชอบผู้ชายอย่างพี่ทองก้าน ได้ยินไหมจ๊ะ”

เขายังยิ้มออกมาได้ แม้ผู้หญิงตรงหน้าจะไม่ชอบตนก็ตาม เพราะรู้ตัวว่าเขานั้นคงหาผู้หญิงสนใจยาก โดยเฉพาะสาวเมืองกรุง พอเข้าไปจีบ อีกฝ่ายแทบจะลุกเดินหนี เพื่อนในกองถ่ายบอกว่าหน้าตาอย่างเขา ถ้าเงินไม่ถึงก็อดได้แอ้มสาว แต่เขานั้นไม่หวังจะแอ้มสาวๆ พวกนั้น แต่อยากได้ความจริงใจที่ไม่ต้องแลกด้วยเงินตรา เหมือนกับผู้หญิงตรงหน้าที่มีความจริงใจให้เขา ชอบก็บอกว่าชอบ ไม่ชอบก็บอกออกมาให้รู้ แต่คนที่ส้มแป้นบอกว่าชอบนั้น อีกฝ่ายคงไม่รู้สึกดีด้วย เขาจึงมีความหวังอยู่เรื่อยมา

“อย่าฝันไปหน่อยเลย พี่ทองก้านหล่อขนาดนั้น ต้องคู่กับคนสวยๆ อย่างฉัน ที่สำคัญพี่ทองก้านไม่ได้รักแก แต่เขารักฉัน แล้วฉันก็ชอบพี่ทองก้าน”

เสียงคุยตอบโต้กันตรงหน้าบ้าน ทำให้ชายสูงวัยต้องเดินออกมาดู คงคิดว่าลูกบ้านมีปัญหาอะไรกัน แต่ไม่ใช่เลย คนมีปัญหาคือลูกสาวของตัวเอง

“ใครชอบใครไม่ได้ทั้งนั้น เขยบ้านนี้ต้องรวยเท่ากับข้า หรือมีเงินทองมากกว่า ผู้ใหญ่เรืองคนนี้ยินดียกลูกสาวให้”

น้องสาวถูกพ่อทำลายความฝัน ชายหนุ่มที่ชอบพอมีฐานะไม่สมกับครอบครัวของเขา

“ได้ยินไหมจ๊ะพริ้ม ผู้ใหญ่เรืองพูดเต็มปากเต็มคำว่าอยากได้ลูกเขยแบบไหน เลิกคิดซะเถอะนะ ว่าเธอกับพี่ก้านจะได้ลงเอยกัน แป้นขอบคุณลุงผู้ใหญ่มากนะจ๊ะ ที่มาทำให้รู้ว่าพี่ทองก้านมีสิทธิ์จะเป็นของแป้น ไม่ได้ฝันลมๆ แล้งๆ เหมือนใครบางคน” ส้มแป้นยกมือไหว้ผู้ใหญ่เรือง แล้วหันหน้ามายิ้มหยันให้พริ้ม ก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงดัง เดินกลับบ้านตัวเองอย่างสบายใจ

ส้มแป้นอาจเพิ่งรู้ว่า การหัวเราะทีหลังดังกว่า มันมีความสุขอย่างนี้นี่เอง

“แล้วพี่จะซื้อเสื้อในกรุงเทพมาฝากนะ ส้มแป้น”

“นางงูพิษ แกแย่งเพื่อนของฉันไปยังไม่พอ ยังจ้องแย่งพี่ทองก้านไปจากฉันอีก” พริ้มบ่นกับตัวเอง หันหน้ามองบิดา แล้วสะบัดก้นเดินเข้าบ้านไปโดยไม่มีคำพูดคำจา

“นางลูกคนนี้ ตามใจมากก็เสียคน พ่ออุตส่าห์หวังดี อยากให้มีผัวรวย ชีวิตจะได้สบาย พอพูดไม่เข้าหูหน่อยเป็นอย่างนี้ทุกที เห็นพ่อเป็นหัวหลักหัวตอ”

“อย่าว่าน้องเลยพ่อ” เขาปกป้องน้องสาว แม้จะปากเสียหรือดีร้ายแค่ไหน ยังไงก็เป็นน้องสาวที่เขารักและเป็นห่วงอยู่เสมอ

ลูกชายชวนพ่อเดินเข้าไปด้านในตามหลังลูกสาวคนสุดท้องของบ้าน เพราะการเลี้ยงดูแบบตามใจ คงทำให้พริ้มมีนิสัยอย่างที่เป็น

พร้อมแอบหวังในใจว่าวันหนึ่งหญิงสาวที่แอบชอบจะรู้สึกดีต่อกันบ้าง

 



Don`t copy text!